สมควรแก่เวลาแล้ว ก็ขอกราบลาพระอาจารย์ ท่านยังมีเมตตา ให้เช็คของขวัญมูลค่า ๕๐๐.- บาท ไว้เพื่อเป็นค่ารถกลับวัดเมื่อสิ้นการธุดงค์ด้วย ไม่อยากขัดศรัทธาท่านเล้ย เพราะจริงแล้วการธุดงค์ ก็จะสิ้นสุดในวันนี้นั่นแล จะปฏิเสธก็กลัวเสียกำลังใจ ด้วยท่านอุตส่าห์ไม่ให้เป็นเงิน ไปแลกเป็นตั๋วเงิน ซึ่งพระธุดงค์รับได้ ก็เลยรับมา แล้วออกเดินไป ตามทางหลวงหมายเลข ๑ ได้ประมาณ ๗ กม. ก็มีรถตู้มารับอีก พาไปอีก ๑๔ กม. ก็ปล่อยลง เดินไปอีกเล็กน้อย โยมจากกรุงเทพฯ ก็มารับ ขึ้นไปเชียงราย

 

ขากลับกรุงเทพฯ รู้สึกยังไม่อยากกลับเท่าไหร่ แวะไปหาหลวงตาพวงก่อนดีกว่า เพราะท่านก็อายุมากแล้ว ตาก็ใกล้บอด อยู่วัดกันเพียง ๒ รูป กับหลวงพี่ตือ ไม่มีโยมอุปัฏฐาก อาตมานี่ พอเปิดเรียน ก็ไปไหนไม่ได้แล้ว เดือนหน้าก็จะไปแจกของ ช่วยชาวเขาที่แม่ฮ่องสอน จะได้มากราบอีก เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ทราบจากหลวงพี่เอว่า หลวงพี่ตือท่านอยากจะไป หาพระอาจารย์ ที่กำแพงเพชร ก็เลยกะว่าจะไปเยี่ยม และอยู่บิณฑบาต เลี้ยงหลวงตา แทนหลวงพี่ตือสัก ๑๐ วัน และเพื่อให้เช็คของขวัญนั้น ได้อานิสงส์เต็มที่ อาตมาก็จะเดินจากทางแยกเข้าอุทัยธานี ไปหาหลวงตาที่ ต.สมเด็จเจริญ อ.หนองปรือ จ.กาญจนบุรี ระยะทางราว ๆ ๒๐๐ กม.ได้ คงไม่ยาก เพราะที่ผ่านมาวันเดียว ก็ถึงลำปางจริงไหม เมื่อเล็งหาทำเลเหมาะได้แล้ว เป็นที่พักสายตรวจร้าง ระหว่างทางเข้าตัวเมืองอุทัยฯ อาตมาก็ขอลงรถ ไปกางเต้นท์ (โยมเอาเต้นท์มาให้ จากกรุงเทพฯ) ในที่พักสายตรวจนั้น เวลาประมาณ ๓ ทุ่ม หมาก็เห่าไปตามเรื่อง ของมัน สีฟันแล้ว ก็กะจะทำวัตรเข้านอน ทันใดนั้นเอง สิ่งไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น!!! ร่างดำทะมึน ๘ ร่าง ปรากฏตัวขึ้นในที่พักร้าง อย่างไม่คาดฝัน!!! ผ..ผ..ผ..ผีผีผี... ขนเตรียมจะลุก ผมเตรียมจะชี้ ขาเตรียมจะโกย แต่เอ๊ะ!!!... ผีอะไร แต่งตัวคล้ายผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ที่ไหนได้ สายตรวจนำกำลังตำรวจ พร้อมปืนเอ็ม-๑๖ เข้าขอตรวจค้น เพราะไม่แน่ใจว่า เป็นพระจริงหรือเปล่า (โถ...หน้าอาตมามัน ผิดระเบียบใช่ไหมนี่) เขาก็มาตรวจค้น ยาเสพติดตามหน้าที่ เพราะมันผิดสังเกตุ ที่พระลงจากรถเก๋ง แล้วก็มากางเต้นท์ในที่พักสายตรวจ ตอน ๓ ทุ่ม อาตมาก็ให้การ มีพิรุธ เพราะมันตื่นเต้น เขาเลยค้น อย่างละเอียด แล้วเขาก็เจอ ซองบรรจุผง คล้ายยาเสพติด นี่คืออะไร ตำรวจถามเสียงเข้ม เอ่อคือ... เก๊กฮวยผงจ๊ะโยม (ฮา) ค้นไปเจอผงสีขาวบรรจุขวดอย่างดี นี่คืออะไร ตำรวจถามเสียงเข้มอีก เอ่อคือ... ผงซักฟอกจ๊ะโยม (ฮา) โชคดีที่มีใบสุทธิ (บัตรประชาชน ของพระ) มาด้วยไม่งั้นคงได้ ไปนอนซังเต อายฉิบโผ๋ง...พระธุดงค์บ้าอะไร เครื่องสำอางเต็มไปหมด (ไม่ได้กลัวดำนะ แต่กลัวไหม้) ตรวจค้นสาแก่ใจแล้ว เขาก็ไป ปล่อยให้อาตมา เก็บสัมภาระกระจัดกระจาย ใส่คืนย่ามบาตร ตามลำพัง

