บล็อกชักเริ่มมีกลิ่นตุ ๆ หน่อย ๆ แร้ว... มาปัดฝุ่นกันหน่อยดีฝ่า...

ช่วงนี้หายหน้าเพราะกำลังโรมรันพันตูกับการสอบอันมฤคทายวันมาก พรุ่งนี้สอบวันสุดท้ายแล้ว และแน่นอนว่า เป็นวิชาที่อิสิปตนะที่สุดใน ๔ วิชา วันนี้เลยมาอัพบล็อกแก้เซ็ง (เอ๊ะยังไง!!!) เป็นเอ็นทรี่ที่เขียนไว้หลายวันแล้ว แต่ยังเขียนไม่จบ เพราะต้องใช้เวลายาวนานในการรีดไอเดีย จนไปเบ่งทับเวลาอ่านหนังสือสอบหมด วันนี้เห็นการ์ตูนไอ้แป้นเขียนเรื่องเดียวกันพอดี อากาศเย็น ๆ แบบนี้ไม่มีอะไรน่าเขียนเท่าเรื่องนี้แล้ว วันนี้เอาแค่ติ๊ด ๆ ไปก่อนก็แล้วกัน เดี๋ยวไม่อินเทรนด์

พอดีเห็นทวีตของหมอเชน ถามมหาโอ๊ตมาว่า "พระเหงาเป็นไหม? แล้วพระมีวิธีจัดการกับความเหงาอย่างไร?" อ่านแล้วอึ้งไปสามวิ ....เอ.... ข้าพเจ้าไปทำความเหงาตกหายไปที่ไหนหนอ ปัจจุบันนี้สนุกสนานรื่นเริงกับชีวิต จนลืมไปแล้วว่า "ความเหงา" หน้าตาเป็นอย่างไร

ไม่รู้จักเริ่มต้นเขียนอย่างไร ก็ต้องไปดูกันที่เหตุก่อน ใดใดในโลกล้วนมีเหตุเป็นแดนเกิด ความเหงาก็เช่นกัน ความเหงามันต้องมีเหตุอยู่ที่ไหนสักแห่งในจักรวาลนี้ ลองสวมวิญญาณด็อกเตอร์เค เอ้ย... วิญญาณชินจัง ไม่ใช่อีกนั่นแหละ ต้องสวมวิญญาณนักสืบแบบโคนัน หรือคินดะอิจิสินะ สืบดูซิว่า ความเหงามันมีต้นตอมาจากอะไร

ค้นลงไปในใจตัวเอง ครับ เพราะไม่มี specimen อื่นใด (เอ๊ะ... หรือใครจักสมัครมาเป็นหนูทดลอง) พบว่า ความเหงามันมาจาก

๑. "ความว่าง" ครับ

"ความว่าง" ในที่นี้ มิใช่สุญญตา มหาสุญญตา นะครับ อย่าเพิ่งเข้าใจผิดคิดว่าข้าพเจ้าได้อากาสานัญจายตนฌาน ถึงมีความว่างเป็นอารมณ์ แต่ความว่างในที่นี้ คือ ว่างงาน ครับ สังเกตไหม ความเหงามักโผล่ขึ้นมาตอนเราอยู่คนเดียว "และ" ไม่มีอะไรทำ เน้นว่า ต้อง "และ" ครับ ไม่ใช่ "หรือ" เพราะถ้าอยู่คนเดียวแต่มีอะไรทำตลอด หรือ อยู่กันหลายคน แต่ไม่มีอะไรทำ ความเหงาก็ยังไม่โผล่หัวออกมา

ตั้งแต่บวชมา ได้ศึกษากรรมฐาน ๔๐ กองแล้ว ชีวิตไม่เคยว่างอีกเลย ครับ พอว่างปุ๊บก็บริกรรม นึกได้ก็รู้ลมหายใจ คนที่อยู่คนเดียว "และ" ไม่มีอะไรทำ เพราะไม่ยอมหางานดี ๆ ฉลาด ๆ ให้จิตทำ ครับ (กุศล แปลว่า ฉลาด) ปล่อยจิตให้ไหลไปกับความฟุ้งซ่าน หลงไปในอกุศล ลื่นไปในอดีตบ้าง เพ้อไปในอนาคตบ้าง ไม่อยู่กับปัจจุบัน และแล้วความเหงาก็ครอบงำ

ลองหันมารู้ลมหายใจดูสิ ครับ บางทีท่านอาจจะลืมทำความเหงาตกหายไปที่ไหนสักแห่ง เหมือนข้าพเจ้าขึ้นมาบ้างก็ได้

อาชีพสมณะนี่มันน่าจักเหงาสุด ๆ แล้ว เพราะพระต้องอยู่กับตัวเองวันหนึ่งไม่รู้กี่ชั่วโมง แฟนก็ไม่มี คุยสังสรรค์กับเพื่อนพระมาก ๆ พระบรมศาสดาก็ไม่สรรเสริญ เพราะฟุ้งซ่าน กับพ่อแม่ญาติเพื่อนเก่า ๆ บางทีก็ห่างเหินกันไป แต่ทำไมข้าพเจ้าถึงหาความเหงาไม่เจอเลยวัน ๆ หนึ่ง

ช่วงแรก ๆ ของการบวช ก็คงมีเหงากันบ้างละ ครับ ข้าพเจ้าไปซุกตัวอยู่ในถ้ำรูปเดียวเป็นเดือน ๆ ข้าพเจ้าก็ใช้วิธีเขียนไดอารี่ (ความจริงเป็นการเขียนหาคนทางบ้าน เพียงแต่เขาไม่มีโอกาสได้อ่านเท่านั้นเอง) วันนี้อ่านธรรมะอะไร เจอเหตุการณ์อะไร เอามาสาธยายเป็นธรรมะให้หมด ได้ประโยชน์หลายสถาน นอกจากจะไม่มีเวลาให้เหงาแล้ว ยังเป็นการฝึกฝีมือ และความคล่องแคล่วในหัวข้อธรรมะ

