ตำรา MBA

posted on 22 Jan 2012 18:05 by akkarakitt  in Experience
MBA นี่ย่อมาจาก Master of Business Administration ใช่ป่าวหว่า? เอิ๊ก ๆ ง่าย ๆ แปลว่า ป.โท บริหารธุรกิจ กระมัง ไปนั่งอ่านบทความของโยมเพื่อนคนหนึ่งในเฟสบุ๊ค ที่จบวิศวะแล้วไปเปิดร้านอาหารจนประสบความสำเร็จมากมาย ได้นำประสบการณ์มาเขียนข้อความแบ่งปัน แล้วเกิดอาการฟุ้ง จนต้องนำมาเขียนลงบล็อกโดยปัจจุบันทันด่วน แก่แล้วเดี๋ยวจักลืมไปเสียหมด
 
สมัยก่อนเรียนหลักสูตรบริหารธุรกิจ รู้สึกมานานแล้วครับว่า สิ่งที่เขียนไว้ในตำราบริหารธุรกิจจากสหรัฐอเมริกา ช่างแตกต่างจากความเป็นจริงในเมืองไทยอย่างสิ้นเชิง มักสอนให้จบไปเป็นลูกจ้างที่ดี มากกว่าสอนให้จบไปเป็นเจ้าของกิจการที่ดี
 
นั่นเป็นเพราะในยุโรป หรืออเมริกา โอกาสทางธุรกิจมีน้อยมากที่จะเกิดจากร้านโชว์ห่วยเล็ก ๆ ส่วนใหญ่เปิดมาก็บิ๊กเบิ้มกันไปเลย อย่างรถเข็นขายบะหมี่แบบชายสี่หมี่เกี๊ยวนี่ ไม่มีทางเกิดในยุโรปได้แน่นอน เพราะผิดกฎหมาย ชีวิตพวกเขาจึงเรียบง่ายมาก ๆ ๒ ทุ่มปิดไฟนอนกันหมดทั้งเมืองแล้ว ผิดกับเมืองไทยที่หาของกินได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง จึงเป็นที่มาของสเตตัสบนเฟสบุ๊คดังนี้ :-
 
ความเห็นส่วนบุคคล : ในสายตาข้าพเจ้า ตำรา MBA คือการรวบรวมแนวคิด หลักการ ประสบการณ์ วิสัยทัศน์ ของผู้ที่ประสบความสำเร็จในเชิงธุรกิจจากต่างประเทศหลาย ๆ ท่าน มาแปลเป็นภาษามนุษย์ เรียบเรียงเป็นทฤษฎีให้ศึกษาค้นคว้าได้ง่าย สำหรับผู้ที่ไม่มีสกิล หรือมีสกิลน้อยด้านทำธุรกิจ เรียนรู้สิ่งจำเป็น "น้อยที่สุด" (minimum requirement) เพื่อเป็นนักบริหาร ยกตัวอย่างเช่น Entrepreneurship (อองเทอเพรอเนอร์ชิพ) หรือความเป็นเจ้าของกิจการนี้ คนที่เกิดมาเป็นนักธุรกิจ จักมีสกิลพิเศษบางอย่างโดยไม่จำเป็นต้องเรียนจากตำรา มาตั้งแต่เด็กครับ

ในชีวิตจริง เงื่อนไข สภาพแวดล้อม ผู้คน ข้อกฎหมาย ต่างจากที่เขียนไว้ในหนังสือมากมาย เพราะที่นี่คือเมืองไทย แต่ละคนที่ทำธุรกิจในเมืองไทย จึงต้องแต่งตำรา MBA เฉพาะตนขึ้นเอง

น่าเสียดายที่ตำราบันทึกความสำเร็จทั้งหลายเหล่านั้นมักตายไปกับเจ้าของธุรกิจด้วยความหวงวิชา ถ่ายทอดไม่เป็น หรือถ่ายทอดให้ลูกหลานญาติมิตรไม่กี่คนที่ใกล้ชิด ขอยืนยันนอนยันว่า ฝรั่งไม่ได้ทำธุรกิจเก่งไปกว่าคนไทย หรือชาติใดในโลก เพียงแต่เขามีการเก็บข้อมูลและแบ่งปันที่เป็นระบบ เป็นระเบียบแบบแผน คนรุ่นลูกรุ่นหลานซึ่งแม้มิได้เป็นญาติกัน จึงเพียงหยิบตำราขึ้นมาอ่าน ก็ได้ความรู้นำไปต่อยอด มิใช่เริ่มต้นนับหนึ่ง ลองผิดลองถูกไปเรื่อย กว่าจะได้โซลูชั่นที่เหมาะกับธุรกิจตนก็ปาไปครึ่งค่อนชีวิต