 

รุ่งเช้าก็เก็บเต้นท์ ออกบิณฑบาตพร้อมสัมภาระเช่นเคย เดินตั้งแต่ตี ๕ กว่า ได้ระยะทางประมาณ ๘ กม.ไม่มีใครใส่บาตรเลยสักคนเดียว ใกล้จะหมดเวลาบิณฑบาตแล้ว น่ากลัววันนี้ จะต้องอยู่ด้วยธรรมปีติ อดข้าวซะละมั๊งนี่ ปลอบใจตัวเอง เดี๋ยวใกล้ความเจริญก็คงมีคนใส่บ้าง เดินผ่านซุ้มเข้าเมือง ก็ยังไม่มีใคร ใส่บาตร อยู่นั่นแหละ สงสัยแถวนี้ ไม่เคยมีพระมาบิณฑบาตเลย ที่สุดก็ตั้งใจว่า อดเป็นอดวะ เท่านั้นเอง ก็มีรถกระบะมาจอด เลยไปหน่อย เอาห่อข้าวใส่บาตร ๒ ห่อ โอ้รอดตาย ได้ข้าวเหนียวหน้าหมู ห่อเล็ก ๆ มา ๒ ห่อ มันเทียบไม่ได้เลย กับอาหารเต็ม ๒ ย่าม ล้นบาตรในกรุงเทพฯ แต่วินาทีนี้ มันเลอค่าอมตะ ยิ่งกว่าเพชรเดอบีร์ (เพราะเพชรมันกินบ่ได้)

 

จากนั้นก็เดินไปเรื่อย ๆ เท้าก็เริ่มพอง จากการเดินเท้าเปล่า บิณฑบาตในช่วงเช้า แดดก็ออกเปรี้ยงเลย การเดินไม่หมู เหมือนตอนขึ้นเหนือแฮะ ไม่มีใครจอดรับเลยสักเจ้าเดียว เดินไปใกล้เที่ยงก็หิว เพราะข้าวห่อ กระจิ๊ดริ๊ดเมื่อเช้า มันโดนเปปตินเลนิน ย่อยละลายสลายตัวไปหมดแล้ว แอบสบตา กับร้านขายข้าวหลามร้านที่ ๑ เขาก็เฉย ร้านที่ ๒ เขาก็เฉย มองดูเวลาเหลือแค่ ๑๘ นาที คิดว่าร้านที่ ๓ เขาก็คงเฉยเหมือนกัน เลยก้มหน้าเดิน ไม่ฉันไม่เฉินมันแล้ว พอใกล้ถึงร้านมีเด็กสาว ๒ คน ถือแบ็งค์ร้อยในมือ นิมนต์อยากทำบุญค่ะ ก็บอกเธอไปว่าไม่รับเงินจ๊ะ เธอก็บอกงั้นเป็นข้าวหลาม รับได้ไหมค่ะ ยิ้มน้ำตาไหลพรากเลย (ล้อเล่นหน่ะ ยิ้มน้ำลายไหลยืดต่างหาก :)~~ ) เธอถวายมา ๒ กระบอก ให้พรเธอแล้วจะลา เจ้าของร้านกับโยมลูกค้า ก็ถวายเพิ่มมาอีก ทั้งหมดได้มา ๖ กระบอก เลยมานั่งฉันใต้ร่มไม้ เมื่อกี้หิวแทบตาย มาตอนนี้ฉันอย่างไร ก็ฉันไม่หมด น้ำที่พกมาแต่เมื่อวาน แปรงฟันไปบ้าง ฉันเช้าไปบ้าง ก็หมดเพราะข้าวหลามมันเค็ม

 

