มาว่ากันต่อไป ตอนที่แล้วแจงไป ๒ รายการละ ยังไม่มีข้อไหนเกี่ยวข้องกับป่าเลย ไปดูข้อสามกันต่อไป

๓. ปิณฑปาติกังคะ ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร หมายถึง ภิกษุเว้นกิจนิมนต์เพื่อภัตตาหาร เห็นประโยชน์ของการเที่ยวบิณฑบาตเลี้ยงชีพว่า ไม่มีความยุ่งยากในการตระเตรียม ไม่ละโมบในอาหารที่มีรสอร่อย และไม่ยึดติดกับปัจจัยที่ได้มา เมื่อเห็นอานิสงส์ดังนี้ จึงเปล่งวาจาสมาทานว่า "อติเรกลาภํ ปฏิกฺขิปามิ, ปิณฺฑปาติกงฺคํ สมาทิยามิ" เรางดอดิเรกลาภเสีย สมาทานองค์ของผู้ถือบิณฑบาตเป็นวัตร

ข้อนี้เห็นวัตรปฏิบัติกันหลากรูปแบบ แต่ที่เห็นเหมือน ๆ กัน คือ เวลาเดินธุดงค์ (หมายถึง เดินทางไป ถือวัตรธุดงค์ไปด้วย) จักไม่รับเงินรับทอง หลวงพ่อพระราชพรหมยานสั่งไว้เลยว่า พระเดินธุดงค์ หากรับเงินรับทอง ถือว่า ธุดงค์หลอกลวงชาวบ้าน สายหลวงพ่อชา ก็ไม่ให้รับเงิน และส่วนใหญ่ แค่สตางค์แดงเดียว รับแล้วเป็นได้เรื่อง คืนนั้นไม่ต้องนอน มดขึ้นกลด กวนกันทั้งคืนทีเดียว

เรื่องบิณฑบาตเป็นวัตรนี่ เวลาเข้าป่าลึก ไม่มีบ้านคน พระธุดงค์เขาก็ไปบิณฑบาตกับต้นไม้กัน ครับ ส่วนหนึ่ง เพื่อไม่ให้ขาดบิณฑบาต อีกส่วนหนึ่ง คือ การบิณฑบาตกับเทวดา มี ๒ แบบ

แบบหนึ่ง เจริญเมตตาอัปปมัญญาสมาบัติ (คือแผ่เมตตาทั่วไปในจักรวาลโดยไม่จำเพาะเจาะจง) ให้อารมณ์คงที่ตลอดสามวัน วันที่สามให้ตั้งใจกำหนดว่า จักเดินบิณฑบาตจากต้นไม้ต้นนี้ ไปต้นโน้น หากผู้ใดประสงค์จักใส่บาตร จงมาใส่ หาไม่แล้วจักอยู่ด้วยธรรมปีติ

หลวงพ่อเล่าให้ฟังว่า มีเด็กชาวป่าแต่งตัวมอมแมม โผล่มาจากไหนก็ไม่ทราบ มาใส่บาตร แต่อย่าได้ไปถามเชียวว่า หนูมาจากไหน หรือบ้านหนูอยู่ไหน เป็นได้อดข้าวแบบไม่มีกำหนด

ข้อสังเกตของเทวดาจำแลงพวกนี้ เขาทั้งหลายจักไม่กระพริบตา และข้าวที่ได้ จักมีสีเหลืองน้อย ๆ มีดอกไม้ดอกหนึ่ง และมีรสหวานหน่อย ๆ ปริมาณสักทัพพีหนึ่ง แต่ฉันแล้วอิ่มไปทั้งวัน

อีกแบบหนึ่ง ให้นำบาตรไปแขวนไว้ที่ต้นไม้ และเจาะจงแผ่เมตตาให้กับรุกขเทวดา ที่มีวิมานอยู่บนต้นไม้ต้นนั้น พอมีเสียงคล้ายฝาบาตรหล่น ก็ใช้ได้

ทั้งสองวิธี เห็นมีแต่ท่านที่ปฏิบัติได้ขั้นเทพทั้งนั้นที่ทำได้ คือ อย่างน้อย ๆ ต้องได้สมาบัติ ๘ เป็นอย่างต่ำ (ส่วนใหญ่เป็นพระที่ได้อภิญญาที่ทำได้) และต้องทำให้ถูกวิธี หลวงพี่เล็กเคยแนะไว้ว่า อย่าได้ไปอาจหาญอธิษฐานว่า หากไม่ได้อาหาร ข้าพเจ้าจักยอมอดตาย อย่างนี้ เทวดาเขาจักลองใจว่า จักถือสัจจวาจาได้จิงป่าว เป็นได้ตายกันจริง ๆ ไม่มีโอกาสได้เห็นข้าวเทวดา

