อ๊ากซ์... หลังจากดองบล็อกไปชั่วระยะเวลาหนึ่งไม่ยาวไม่สั้น ที่สุดก็มีผู้อดรนทนไม่ได้ นิโม้นนนน... อัพบล็อกกันเน่าหน่อยพระคุณเจ้า

ประสาพระที่ไม่เคยเล่นตัว เขานิโม้นนนน.... แล้วก็ต้องรับนิมนต์ฉลองศรัทธา ทั้งที่บทความยังไม่สมบูรณ์เท่าไหร่

มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายหลายสิบกระบุงระหว่างที่หายหัวไป ทิ้งให้บล็อกร้างว่างเปล่า ราวกับมรณภาพไปแล้วที่แม่ฮ่องสอน การเดินทางคราวนี้ ได้ทำหลายสิ่งที่ไม่เคยทำ เช่น นั่งเรือไป ๓ ชั่วโมงไปเลี้ยงก๋วยเตี๋ยว "เส้นสด" ได้บริจาคสิ่งที่ไม่เคยบริจาค ได้แก่ ปลาทูเค็ม ๑๕ ลัง (ลังละ ๑๐ กก./ได้คำแนะนำมาจากพระอาจารย์โต วัดพระธาตุปางแฟน เชียงใหม่) ข้าวสาร ๓๐ กระสอบ แจกทุนการศึกษา ๒๓๖ ทุน ทุนละ ๑๐๐ บาท ผ้าห่มทั้งสิ้น ๙๒๐ ผืน เป็นต้น แล้วจักได้ว่าถึงรายละเอียดในภายหลัง

วันนี้ขออัพเดทงานบุญสักเรื่องหนึ่ง ความมีอยู่ว่า หลวงพี่เอ สหธรรมิกเก่าแก่มาตั้งแต่พรรษาหนึ่ง บวชร่วมสถาบันวัดหนองขอนเทพพนม จ.กาญจนบุรี เหมือนกัน ไปเดินป่ามาด้วยกัน และไปเป็นเพื่อนร่วมแจกของให้ชาวเขามา ๒ รอบแล้ว ได้ประสบอุบัติเหตุรัก นะจังงังเข้ากับงานก่อสร้างห้องน้ำวัดคนไทยในประเทศพม่า ห่างจากชายแดนประมาณ ๑๐ กม. จากคำชักชวนของพระสมบัติ สหธรรมิกของหลวงพี่เออีกท่านหนึ่งจำพรรษาอยู่ที่วัดแถว อ.แม่สอด จ.ตาก

หลวงพี่เอ ผู้ไม่นิยมงานก่อสร้าง แต่นิยมศึกษาธรรมะ และท่องไปในป่ากว้าง ไม่สันทัดการบอกบุญอย่างแรง ฝากข่าวบุญผ่านข้าพเจ้ามา ด้วยตัวท่านเองก็จับพลัดจับผลูไปดูสถานที่ด้วยตนเอง แล้วเลยต้องตามน้ำรับปากไป ข้าพเจ้าก็ฝากให้ท่านถ่ายรูปห้องน้ำ และถ่ายคลิปสัมภาษณ์มาให้ดูหน่อยว่า เป็นคนไทยจริง ๆ ที่พลัดถิ่น ไปตกค้างอยู่ในประเทศพม่าหลายร้อยคน (วันนี้เอาภาพไปดูก่อน คลิปอยู่ในมือถือของหลวงพี่เอ ที่กำลังจักเข้ารักษาตัวรักษาโรคริดซี่กับข้าพเจ้าที่ จ.สุพรรณบุรี)

หลวงพี่เอเล่าว่า เป็นคนไทยแน่นอน พูดภาษาไทยเหนือกันทั้งหมู่บ้าน อาศัยที่ตั้งรกรากอยู่ที่นั่นเป็นเวลานาน ไม่อยากย้ายไปไหน พอเขาแบ่งเขตแดนประเทศ เลยไปตกค้างอยู่ที่นั่น ไม่มีบัตรประชาชนไทย แล้วทางโน้นเขาก็ไม่ยอมรับเป็นคนพม่า ความเป็นอยู่ลำบากขิง ๆ

เวลาที่วัดมีงานคนมากันเยอะ ห้องน้ำมีอยู่เพียง ๓ ห้อง สภาพเก่าคร่ำคร่าสร้างมาแต่ปี ๒๕๔๐

 

ขออภัยไม่มีเวลาหมุนภาพ เอียงคอดูกันเองเน้อ

 

 

 