วัน ๆ หนึ่งกว่าจักเขียนเสร็จก็ปาไปครึ่งค่อนวันแล้ว เวลาที่เหลือก็หาอะไรฉลาด ๆ ทำ เช่น คลุกข้าวเลี้ยงน้องหมาแมวที่วัด อ่านหนังสือธรรมะสักหน่อย ทำวัตรสวดมนต์อีกนิด ก็หมดวัน

เวลาในวัดผ่านไปรวดเร็วเหลือเกิน ครับ แป๊บ ๆ ก็หมดวัน ก็แค่เรามีอะไรทำตลอด อยู่กับกุศลจิต และพยายามอยู่กับลมหายใจให้มากที่สุด

ครั้นออกมานอกวัด กลับพบว่า เวลาในวัดเดินช้าเหลือเกิน ครับ โลกข้างนอกเขาไปถึงควอทคอร์ ไอโฟนสารพัดจิ๊ก แบล็กเบอรี่ สารพัดของไฮเทค สะพาน ถนน ตัดใหม่กันเป็นว่าเล่น ตึกสร้างใหม่กันไม่หยุด ออกจากวัดที จำทางแทบไม่ได้ นี่กรุงเทพฯหรือ? 

มาปัจจุบัน แทนที่จักเป็นไดอารี่ ก็มาเป็นเขียนบทความลงบล็อกแทน ซึ่งหลัง ๆ ก็ไม่ได้เขียนทุกวันเหมือนช่วงแรก แต่ความเหงาก็ไม่มีปรากฏให้เห็น ก็ลองทบทวนดูว่า เวลาว่าง ข้าพเจ้าทำกระไร ก็พบว่า ข้าพเจ้าฟังธรรมะ ครับ ว่างเมื่อไหร่เป็นฟัง ฟังจากอะไร ก็จากสิ่งที่อยู่ติดตัวตลอดเวลา ซึ่งก็คือโทรศัพท์มือถือ

ธรรมะฟังแล้วเย็นจากภายใน ครับ เพลง หนัง วีดีโอ สิ่งบันเทิงภายนอกต่าง ๆ เสพแล้วร้อน ร้อนเพราะอยากเสพอีก อยากหากระไรที่มันยิ่งกว่าที่เคยเสพไปเรื่อย ๆ ดูหนังตลกสักเรื่องจบ ก็ต้องขวนขวายหาหนังที่ตลกกว่านี้ หรือรสชาติที่แปลกไปกว่านี้ ฟังเพลงนี้ บัดเดี๋ยวก็เบื่อ ต้องหาเพลงใหม่ ๆ มาฟัง แต่ธรรมะนั้นแม้ฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่า เรื่องเดิม ๆ ก็ยังรู้สึกมีความสุข

ยิ่งบางที ฟังไปถึงที่ท่านเล่าถึงปฏิปทาผู้นั้นผู้นี้ หรือความสำเร็จทางธรรมของใครสักคน ฟังแล้วเกิดปีติ อิ่มใจอยู่นานทีเดียว ครับ มันสุขแบบบอกไม่ถูก และคงต้องโค้ดคำของหลวงพ่อปราโมทย์มาว่า "ความสุขทางโลกมันขี้ขี้" ถ้าให้เทียบความสุขกับตอนที่ข้าพเจ้าสอบเอ็นทรานซ์ติด หรือรับปริญญากับในหลวงแล้ว ที่ใครเขาว่า มันดีใจสุดยอด ดีใจจนน้ำตารินกระไรเทือกนั้น ยังไม่ได้หนึ่งในสิบของความสุขทางธรรมเลย

สุขในโลกนั่นมันสุขแป๊บ ๆ ครับ อย่างเก่งก็สักชั่วโมงหนึ่ง แต่สุขทางธรรมนั่นบางทีเป็นวันเลย ครับ นั่งอยู่เฉย ๆ ก็มีความสุข

ไม่มีงานทำจริง ๆ ข้าพเจ้าก็ทำไอ้นั่นไอ้นี่แจกชาวบ้านเขาไปเรื่อย ครับ ของที่ทำแจกส่วนใหญ่ก็ต้องใช้ความตั้งใจทำเป็นพิเศษ เพราะอยากให้เขาได้สิ่งที่ดีที่สุดจากมือเรา นี่ก็ทำให้ความเหงาตกหายไปจากสารบบความคิดเหมือนกัน เพราะการทำงานทุกอย่างที่มีจิตจดจ่ออยู่กับงาน ก็คือเราอยู่กับปัจจุบัน

ความเหงามันมักหลงไปในอดีต มักมีคำว่า "ถ้า.... แล้วฉันคงไม่เหงา" วนเวียนอยู่ในความคิดเสมอ เช่น ถ้าฉันมีคนมานั่งกินเบียร์เป็นเพื่อนสักคน ฉันคงไม่เหงา เพราะอดีตเคยมีเพื่อนกินเบียร์ด้วยกัน เป็นต้น ซึ่งก็คือความขวนขวายหาสิ่งอื่นนอกกายนอกใจตัวเอง มันก็ไม่อิ่ม ไม่เต็มเสียที หากันไปทั้งชีวิต เพราะสิ่งที่อิ่ม ที่เต็ม มันอยู่ในกายในใจเรานี่เอง ครับ ไม่ต้องไปหาที่อื่น