เท่าที่ได้ไปสังเกตพระที่ออกป่าจริง ๆ ไปทดลองวิชากัน เห็นหน้าแห้งกลับมาทุกราย เลยยังไม่เคยเห็นข้าวเทวดาจะจะกับตาตัวเอง ใครอยากทดลอง ขอให้รีบมาบวช แล้วเข้าป่าทดสอบกัน อย่าเพิ่งปรามาสว่าจักมิใช่เรื่องจริง เกิดจริงขึ้นมา จักเป็นโทษมิใช่น้อย

ข้อนี้ก็อีกเช่นกัน อยู่วัดก็ถือได้ ครับ ก็แค่เดินบิณฑบาตเป็นวัตร แล้วก็งดรับกิจนิมนต์

๔. สปทานจาริกังคะ ถือเที่ยวบิณฑบาตไปตามแถวเป็นวัตร คือ บิณฑบาตไปตามลำดับตั้งแต่บ้านหลังแรกไป มิใช่บิณฑบาตหลังหนึ่ง แล้วเว้นไปสามหลัง เพราะรู้ว่า สามหลังที่ว่า ทำอาหารไม่อร่อย ด้วยเห็นประโยชน์ว่า สามารถโปรดสรรพสัตว์ให้สม่ำเสมอกัน มิได้เลือกชนชั้นวรรณะ เมื่อเห็นอานิสงส์ดังนี้ จึงเปล่งวาจาสมาทานว่า "โลลุปฺปจารํ ปฏิกฺขิปามิ, สปทานจาริกงฺคํ สมาทิยามิ" เรางดการเที่ยวบิณฑบาตข้ามลำดับเสีย สมาทานองค์ของผู้ถือการเที่ยวไปตามลำดับบ้านเป็นวัตร

ข้อนี้ชัดเจน คงไม่ต้องอธิบาย ไม่ต้องเดินป่าก็ถือได้อีกแล้ว ครับ

๕. เอกาสนิกังคะ ถือนั่งฉัน ณ อาสนะเดียวเป็นวัตร หมายถึง ภิกษุเว้นการฉันอาหารในที่สองแห่ง เว้นการฉันบ่อย ๆ ฉันแต่พอดี ๆ ไม่มากไม่น้อยเกินไป มีหลักปฏิบัติ คือ เมื่อฉันเสร็จลุกจากที่แล้ว จักไม่กลับมานั่งฉันอีก เมื่อเห็นอานิสงส์ดังนี้ จึงเปล่งวาจาสมาทานว่า "นานาสนโภชนํ ปฏิกฺขิปามิ, เอกาสนิกงฺคํ สมาทิยามิ" เรางดการฉันในสถานที่แห่งที่สองเสีย สมาทานองค์ของผู้ฉันอาสนะเดียวเป็นวัตร

ข้อนี้อาจจักเคยได้ยินที่เขาว่า "ฉันเอกา" หรือ ฉันมื้อเดียว พระธรรมยุตินิกาย หรือพระป่าบางรูป ก็ถือฉันกันเป็นปกติ ไม่ว่าอยู่ป่า หรืออยู่วัด ตอนไปเดินธุดงค์เมื่อสิบกว่าปีก่อน ตามแบบสายหลวงพ่อชา ฉันเช้าเสร็จแล้วล้างบาตรเลย ไม่มีการเก็บอาหารไว้ฉันมื้อเพลต่อ ส่วนใหญ่พระที่เดินธุดงค์ก็ทำเช่นนั้น เพราะเป็นการตัดกังวล ไม่อย่่างนั้น คงต้องกระเตงข้าวใส่บาตรไปด้วย เป็นภาระ และอาจหกเลอะเทอะระหว่างทางได้อีกด้วย ฉันเสร็จแล้ว ก็เดินไปเรื่อย ๆ จนพระอาทิตย์ใกล้ตก ก็แวะปักกลดตรงที่ที่คิดว่าเหมาะสม เวลาปักกลดนี่ต้องเล็งดูให้ดีนะ ครับ ปักแล้วห้ามถอน เป็นการถือสัจจะอย่างหนึ่ง