ตำรา MBA ในชีวิตจริงของเมืองไทย น่าจักเป็นตำราที่อ้างอิงเพียงหลักการบางอย่างจากตำราต่างประเทศ (ซึ่งกรณีศึกษามักเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ เช่น สตาร์บั๊ค เฟสบุ๊ค กูเกิ้ล) แล้วยกเคสเถ้าแก่ที่ประสบความสำเร็จในเมืองไทยว่า เขามีวิสัยทัศน์ แนวคิด หลักการ ประสบการณ์ อย่างไร (มีขายอยู่แล้วตามท้องตลาด แต่มิได้นำมารวบรวมวิจัยให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ และต้องขวนขวายค้นคว้ากันหลายเล่ม) เชื่อว่า เขาทั้งหลายเหล่านั้น ต้องมีบางอย่างคล้ายกัน เหมือนกัน แล้วนำมาหาข้อสรุป เมื่อวิจัยลึกลงไป อาจพบสูตรสำเร็จของการทำธุรกิจในเมืองไทย นำมาตีพิมพ์เป็นตำรา MBA เวอร์ชั่นไทยแลนด์แดนออฟนักธุรกิจการเมือง ที่นำไปต่อยอดใช้ได้เลย ไม่ต้องไปเรียนตามหลักสูตรเมืองนอก แล้วกลับมานั่งเขียนตำรา MBA เฉพาะตนตั้งแต่ต้นกันอีกต่อไป
 
ซึ่งหากข้าพเจ้าจักเขียน ก็คงเป็นตำรา MBA เวอร์ชั่นธรรมะเป็นแน่แท้เอิ๊ก ๆ

ไม่เกี่ยวกะธรรมะเลยแฮะวันนี้ คริ ๆ ฯ

ลังใกล้หมด...

posted on 19 Jan 2012 07:55 by akkarakitt  in Experience
นึกถึงครั้งแรกที่หาของไปบริจาคบนดอยในแม่ฮ่องสอน หาได้ ๖ ลังเล็ก ๆ แจกหมู่บ้านละลัง ก็รู้สึกว่า ช่างเป็นการให้ทานมากมายมหาศาลที่สุดในชีวิต

 
ภาพปีแรกหาไม่เจอแล้ว นี่ภาพปีที่สอง ๑๒ ลังได้
 
 
จากช่วงแรกที่ขนขึ้นไปเองจากกรุงเทพฯส่งตรงจนถึงมือชาวเขา ใช้งบประมาณสูงมาก (รถใช้แก๊สหลายพัน รถใช้ดีเซลเป็นหมื่น) เริ่มค้นหา บ.ขนส่ง เพื่อส่งของบริจาคขึ้นไปพักที่วัดจอมทอง อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ก่อน แล้วค่อยนั่งรถทัวร์ตามขึ้นไปตระเวนแจกให้ถึงมือผู้ยากไร้ ไปเจอ บ.นิ่มซี่เส็ง ซึ่งบริษัทขนส่งเอกชนเหล่านี้ ส่วนใหญ่คิดค่าส่งเป็นจำนวนกล่อง และขนาดกล่อง น้ำหนักกล่องเป็นเรื่องรอง กล่องขนาดใหญ่จึงคุ้มค่ากว่า พยายามเอากล่องเล็ก ๆ มาต่อกัน ๒ กล่องบ้าง ๓ กล่องบ้าง ด้วยอานิสงส์แห่งผ้าเหลือง เขาก็ไม่ได้คิดค่าส่งแพงอะไรนัก ครั้งถัดมากลายเป็น ๑๔ กล่อง
 

