เพิ่งกลับจากอินเดียได้ประมาณ ๑ สัปดาห์ ทางโครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศอนุญาตให้กลับไปนอนวัด ๑ คืน เข้ากุฏิพบจดหมายทางไกลจากแม่สะเรียง รายงานความคืบหน้าของโครงการสร้างห้องน้ำให้ที่พักสงฆ์แม่ชบา ดังนี้
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
โครงการนี้ใช้ทุนเพียง ๗,๐๐๐ บาท ซึ่งเป็นเงินที่เหลือจากการสร้างห้องน้ำเต็มรูปแบบที่วัดราชสิทธาราม ๑ ห้องกว่าสองหมื่นบาท บอกเจ้าภาพที่บริจาคมาแล้วก็โอนไป ทั้งที่ค่าขนส่งขึ้นดอยนั้นแพงมาก เที่ยวหนึ่งก็ประมาณสามพัน ตกลงเหลือค่าของค่าแรงเพียงสี่พัน งบเพียงเท่านี้ก็สามารถสร้างห้องน้ำให้ใช้งานได้ ก็ขอท่านทั้งหลายจงโมทนา
 
วันรุ่งขึ้นโยมอาจารย์วิทยาก็โทรมาบอกบุญที่เคยเกริ่นไว้นานแล้วว่า ช่วงเปิดเทอมมักจะมีนักเรียนใหม่มาเรียนซึ่งต้องใช้เวลาของบประมาณเพิ่มเกือบปี (หัวละ ๑๓ บาท) บ้างก็เป็นนักเรียนกินนอนก่อนวัย ไม่สามารถขอเบิกจากทางราชการได้ ทำให้ข้าวสารไม่พอเพียงต้องจัดหาเอง ท่านพูดอย่างน่าสงสารว่า เน็ตท่านก็เล่นไม่เป็น ญาติโยมก็ไม่รู้จักใคร ก็มีแต่พระคุณเจ้าเท่านั้นนี่ละที่พอจะขอความช่วยเหลือได้ เจออย่างนี้จะไม่ช่วยได้หรือ???
 
ข้าพเจ้าก็ลองถามว่า ขาดเหลือสักกี่มากน้อย โยมเขาก็ว่า ตามแต่กำลังศรัทธา คุยไปคุยมาความจริงก็แพลมออกมาว่า ขาดประมาณ ๑๐ กระสอบ
รายละเอียด : อ.วิทยา ธุระอบ เป็นรักษาการผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านแม่ก๋อน ได้ทำงานทุ่มเทอย่างมาก จนชื่อเสียงระบือไกลไปในหมู่ชาวเขาว่า โรงเรียนสอนดี มีที่พัก มีอาหารกินอย่างเพียงพอ ชาวบ้านแห่กันส่งลูกหลานมาเรียนที่นี่ ทั้งจากในหมู่บ้านเอง และหมู่บ้านใกล้เคียง ซึ่งทางการก็มีงบประมาณอาหารให้หัวละ ๑๓ บาท เพียงแต่ต้องของบประมาณก่อน กว่างบจะมาก็คือปีหน้า

ในช่วงสูญญากาศของงบประมาณ ช่วงเปิดเทอมก็จะมีปัญหา ต้องหางบมาซื้อข้าวสารเพิ่มเติม เพราะมีเด็กชาวเขามาสมัครใหม่ทุกเทอม ท่านบ่นว่า เด็กชาวเขานี้กินข้าวจุมาก