ฉันเสร็จรู้สึกว่า ใต้ร่มไม้มันเย็นดี นอนพักเอาแรงเสียหน่อยท่าจะดี ขณะกำลังคิดพิจารณา ถึงเหตุการณ์ ในช่วงเช้าว่า คงเป็นเพราะความอยาก เป็นสมณะแล้วอยากนี่ มันเลยอด พอไม่อยากแล้วก็ได้ ตามประสงค์ คิดยังไม่ทันจบ โยมที่เขาเลี้ยงวัวอยู่แถวนั้น ก็แวะมาทัก พระคุณเจ้ามีน้ำฉันไหมเจ้าคะ เออแน่ะ... รู้ได้ไงฟะว่าน้ำหมด โยมเขาถวายน้ำแล้วก็มานั่งคุย พิจารณาแล้ว โยมเขาก็เป็นคนมีคุณธรรมดี อาจจะเป็นพระโสดาบันได้ง่าย ๆ ก็เลยให้ข้อปฏิบัติเขา ไป ถือศีล ๕ ให้ครบถ้วนบริบูรณ์ เคารพพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และนึกถึงความตายบ่อย ๆ เวลาใกล้ตายให้ภาวนา พุทโธ โยมเขาก็ดูจะเข้าใจดี ไม่นาน ก็วกเข้ามาเรื่องหวย พูดวกไปวนมามีแต่เรื่องหวย สักครู่ก็พอจับไต๋ได้ ว่านี่มาขอหวยชัวร์เลย จึงขยับจะเดินต่อ โยมแกก็ชวนคุยต่อ ไม่ยอมให้ไป น่ากลัวจะจบยาก ก็เลยควักภาพพระเขี้ยวแก้ว ไว้ให้โยมเขาระลึกเป็น พุทธานุสสติ ( การระลึกถึงคุณ พระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ ) แล้วจะตัดบทอำลา กลัวโยมเขาจะไม่รู้จัก เลยอารัมภะ แสดงประวัติเสียเล็กน้อยว่า สมัยที่ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ กษัตริย์ ๗ เมืองได้ยกทัพมา จะขอแบ่ง พระบรมสารีริกธาตุ... ไปจนถึงตอนที่ โทณพราหมณ์ แบ่งพระบรมสารีริกธาตุให้เท่า ๆ กัน ตวงด้วยทะนานทอง ได้ ๑๖ ทะนานทอง พอได้ยินตัวเลข เท่านั้นเอง โยมที่เซ้าซี้ไม่ยอมให้อาตมาไป ก็ขอตัว ไปเก็บใบตองทันที อ้าวเฮ้ย... เดี๋ยวซี้... ยังเล่าไม่จบเลย (ฮ่า ๆ งวดนั้นออก ๘๑ เจ๊งไปตามระเบียบ)

 

เมื่อแยกจากโยม ทางใครทางมันคอนเวิร์สออลสตาร์แล้ว ก็เดินต่อไป คราวนี้ด้วยความที่กลัวน้ำจะหมด ก็แบกน้ำไปเต็มที่เลย ราว ๒ ลิตร เดิน ๆ หยุด ๆ หนักก็หนัก เหนื่อยก็เหนื่อย ร้อนก็ร้อน หลังก็เจ็บ เดินได้รวม ๒๒ กม. ก็พักยาวหน่อย แล้วก็ออกเดิน ต่อพอถึงกม.ที่ ๒๔ มันก็เกิดอาการหายเหนื่อย ใจเริ่มนิ่ง... อะอะ เซ็คเคิ้นด์วินด์อ่ะป่าว (อาการของนักกีฬามาราธอน ที่เหมือนจะหมดแรง แล้วกลับมีแรง อีกครั้ง) คิดได้แค่นั้น ปรื๊ดวิ่งมาจอดเลย มอเตอร์ไซด์ หลวงพี่จะไปไหนครับ เลยบอกเธอไปว่า จะไปด่านช้าง เธอก็ทำหน้าฉงน (ก็ด่านช้างมัน ห่างออกไปร่วม ๗๐ กม. เวลานั้นก็เย็นแล้วด้วย) เอ่อ...ไปบ้านไร่ก็ได้ ไปที่ไหนก็ได้ โยมอยากส่งแค่ไหนก็แค่นั้นแหละ ตามกำลังศรัทธา ก็ซ้อนท้ายไปย่ามก็หนัก ขยับตัวก็ไม่ได้ เดี๋ยวมันจะโป๊ ก็นั่งแบบหนีบ ๆ เกร็ง ไปตลอดทาง ลมก็พัดเย็นจนหนาว เมื่อยก็เมื่อย เจ็บหลังก็เจ็บ ทรมานกว่าตอนเดินอีก ตอนเดิน ยังสลับข้างได้ นั่งไปก็เห็นป้ายไปบ้านไร่อีก ๔๖ กม. ไอ้หย๋า... ถ้าไปถึงบ้านไร่นี่ สงสัยตะคริวคงจะกิน ไปถึงไหนต่อไหนแน่ โยมเขาก็อึดเหมือนกัน วิ่งโต้ลมหนาวไปได้ราว ๒๐ กม. เขาก็ส่งอาตมาลง ที่ห้วยคต ทีแรกคิดจะเดินต่อ แต่ลงรถมาแล้ว มันมึนเพราะเกร็งมากไป เจ็บหลังมากไป โต้ลมหนาวมากไป เดินต่อไม่ไหว เลยจอดกางเต้นท์ ในเพิงที่เขาเอาไว้ขายของ โยมแถวนั้นเขาก็แสนดี นำน้ำปานะมาถวาย ค่ำ ๆ ก็เอาผ้าห่มมาถวาย น่ารักจริง ๆ โมทนาบุญด้วย