โครงการสร้างใหม่เมื่อเริ่มแรก จักสร้างส้วม ๓ ห้อง งบประมาณ ๓๐,๐๐๐ บาท เป็นที่น่าแปลกใจอย่างยิ่งว่า ทำไมถูกได้ขนาดนั้น ห้องน้ำที่วัดสร้างขนาดเดียวกันนี้ งบประมาณปาไป ๖-๗๐,๐๐๐ สร้างจริงปาไปแสนกว่า ถามดูจึงทราบว่า เขาถึงขนาดจักไปหาดูดทรายเอาตามท่าน้ำมาสร้าง และหลวงพี่เอ อาสาสวมวิญญาณนวกัมมัฏฐายี ขอเข้าไปคุมการก่อสร้างด้วยตนเอง

ล่าสุดเขาจักเพิ่มห้องอาบน้ำเข้าไปอีก ๑ ห้อง เป็น ๔ ห้อง ในงบประมาณเท่าเดิม โอ๊ว... พระเจ้าจอร์จ รัดเข็มขัดกันได้เทพขิง ๆ

ในการณ์นี้ ขอแอบกระซิบบอกเบา ๆ รู้กันเฉพาะวงใน อานิสงส์การสร้างห้องน้ำถวายเป็นของสงฆ์ ไม่ว่าจักไปสร้างไว้ในประเทศไหนก็ตาม จัดเป็นวิหารทานที่มีอานุภาพสูงมากล้นพ้นประมาณ แม้จักปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาลก็ย่อมได้ พระพากุลเถระ เป็นเอตทัคคะด้านผู้มีอาพาธน้อย หรือชีวิตแทบไม่เคยป่วยเลย ก็อาศัยอานิสงส์จากการสร้างห้องน้ำนี่แล

ทว่าพระเจ้าจอร์จแม้มันจะยอดมาก ก็อย่าเพิ่งเชื่อไป ลองไปค้นพระไตรปิฎกดูว่า ตรงกับสิ่งที่ข้าพเจ้าเขียนหรือเปล่า แม้ตรงกับพระไตรปิฎกแล้ว ก็อย่าเพิ่งเชื่ออีก ลองคิดพิจารณาโดยแยบคายด้วยเหตุด้วยผลว่า จริงหรือไม่? เราสร้างสิ่งที่ไปปลดทุกข์ให้แก่ผู้อื่น "เป็นสาธารณะ" อานิสงส์มันสมควรจักเป็นผู้มีความสุข มีอาพาธน้อยหรือเปล่า จงใคร่ครวญให้ดี

ห้องน้ำปี ๆ หนึ่ง มีคนใช้กี่คน ทั้งพระ ทั้งฆราวาส อายุการใช้งานอย่างห้องเก่านี้ก็ปาไป ๑๓ ปีแล้ว (และยังคงใช้ต่อไป) น่าจักจริงหรือไม่ที่ท่านว่า อานิสงส์ประมาณมิได้ เป็นไปได้หรือไม่ที่อานิสงส์จักมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับจำนวนคนใช้ (และอาจสัมพันธ์กับในรูปของกราฟเอ็กซ์โปเนนเชียลถ้ามีพระอริยเจ้าบังเอิญผ่านมาแถวนั้นแล้วแวะเข้าไปใช้)

เร็วเท่าความคิด ตามประสานักช็อปบุญ บุญอานิสงส์มหากาฬขนาดนี้ จ่ายเพียงสามหมื่นบาทเท่านั้น พวกเราคณะทำงาน "บินเดี่ยวไปกับสายลม ภาค ๒" ร่วมกันลงขันแบบไม่ต้องคิด ได้ปัจจัยมาแล้ว ๑๘,๒๐๐ บาทถ้วน ในชั่วพริบตาของการบอกบุญ (แต่โอนไปแล้ว ๒๐,๐๐๐ บาท) ขาดอีก ๑๑,๘๐๐ บาท ไว้เจือจานให้ท่านทั้งหลายได้ร่วมบุญ และอาจมีแถมให้ท่านไปหากได้เกิน เพราะคิดว่า สามหมื่นคงไม่พอ

ผู้สนใจเติมเต็มบุญสร้างห้องน้ำ สามารถโอนเงินมาที่ บัญชี ธ.กรุงเทพ เลขที่ 065-0-21185-7 ชื่อบัญชี นส.พรรณสุนีย์ มาลาโรจน์ สาขาย่อย เทสโก้โลตัส ถ.ประดิษฐมนูธรรม หรือจักยิงตรงแหน่วไป ธ.ออมสิน สาขาแม่สอด จ.ตาก เลขที่ 042802201049107 พระสมบัติ รายละเอียดเพิ่มเติมสอบถามได้ที่หลวงพี่เอ 080-030-3648 ก่อนที่หลวงพี่เอจักโกอินเตอร์ไปเป็นช่างใหญ่คุมการก่อสร้างทันทีที่รักษาโรคริดซี่เสร็จนะขอรับทุกท่าน โอกาสเช่นนี้มิได้หาง่าย ๆ เพราะหลวงพี่เอเป็นพระที่ไม่ชอบงานก่อสร้างเลย 555+