ความเหงาเกิดในใจเรา ก็ต้องดับในใจเรา

หลวงพ่อปราโมทย์เคยกล่าวไว้ ครับว่า คนเราเหมือนแมงมุมโง่ ๆ ตัวหนึ่ง ชักใย (คือกิเลส) ขึ้นมาเอง แล้วก็ติดกับใยที่ตัวเองสร้างขึ้นมา ความเหงาก็เช่นกัน เป็นเจตสิกที่เศร้าหมองชนิดหนึ่ง ใจเราเป็นคนปรุง "ความเหงา" ขึ้นมาเอง ครับ ไม่ใช่มีใครมายัดเยียดความเหงาให้ คนอื่นสิ่งอื่นนอกกายนอกใจเราแค่มายั่ว ครับ เราเป็นผู้ปรุงความเหงาขึ้นเอง ปรุงเองกินเอง อร่อยซะไม่มีละ

๒. เป็นคนขี้เหงาซะเอง 

บางคนมีความเหงาเป็นกรรมฐาน เป็นเครื่องอยู่ คืออยู่กับความเหงาได้ทั้งวี่ทั้งวัน ใครมันจะบ้าเหงาได้ขนาดนั้น แต่ความจริงแล้ว "มี" ครับ เยอะเสียด้วย

คนขี้เหงานี่ มันขี้เหงาจริง ๆ นะ ครับ ข้าพเจ้าโชคดีที่ข้าพเจ้าไม่ใช่คนขี้เหงา แต่เด็กแล้ว ข้าพเจ้าก็ชอบเล่นคนเดียว มีโลกส่วนตั๊ว...ส่วนตัวตลอดเวลา ไม่ชอบคุย ไม่ชอบสุงสิงกับใครมาก ๆ ชอบอยู่คนเดียว ไม่วุ่นวาย

ตรงนี้ข้าพเจ้าก็วิเคราะห์ออกเป็นสองทาง ทางหนึ่ง ข้าพเจ้าอาจจักสั่งสมความโดดเดี่ยวมาแต่ชาติก่อน อันนี้ถึงรู้ไปก็ไม่มีประโยชน์กระไร เพราะแต่ละคนสั่งสมมาไม่เหมือนกัน อีกทางหนึ่ง คือ ความอบอุ่นจากพ่อแม่ หรือใครก็ตาม ในช่วงที่เป็นทารก ครับ

แปลกไหม ครับ เด็กทารกมักต้องการให้อุ้ม การอุ้มนั่นมันแผ่ความอบอุ่นเข้าไปทางไหนก็ไม่ทราบ ทราบแต่มันอบอุ่นชนิดที่ตู้อบเด็กให้ไม่ได้ก็แล้วกัน

ยิ่งมาเห็นลูกหมาเกิดใหม่บ่อย ๆ เห็นมันต้องก่ายต้องเกยแม่มันตลอดเวลา โดยเฉพาะช่วงเช้า ๆ พอหิวแล้วจักนึกถึงนมแม่ นึกถึงตัวอุ่น ๆ ของแม่ แล้วย้อนคิดถึงตัวเอง สมัยเป็นทารก ข้าพเจ้าก็คงเป็นประมาณนี้ และข้าพเจ้าคงโชคดีที่มีคนอุ้ม

เมื่อโตแล้ว ข้าพเจ้าจึงไม่ต้องการความอบอุ่นจากใคร เพราะมันเคยอิ่มมาแล้ว ผิดกับหลายคนที่พ่อแม่ไม่มีเวลา มัวแต่หาเงิน ถูกทิ้งให้นอนอย่างเดียวดายบ้าง ให้คนเลี้ยงเด็กดูแลแบบทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ บ้าง ต้องยอมรับว่า อกใครก็ไม่อุ่นเท่าอกพ่อแม่ ครับ ครั้นความต้องการไม่ได้ถูกสนองเมื่อเยาว์วัย ก็ติดมาเป็นบุคลิกของ "คนขี้เหงา" เมื่อเติบใหญ่ หลายคนไม่รู้กระทั่งว่า ทำไมตนเองถึงเป็นคนขี้เหงา รู้แต่ว่า มันเหงา หาเหตุไม่เจอ

บางคนในเอ็กซ์ทีน ถึงกับต้องหาผู้ชายมานอนเป็นเพื่อน คล้ายเป็นโรคฮีสทีเรีย ต้นตอมันก็มาจากการถูกทิ้งตอนเด็ก ๆ นั่นแล

เด็กที่ไม่เคยกินจนอิ่ม จักไม่รู้จักคำว่า "อิ่ม" รู้จักแต่ความหิวโหยตลอดเวลา แม้เมื่อเติบใหญ่แล้ว มีโอกาสได้กินจนอิ่ม ก็ไม่รู้ว่านี่คือ "ความอิ่ม" ยังกิน ๆ ๆ ๆ เข้าไปไม่บันยะบันยัง จนกินไม่ไหวแล้วนั่นแล จึงหยุด แต่ถึงหยุดแล้ว ก็ยังไม่เข้าใจ "ความอิ่ม" อยู่ดี คิดว่า "ความอิ่ม" มันต้องยิ่งกว่านี้ (นี่อาจเป็นเหตุหนึ่งของโรคอ้วน)

ฉันใดก็ฉันนั้น ความรักความอบอุ่นก็เช่นกัน เด็กที่ขาดความรักความอบอุ่นในชีวิตวัยเยาว์ ก็จักโหยหาไขว่คว้าความรักไม่รู้จักพอไปตลอดชีวิต เพราะไม่รู้ว่า ความอิ่มในความรัก มันเป็นฉันใด มีแล้วก็นึกว่ายังไม่มี ควรพอแล้ว ก็นึกว่า ยังไม่พอ