 

ตี ๕ กว่าก็ออกเดินเช่นเคย เพราะทราบว่า หมู่บ้านข้างหน้าห่างออกไปอีกราว ๔ กม. ต้องเดินให้ไปสว่างที่นั่น คราวนี้บิณฑบาตได้เยอะแยะเลย ก็เอาที่เหลือไปถวายพระ ที่สวดอภิธรรมตรงที่ไปบิณฑบาตนั่นแหละ แล้วออกเดินต่อไป วันนี้แรงตกไปเยอะ เดินไม่นานก็เหนื่อย เจ็บหลัง เดินพัก ๆ เป็นระยะ ๆ มีมอเตอร์ไซด์ พาไปส่งใกล้ ๆ ประมาณ ๔ กม.เจ้าหนึ่ง ที่เหลือ เดินเอาเอง พอไปพักที่ศาลาแห่งหนึ่ง ก็มีคุณยายคนหนึ่ง มาถวายน้ำปานะ แล้วคุยด้วย โยมแกชีวิต เศร้าดีเหมือนกัน เจอลูกด่า แล้วประกาศอธิษฐาน ขอไม่ต้องมาเกิด เป็นแม่เป็นลูกกันอีก กลางรถทัวร์ โยมแกไม่ค่อยคุยกับใครเลย เก็บมาแค้นอยู่คนเดียว อาตมาบอก เฮอะได้อย่างนั้นก็ดีซี้ เขาไม่อยากเจอเราก็ดีแล้ว ชาติหน้า เขาจะได้ไม่ต้องมาก่อเวร ชดใช้กรรมกันอีก อะโหย... เหมือนโยมเขาคิดได้ ยิ้มแป้นเลย ร้องสาธุ ๆ ใหญ่เลย พอขยับตัวจะลา มาอีกแล้ว นี่บอกถ้าถูกหวยสัก ๘ ล้าน เดี๋ยวจะไปสร้าง ศาลาธรรมสังเวช สร้างโน่นสร้างนี่ เฮ้ยอะไรวะ (อ้าว...ลืมตัว) เห็นพระเป็นต้องขอหวย ก็เลยแซวไปว่าต้อง ๘ ล้านเชียวเหรอ ล้านเดียวไม่ได้เหรอ โยมเขาก็บอกไม่ได้ ต้อง ๘ ล้าน ไม่งั้นไม่พอ แล้วก็ว่า โยมฝันเห็นขี้เมื่อวาน อ๋อ...งั้นจริง ๆ อาตมาต้องถามเลขจากโยม ไม่ใช่โยมมาหา จากอาตมาหรอก เพราะโยมกำลังจะมีโชค อาตมามีแต่เหนื่อย เห็นท่าจะคุยกันไม่รู้เรื่อง อาตมาก็ขอบ๊ายบาย

 

บ่ายหน่อยเดินไปเรื่อย ๆ ก็มีโยมเขามาถวายน้ำปานะ เป็นน้ำเปล่า สปอนเซอร์ และกาแฟกระป๋อง รับแล้วโยมเขาก็ จะถวายค่ารถอีก ก็เลยบอกเขาไปว่า รับเป็นเงินไม่ได้ แต่ถ้าจ่ายค่ารถให้หน่ะทำได้ โยมเขาเลย นิมนต์รอรถ เดี๋ยวเขาจะจ่ายให้ ระหว่างรอรถคุยกัน เขาบอกว่าเขาเคยบวช อยู่ที่วัดบ้านไร่ หลายพรรษาเหมือนกัน ลาสิกขาไป เพราะเห็นว่าไม่ใช่ทาง ถ้าเปลี่ยนใจตอนแก่ ยังกลับมาบวชทัน ตอนนี้ขอทำงานก่อน เห็นพระธุดงค์แล้ว ทราบว่ามันเหนื่อย ทรมานขนาดไหน

 