หายหัวไปนาน โผล่มาก็ใช่มีแต่งานบุญ มีธรรมะมาฝากเหมือนกันแล เพียงแต่ยังเขียนไม่เสร็จ แล้วบ่ายนี้ก็ยังต้องรีบเดินทางไปรับการรักษาตัวที่ จ.สุพรรณฯ ขอแพลมไว้ยั่วน้ำลายสักหน่อยก่อน เด๋วรักษาเสร็จจักรีบมาต่อบทความที่ค้าง ๆ คา ๆ ไว้ทั้งหมด

บทความที่เขียนไว้หน้าตาเป็นเยี่ยงนี้ ครับ (ยังไม่ได้ตรวจเช็คความถูกต้องให้ละเอียดเลย ว่าวกันสด ๆ เลยนะเนี่ย)

ในกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หรือ Scientific method ที่เราทั้งหลายร่ำเรียนกันมาแต่เด็ก จักประกอบด้วยขั้นตอนดังนี้

๑. ตั้งข้อสังเกต

๒. ตั้งสมมุติฐาน

๓. ทดลอง

๔. เก็บข้อมูล

๕. ทดลองซ้ำ เก็บข้อมูลซ้ำ

๖. วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าทางสถิติ

๗. สรุปผลการทดลอง

๘. นำสมมุติฐานและผลการวิเคราะห์ จากการทดลองซ้ำแล้วซ้ำอีก ไปตั้งเป็นทฤษฎี

๙. เมื่อมีการตั้งสมมุติฐานใหม่ที่ค้านทฤษฎีเก่า ก็ทำการทดลองซ้ำ ๆ แบบเดิม จนได้ข้อสรุปที่น่าเชื่อถือ ก็ล้มล้างทฤษฏีเก่า เอาสมมุติฐานใหม่มาตั้งเป็นทฤษฎีแทนของเก่า

ดังนั้นในบางคราวที่เราผุดไอเดียอะไรใหม่ ๆ ในชีวิต แล้วยังไม่ได้พิสูจน์ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ แล้วไปใช้คำว่า "ทฤษฎี" เช่น ทฤษฎีปาอึใส่นายก เช่นนั้น เป็นการใช้คำผิดความหมาย ส่วนใหญ่ไอเดียสุดบรรเจิดทั้งหลาย จักอยู่ในขั้นของการตั้งข้อสังเกต หรือตั้งสมมุติฐานเท่านั้น

วันนี้ข้าพเจ้าจักกล่าวถึง ข้อสังเกต หรือสมมุติฐานของการใช้กรรมฐานรักษาโรค

ก่อนจักเข้าสู่เนื้อหาของข้อสังเกต หรือสมมุติฐานที่ตั้งกันสด ๆ ร้อน ๆ เมื่อกี่นี้ ขออารัมภะถึงทฤษฎีที่พิเศษกว่าทฤษฎีทั่วไป ในผลการทดลอง หรือทฤษฎีที่เห็นแน่ชัดแล้วว่า เป็นจริงแท้เหนือกาลเวลา ทฤษฎีดังกล่าวจักถูกพัฒนาเปลี่ยนชื่อเรียกไปเป็น "ความจริงแท้" หรือ axiom เช่น 1 + 1 = 2 ไม่จำเป็นต้องทำการพิสูจน์ซ้ำว่า มันบวกกันแล้วเท่ากับ 2 จริง ประโยคบอกเล่าทางคณิตศาสตร์เช่นนี้เรียกว่า axiom ความจริงที่ไม่ต้องพิสูจน์

พระพุทธวจนะ พระพุทธพจน์ หรือพระธรรมวินัย เป็น axiom ครับ เป็นความจริงที่ท้าทายการพิสูจน์ ในบทสวดมนต์มีคำบาลีท้าทายอย่างเด่นชัดอยู่ว่า "เอหิปัสสิโก" แปลเป็นไทยว่า "ควรเรียกให้มาดู" หรืออีกนัยหนึ่งแบบนักเลงว่า "เฮ้ย.. ลองมาพิสูจน์ดูสิว่า ของเขาดีจริง" หรือแบบแอ๊บแบ๊วพาสาวิบัติว่า "ตะเอง ตะเองอย่าเพิ่งเชื่อเค้านะ ตะเองมาภิศูจน์ด้วยตะเองก่อนว่า ท่านพูดจิงปะ"