การเลี้ยงเด็กทารก จึงสำคัญเหลือเกิน ครับ ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงหกเดือน สำคัญอย่างยิ่งยวด เป็นไปได้ควรเลี้ยงเอง เพราะมันกำหนดชะตาชีวิตบุคลิกอารมณ์อัธยาศัยของคนคนหนึ่งทีเดียว

มีคนกล่าวกับข้าพเจ้าถึงทฤษฎีการทิ้งลูกไว้ว่า "ถ้าคุณทิ้งลูกคุณไป ๑ วัน คุณต้องชดใช้ด้วยเวลา ๔ วัน" หมายถึง เมื่อมีโอกาสให้ความรักความอบอุ่นแก่ลูกในวัยที่เขาโตขึ้นแล้ว ต้องใช้เวลามากกว่าเดิมถึง ๔ เท่า หากทิ้งลูกไว้กับคนเลี้ยงเด็กสักปีหนึ่ง จักต้องชดใช้ด้วยการกลับมาเลี้ยงเด็กเสียคนใจแตกด้วยความรักความเข้าใจความอบอุ่นถึงอย่างน้อย ๔ ปี และก็ไม่แน่ว่า จักได้ลูกที่น่ารักคืนมาหรือเปล่า บางทีบางอย่างก็สายเกินกาล เช่น ถ้าทิ้งลูกไปสัก ๒๐ ปี โอกาสได้ลูกคืนย่อมไม่มี

นี่ก็เป็นเหตุของความเป็นคนขี้เหงาประการหนึ่ง ครับ เมื่อทราบแล้ว จักทำอย่างไรดี เพราะเหตุของมันเป็นอดีต กลับไปแก้ไขกระไรไม่ได้แล้ว เดี๋ยวข้าพเจ้าจักรวบรวมวิธีแก้ไว้ตอนท้าย

ตอนหน้ามาดูสาเหตุของความเหงาข้อต่อไปกัน ครับ (รอสอบเสร็จก่อนเด้อ)

จบตอน ๑

edit @ 6 Nov 2009 20:46:36 by Dhammasarokikku

บันทึกลับ "โตแฮ" ตอนที่ ๒

posted on 27 Oct 2009 13:26 by akkarakitt  in Boon
มาต่อตอนที่ ๒ กันต่อไป

ใครยังไม่ได้อ่านตอน ๑ ย้อนกลับไปอ่านได้ที่นี่ บันทึกลับ "โตแฮ" ตอนที่ ๑ (มีอิดิทเพิ่มเล็กน้อยด้วย)
 
 
ตอนที่ 2
 
 
 
ภาพที่ 4 แล้วปาฏิหารย์ที่เฝ้ารอก็เป็นจริง
 
 
ใครที่เคยไปแม่สะเรียงจะรู้ว่า เมืองหน้าด่านเก่าแก่ของอาณาจักรล้านนาแห่งนี้ งดงามและยิ่งใหญ่เพียงไร ความบริสุทธิ์ของแม่สะเรียงคงอยู่พรางตัวอยู่ใต้ธรรมชาติที่ยังบริบูรณ์อยู่มาก แต่ใครเลยจะรู้ว่า ท่ามกลางความเงียบสงบนั้นซ่อนอะไรไว้บ้าง แม่สะเรียงซ่อนโลกแห่งแสงสีหรือที่บางคนเรียกว่า พัทยาของเมืองเหนือที่รวมเอาโรงแรมห้าดาว ผับ บาร์และร้านค้านานาชนิดเข้าไว้ด้วยกัน ในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวตามถนนหนทางต่าง ๆ จึงคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางมาจากทั่วทุกมุมโลก ความใหญ่โตของแม่สะเรียงทำให้มีหน่วยงานระดับจังหวัดตั้งอยู่หลายแห่ง แม้จะอยู่ไกลจากตัวเมืองถึง 164 กิโลเมตร หรือประมาณสองพันกว่าโค้งก็ตามที หน่วยงานที่ว่านี้ก็มีทั้งศาลจังหวัด ด่านศุลกากร ตม. และที่สำคัญคือค่ายอพยพของชาวกระเหรี่ยง และพม่าที่ได้รับเงินอุดหนุนจากสหประชาชาติ มีผู้อพยพลี้ภัยมาอาศัยอยู่ร่วม 20,000 กว่าชีวิต ระบบเศรษฐกิจของแม่สะเรียงดูช่างซับซ้อนไม่ต่างอะไรกับทิวเขาสลับซับซ้อน ที่รายล้อมรอบเมือง
 
นอกจากแม่สะเรียงจะงดงามและยิ่งใหญ่แล้วยังมีอาหารพื้นเมืองรสเลิศ เป็นความอร่อยเฉพาะตัว ทั้งปลาสาละวิน ข้าวซอย ไส้อั่ว น้ำพริกอ่องและหมูทุบ ข้าวซอยของที่นั่นรสชาดเข้มข้นคล้ายกับแกงใต้ ไม่หวานและไม่มันจนเกินไปนัก เห็นทีมื้อเที่ยงของวันนี้คงจะไม่พ้นข้าวซอยเป็นแน่ นอกจากอาหารคาวแล้วยังมีอาหารหวานอีกมากมาย ทั้งขนมข้าวเหนียวกวนของพม่า โรตีสารพัดไส้ ขนมปังสังขยาและอื่น ๆ
 