รถมาแล้วก็ลาโยมขึ้นรถ ขึ้นมาก็พบพระห่มจีวร สีเปลือกมังคุดนั่งอยู่ก่อนแล้ว เลยถวายกาแฟท่าน แต่ท่านไม่รับ ก็เลยนั่งไปไม่ได้คุยอะไรกัน พอใกล้จะถึงบ้านไร่ ท่านก็มาถามอาตมาว่า จะไปไหน ก็บอกท่านว่าไปด่านช้าง ท่านก็บอกให้ลงตรงนี้ เป็นทางแยกก่อนถึงตัวเมือง (รู้ได้ไงฟะนี่... นี่ถ้าท่านไม่ถามขึ้นมา มีหวังนั่งเข้า อ.บ้านไร่ไป อีกตั้ง ๓-๔ กม.) ไปนั่งรอที่ศาลา พิจารณาว่า ควรจะลาธุดงค์เสียที่นี่เลย นั่งรถต่อไป หรือจะเดินต่อ เพราะถ้าเดินทางได้วันละ ๓๐-๔๐ กม.แบบนี้ อีกหลายวันกว่าจะถึง แล้วที่ว่าจะอยู่กับท่านเสีย ๑๐ วันเวลามันจะไม่พอ ครั้นตัดสินใจไม่ถูก เลยอธิษฐานจิต ถึงหลวงพ่อ ก็ได้ความว่าให้เดินต่อไป ก่อนเดิน ก็ฉันน้ำปานะเสียให้หมด จะได้ไม่หนัก ก็ไม่รู้เป็นฤทธิ์สปอนเซอร์ หรือกาแฟ รู้สึกมันมีกำลังมหาศาลเลย สงสัยจะดีด เดินได้เร็วมาก แป๊บเดียวเดินไป ๓ กม. ระหว่างเดินใจก็หวังว่า จะมีกระบะสักคันจอดรับ พอเห็นรถกระบะ ที่ด้านหลังว่าง ๆ ผ่านไปไม่รับ ก็คิดในใจ...คนสุพรรณฯ ไม่มีน้ำใจ (ขออภัยเถิด... เวลาคนเหนื่อยนี่ อะไรชั่ว ๆ มันก็คิดได้หมด) ผ่านอีกก็คิดอีก พอตั้งสติได้ นี่เรากำลังส่งจิตออกนอก อยู่นะนี่ ทำไมไม่ใส่ใจกับการเดิน และการภาวนาให้มาก คิดได้แล้ว ก็ตะลุยเดินไปไม่คิดแล้ว แผล็บเดียว มีกระบะมาจอดรับ พาไปส่งถึงหลวงตาพวงเลย!!! (นี่ถ้านั่งรถเมล์ไป ต้องใช้เวลาอีก ๒ วันจึงจะถึง เพราะบ่ายแล้ว กว่าจะถึง อ.ด่านช้าง ก็เย็นไม่มีรถไปต่อ)

 

อยู่กับหลวงตาแล้ว สัมผัสได้เลยว่า ท่านพยายามสอนทุกอย่าง ที่ท่านมีความรู้ มีประสบการณ์ ถ้าเป็นเมื่อก่อน จะให้ความเห็น หรือแนะแนวทางการแก้ปัญหาเท่านั้น จนดูเหมือนว่าท่านอาจจะ ละสังขารในเร็ววันนี้ มีอะไรสอนได้ก็รีบสอน ทางเข้าวัด เป็นถนนลูกรัง บิณฑบาตไปกลับ ๘ กม.นี่มัน ทำเอาการฝึกเดินบิณฑบาต ไปตามถนนเรียบๆ ในกรุงเทพฯ วันละ ๒ ชั่วโมง กลายเป็นของเด็กเล่น จิ๊บ ๆ ไปเลย บางวันก็เจอ มะพร้าวเป็นลูก บางวันก็เจอแตงโมครึ่งซีก (ยังดีนะเจอทั้งลูกท่าจะแย่) หนักก็หนัก เจ็บเท้าก็เจ็บ ก็นึกสรรเสริญ พระปรีชาญาณ ของพระพุทธองค์อยู่ ก็การบิณฑบาตเท้าเปล่านี่ ถึงมันจะเจ็บถึงกึ๋นแค่ไหน มันก็ไม่ถึงตายหรอก ให้มันลำบากเสียบ้าง พลางก็คิดว่า ชาวบ้านที่เขา หาอาหารมาใส่บาตรเรานี่ เขาทุกข์กว่าเราไม่รู้กี่เท่า เอาแค่ปักข้าวดำนา ก็ต้องสู้แดด ทนร้อนทนเหนื่อยอยู่ทั้งวัน นี่แค่ลำบากเดี๋ยวเดียวทำบ่น

 