มีคำบาลีอีกว่า "อกาลิโก" แปลว่า ไม่ขึ้นกับกาลเวลา หรืออีกนัยหนึ่ง คงทนต่อกาลเวลา และการพิสูจน์ เป็นจริงมากว่า ๒,๕๐๐ ปี ไม่มีสมมุติฐาน หรือทฤษฎีใดมาล้มล้างความจริงเหล่านี้ได้

เราคนไทย เกิดในประเทศไทยที่มีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ก็ควรศึกษา "ความจริง" นี้ไว้บ้าง อย่าให้เสียชาติเกิด อย่าให้น้อยหน้าต่างชาติที่เขาอุส่าห์ข้ามน้ำข้ามทะเลมาศึกษา "ความจริง" ที่บรรพบุรุษของชาวไทยสละชีวิตเลือดเนื้อรักษาเอาไว้ แต่ลูกหลานของบรรพบุรุษเราเอง กลับไม่ได้ใส่ใจศึกษา

เอาละครับ ขอเข้าสู่การตั้งข้อสังเกต หรือสมมุติฐานของพุทธานุภาพบำบัดโรคกันเลย

เราคงเคยได้ยินเรื่องราวของการหายจากโรคอย่างอัศจรรย์ของสำนักรักษาโรคต่าง ๆ กันมามาก บ้างเชื่อ บ้างไม่เชื่อ บ้างว่าเป็นพุทธานุภาพ บ้างว่าเป็นเรื่องงมงาย เพราะไม่สามารถพิสูจน์ได้ด้วย "กระบวนการทางวิทยาศาสตร์" หรือ Scientific method

มีคนเคยกล่าวเอาไว้ว่า "ความรู้ในโลกนี้ ยิ่งเรียนมากขึ้น กลับรู้สึกว่า ตัวเองโง่ลง และที่สุดเหมือนไม่รู้อะไรเลย"

ข้าพเจ้าก็เป็นคนหนึ่งที่เรียนมามาก และที่สุด รู้สึกเหมือนไม่รู้อะไรเลย เพราะยิ่งเรียน ก็ยิ่งรู้ว่า ยังมีศาสตร์อีกมหาศาลที่เรายังไม่รู้ ยังเรียนไม่ถึง และไม่อาจเอื้อมถึง เข้ากับความจริงที่ว่า "ยิ่งเรียน ยิ่งโง่" เช่น สมัยเด็ก เราอาจรู้สึกว่า การบวกกันของตัวเลข เป็นสิ่งที่ง่าย การคูณกันเป็นเรื่องยาก แม้เราเรียนรู้วิธีคูณกันสำเร็จ เราก็เก่งละ ไม่โง่ละ แต่ครั้นเรียนไปสูงขึ้น นอกจากการคูณกันแล้ว แม่มยังมีถอดรูท แฟคโตเรี่ยล หาค่าสัมบูรณ์ อินทีเกรต ดิฟเฟอร์เรนเชียล ชี ๆ แปะแป๊ะ อีกมหาศาลที่เรียนไปไม่หมดเสียที นอกจากคณิตศาสตร์ ก็ยังมีบัญชี การเงิน การบริหาร แปะ ๆ ยิ๊ง ๆ ที่มีให้เรียนอีกมหาศาล

แพทย์ที่เรียนมาตามแบบแผน เป็นวิทยาศาสตร์ขิง ๆ สุดท้ายอาจต้องศิโรราบ ขอเริ่มนับ ก.ไก่ กลับมาเริ่มศึกษาแพทย์แผนจีน หรือการฝังเข็ม เมื่อเจอเข้ากับโรคที่แพทย์แผนปัจจุบันไม่อาจควบคุมไว้ในอุ้งมือได้ แต่เพียงเข็มเล่มเล็ก ๆ ไม่กี่ร้อยเล่ม กลับรักษาโรคที่แพทย์แผนปัจจุบันจนปัญญาได้

หรือแม้แต่น้ำยามหาบำบัดของป้าเช็ง!!!!