ไร่กะหล่ำปลีอันกว้างใหญ่ไพศาลสุดลูกหูลูกตาบอกว่าเราใกล้จุดหมายปลาย ทางเข้าไปทุกที พระมหานัธนิติจากวัดใหญ่ชัยมงคล จ.อยุธยา ผู้เป็นเนวิเกเตอร์ประจำรถคันนี้ฝีไม้ลายมือไม่เบาเลยทีเดียว <---จะชมว่าตัวเองขับรถเก่งก็ใช่ที่ ใช่ไหมเนี่ยะ?  ถัดจากไร่กะหล่ำฯ มาหน่อยเห็นมีตลาดค้าส่งเล็ก ๆ ที่คลาคล่ำไปด้วยรถขนกะหล่ำฯ และลูกค้าจากที่ต่าง ๆ กะหล่ำปลีที่นี่หัวใหญ่และมีรสหวาน เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของแม่สะเรียง แต่ทำไมเด็กน้อยตาดำ ๆ จึงกลัวกะหล่ำ ฯ กันนักหนา? เด็กดื้อมักโดนขู่ว่า “เดี๋ยวเถอะ เดี๋ยวจะให้กินกะหล่ำปลีซะให้เข็ด” ลองขู่แบบนี้เป็นได้เห็นผลทันตา ก็เพราะเด็ก ๆ กินกะหล่ำปลีกันมาตั้งแต่หัวเท่ากำปั้น กินกันมานานกระทั่งความอร่อยแปรเปลี่ยนเป็นความกลัวไปแล้ว
 
 
 
 
 
 
 
 
 
เข้าใจแล้วว่าทำไมเด็กกลัว กลัวโดนให้ขนกะหล่ำนี่เอง!!!
 
 
 
 
จากไร่กะหล่ำปลีก็มาถึงรีสอร์ทและเกสต์เฮ้าท์ ก่อนจะเข้าสู่ตัวเมืองที่มองเห็นพิพิธภัณฑ์เรือนไทยทรงล้านนาหลังใหญ่ยืน ตระหง่าน สมแล้วที่เป็นดินแดนแห่งพระธาตุสี่จอม พระธาตุจอมแจ้ง พระธาตุจอมกิตติ พระธาตุจอมมอญ และพระธาตุจอมทองถือเป็นพระธาตุศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง แม่สะเรียงมาช้านาน และที่วัดพระธาตุจอมทองจะเป็นที่พักของคณะ ฯ ในค่ำคืนนี้
 
วัดพระธาตุจอมทองถือเป็นวัดใหญ่และมีชื่อเสียงมานาน ตั้งอยู่บนเขาห่างจากตัวเมืองออกไปประมาณ 1 กิโลเมตรตามเส้นทางสายแม่สะเรียง-สบเมย ที่ยอดเขาสามารถมองเห็นพระธาตุทั้งสี่จอมได้ถนัดตา ทั้งยังเห็นตัวเมืองแม่สะเรียงที่ทอดยาวไปตามลำน้ำแม่สะเรียง มีทุ่งนาเขียวชอุ่มเป็นเบื้องหน้า และขุนเขาสูงเสียดฟ้าที่กางกั้นไทยกับพม่าเป็นเบื้องหลัง ตะวันลับฟ้าที่เหลี่ยมเขาไกล ๆ สะกดใจใครต่อใครให้ต้องแวะเข้ามาเยี่ยมชม พระครูสุวีรธรรมมานุยุต (ครูบาอินสม สุวรโร) เจ้าอาวาสวัดจอมทอง เจ้าคณะอำเภอสบเมย และหลวงพ่อสุพล อาภาธโร (เลขานุการเจ้าคณะอำเภอแม่สะเรียง/สบเมย) ได้ให้การต้อนรับและดูแลคณะ ฯ เป็นอย่างดี ตุ๊พ่อสุพลนั้นเพิ่งมาบวชได้ไม่กี่พรรษาหลังจากที่ภรรยาเสียชีวิตไป ก่อนหน้าที่จะหันเข้าสู่ร่มกาสาวพัตรนั้นท่านเคยเป็นตำรวจตระเวนชายแดนมาก่อน และได้ตระเวนไปร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ กระทั่งพูดภาษากระเหรี่ยงได้อย่างคล่องแคล่ว ได้มาลงพื้นที่กับพระว่าแปลกแล้ว มีพระที่เคยเป็น ตชด. เป็นผู้นำทางยิ่งแปลกไปกันใหญ่
 
หกชั่วโมงก่อนตะวันจะลับเหลี่ยมเขายังมีภารกิจที่สำคัญรออยู่ที่บ้าน แม่ต๊อบเหนือ แม้จะอยู่ห่างจากตัวเมืองไม่ถึง 20 กิโลเมตร แต่ก็ทำให้คนที่ไม่ชำนาญพื้นที่หลงทางไปได้เหมือนกัน เหตุเพราะป้ายบอกทางนั้นถูกปิดทับด้วยป้ายอื่น ๆ สารพัดสารพัน รถคันที่บรรทุกอาหาร และสิ่งของที่จะนำมาแจกชาวบ้าน จึงเตลิดไปไกลเกือบถึงชายแดนพม่าทีเดียว อย่าไปหวังพึ่งเทคโนโลยีเสียให้ยาก เพราะสัญญาณโทรศัพท์นั้นบอดสนิท ส่วน Walkie Talkie ก็ใช้การไม่ได้ เครื่องเนวิเกเตอร์ราคาร่วมหมื่นก็ไม่อาจบอกตำแหน่งของบ้านแม่ต๊อบเหนือได้ คณะ ฯ ที่เดินทางไปถึงก่อนจึงอาศัยช่วงเวลานี้เดินเที่ยวชมหมู่บ้านเพลินไปเท่านั้น
ชาวปกากญอเกือบ 50 คนมานั่งรออยู่ก่อนแล้ว มีทั้งคนแก่ คนหนุ่มสาว ลูกเล็กเด็กแดง ถนนคอนกรีตที่ตัดมาถึงหมู่บ้านทำให้ชาวบ้านที่นี่สามารถพูดภาษากลางได้อย่างคล่องแคล่ว ถนนยังนำเอาความเจริญสมัยใหม่บางส่วนเข้ามาด้วย หลายคนหันมาสวมเสื้อยืดและนุ่งกางเกงแบบคนเมือง ซึ่งก็คงได้รับบริจาคมาจากที่ไหนซักแห่ง ขณะที่หลายคนโดยเฉพาะหญิงสาวยังนิยมสวมชุดกระเหรี่ยงเป็นผ้าทอสีขาวยาวถึงกลางหน้าแข้ง ส่วนสตรีที่แต่งงานแล้วจะสวมเสื้อผ้าทอกระเหรี่ยง นุ่งผ้าถุงที่มีสีสันสดใส และโพกผ้าฝ้ายบาง ๆ ไว้บนศีรษะ ลูกปัดที่ร้อยรัดกันไปมาถือเป็นเครื่องประดับที่ได้รับความนิยมและเป็นของมี ค่าสำหรับที่นั่น ให้ยืมใส่ได้นะแต่ต้องรีบนำมาคืน
 