ตอนนั้นกลับมาจากธุดงค์ผอมกะหร่องเป็นนายแบบเลย แต่รู้สึกแข็งแรงมาก ใครอยากผอมแบบประหยัด ก็มาทดลองกันได้ ครับ

ข้อนี้ฆราวาสก็นำไปเป็นหลักปฏิบัติได้ ครับ เป็นการลดความอ้วนไปในตัว คือ กินอาหารแต่ละมื้อแล้ว ระหว่างมื้อไม่ไปกินอาหารจุบจิบ ประหยัดค่าขนมเดือนหนึ่งไม่น้อย

ผ่านมา ๕ ข้อแล้ว ยังไม่มีข้อใด เกี่ยวข้องกับการเดินป่าเลย ล้วนแล้วแต่ทำที่วัดได้ทั้งสิ้น ครับ ฉะนั้นบางทีอาจจักมีพระธุดงค์จำวัดอยู่ใกล้ ๆ บ้านท่านก็เป็นได้ และพระที่ท่านเข้าใจว่า เป็นพระธุดงค์ ก็อาจจะไม่ใช่พระธุดงค์อย่างที่เข้าใจ หากท่านเหล่านั้นยังรับเงินรับทองอยู่ หลวงพ่อเรียกพระเหล่านี้ว่า "พระเดินดง" ครับ มิใช่พระธุดงค์

ข้อสังเกต วัตรธุดงค์ทั้งหลาย หากไปเดินป่าเสีย ก็จักรักษาได้ทั้งหมดอย่างง่ายดาย โดยอัตโนมัติ ครับ ฉะนั้น อาจสรุปได้ว่า พระเดินป่า อาจถือธุดงค์เป็นส่วนใหญ่ แต่พระถือธุดงค์ อาจไม่ได้อยู่ในป่า งงแมะ?

จบตอน ๒

เมื่อกล่าวถึงพระป่า หรือพระธุดงค์ แวบแรกทุกคนคงต้องคิดจินตนาการไปเหมือน ๆ กันว่า คงเป็นพระห่มจีวรสีเข้ม ๆ สีน้ำตาลไหม้ หรือที่ภาษาพระเรียกกันว่า สีกรัก สะพายย่ามใหญ่ ๆ ที่มีบาตรอยู่ข้างใน แบกกลด ที่ดูเหมือนร่มไว้บนบ่า แล้วออกเดินเท้าไปตามป่าตามเขา หรือสถานที่ต่าง ๆ ใส่รองเท้าบ้าง ไม่ใส่บ้าง น้อยคนนักที่จักทราบว่า คำว่า "พระธุดงค์" มิได้หมายความเช่นนั้นเลย

พอดีกำลังทำแนวข้อสอบนักธรรมโท ซึ่งสอบผ่านไปเมื่อปีที่แล้ว ไว้สำหรับรุ่นน้อง จักได้เรียน และสอบผ่านได้โดยสะดวกขึ้น อ่านไปเจอเรื่อง ธุดงควัตร โอ... สมัยก่อนข้าพเจ้าก็เข้าใจผิดไปไกลโขเหมือนกัน ก็เลยยกขึ้นมาแบ่งปัน

เรื่องธุดงควัตรมี ๑๓ ข้อ เป็นอุบายวิธีเครื่องขัดเกลากิเลส ให้เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มักน้อยสันโดษ เพื่อความผ่องใสของศีล ถูกทูลเสนอโดยพระมหากัสสปะ มิได้เป็นข้อบังคับให้ต้องปฏิบัติตามเหมือนพระวินัย คือ ใครใคร่ปฏิบัติ ก็ให้เปล่งวาจากล่าวคำสมาทาน หรืออธิษฐานใจเอา มิได้เกี่ยวกับรูปลักษณ์ภายนอก หรือ การเดินป่าแต่อย่างใด ที่สำคัญแม้อยู่กับที่ ไม่ได้ออกเดินเท้าไปในที่ต่าง ๆ  ก็เป็นพระธุดงค์ได้ ครับ การสมาทาน ก็สมาทานเป็นข้อ ๆ ไป (สมาทานข้อเดียว ก็เรียกว่า ถือธุดงค์แล้ว ครับ พระมหากัสสปะผู้เสนอ ยังถือแค่ ๓ ข้อแรกเอง) หรือจักสมาทานทั้ง ๑๓ ข้อเลยก็ได้ ธุดงควัตร ๑๓ ข้อ มีดังนี้