<อ๊อด> พาดพิงครับ ท่านประธาน

เลิก ๆ

วันนี้ขอยั่วกิเลสโทสะกันแค่นี้ก่อน ขอเชิญท่านผู้รู้มาเม้นท์กันให้กระหน่ำ ก่อนจักก้าวสู่รายละเอียดของพระพุทธานุภาพบำบัดโรคกันต่อในตอนหน้า

ตอนนี้ขอไปใช้พลังยาจีนรักษาโรคริดซี่ก่อน อิ อิ

เจริญธรรม ฯ

ปล. ท้ายสุด และสุดท้าย ขอฝากงานโรงเรียนฟื้นจิตวิญญาณชาวปากะยอ ที่มหาโอ๊ตอุตส่าห์อาสาขึ้นไปพำนักอยู่ที่บ้านสบลาน อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ ครับ เห็นท่านว่า ยังขาดจตุปัจจัยอีกหมื่นกว่า ดังรูปที่แปะไว้บน PlayGround ดังนี้

http://www.pg.in.th/p/652323

http://www.pg.in.th/p/652314

http://www.pg.in.th/p/652309

http://www.pg.in.th/p/652307

http://www.pg.in.th/p/652304

http://www.pg.in.th/p/652297

http://www.pg.in.th/p/652291

http://www.pg.in.th/p/647437

สนใจร่วมบริจาคได้ที่ dhamweb.exteen.com

ไปละ!!!!

edit @ 9 Feb 2010 13:36:28 by Dhammasarokikku

อ่า... กลับออกมาจากป่่าหลายวันแล้ว ฟื้นพลังอยู่ ประกอบกับการเตรียมงาน แบกของหลังแทบเดาะ

อย่างแรกเลยขอกรี๊ดดัง ๆ ให้ลั่นบล็อกว่า "สอบนักธรรมเอกผ่านแล้วจ้า" แอบประหวั่นใจอยู่เล็ก ๆ เพราะตอบผิดไปหลายข้อ เกิดสอบไม่ผ่านขึ้นมา "ติวเข้มนักธรรมเอก" คงไม่ขลัง เพราะติวเตอร์ดันสอบตก 555+ คงต้องเลื่อนไปออกปีหน้าแทน เอาละ... อย่างนี้เดินหน้าลุยงานต่อได้

อย่างสองคือ อย่าลืมนะคะ ท่านผู้สนใจประกวดการ์ตูนประกอบหนังสือธรรมะใน ขอเชิญทำบุญด้วยการ์ตูน ภาค ๒ หมดเขตรับชิ้นส่วน เอ้ย... หมดเขตรับการ์ตูน ๓๑ มกราคม ศกนี้แล้วนะจร้า... ใครยังไม่ได้ร่าง รีบลงเส้นด่วน!!!

อย่างสามคือ โปรแกรม "บินเดี่ยวไปกับสายลม ซีซั่นทู" หน้าตาเปลี่ยนไปจาก ประกาศกำหนดการ "บินเดี่ยวไปกับสายลม ซีซั่นทู" พอสมควร มีการยักย้ายถ่ายเท เปลี่ยนคู่สลับขั้ว เล่นเก้าอี้ดนตรีสลับที่นั่งกันอย่างสนุกสนาน ล่าสุดก็น่าจักลงตัวแล้ว ดังนี้

รถคันที่ ๑ โตโยต้า วีโก้ ตอนเดียว แต่มีสองแถวข้างหลัง แถมหลังคาให้ด้วย หน้าตาเหมือนสองแถวปากซอยยังไงยังงั้น มีสมาชิกร่วม "กินลม" ดังนี้

 

 

เจ้าเก่าคันนี้นี่เอง ปีที่แล้วไปกันประมาณนี้

 

 

๑. พี่ชายหลวงพี่สว่าง รับบทเป็นนักขับมือฉกาจวีโก้เทอร์โบมาแรงแซงทางโค้ง

๒. หลวงพี่สว่าง สมาชิกใหม่จากการแนะนำของหลวงพี่เอ (หลวงพี่เอนี่เคยร่วมสังฆกรรมกันเมื่อสมัย Episode IV)

๓. หลวงพี่รี่ ผู้วางแผนลับ ลวง พราง หัวหน้าผู้ก่อการหลอกลวงประชาชีไปทำความดีถวายในหลวงกัน ที่อาจจักปลดเกษียณจากงานช่วยชาวเขาในปีนี้ เนื่้องจากสอบนักธรรมเอกผ่านแล้ว ต้องเรียนบาลีต่อ คงหาเวลามาก่อการดีเช่นนี้ได้ยาก