 
 
 ที่ทราบรายละเอียดยิบมิใช่กระไร ครับ เจ้าของ mission report ฉบับนี้จัดการไปยืมมาใส่เรียบร้อย!!!
 
 
 
เป็นบุคคลที่ "ช่างกล้า" และสร้างสีสันให้ทริปสม่ำเสมอจริง ๆ

 
 
เปรียบเทียบกับวัยรุ่นชาวปกากญอตัวจริง ครับ เธอช่างดูกลม(กลืน)
 
 
 
ดูสิ!!! เนียนจิง ๆ
 
 
 
บ้านแม่ต๊อบเหนือตั้งอยู่บนเนินเขา กลางป่าบนยอดเขาที่สูงขึ้นไปมีสำนักสงฆ์ตั้งอยู่ ความสูงชันทำให้หลายท่านถึงกับหอบเสียงดังลั่นป่า (ถ้าหูไม่ฝาดเหมือนจะได้ยินเสียงดังมาจากทางฝั่งที่พระมหาโอ๊ทยืนอยู่ หูช่างหาเรื่องจริง ๆ) สำนักสงฆ์ที่ว่านี้คือเพิงไม้หลังเล็ก ๆ บนแคร่ไม้ยกพื้นสูง หลังคาและฝาทั้งสองด้านมุงด้วยใบตองตึง แค่พอกันแดดกันฝน ได้บ้างไม่ได้บ้าง ส่วนฝาอีกสองด้านนั้นเปิดโล่ง กะด้วยสายตาก็รู้ว่าอายุการใช้งานคงไม่เกินสามปี หลังนี้คงหมดอายุไปนานแล้วกระมังถึงได้เอียงกระเท่เร่อย่างนั้น ตอนนี้ชาวบ้านได้ช่วยกันสร้างศาลาหลังใหม่ยกพื้นสูงประมาณ 1 เมตร หลังคามุงด้วยสังกะสีอย่างดี ฝาผนังและพื้นทำจากฟากไม้ไผ่ แม้จะดูดีกว่าเดิมมากแต่กระนั้นยามที่พระสงฆ์องค์ที่ดูภูมิฐานหน่อยอย่างพระมหาโอ๊ทเดินไปเดินมาก็ยังได้ยินเสียงไม้ร้องครวญครางดังเอี๊ยดอ๊าด
 
 
 
ไม่เหนื่อยเลยจริงจริ๊งค่า....
 
 
 
ความเป็นอยู่ของพระภิกษุบนดอย
 
 
 
คุณอังคนา เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวเลื่องชื่อแถวฝั่งธน ฯ ที่เดินทางมาด้วยกันได้ถวายพระพุทธรูปขนาดใหญ่ไว้ให้เป็นพระประธาน แม่เฒ่า และชาวบ้านต่างจ้องมองด้วยสายตาแห่งความภาคภูมิใจที่จะได้มีพระพุทธรูปที่งดงามดั่งทองทา ไว้กราบไหว้บูชาเหมือนกับคนอื่นเขาเสียที มันเป็นความภูมิใจที่แฝงอยู่ในทุกรอยยิ้มและทุกสัมผัส แทนคำขอบคุณที่มีให้กับทางคณะฯ พอบ่ายคล้อยชาวบ้านทยอยกันขึ้นเขามาเพื่อนั่งฟังสวดในพิธีมอบพระพุทธรูปที่จัดขึ้นอย่างเรียบง่ายกลางป่าแห่งนี้ พร้อมกับขึ้นไปสรงน้ำให้ท่านบนศาลาด้วยความเคารพสูงสุด