 
ภาพปีที่ ๓ เอาลังหมึก ๒ ลังมาต่อกัน
 
 
ทางบริษัทนิ่มฯเอง เขาก็มีขายกล่องลังกระดาษคุณภาพดี มี ๔ เบอร์ เบอร์ ๓ ราคา ๔๙ บาท เบอร์ ๔ ใหญ่สุด ค่าส่งขั้นต่ำกล่องละร้อยบาท (ส่งไปแม่ฮ่องสอนเจอค่าส่ง ๒ ต่อ ต่อแรกส่งไปเชียงใหม่ แล้วส่งอีกทอดหนึ่งไปแม่ฮ่องสอน) ขายในราคากล่องละ ๗๙ บาท ส่งกล่องเดียวก็คงไม่กี่บาทหรอก แต่งวดถัดมา กลายเป็น ๒๕ กล่อง (ค่าส่งราคากันเอ๊งกันเองเที่ยวละ ๑๐๐ บาท ค่าส่งรวมค่ากล่องจะตกล่องละ ๑๐๐+๑๐๐+๗๙ = ๒๗๙ คูณด้วย ๒๕ กล่อง ก็ปาไป  ๖,๙๗๕ บาทเท่านั้นเอง) ลังคุณภาพสูงเหล่านี้ขึ้นไปถึงบนดอยก็ถูกฉีกไม่มีชิ้นดี ไม่มีการนำกลับมาใช้ใหม่แต่อย่างใด
 
 

กล่องถูกฉีกกระจุย
 
 
ขอซื้อลังกระดาษจากบริษัทขายหมึก ล็อตแรก ๆ เขาก็เป็นเจ้าภาพให้ ใช้มากเข้าเขาก็คิดค่ากล่องราคาต้นทุน แต่ก็ใช้หมดใช้หมด เริ่มโทรหาบริษัททำกล่องลูกฟูก จึงรู้ว่า มันมีลูกฟูก ๓ ชั้น ๕ ชั้น จะเอาขนาดที่ต้องการต้องสั่งทีละห้าร้อยกล่องพันกล่อง ต้องขอซื้อจากขนาดที่เขามีอยู่แล้ว แค่กล่องเล็ก ๆ ก็ปาไป ๒๕ บาท อย่างไรก็ยังถูกกว่าซื้อจาก บ.นิ่มซี่เส็ง ฝากโยมพ่อขนมาจากบริษัทแถวลาดพร้าว ๑๐๐ กล่อง ใช้แป๊บเดียวก็หมด โทรไปขอรับบริจาคจากบริษัททำกล่องลูกฟูก ก็ได้มาบ้าง แต่ขนาดกล่องมักไม่ได้ตามต้องการ (บางขนาดต้องต่อกันถึง ๓ กล่อง) ปีถัดมาส่งของบริจาคขึ้นไป ๔๐ กล่อง (ทำจากกล่องเล็กปะติดกัน ๘๐ กล่อง)
 
หลัง ๆ ไม่ได้นับแล้วว่าส่งขึ้นไปปีละกี่กล่อง ไปเจอร้านขายลังลูกฟูกมือสอง ลังกระดาษขนาดเบอร์ ๓ และ ๔ ของนิ่มซี่เส็งขายใบละ ๑๕ บาท วางซ้อนขึ้นไปจรดหลังคาโกดัง บอกโยม เหมาให้หมดเลย!!!
 

 
ลังมือสองแพ็คแล้วได้เยี่ยงนี้

งวดนั้นจ่ายเฉพาะค่าลังกระดาษโทรม ๆ สี่พันแปดร้อยกว่าบาท จากวันนั้นถึงวันนี้ประมาณปีครึ่ง เหลือลังกระดาษอยู่แค่นี้ นับไม่ถ้วนแล้วว่า ส่งของบริจาคขึ้นไปกี่ลังแล้ว กะว่าหมดล็อตนี้แล้วก็จักเลิกทำ แต่ดูเหมือนมีงานเข้ามาไม่จบไม่สิ้น

 
เหลืออีก ๒๐ กว่ากล่องได้ (ตอนแรกลังกระดาษวางซ้อนขึ้นไปเกือบถึงเพดานห้อง ๓ กอง)
 
 
คงถึงเวลาต้องหาลังล็อตใหม่...


edit @ 22 Jan 2012 17:59:43 by Dhammasarokikku

ความฝัน

posted on 18 Jan 2012 23:32 by akkarakitt  in Experience
ตอนเตรียมตัวสอบเอ็นทรานซ์ รู้สึกวันเวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า และน่าเบื่อหน่าย เพื่อน ๆ ออกไปสังสรรค์ไม่เว้นแต่ละวัน แต่ฉันต้องเพียรอ่าน เพียรทำข้อสอบเก่า ข้อแล้วข้อเล่า เป็นพัน ๆ หมื่น ๆ ข้อ ดูเหมือนงานที่ไม่มีวันเสร็จ แต่ก็เพียรทำไปไม่เคยหยุดหย่อน พ่อแม่ตามใจฉันแค่ไหน ให้รถ ให้บ้านไปอยู่คนเดียว อยากไปที่ไหนก็ได้ อยากทำกระไรดีเลวแค่ไหนก็ได้ แต่ฉันก็เลือกชีวิตของฉันเอง ฉันเลือกจักมีวินัยในตัวเอง ตบรางวัลให้ตัวเองบ้าง แต่ไม่เคยปล่อยตัวปล่อยใจให้เหลวไหล ไร้สาระไปวัน ๆ
 
ข้อสอบมันจักยากเกินความบ้าของฉันเจียวหรือ? 
 