๔. โยมหลิน กำลังหลักในการก่อการดี ทำก๋วยเตี๋ยวเลี้ยงชาวเขา

๕. โยมนักข่าว สมาชิกใหม่จากหลวงพี่สว่าง

๖. พระอาจารย์อ๊อด กลับจากอีสาน ป่วยสนิทศิษย์ส่ายหน้า

๗. หลวงน้าสมเดช กลับจากอินเดีย หนาวสนิทป่วยไปแล้วเช่นกัน

๘. โยมน้องแบ็งค์ ลูกชายม้าขาวศิษย์หลวงตาพวง

รวมมีสมาชิกไปกับรถวีโก้ ๖ ท่าน ออกเดินทางจากวัดราชสิทธาราม ๗ นาฬิกา วันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๕๓ แล้วไปพบ Grand Cherokee ที่วัดละหาร ๙ โมงครึ่ง มุ่งหน้ากำแพงเพชร รับโม่ง ๓๐๐ ชุด และเสื้อผ้าอีก ๒-๓ ลัง ที่สำนักสงฆ์ใต้ร่มพระโพธิญาณ ของพระอาจารย์บุญเชิด จากนั้นไปแวะวัดห้วยน้ำอุ่น กราบครูบาบุญยัง แล้วย้อนมากราบหลวงพ่อมหาสิงห์ พัก ๑ คืนที่วัดพระพุทธบาทถ้ำป่าไผ่

ตี ๓ วันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๕๓ ออกเดินทางไปพบกับคณะที่วัดจอมทอง อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน เตรียมข้าวของแจก แล้วไปเลี้ยงที่บ้านกอมูเดอเป็นที่แรก แจกผ้าห่ม ๑๒๐ ผืน แล้วเข้าพักที่วัดแม่สามแล่บ กลางคืนแพ็คของที่จักไปเลี้ยงที่บ้านจอซีเดอลงเรือ

๘ นาฬิกา วันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๕๓ ออกเดินทางโดยเรือเจ้าสำราญ ๒๐ ที่นั่ง รับน้ำหนักได้ ๑.๕ ตัน เป็นเวลา ๓ ชั่วโมง เพื่อไปเลี้ยงก๋วยเตี๋ยว และแจกของที่ท่าน้ำ เสร็จแล้วเดินทางกลับมาพักที่วัดจอมทอง

วันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๕๓ รถจากโตแฮ จักมานำคณะขึ้นไปเลี้ยงก๋วยเตี๋ยวและแจกของที่บ้านบุญเลอหลวง บุญเลอน้อย และโตแฮ ตามลำดับ

วันที่ ๒๕ - ๓๐ ว่าง เล็งไว้ว่า จักไปเลี้ยงบ้านห้วยแห้ง และห้วยผึ้ง ถ้าไม่มีหมู่บ้านใดให้เลี้ยงต่อ อาจจักนำคณะลงมาเลี้ยงที่ อ.อุ้มผาง จ.ตาก

วันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๓ งานอายุวัฒนมงคล พระอาจารย์โต ที่วัดพระธาตุปางแฟน อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่

รถคันที่ ๒ นิสสัน นาวารา ไม่ไปแย้ว...

 

 

ติดภารกิจฟิชโช่มากมายมหาศาล อดไปเยย...

 

รถคันที่ ๓ รถตู้โตโยต้าไฮเอช ออกจากวัดใหญ่ชัยมงคล ๒๑ นาฬิกา วันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๕๓ มีสมาชิกประมาณ ๘ ท่าน รายละเอียดสอบถามได้ที่ http://dhamweb.exteen.com/ ไปสมทบกับคณะเช้าวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๕๓

รถคันที่ ๔ รถ Jeep Grand Cherokee พบกันที่วัดละหาร ๙ โมงครึ่ง โปรแกรมเหมือนวีโก้ แต่กลับวันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๕๓ มีสมาชิกรวม ๔ ท่าน ได้แก่ โยมสุมิตร, โยมนิด, โยมนิตยา และโยมหน่อย

ส่วนหลวงพี่เอ และหลวงพี่ตือ ล่วงหน้าไปรอคณะอยู่ที่ วัดจอมทองแล้ว

รวมคณะล่าสุด มีรถ ๓ คัน สมาชิก ๑๗ ท่านที่เดินทางจากกรุงเทพฯ และอยุธยา + ๒ ท่านที่วัดจอมทอง รวมเป็น ๑๙ ท่านแบบอิ่ม ๆ จบงานนี้น่าจักมีเรื่องเล่าสนุก ๆ เยอะทีเดียว ใครสนใจร่วมเดินทางไปด้วย ยังพอมีที่ว่าง (แบบกินลม) รีบสมัครด่วน

ตัวอย่างไอเท็มพิเศษที่จักนำไปแจกในคราวนี้

๑. เกลือ ๒ ตัน

๒. แปรงสีฟัน ยาสีฟัน

๓. ผ้าห่มรวม ๙๒๐ ผืน แจกไปแล้วบ้าง

๔. ปลาทูเค็ม ๑๕ กล่อง กล่องละ ๑๐ ก.ก. รวม ๑๕๐ ก.ก.