ภาพที่ 5 ร่วมสร้างและขับขานตำนานก๋วยเตี๋ยว
 
 
เมื่อเสร็จพิธีมอบพระพุทธรูป ก๋วยเตี๋ยวก็พร้อมแล้ว ก๋วยเตี๋ยวหม้อนี้เป็นฝีมือของพระครึ่งหนึ่งโยมครึ่งหนึ่ง เห็นหลวงพี่ตือ จากกาญจนบุรีง่วนอยู่กับงานต้มน้ำซุป และคอยดูแลเตาไฟตั้งแต่มาถึง ส่วนคุณอังคนาก็ยุ่งอยู่กับการเตรียมเครื่องก๋วยเตี๋ยวจนแทบไม่มีเวลาได้ หายใจหายคอกันเลยทีเดียว เมื่อโรงเรียนเลิก เด็ก ๆ วิ่งแข่งกันมาเพราะรู้ว่าวันนี้มีอาหารอันโอชะรอคอยพวกเขาอยู่ พรุ่งนี้คงได้มีเรื่องไปอวดเพื่อน ๆ ที่โรงเรียน ก่อนลากลับ หลวงพี่ตือได้มอบแว่นตาและคณะสงฆ์ได้มอบของบริจาคบางส่วนให้กับชาวบ้าน พระอัครกิตติ์หรือหลวงพี่เชอรี่ที่เป็นท่านแม่ทัพใหญ่ของงานเดินแจกปฏิทิน ที่ทำเองกับมือ ทำแบบหามรุ่งหามค่ำ พร้อมกับสายสิญจน์ที่เตรียมมา ดูจะเป็นที่ถูกอกถูกใจชาวบ้านที่นั่นนักหนา
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ความจริงต้องการแจกรูปครูบาอินสม นักบุญอีกองค์แห่งล้านนา ไว้เป็นสังฆานุสสติ ครับ
ปฏิทินเป็นเพียงผลพลอยได้
 
 
พอเสร็จงานปั๊บขันธมารก็เดินเข้ามาสะกิด เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าป่วย หลงไปเต้นแร้งเต้นกาเป็นนานสองนาน แถมค่ำนั้นยังต้องพาน้องสาว (ป๋อม) คุณวิทย์ คุณหนุ่ย (เพื่อนหลวงพี่เชอรี่) และพี่อังคนาไปตระเวนราตรีที่แม่สะเรียงจนถึงสองทุ่ม เป็นรายการทัวร์ที่ป๋อมขอร้องพี่เลยต้องจัดให้ไปโดยดี พอกลับถึงที่พักก็เหมือนนกปีกหักพลัดตกจากรวงรัง ขันธมารหัวเราะเสียงดังสะใจไป...


ติดตามต่อไปตอน ๓
 
ปล.ขอขอบคุณภาพประกอบจากกล้องโยมมรรณฑกร หัมพานนท์ เธอช่างถ่ายภาพได้มีเรื่องราว แทบไม่ต้องบรรยายภาพกันเลยทีเดียว

edit @ 2 Nov 2009 13:59:13 by Dhammasarokikku

ขอเชิญทำบุญด้วยการ์ตูน

posted on 27 Oct 2009 13:25 by akkarakitt  in Boon

อารัมภบทไป ๒ เอ็นทรี่ละ ยังคงต้องเดินหน้าทำงานต่อไป การจัดหาทุนในการซื้อผ้าห่มในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ไม่ง่ายเลย

แต่เดิมที ข้าพเจ้าไม่ใคร่นิยมการออกซองเรี่ยไร เพราะจักกลายเป็นการทำบุญด้วยความเกรงใจ อีกทั้งค่านิยมของผู้รับซองเรี่ยไรต่าง ๆ มักรู้สึกว่า ต้องใส่แบ็งค์ร้อยเป็นอย่างต่ำ มิฉะนั้นคนที่มาแจกซองจักดูถูกเอา พอได้รับหลาย ๆ ซองเข้า ก็เกิดอกุศลจิต ไม่อยากทำบุญ เบื่อซอง ซึ่งในใจข้าพเจ้าแล้ว อยากให้คนทั้งหลายได้มาร่วมบุญกัน แม้ ๑ บาท ก็ยินดีรับ อีกทั้งเอกสารในการเรี่ยไร ผู้รับซองอ่านเสร็จแล้วก็ใส่ถังขยะ ไม่เกิดประโยชน์อันใด และในการรับบริจาคข้าพเจ้าก็มักทำวัตถุมงคลแจกอยู่เนือง ๆ แจกมาตั้งแต่พรรษาแรก จนมาบัดนี้พบว่า ไม่มีวัตถุใดจักเป็นมงคลเกินไปกว่า "ธรรมะ" ข้าพเจ้าจึงมักพิมพ์เป็นหนังสือธรรมะ เป็นธรรมทาน และบอกบุญไปในคราวเดียว แม้ผู้รับไม่สนใจทำบุญ ก็ยังอาจได้รับประโยชน์จากหนังสือธรรมะที่แจกออกไป มิได้ลงถังขยะเสียเลยเช่นซองผ้าป่า

ทว่าจากประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา พบว่า ญาติโยมส่วนใหญ่เคยชินกับการรับซอง เลยไม่เข้าใจเจตนาที่แท้จริง สุดท้ายเลยต้องเวียนมาทำซองแจก ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูง ต้องยอมรับว่า สิ่งพิมพ์แบบดั้งเดิมก็ยังเข้าถึงคนนอกโลกไซเบอร์ได้กว้างกว่า และให้ประสิทธิผลสูงกว่า

ในงานบุญแจกผ้าห่มงวดนี้ จึงดำริจักพิมพ์ซองอีก แต่คิดไปคิดมาแล้ว ไม่สามารถใส่รายละเอียดโครงการลงในกระดาษแผ่นเดียวหรือสองแผ่นได้ ประโยชน์ก็น้อยเกินไป จึงดำริจักเอาโครงการที่คิดไว้นานแล้วมาปัดฝุ่น คืออยากจักรวมเล่มบทความที่เขียนไว้บนเอ็กซ์ทีนเป็นพวกธรรมะเบา ๆ สักคราวหนึ่ง มารวมกับการออกหนังสือบอกบุญ เป็นหนังสือธรรมะสำหรับเยาวชนแจกฟรีสักเล่มหนึ่ง ซึ่งการออกหนังสือเล่มเล็ก ๆ แนวนี้ เคยทำมาหลายเล่มแล้ว ราคาไม่แพงมาก และสามารถทำเองได้