๑. ปังสุกูลิกังคะ ถือทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ผ้าบังสุกุล แปลว่า ผ้าเปื้อนฝุ่น มีคนไม่น้อยเข้าใจว่า ผ้าบังสุกุล เขียนว่า ผ้าบังสกุล (กระทั่งพระบวชมาตั้งสองพรรษาแล้ว ยังเข้าใจว่า เป็นผ้าบังสกุล อยู่เลย) ก็ขอให้ทำความเข้าใจเสียใหม่ ที่ถูกต้อง คือ ผ้าบังสุกุล ครับ

สมัยก่อนผ้าหายาก และมีราคาแพง เหล่าพระภิกษุจักทำจีวรกันที ก็ต้องไปหาเศษผ้าที่เข้าทิ้งไว้ตามกองขยะ หรือผ้าห่อศพ มาซักทำความสะอาด แล้วเย็บเป็นจีวร ผ้าเหล่านี้แล ที่เรียกว่า ผ้าบังสุกุล ดังนั้น จีวรจึงถือเป็นเรื่องใหญ่ของสมณะ มีพระวินัยกำหนดเรื่องจีวรไว้อย่างละเอียด

ภิกษุเห็นโทษของผ้าจีวรที่คฤหบดีถวาย แลเห็นประโยชน์ของการถือผ้าบังสุกุล ทำให้ปราศจากความกังวลในการแสวงหา เป็นแบบอย่างที่ดีงามแก่ชาวบ้าน ต่อการใช้ชีวิตอย่างพอเพียง เมื่อเห็นอานิสงส์ดังนี้ จึงเปล่งวาจาสมาทานว่า "คหปติจีวรํ ปฏิกฺขิปามิ, ปํสุกูลิกงฺคํ สมาทิยามิ" เรางดคฤหบดีจีวรเสีย สมาทานองค์ของผู้ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร

ซึ่งก็หมายถึง พระภิกษุที่สมาทานธุดงควัตรข้อนี้ จักไม่รับผ้าจีวรที่ญาติโยมถวายไว้นุ่งห่ม (อาจจักรับไว้ เพื่อรักษากำลังใจ แต่มิได้ใช้ ส่งต่อให้พระภิกษุที่มิได้สมาทานธุดงควัตรข้อนี้ใช้แทน) แต่จักตัดเย็บย้อมขึ้นเอง ข้าพเจ้าเองสมัยที่บวชครั้งแรกเมื่อสิบกว่าปีก่อน ก็มีประสบการณ์เรื่องนี้ ครับ เจ้าอาวาสท่านศรัทธาสายหลวงพ่อชา เวลาเดินธุดงค์ ก็เอาแนวปฏิบัติของหลวงพ่อชา เป็นหลัก ท่านอุตส่าห์เย็บจีวรให้ข้าพเจ้าด้วยมือท่านเอง สมัยนั้นก็ยังเป็นเด็ก ไม่ประสีประสาหรอกว่า ที่ครูบาอาจารย์อุตส่าห์เย็บจีวรให้ เป็นพระคุณขนาดไหน จำได้ว่าผ้าที่ใช้ทำจีวร เป็นผ้าดิบ ค่อนข้างหนา ท่านเย็บให้เสร็จแล้ว ก็นำมาต้มย้อมในปี๊บกันเองกับน้องชาย เป็นที่สนุกสนาน

สมัยปัจจุบันผ้าหาง่ายขึ้น และมีราคาถูกลง ความกังวลในเรื่องการแสวงหาจีวรไม่ใคร่มีแล้ว จึงเห็นพระสมาทานธุดงค์ข้อนี้น้อยลงมาก เห็นไหมว่า มิได้เกี่ยวกับสีจีวร หรือการเดินทางแต่อย่างใด

๒. เตจีวริกังคะ ถือทรงเพียงไตรจีวรเป็นวัตร หมายถึง ถือครองผ้าเพียง ๓ ผืน สละการสะสมผ้าที่เกินความจำเป็น ภิกษุเห็นประโยชน์จากการใช้ไตรจีวรว่า ทำให้ท่องเที่ยวไปมาได้สะดวก ไม่เป็นภาระ เมื่อเห็นอานิสงส์ดังนี้ จึงเปล่งวาจาสมาทานว่า "จตุตฺถจีวรํ ปฏิกฺขิปามิ, เตจีวริกงฺคํ สมาทิยามิ" เรางดจีวรผืนที่ ๔ เสีย สมาทานองค์ของผู้ถือทรงไตรจีวรเป็นวัตร