๕. ก๋วยเตี๋ยวเส้นสด ๑๕๐ ก.ก.

๖. พระพุทธรูปหน้าตัก ๑๘ นิ้ว ประดิษฐาน ณ โรงเรียนบ้านซีวาเดอ

๗. ชามสังกะสี + ช้อน ๕ กุรุส

ฯลฯ

ขอท่านทั้งหลายจงโมทนา และกำหนดการบินเดี่ยวไปกับสายลมซีซั่นทู ก็เอวังด้วยประการฉะนี้ ฯ

edit @ 20 Jan 2010 11:16:42 by Dhammasarokikku

โลกแห่งคลื่น ตอนที่ ๑

posted on 04 Jan 2010 23:47 by akkarakitt  in Experience

เอ็นทรี่สุดท้ายก่อนเข้าป่า ครับ 

หมายเหตุ : เอ็นทรี่นี้มาจากความฟุ้งขณะเดินบิณฑบาต ไม่รับประกันความถูกต้องใดใด

นานเท่าไหร่แล้วไม่ทราบ ที่เขาค้นพบว่า "อะตอม" เป็นอนุภาคที่เล็กที่สุด

ถัดมาอีกหลายสิบปี เขาก็ค้นพบว่า ในอะตอมที่ว่าเล็กที่สุดแล้ว ยังประกอบด้วยอนุภาคที่เล็กกว่าได้แก่ นิวเคลียสอยู่ตรงกลาง ประกอบด้วยอนุภาคโปรตรอน นิวตรอน แล้วมีอิเล็คตรอนเล็ก ๆ วิ่งวน ๆ อยู่รอบ ๆ

ต่อมาเขาก็ค้นพบอนุภาคที่เล็กกว่าโปรตรอน นิวตรอน ที่ประกอบขึ้นเป็นนิวเคลียส อีกกว่า ๔๐ ชื่อ

เมื่อไม่นานมานี้ ควอนตัมฟิสิกส์ก็ค้นพบว่า ละเอียดที่สุดแล้ว อะตอมกลายเป็นเพียงคลื่น คล้ายกับหลักอนัตตา (ไม่มีตัวตน/ไม่ใช่ตัวตน) ของพุทธศาสนา นักควอนตัมฟิสิกส์นิยามโลกเสียใหม่ว่า สสารทั้งหลายล้วนประกอบขึ้นด้วยคลื่น ยิ่งกว่านั้นยังสามารถพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์ได้ด้วยสิ

แม้วิทยาศาสตร์บริสุทธิ์จักก้าวหน้าไปถึงเยี่ยงนั้น จนมีบางคนถึงกับเชื่อว่า หากพัฒนาแนวคิดไปให้บริสุทธิ์ถึงจุดหนึ่ง ก็จัก "ตรัสรู้" หลุดพ้นตามพระพุทธเจ้า ธรรมะที่พระบรมสุคตตรัสรู้ กลับละเอียดลึกซึ้งไปกว่านั้นมากมาย และไม่มีวันที่วิทยาศาสตร์แขนงใดใดจักเข้าถึงด้วยการ "คิด" เอา (คิดเท่าไรก็ไม่รู้ หยุดคิดแล้วถึงรู้ แต่ต้องอาศัยคิด/ธรรมะทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ก็ออกมาจากจิตที่บริสุทธิ์ หรือจิตที่เป็นพุทธะเพียงหนึ่งเดียว)

เพราะสิ่งที่ละเอียดที่สุด ไม่ว่าในจักรวาลไหน ๆ ก็คือ "ใจ" ของเรานี่เอง ธรรมะของพระพุทธองค์จึงเป็นจริงมากว่าสองพันห้าร้อยปี ก็เพราะเป็นความจริงเกี่ยวกับ "ใจ" ของเรานี่เอง ไม่ว่าอีกร้อยปีล้านปียาวนานแค่ไหน "ใจ" ของสัตว์โลกไม่เคยเปลี่ยนแปลง ยังประกอบด้วยกิเลสตัณหาอุปาทานเหมือนเดิม

วิทยาศาสตร์บริสุทธิ์สามารถพิสูจน์ได้ว่า กราฟคลื่นไม่ว่ารูปร่างมันจักหงิกงอพิลึกกึกกือแค่ไหน ล้วนมีคลื่นมูลฐานเป็นองค์ประกอบ คลื่นมูลฐานนั่นเรียกว่า "คลื่นรูปซายน์" หรือ sine wave ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น

 