คิด ๆ เรื่องว่าทำไมทำบุญกับพระธุดงค์ ถึงมีอานิสงส์มาก ที่วัดถ้ำหมีนอนนี่ เขาแย่งกันทำบุญเลยนะ อ๋อ... ก็ตอนเหนื่อย ๆ รากเลือดนี่ มันจะเอาอะไรไปโลภ ไปโกรธ ไปหลง แล้วเดินทั้งวันนี่ จะเอาเวลาที่ไหน ไปละเมิดศีล อาการกิเลสเบาบางชั่วคราว และศีลบริสุทธิ์นี่กระมัง ที่ทำให้ ได้อานิสงส์มาก มีอยู่วันหนึ่งนั่งว่าง ๆ ไม่มีอะไรทำ ตอนเย็นนั่งรอดู ไก่แจ้มันบินขึ้นไป นอนบนปลายไม้ไผ่ ที่เอนตัวลงมา ขนานกับพื้น ด้วยความสงัด ของสถานที่ ใจมันก็นิ่งของมันเอง นั่งดูจริยาของไก่ตัวหนึ่ง ตัวอะไรกัดตูดมันก็ไม่รู้ มันก็เอี้ยวตัวเอาปาก มาจิกตูดตัวเอง นั่งดูความพยายามของมัน เอี้ยวซ้ายที เอี้ยวขวาที ก็ยังไม่โดนตรงที่คัน เห็นแล้วก็ปลงสังเวช ชีวิตมันทุกข์จริงหนอ คันตูดก็ไม่มีมือเกา นี่เกิดอีกชาติตูจะพลาดไปเกิดเป็นไก่ไหมหนอ อ๋อ...นี่คนโบราณ เขาบรรลุธรรมกัน ก็คงอารมณ์แบบนี้กระมัง คือชีวิตมันไม่ได้วุ่นวาย เหมือนคนกรุงเทพฯปัจจุบัน บางที เวลาชั่วโมงหนึ่ง ทำงานตั้ง ๓-๔ อย่าง ไปพร้อม ๆ กัน ไอ้อารมณ์มานั่งมองธรรมชาตินิ่ง ๆ เป็นชั่วโมง ๆ นี่มันไม่มี อย่างคนสมัยก่อน หรือคนต่างจังหวัด เขาไม่ต้องทำงานมาก เหมือนคนปัจจุบัน ถึงว่าเขาถึงบรรลุธรรมกันง่ายจัง

 

อยู่กับหลวงตาพวงได้ ๓-๔ วัน หลวงพี่เอโทรมาว่าจะมาเยี่ยม สบโอกาสหลวงพี่ตือเลยชวน ไปร่วมงาน เป่ายันต์เกราะเพชร ที่วัดท่าขนุน อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ท่านอยากจะไปกราบ อ.เล็ก แล้วท่านจะ ไปกำแพงเพชรต่อไปเลย ก็ดีเหมือนกัน แล้วก็คิดถึงเช็ค ที่พระอาจารย์ถวายมา ให้เป็นค่าเดินทาง อยู่กับอาตมา คงไม่ได้ใช้เป็นค่าเดินทางแน่ เลยถวายต่อ ให้หลวงพี่ตือไปใช้เดินทาง จะตรงกับเจตนา ของคนถวายมากกว่า จบงานแล้ว ก็เดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเตรียมงานไปแจกของ ให้ชาวเขาที่แม่ฮ่องสอนต่อไป

ภาพบายศรีในงานเป่ายันต์เกราะเพชรที่วัดท่าขนุน อลังการงานสร้างจริง ๆ ผับเผื่อยสิ

ในการเดินทางทั้งหมด ก็มาสะดุดเอาตอไม้ตอใหญ่ หน้าคะมำเลย ที่วัดถ้ำหินผาแดงนี่เอง เหลียวกลับมาดู ปรากฏว่าไม่ใช่ตอ เป็นแก่น แก่นของพระพุทธศาสนา ที่สังคายนาไว้ ในคิริมานนทสูตร โดยเจ้าพระคุณ อุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) อ่านแล้วซาบซึ้งใจมาก ไพเราะจับใจมาก คิริมานนทสูตรนี่ ก็เคยอ่านแล้ว หลายเวอร์ชั่น แต่ทำไมไม่โดนใจ เหมือนฉบับนี้ก็ไม่รู้ หรืออาจจะ ยังไม่ถึงวาระกระมัง อ่านแล้ว กิเลสพุ่ง อยากให้คนอื่นได้อ่านด้วย จึงเอามาย่อรวมไว้ ในบันทึกนี้ด้วย มีเนื้อหาน่าสนใจหลายประการ ดังจะแสดง โดยสังเขปต่อไปนี้ (อาจยาวไปนิด เป็นเพราะพระสูตรนี้ อธิบายถึงพระนิพพาน ซึ่งเป็นของอธิบายยาก ต้องอธิบายลึกซึ้งไปโดยลำดับ)

Comment

Comment:

Tweet

อ่านแล้วรู้สึกว่า

พระธุดงค์นี่ลำบากเอาการเหมือนกันนะครับ

#19 By Princo (124.122.83.132) on 2010-11-02 00:53

อา...แปะ


อะ... กาวตราช้าง


อิ อิ อิ ฯ

#18 By Dhammasarokikku on 2008-08-21 21:40

อ้าท์ท์ท์จจจ...มันเป็นคำอุทานอย่างหนึ่งเวลาที่หน้าแตกค่ะ

นมัสการลา

#17 By มนตรา (58.8.236.77) on 2008-08-21 14:38

ป่าวหง่ะ

มันมีบอกไว้ว่า ล่าสุดมีใครมาเขียนเม้นท์ไว้ ในเรื่องอะไร

"latest comments" ตรงแถบด้านขวามืออะ

ฉะนั้นต่อให้เก่าแค่ไหน มีใครมาเม้นท์ปุ๊บจะทราบทันที

ข้าพเจ้าก็ลุยไปข้างหน้าเหมือนชาวบ้านเขานั่นละ

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#16 By Dhammasarokikku on 2008-08-21 13:57

โอ้โห..ท่าน นับถือจริงๆ เลยค่ะ อุตส่าห์แอบมาอย่างเงียบ เพื่อดูว่าท่านจะกลับมาดูของเก่า ๆ บ้างไหม ในใจนึกให้ว่าคงไม่ต่ำกว่าสองเดือน เพราะคนส่วนใหญ่มักชอบมุ่งตรงไปข้างหน้าอย่างเดียวเลย นี่ท่านใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมงก็คลำเจอเสียแล้ว ...ใช้ได้เลยค่ะ

ด้วยความนับถือจริง ๆ นะคะ

#15 By มนตรา (58.8.126.163) on 2008-08-21 00:00

โห! ท่าน นับถือจริง ๆ เลย อุตส่าห์แอบมาเขียนแบบเงียบ ๆ นะคะเนี่ยะ กะจะดูว่าท่านจะพลิกดูของเก่า ๆ ที่เขียนมาหรือไม่ ในใจนึกไว้ว่าให้สองเดือน เป็นอย่างต่ำ เพราะคนส่วนใหญ่มักจะมีแต่เดินไปข้างหน้าไม่ค่อยย้อนกลับมาดูอดีตเท่าไหร่ นี่ท่านใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมงก็คลำเจอ ...ใช้ได้ทีเดียวค่ะ

ด้วยความนับถือจริง ๆ เลยค่ะ

#14 By มนตรา (58.8.126.163) on 2008-08-20 23:56

โมทนาบุญด้วยครับ

บุญแรงน่าดู

สายที่เดินเท้าเปล่าส่วนใหญ่จะเป็นสายหลวงพ่อชา สุภทฺโท วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี

ยกนิ้วให้เลย กับขันติธรรม ข้าพเจ้าเดินแค่นี้ยังเกือบตาย

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#13 By Dhammasarokikku on 2008-08-20 21:03

เป็นเรื่องที่ประทับใจมากเลยค่ะ ชาวบ้านที่เห็นก็ได้มาร่วมอนุโมทนาบุญด้วย

อ่านเรื่องที่ท่านธุดงค์ไปป่าที่อุทัย ฯ เลยขอกราบนมัสการมาด้วยความเคารพยิ่ง เขียนเรื่องอย่างนี้อีกนะคะ ชอบค่ะ และถ้าไปธุดงค์อีกเมื่อไหร่ กรุณาช่วยบอกญาติโยมด้วยนะคะ อยากตามไปทำบุญกับพระธุดงค์ค่ะ แต่ขอเป็นเขตเมืองหน่อย ไม่ถึงกับเข้าป่าไปเลยหรอกนะคะ

กราบนมัสการลา

#12 By มนตรา (58.8.127.60) on 2008-08-20 20:21

ชาวบ้านแถวนั้นก็ใจดี ชาวบ้านบางส่วนที่มาจับกลุ่มรอทำบุญอยู่แล้ว ก็เดินมาช่วยขนน้ำไปวางไว้ที่ถนน เรียกว่าดิฉันแทบไม่ต้องทำอะไรเลยนอกจากนั่งอนุโมทนาบุญ พระท่านมาก็หยิบฉันท์ได้เลย หลอดเหลิดไม่ต้องสนใจกันหล่ะ ปรากฎว่า พระส่วนใหญ่ชอบเป๊บซี่มาก หรือไม่ก็น้ำอัดลมต่าง ๆ อันนี้ก็เป็นความรู้ใหม่เช่นกัน

ทำไงดีหล่ะคะ พระเป็นร้อย น้ำไม่พอ ต้องยอมกลั้นใจแทบตาย ยอมซื้อพวกกระทิงแดง และลิโพถวาย เพราะเป็นสิ่งสุดท้ายที่เหลืออยู่ในตู้แช่นั้น