ข้อนี้สมัยบวชครั้งแรก ก็เคยถือเหมือนกัน (เพราะมีผ้าอยู่แค่นั้น) สมัยนั้นสบาย ครับ เดินธุดงค์ไป ๗-๘ วัน ไม่ได้เจอแหล่งน้ำเลย หลวงพ่อท่านแนะว่า เมื่อสมาทานธุดงค์ (ข้อหลัง ๆ) แล้ว ไม่ให้ปักกลดใกล้เขตบ้านเรือน หรือวัด ต้องให้ห่างจากชุมชนประมาณ ๒๕ เส้น หรือ ๑ กม. ฉะนั้่น เจอวัดจะเข้าไปปั้นจิ้มปั้นเจ๋อขอสรงน้ำ (อาบน้ำ) ไม่ได้ ต้องสรงน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติเท่านั้น ตอนนั้นก็เดินกันขาขวิดเลย กว่าจะเจอน้ำตก จีวรงี้เป็นคราบเกลือสม่ำเสมอทั้งผืน เจอน้ำตกแล้วเหมือนได้ขึ้นสวรรค์ทั้งเป็น จำวัด (นอน) กับเสียงน้ำตก สบายแฮ

มาในการบวชครั้งนี้ ตอนพรรษาแรก ก็เอากะเขาเหมือนกัน เวลาอยู่ในอาวาสไม่ลำบากเท่าไหร่ ครับ แต่พอออกนอกสถานที่ ก็หืดขึ้นคอเหมือนกัน มีอยู่คราวหนึ่ง ไปปักกลดในเขตป่าใหม่ที่วัดท่าซุง แล้วฝนตก ตรงที่นอนเป็นแอ่งพอดี ข้าวของลอยน้ำเท้งเต้ง ย้ายที่แล้ว จีวรก็เปียก เอาไปซักก็แห้งไม่ทัน ก็จำวัด ไปทั้งที่เปียก ๆ อย่างนั้น เวลาซักผ้านุ่ง ก็เอาจีวรมานุ่งแทน เอาสังฆาฏิมาห่ม วุ่นวายดีแท้

เอาละวันนี้เอาแค่ ๒ ข้อก่อน เดี๋ยวจักหลับไปกันหมด ส่่งท้ายนิดหนึ่ง พระเดินป่า เขาเรียกว่า เดินรุกขมูล ครับ ใช่ว่าพระใส่จีวรสีแปลกตา แบกบาตร แบกกลด จักเป็นพระธุดงค์กันไปเสียหมด

จบตอน ๑

edit @ 3 Jul 2009 20:27:01 by Dhammasarokikku

ธรรมฉันทะกับโลภเจตนา

posted on 03 Jul 2009 08:24 by akkarakitt  in Dharma

น่าเสียดายที่วันสิ้นเดือนที่แล้ว ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของกิจกรรม June write กลับมาจากดอย ม่อยกระรอกหลับสนิทตั้งแต่หัวถึงหมอน ครับ หลังจากการเดินทางเกือบจักต่อเนื่องตลอดสองวัน ว่าจักอัพเอ็นทรี่ให้ครบทั้งสัปดาห์ ก็เลยแห้วไป วันนี้มาอัพสั้น ๆ ก่อนจักเล่านิทานการเดินทางตามล่าพระกาฬกันต่อไป

ได้ยินหลักคำสอนขัดแย้งกันแบบแปลก ๆ มานานแล้ว ครับ สายพระป่าสอนว่า "แค่อยากปฏิบัติ ก็ผิดแล้ว" ส่วนสายพระบ้านสอนว่า "มันต้องอยากปฏิบัติสิ ไม่งั้นจักมีใครหอบสังขารออกจากบ้านมานั่งสมาธิที่นี่ นอนเกาพุงอยู่ที่บ้านสบายกว่า"

สายพระป่าสอนว่า การอยากปฏิบัติ ประกอบด้วย "โลภเจตนา" เป็นกิเลส จิตมีอกุศลครอบงำ ทำให้ไม่สามารถขึ้นสู่วิปัสสนาได้