แล้ววันหนึ่งก็ได้รับรางวัลที่แอบฝันมาตลอด ความฝันที่ไม่กล้าแม้จักเอ่ยให้ใครฟังว่า เราหวังสิ่งใด ยังจำได้ทุกวินาทีที่ให้กำลังใจตัวเอง เรากำลังพยายามข้ามขีดจำกัดของตัวเอง หากข้ามได้ เราจักเปลี่ยนสถานะทางสังคมเชียวหล่ะ สถานะทางสังคมนั้น มีเงินล้นฟ้า ยังซื้อไม่ได้เลย
 
ฉันไม่ได้เรียนเก่งมาแต่อ้อนแต่ออก อาศัยความบ้าระห่ำอย่างยิ่งยวดดอก สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ จึงเป็นไปได้
 
จากวันนั้นถึงเมื่อ ๕ ปีก่อน เข็ดขยาดกับงานซึ่งต้องใช้ความเพียรระดับขอบความสามารถเช่นนั้น หลีกเลี่ยงงานใดใดที่ต้องข้ามขีดจำกัดของตัวเองอีก แต่ชีวิตการเรียนการงานก็มักผลักไสให้ไปอยู่ที่ขอบนั้นเสมอ
 
วันหนึ่งก็มาทราบว่า มีงานอีกชนิดหนึ่ง หากทำจนสำเร็จแล้ว ไม่ต้องกลับมาสัมผัสขอบนั้นอีก เหนือขอบฟ้าไม่มีฟ้าอีกต่อไป ข้ามขีดจำกัดครั้งนี้แล้วเกษียณเลย ไปนอนกินบำนาญอย่างเดียว จึงละทิ้งทุกอย่าง เพียรทำงานข้ามขีดที่ว่านั้นให้สำเร็จ
 
๕ ปีให้หลัง กลับพบว่า เป็นงานที่ต้องเพียรทำไปจนตายก็อาจไม่เสร็จ และไม่อาจหวังกระไรใดใดได้เลย สะเทือนใจมากมาย นี่หรืองานที่ฉันทุ่มเททิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง... ฉันเก็บความสะเทือนใจนั้นไว้ ไม่มีประโยชน์ที่ฉันจักมัวเศร้าใจกับความจริงใดใด โยนความท้อถอยทิ้งไป ก้าวมาแล้วต้องไปให้สุดทาง
 
ยากยิ่งกว่านักเรียนมัธยมที่รู้วันสอบเอ็นทรานซ์แน่นอน ฉันไม่รู้เลยงานนี้จักหมดเวลาทำเมื่อไหร่? ฉันจึงพยายามทำอย่างเต็มที่ ทำให้ดีที่สุด โดยไม่หวังว่างานมันจักเสร็จก่อนหมดเวลาหรือเปล่า? หรือจักทำได้ดีแค่ไหน?
 
ย่างขึ้นปีที่ ๖ แล้ว ฉันจักยังคงเพียรทำมันต่อไปไม่หยุดยั้ง เหมือนตอนนั้นที่ฉันกำลังทำข้อสอบเก่าเป็นพันเป็นหมื่นข้ออยู่
 
แม้ไม่รู้ว่าสิ่งที่ฉันแอบฝันไว้จักสำเร็จลงเมื่อไหร่ แต่มีรางวัลน่าตื้นตันรออยู่เบื้องหน้าแน่นอน 
 
ฝันของฉันที่สำเร็จแล้วในอดีต เติมเต็มความฝันพ่อแม่ฉัน ยังความปลาบปลื้มเป็นล้นพ้นมาแก่พ่อแม่ฉัน แต่ฝันคราวนี้ ปีติล้นพ้นคงเป็นของฉันเอง ด้วยความฝันของฉันคือ "เกษียณจากวัฏสงสาร"
 
เจริญธรรม ฯ

edit @ 18 Jan 2012 23:54:05 by Dhammasarokikku

Favourites

Favourites

Dhammasarokikku View my profile