ปกติก็จะช่วยซื้อให้เทอมละ ๕ กระสอบบ้าง ๑๐ กระสอบบ้าง ตามปัจจัยที่มี แต่ช่วงนี้ไปอบรมพระธรรมทูตต่อเนื่อง ๙๐ วัน รายรับเป็นศูนย์ จึงขอฝากญาติโยมใจกุศลทั้งหลาย ช่วยกันคนละไม้คนละมือ บริจาคทรัพย์ซื้อข้าวสารให้เด็กนัก เรียนชาวเขาได้ที่บัญชี ธ.กรุงเทพ สาขาย่อยโลตัส ถ.ประดิษฐ์มนูธรรม 065-0-21185-7 ชื่อบัญชี น.ส.พรรณสุนีย์ มาลาโรจน์ โทร. 0877278938 นอกจากนี้ อ.วิทยา ยังขอความเมตตาบริจาคเสื้อผ้าสำหรับเด็กอายุ ๕-๑๐ ขวบ จำนวน ๒๕ คน มาด้วย ท่านใดมีเสื้อผ้าเด็กไม่ใช้แล้วก็สามารถนำมาบริจาคได้ที่วัดราชสิทธาราม ซ.อิสรภาพ ๒๓ แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ
ขออนุโมทนาล่วงหน้า ฯ

edit @ 18 May 2012 13:11:23 by Dhammasarokikku

พระกับเฟสบุ๊ค

posted on 20 Mar 2012 14:47 by akkarakitt  in Experience
มีโยมเพื่อนบอกให้เขียนเรื่องพระภิกษุกับการใช้เฟสบุ๊คให้คนที่ไม่เข้าใจ (ชอบเห็นพระเป็นมนุษย์ถ้ำ) อ่านนานแล้ว มีไอเดียอยู่บ้าง แต่ยังไม่ตกตะกอน เมื่อวานได้ฟีลเลยเขียนลงสเตตัสบนเฟสบุ๊คดังนี้ :-
 
อ่านสื่อโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คไปสักพัก มันก็เหมือนอ่านหนังสือพิมพ์อิเล็คทรอนิกส์ ที่ปรับเปลี่ยนเรื่องราวไปตามความสนใจของเรา กดไลค์ไปเรื่อย จะพบว่า มีเรื่องราวที่เราสนใจ ชอบใจ ถูกใจ หลั่งไหลเข้ามา เกือบเรียกได้ว่า "ทะลัก" นี่หรือเปล่า? ที่ทำให้บางคนเห็นว่า พระไม่ควรเล่นเฟสบุ๊ค เพราะสิ่งที่เขาสนใจอยู่ไม่เหมาะกับสมณะ

สิ่งไม่ควรแก่สมณะนั้นมีอยู่ในทุกสื่อ อยู่ที่ว่า เราเลือกเสพอะไรมากกว่า การใช้สื่อของพระภิกษุสามเณรจึงเป็นเรื่องของปัจเจกชน ไม่ควรตัดสินแบบเหมารวม

จริงอยู่ มีปัญหาเกิดขึ้นจริงกับพระภิกษุสามเณรที่ใช้เฟสบุ๊คไปในทางที่ผิด ไม่เปิดเผยสถานะแล้วใช้คุยกับสีกาบ้าง ใช้ดูรูปไม่เหมาะสมบ้าง แต่การพยายามปิดหูปิดตาไม่ให้นักบวชรับรู้ข่าวสารใด ๆ เลย นั่นเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เหมือนการเซนเซอร์ชิซูกะอาบน้ำ

ต้นของปัญหา น่าจะอยู่ที่การดูแลเอาใจใส่ของอุปัชฌาย์อาจารย์เจ้าอาวาส ควรคัดเลือกผู้ที่จะเข้ามาบวชอย่างดี อบรมให้ความรู้เรื่องศีลเบื้องต้น พร้อมทั้งโทษของการทุศีล จนสามารถดูแลตัวเองได้ แล้วจึงอนุญาตให้ใช้คอมพิวเตอร์ส่วนตัว (คนเราอินทรีย์อ่อนแก่ไม่เท่ากัน ขึ้นกับวัยวุฒิ คุณวุฒิ บุญบารมีเดิม และอีกหลาย ๆ อย่าง การใช้มาตรฐานเดียวกับทุกคนจึงอาจทำให้เสียโอกาสที่ใหญ่หลวง)
 