สายพระเมืองสอนว่า การปฏิบัติธรรม มันต้องมีฉันทะ (ความพอใจ : เป็นคุณธรรมแรกของอิทธิบาท ๔) ในการปฏิบัติ มิฉะนั้นจักเอาชนะความเกียจคร้านไม่ได้ เรียกว่า "ธรรมฉันทะ"

สองคำสอนนี้ดูขัดแย้ง อย่างใกล้เคียงกันมาก จนข้าพเจ้าสรุปกับตัวเองว่า คำว่า "ฉันทะ" เป็นคำที่ใช้สำหรับสิ่งที่เป็นกุศล "โลภะ" ใช้กับสิ่งที่เป็นอกุศล เช่น มีฉันทะในการฟังธรรม กับมีโลภะอยากบรรลุธรรมไวไว

มาเมื่อเช้า ขณะนั่งฉันภัตตาหาร พร้อมกับฟังธรรมะไปด้วย เสียงธรรมะมิได้เกี่ยวกับสองเรื่องนี้สักนิด แต่จู่ ๆ มันก็ปิ๊งขึ้นมาถึงความแตกต่างของสองคำนี้ว่า ฉันทะ นั้น จิตไม่ดิ้นรน ส่วนโลภะนั้น จิตดิ้นรน

เวลาคนเรามีฉันทะ ความพอใจในการทำกระไร เราก็จักทำไปเรื่อย ๆ อย่างมีความสุข เช่น มีความพอใจในการถักโครเช ก็จักถักไปเรื่อย ๆ ทั้งวัน มิได้เร่งร้อนให้มันเสร็จวันนี้วันพรุ่ง ว่างก็ทำ ไม่ว่างก็ไม่ทำ จิตไม่มีการดิ้นรน และมีสมาธิในการทำ

แต่เมื่อไหร่เรามีโลภเจตนา ก็คือ มีความอยากนำหน้า เช่น ชีวิตประสบกับความทุกข์ อยากจักพ้นทุกข์ไวไว ก็เลยตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติ หามรุ่งหามค่ำ จักให้บรรลุธรรมให้เร็วที่สุด พ้นทุกข์เร็วที่สุด อย่างนี้จิตมีการดิ้นรน ทำให้การปฏิบัติธรรมไม่ก้าวหน้า ไม่ว่าจักพยายามสักเท่าไหร่ก็ตาม

และสังเกตดู รู้สึกว่า การปฏิบัติด้วยโลภเจตนา จักประกอบด้วยทุกข์นิด ๆ หวังผลตอบแทนหน่อย ๆ เช่น ทำบุญก็หวังถูกหวย ปฏิบัติธรรม ก็หวังจักเป็นคนดีในสายตาคนอื่น หรือรู้สึกว่า ตัวเองเป็นคนดี หรือหวังให้ตัวเองบรรลุธรรมซะที มิได้ดังหวังก็ขัดใจ ไม่พอใจ (อกุศลจิตเกิดอีกแล้ว)

ฉะนั้นการปฏิบัติธรรม เราจึงควรปฏิบัติเรื่อย ๆ ทำน้อย ๆ แต่ทำไม่หยุด ทำไปเหนื่อยนักก็พักก่อน แล้วค่อยกลับมาสู้ต่อ แต่มิใช่ขี้เกียจขี้คร้าน ปล่อยตัวปล่อยใจไปกับกิเลสของโลก และมิใช่โหมหัก ปฏิบัติเข้มข้นไม่กินไม่นอน หรือไปเข้าคอร์สปฏิบัติอย่างอุกฤต เจ็ดวันสิบห้าวัน กลับมาแล้วปล่อยเนื้อปล่อยตัว ไหลไปกับโลกเช่นเดิม อย่างนี้ดูเหมือนปฏิบัติไป ก็เปล่าประโยชน์ หรือกลับมาคุยโอ่ว่า กรูเก่ง กรูทำได้ คอร์สนี้คนจักอยู่จนจบมีไม่ถึงสิบคน เห็นมะ ๆ อย่างนี้ปฏิบัติไป ยิ่งแย่หนัก กลายเป็นเพิ่มอัตตา ตัวตนไปครับว่า กรูเจ๋ง กรูแน่

หรืออาจกล่าวได้ว่า เส้นบาง ๆ คั่นระหว่างโลภเจตนา กับธรรมฉันทะ เรียกว่า "มัชฌิมาปฏิปทา" นั่นเอง

เจริญธรรม ฯ

edit @ 3 Jul 2009 13:34:55 by Dhammasarokikku

Favourites