คลื่น A เมื่อนำมาแยกสัญญาณด้วยฟิลเตอร์แล้ว ได้คลื่น B ผสมกับ คลื่น C หากคลื่น C เป็นสัญญาณที่เราไม่ต้องการ เราจักเรียกคลื่น C ว่า noise หรือสัญญาณรบกวน (สัญญาณรบกวน เป็นสมมุติบัญญัติที่ใช้นิยามสัญญาณที่เราไม่ต้องการ) ถ้ากราฟหงิกงอมากกว่านี้ ก็หมายถึงประกอบด้วยคลื่นรูปซายน์มากกว่านี้มากมาย 

น่าประหลาดเหลือเกิน ครับ ที่ใจคนเราก็เหวี่ยงไปมาเป็นซายน์เวฟ หรือซิมเปิ้ลเพนดูลั่ม (การแกว่งของลูกตุ้ม) เช่นกัน ลองสังเกตดูครับ เมื่อไหร่ที่เราเป็นสุขมาก ไม่นานความทุกข์มากก็จักตามมา (เพลง Live and Learn จึงโดนใจคนหมู่มาก เพราะมันไปตรงกับธรรมชาติของจิต) เมื่อไหร่จิตสงบมาก ไม่นานความฟุ้งมากจักตามมา แกว่งขึ้นลงเป็นสัจธรรมของโลก

ถ้าเอาความสุขของปุถุชน กับความสุขของพระอริยเจ้ามาพล็อตกราฟ ก็อาจได้ดังนี้

 


 

จักเห็นได้ว่า ความสุขของปุถุชนด้านล่าง (อยู่ในแดนลบ หรือแดนทุกข์ขิง ๆ) เทียบไม่ได้เลยกับความสุขของพระอริยะด้านบน ความสุขของปุถุชน ประกอบด้วยคลื่นรบกวน หรือ noise มากมายมหาศาล ทั้งยังแกว่งด้วยความถี่สูงมาก ตามผัสสะที่มากระทบ บุคคลผู้ได้ฟังธรรม อาจถอยออกมายืนดูชีวิต และเห็นฟังก์ชั่นรูปซายน์ของใจตนเอง แล้วลดความถี่ของการกระเพื่อมไหวในใจตนเองได้

ปุถุชนปผู้มีความสุขมาก มิใช่ว่า มีจิตแนบไหลไปตามกราฟขึ้นลง กราฟชีวิตขึ้นสูงมาก ก็เป็นสุขมาก กราฟชีวิตลงต่ำ ก็เป็นทุกข์ แต่ถอยออกมาแล้วเห็นว่า ชีวิตก็ประหนึ่งซายน์เวฟ เคลื่อนที่ขึ้นลงไปตามกาลเวลา และเหตุปัจจัย อีกนัยหนึ่ง คือ เข้าใจยอมรับความเป็น "ซายน์เวฟ" ของชีวิต เมื่อสุขเข้ามา ก็ไม่สุขจนเกินไป ไม่คิดว่า สุขมันจักถาวร เป็นสุขอย่างนี้เรื่อยไป เมื่อทุกข์เข้ามา ก็ไม่คิดว่า มันจักอยู่คงทน ใดใดในโลกล้วนเปลี่ยนแปลง คลายความยึดถือสิ่งต่าง ๆ ในโลก ก็มีความสุขมากขึ้นตามกำลังใจที่คลายความยึดถือนั้น

ใจของพระอริยะนั้น ไม่ได้เคลื่อนไหวขึ้นลงรวดเร็วเช่นปุถุชน แต่เคลื่อนขึ้นลงไปตามธรรมชาติ หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่ง จิตของพระอริยเจ้า คือจิตที่ถูกกรองสัญญาณรบกวน หรือ noise ออกแล้ว สัญญาณรบกวนลำดับแรกของคนเรา ก็มาจากกาย หรือรูปขันธ์ของเรานั่นเอง พระอริยะเบื้องต้นสามารถกรองทุกข์ที่เกิดจากกาย จนไม่สามารถกระทบใจได้ พระอริยะเบื้องสูงขึ้นไปแม้ทุกข์ที่เกิดจากใจ ก็ไม่กระทบ กราฟความสุขจักค่อยราบเรียบขึ้นเป็นลำดับ จนถึงที่สุด เป็นสุขถาวร (เป็นกราฟขนานกับแกนวาย/ไม่ใช่ขนานกับสาววายนะจ๊ะ) ไม่ขึ้นกับเวลาหรือปัจจัยภายนอกอีกต่อไป

น่าเสียดายเหลือเกินครับ ที่เวลามาหมดลงแต่เพียงเท่านี้ ไว้ติดตามฟองฟอด ๆ ได้ตอนต่อไปในเดือนหน้า ครับ ฯ

edit @ 19 Jan 2010 08:49:03 by Dhammasarokikku

Favourites