 

 
เครดิต : TL ของพระมหาโอ๊ต
 
 
ส่วนตัวแล้ว อาจเสพติดธรรมะบนเฟสบุ๊คมากกว่าตัวเฟสบุ๊คเองเสียอีก
 
ที่วันนี้มาอัพบล็อกมิใช่กระไร จะมาบอกว่า หลังจากดองบล็อกไว้เป็นเวลานานอักโขแล้ว ก็จะลาไปดองบล็อกอีกอย่างน้อย ๖๔ วัน เนื่องจากช่วงนี้ไปอบรมโครงการพระธรรมทูตสายต่างประเทศ สามารถติดตามความเคลื่อนไหวได้ทาง FB

 
 
รายละเอียดโครงการ
 
ขอเชิญร่วมเป็นเจ้าภาพถวายภัตตาหารพระภิกษุว่าที่พระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ 18 เฉลิมพระเกียรติ 90 รูป

ระยะเวลาฝึกอบรม 90 วัน แบ่งเป็นภาคสาธารณูปการ ที่ศูนย์พัฒนาศาสนา แคมป์สน อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ สร้างกุฏิรับรอง ปรับปรุงสถานที่ 20 วัน ฝึกกรรมฐานเข้มข้นปิดวาจา 30 วัน ดูงานประเทศอินเดีย 10 วัน อบรมวิชาการที่ มจร. วังน้อย 30 วัน

เป็นโอกาสบุญอันดีที่ไม่อยากให้พลาด พระภิกษุพรรษาอย่างน้อย 5 พรรษา มารวมตัวกันปฏิบัติศาสนกิจอย่างเข้มข้น จบการอบรบแล้วก็แยกย้ายกันไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาทั่วโลก

ได้รับข้อมูลจากประธานดำเนินงานว่า ค่าใช้จ่ายเฉพาะค่าอาหารเลี้ยงมากกว่า 120 ชีวิตในแคมป์สนสูงถึง 10,000 บาท/วัน (ภัตตาหาร 2 มื้อ, น้ำปานะ 2 ครั้ง) ค่าธรรมเนียมที่เก็บจากผู้สมัครรูปละ 3,500 บาท ไม่เพียงพอ บางวันว่าที่พระธรรมทูตร่วมเป็นเจ้าภาพภัตตาหารกันเอง

การถวายภัตตาหารแด่ภิกษุตั้งแต่ 4 รูปขึ้นไป ย่อมเป็นสังฆทาน พระพุทธเจ้าสรรเสริญว่ามีอานิสงส์มากยิ่งกว่าถวายแด่พระองค์เอง

ผู้มีจิตศรัทธาสามารถโอนเงิน เข้าบัญชีเผื่อเรียก ธนาคารออมสิน สาขาท่าพระ หมายเลขบัญชี 0-5451080546-5 ชื่อบัญชีพระอัครกิตติ์ ธมฺมสโร หรือบริจาคได้ที่บัญชีเดิม บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงเทพ สาขา เทสโก้โลตัส เอกมัย-รามอินทรา หมายเลขบัญชี 065-0-21185-7 ชื่อบัญชี น.ส.พรรณสุนีย์ มาลาโรจน์ หมายเลขโทรศัพท์ 087-727-8938 (ดีแทค)
 
เจริญธรรม ฯ

edit @ 20 Mar 2012 15:08:34 by Dhammasarokikku

ข้อคิดก่อนสึก

posted on 19 Feb 2012 17:06 by akkarakitt  in Dharma
มีโอกาสได้อ่าน "ประวัติศาสนา" ที่แปลจากภาษาพม่า ด้วยเหตุต้องการศึกษาประวัติภิกษุณี พบเรื่องราวของภิกษุหนุ่มบันทึกไว้มีข้อคิดน่าสนใจดังนี้
 