ได้ทดลองทำดูแล้ว พบว่า รูปเล่มไม่น่าสนใจเท่าที่ควร เพราะมีแต่ตัวหนังสือ จึงอยากเชิญชวนเหล่ายอดฝีมือเขียนการ์ตูนในเอ็กซ์ทีน มาร่วมบุญกันด้วยการเขียนการ์ตูนประกอบบทความ อาจเป็นภาพเดียว หรือการ์ตูน ๓ ช่องจบ หรือใครจักขันอาสาเอาไปจัดรูปเล่มเลยก็ย่อมได้

บทความที่ข้าพเจ้าคัดเลือกมาด้วยความชอบส่วนตัว มีดังนี้

บทความที่ ๑ : เนื้อคู่ คู่แท้ มีจริงไหม ทำไมหาไม่เจอ (เป็นเอ็นทรี่แรกที่ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม จากสมาชิกเอ็กซ์ทีน และคงเข้าถึงวัยรุ่นได้ง่าย เพราะเป็นเรื่องที่วัยรุ่นสนใจ)

บทความที่ ๒ : ข้อปฏิบัติในการใส่บาตร (เนื้อหาไม่หนัก ได้ความรู้ คุณเด็กวัดจอมทะเล้น มีลีลาการเขียนที่สนุกสนาน)

บทความที่ ๓ : ทำแท้ง เป็นวิบากของใคร? (เนื้อหาค่อนข้างหนัก อาจช่วยเพิ่มความตระหนักในการมีเพศสัมพันธ์ให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น)

บทความที่ ๔ : How to ทำบุญปีใหม่อย่างไร ให้รวยทันตาเห็น (อินเทรนด์เข้ากับเทศกาลปีใหม่)

บทความที่ ๕ : How to แอบเท่เป็น "เด็กนอก" อยู่บ้าน (ลดกระแสเห่อของนอก)

บทความที่ ๖ : เพราะรักเรานั้น นิรันดร (สำหรับผู้ที่สูญเสียคนรัก และคนที่ยังหลงงมงายอยู่กับอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์หลอกลวงทั้งหลาย)

บทความสุดท้าย : ปีใหม่ปีนี้ร่วมเป็นเจ้าภาพบริจาคผ้าห่มต้านภัยหนาวพร้อมรับของขวัญสุดประทับใจ (เป็นหนังสือบอกบุญ)

รูปเล่มตั้งใจจักทำเป็นแบบ Episode IV, V, VI เหมือนที่ผ่านมา โดยจักเป็นขาวดำตลอดเล่ม ขนาด A5 ใช้ฟอนต์ DSN-Preecha ขนาดตัวอักษร 18pt ขนาด ๔๘ หน้า ถ้าไม่พอเพิ่มเป็น ๖๔ หน้า (เพลท ๑๖ หน้ายก) พิมพ์ประมาณ ๕,๐๐๐ เล่ม

ขอเชิญยอดฝีมือทั้งหลาย คัดเลือกบทความที่ต้องการนำไปเขียนเป็นการ์ตูนประกอบบทความ หรือภาพการ์ตูนคั่นบทความ ระหว่างบทความ รูปเดียวก็ได้ หลายรูปก็ได้ (สามารถโปรโมทบล็อกของท่านได้ด้วย ๕,๐๐๐ ก็อปปี้แน่ะ) การ์ตูนเสร็จแล้วส่งเข้ามาที่ desiga2548@yahoo.com หรืออัพบล็อกของตัวท่านเองก็ได้ แจ้งมาเดี๋ยวข้าพเจ้าจักตามไปดูดมาลงหนังสือ

มาร่วมงานบุญกัน ครับ

เจริญธรรม ฯ

ปล.๑ แนะนำ ติชม ได้ ครับ ขอน้อมรับด้วยความยินดี

ปล.๒ โอ...ลืมบอกเดดไลน์ ความจริงก็ไม่อยากให้มีเงื่อนไขของเวลาหรอก อยากให้ทำไปเรื่อย ๆ สบาย ๆ ทว่า ฤดูหนาวมันไม่เรื่อย ๆ สบาย ๆ คอยท่าใครนี่สิ ทำเรื่อย ๆ เอื่อย ๆ อาจไปเสร็จเอาหนาวหน้า หรือต้องเปลี่ยนเป็นบริจาคพัดลมแทนเพราะเข้าฤดูร้อน อีกทั้งข้าพเจ้าเอง มีนัดกับเพื่อนสหธรรมมิกเดินรุกขมูลเข้าป่าทุ่งนเรศวรในวันที่ ๑๓ พฤศจิกายนนี้ เป็นเวลา ๑ เดือน จึงควรทำงานให้ลุล่วงก่อน

หลวงพี่เล็กจักมาที่บ้านอนุสาวรีย์วันที่ ๖ - ๗ - ๘ พฤศจิกายนนี้ หากต้นฉบับเสร็จก่อน ก็สามารถไปขอความเมตตาให้ท่านช่วยตรวจแก้ไขหัวข้อธรรมะได้ เช่นนั้น ข้าพเจ้าขอกำหนดเดดไลน์ส่งการ์ตูนเข้ามา เป็นวันที่ ๕ พฤศจิกายน เวลาเที่ยงคืนก็แล้วกัน ครับ ขอเวลาให้ข้าพเจ้าได้พิมพ์ต้นฉบับไปให้ครูบาอาจารย์ตรวจพรู๊ฟก่อนส่งโรงพิมพ์สักคราวหนึ่ง 

edit @ 29 Oct 2009 22:09:48 by Dhammasarokikku

Favourites