ลุจุลศักราช ๑๐๓๔ (พ.ศ.๒๒๑๕) สมัยพระเจ้ามหาสีหสูรธรรมราชา ราชบุตรของพระมหาปวรธรรมราชาโลกธิบดี พระนามว่า นรวระ ได้เป็นพระราชาครองราชสมบัติรับพระนามาภิไธยว่า พระเจ้ามหาสีหสูรธรรมราชา
 
ในรัชสมัยของพระราชาองค์นี้ คัมภีร์มีอยู่ในวิหารเชตวันใกล้เจดีย์จะญอขุง มีภิกษุหนุ่มองค์หนึ่งกำลังเล่าเรียนอยู่ พอจะมีความฉลาดในคัมภีร์อยู่บ้าง แต่ก็ยังเจือไปด้วยใจเด็กหนุ่มวัยรุ่น ดวงจิตถึงจะห่อหุ้มไว้ด้วยปริยัติก็เป็นเพียงผิวเผินภายนอก สันดานเดิมยังติดอยู่ในกองกิเลส แต่พอถูกอารมณ์ มีรูป เป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่งรบกวน กลิ่นเหม็น คือ กิเลสก็ระเหยออกมา เหมือนกลิ่นคูถ (ขี้) ให้หลุมคูถ ภายนอกถูกลมแดดแห้งไป และกิ่งไม้ปิดบังไว้ แต่เมื่อเอาไม้ไปกวนเข้าก็จะเหม็นออกมา ดังนั้นท่านจึงคิดว่า จะสึก หอบเอาผ้าเครื่องคฤหัสถ์ไปท่านั้ำกับพระภิกษุผู้เป็นสหาย ในระหว่างทางคิดว่าจะนมัสการเจดีย์ในขณะที่ยังเป็นพระภิกษุก่อน จึงฝากผ้าเครื่องคฤหัสถ์แก่พระภิกษุผู้เป็นสหายแล้วเข้าไปในซุ้มหน้ามุขเจดีย์ นั่งนมัสการเจดีย์
 
ครั้งนั้นมีหญิงรุ่นสาวคนหนึ่งมาถึงลานเจดีย์ นั่งลงภายนอกซุ้มเจดีย์ ทำเป็นกรวดน้ำอธิษฐานว่า ด้วยการทำบุญครั้งนี้ ขอให้ข้าพเจ้าพ้นจากทุกข์ทั้งปวง มีอบายทุกข์ เป็นต้น และขออย่าได้เป็นเมียคนที่สึกจากพระ ทุกภพ ทุกชาติ เถิด
 
พระภิกษุหนุ่มได้ยินคำอธิษฐานนั้นแล้วคิดว่า บัดนี้เราคิดว่าจะสึกจึงได้มาที่นี่ แต่หญิงสาวคนนี้ ปรารถนาไม่เป็นเมียคนที่สึกจากพระ จะต้องถามเหตุการณ์กับหญิงสาวผู้นั้นในครั้งนี้ให้ได้ ครั้นคิดดังนั้นแล้วจึงออกมานอกซุ้มเจดีย์เข้าไปถามเหตุการณ์กับหญิงสาวผู้นั้นว่า ทำไมเธอจึงปรารถนาไม่ขอเป็นเมียคนที่สึกจากพระ ได้รับคำตอบว่า พระคุณเจ้าขา คำที่ดิฉันพูดว่าไม่ขอเป็นเมียคนที่สึกจากพระไม่ต่างอะไรกับคำที่พูดว่าไม่ขอเป็นเมียคนพาล คำทั้ง ๒ นี้เหมือนกัน คนที่สึกจากพระ ก็คือคนพาลใช่ไหม ถ้าคนที่สึกจากพระไม่ใช่คนพาล ใครเล่าในโลกจะเป็นคนพาล เพราะตามธรรมดาพระภิกษุบริโภคใช้สอยจีวรบิณฑบาตเสนาสนะที่คนอื่นเขาให้ นับว่ามีความสุขอยู่แล้ว ถ้าอยากจะเล่าเรียนคัมภีร์ ก็มีโอกาสเล่าเรียนได้ตามความประสงค์ ถ้านึกขี้เกียจขึ้นมาไม่เล่าเรียน อยากจะกิน ๆ นอน ๆ นั่ง ๆ ก็ทำได้ตามความประสงค์ เมื่อสึกออกมาเช่นนั้นแล้ว ทำเป็นไม่บอกให้ใครรู้ว่า ตนเป็นทาสคนอื่น เป็นคนใช้ของเมีย ดิฉันจึงเข้าใจว่า ผู้ที่สึกจากพระนั้น เป็นพาลเสียยิ่งกว่าคนพาลอื่น ๆ ในโลก และถ้าดิฉันจะต้องเป็นภรรยาคนที่สึกจากพระ ดิฉันก็ต้องเป็นพาลยิ่งกว่าหญิงที่เป็นภรรยาของคนพาล พระภิกษุได้ยินคำพูดของหญิงสาวนั้นแล้ว สลดใจ ออกไปนอกประตูนคร นั่งซึมเหมือนวานรปราศจากฝูงนั่งเหงาอยู่ตัวเดียว
 
ครั้งนั้น พระภิกษุที่เป็นเพื่อน เรียกให้มาเอาผ้าเครื่องคฤหัสถ์ พระภิกษุหนุ่มเรียกให้เข้าไปใกล้ในขณะนั้น เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟังแล้วพูดว่า เดี๋ยวนี้ ถ้าใครมาบอกให้สึก ก็เท่ากับเอาฆ้อนมาตีศีรษะ ดังนั้นข้าพเจ้าไม่อยากสึกแล้ว ตั้งแต่นี้ต่อไป จะไม่คิดสึกตราบเท่าสิ้นชีวิต แล้วท่านข้ามแม่น้ำเอราวดีไปนครไชยปุระ ผู้รู้พากันกล่าวว่า หญิงสาวในครั้งนั้นต้องเป็นเทวดา ไม่ใช่มนุษย์
 
คำของหญิงสาวเตือนสติพระนี้ ทำให้คิดถึงกลอนบทหนึ่ง นัยว่าเป็นฝีพระโอษฐ์ ร.๔ ครั้งทรงผนวชเตือนสติพระองค์เองว่า
 
                   เอ็นดูเถิดเจ้าประคุณดรุณขยาย
ที่ข้อนั้นหม่อมฉันดูไม่สู้สบาย          ประชวรกายหรือว่ามีโรคีกวน
อย่าเป็นห่วงหน่วงในสู่ไตรลักษณ์     นิมนต์หักเถิดพระคุณอย่าหุนหวล
หอมที่เห็นเหม็นแท้ย่อมแปรปรวน     อีกหน่อยนวลนิ่มเนื้อเป็นเหยื่อกา
อย่าคนึงคลึงเคลีย เสียสละ            ตามคำพระจอมเกศเทศนา
ว่าประเสริฐเลิศมหันต์บรรพชา         ภาวนาดีกว่าสึก จงตรึกตรอง
อย่ากระสันหันทำระส่ำระสาย          หน่อยก็กายผู้เป็นเจ้าจะเศร้าหมอง
กาสาว์สมห่มคลุมเหมือนหุ้มทอง      ถ้าเปลี่ยนครองแล้วเห็นไม่เป็นการ
อันสึกหาทารุณพระคุณเอ๋ย             ฝูงคนเคยนับถือมือประสาน
จงผนวชบวชอุดมเป็นสมภาร           อย่าก่อการโลกีย์ไม่ดี เอย ฯ
 

 
 
เครดิตภาพ : facebook
 
เจริญธรรม ฯ

edit @ 20 Feb 2012 11:53:13 by Dhammasarokikku

Favourites

Favourites

Dhammasarokikku View my profile