#11 By มนตรา (58.8.127.60) on 2008-08-20 20:18

โชคดีที่วันนั้นขับรถไปคนเดียวเลยสามารถทำอะไรได้ตามที่ต้องการ ตัดสินใจเดี๋ยวนั้นเลยค่ะรีบขับผ่านขบวนพระธุดงค์ไป แล้วมองหาร้านขายน้ำ ซึ่งในช่วงตะกั่วทุ่งมีแต่ป่า นาน ๆ จะมีบ้านคนเสียที โชคดีที่มีร้านเล็ก ๆ อยู่ร้านหนึ่งไม่ไกลจากจุดนั้นมากนัก จำได้ว่าเหมาน้ำเขาหมดตู้เลยค่ะ ทั้งเป๊บซี่ กาแฟ สปอนเซอร์ แม้กระทั่งน้ำเปล่า หมดไปหลายพันอยู่ เจ้าของร้านยิ้มหน้าบานเชียว

#10 By มนตรา (58.8.127.60) on 2008-08-20 20:18

ตอนนั้นดิฉันกำลังขับรถจากภูเก็ตจะไปร่วมงานเลี้ยงที่พังงา เห็นพระเดินทางมาเป็นร้อย ๆ แถวยาวเป็นกิโล ฯ เดินด้วยความสำรวมที่สุด เห็นแล้วก็แปลกใจ ขณะเดียวกันซึ้งใจท่านมาก ๆ เพราะอากาศวันนั้นร้อนระเบิด แถมยังต้องเดินบนถนนด้วยเท้าเปล่า คงเหนื่อยกันมากอยู่ แถมหนทางยังอีกยาวไกลนัก (ร่วม 1,200 กิโลเมตร)

#9 By มนตรา (58.8.127.60) on 2008-08-20 20:17

หลังเกิดสึนามิใหม่ ๆ มีพระจากทางอีสานมาเดินสวดให้กับบรรดาผู้เสียชีวิต หลายร้อยรูป แถวยาวเป็นกิโล ฯ โดยสวดภาวนาแผ่ส่วนกุศลให้ผู้เสียชีวิตจากภัยพิบัติสึนามิ ตั้งแต่ภูเก็ตเดินขึ้นไปจนถึงกรุงเทพ

#8 By มนตรา (58.8.127.60) on 2008-08-20 20:16

มาคอมเม้นท์คนละเรื่องเดียวกัน (อีกแล้วค่ะ)

ได้อ่านเรื่องสั่งสมประสบการณ์ตอน 6 ที่ท่านเขียนในเดือนพฤษภาคม 2008 ชอบมากค่ะ พยายามจะโพสต์คอมเมนต์แต่ไม่ไปก็เลยขออนุญาตนำมาวางไว้ที่นี่นะคะ

ได้ข้อคิดเยอะเลยว่าถ้าเห็นพระ โดยเฉพาะพระธุดงค์ต้องเข้าไปร่วมทำบุญด้วย อย่างน้อยถวายน้ำก็ยังดี

#7 By มนตรา (58.8.127.60) on 2008-08-20 20:14

สำหรับผู้ที่มีโอกาสได้บวช
ขอให้ตั้งใจมาก ๆ รักษาพระธรรมวินัยให้ครบทุกสิกขาบท
หลวงพี่เล็กบอกว่า
พระบวชน้อยแต่ปฏิบัติดี ก็เหมือนเพชร แม้เม็ดจะเล็ก แต่ก็มีค่า
พระบวชนานแต่ปฏิบัติชั่ว ก็เหมือนกองขี้ ยิ่งกองใหญ่ก็ยิ่งเหม็น
หันมามองตัวเอง เอ๊ะ... กลิ่นตุ ๆ ป่าวหว่า ฯ

#6 By Dhammasarokikku on 2008-05-07 10:20

โยมจ๊ะ,
ไอ้ที่เล่ามาทั้งหมดนี่ยังไม่ได้หนึ่งในล้านส่วนของพระธุดงค์ของจริงเลย (อาตมานี่...ธุดงค์เก๊ ยังพกแป้งตรางูไปธุดงค์ด้วยอยู่เลย)
สายพระป่าที่เขาลุยเข้าป่ากันจริง ๆ เขาอดข้าวกันทีหลายวัน เจอเสือบ้าง เจองูบ้าง เจอผีสางนางไม้บ้าง แล้วท่านทั้งหลายนั้นท่านไม่มานั่งเขียนหนังสืออย่างอาตมาหรอก โยมทั้งหลายเลยไม่ได้อ่านกัน อย่างครูบาพรหมา พรฺหมฺจกฺโก วัดพระพุทธบาทตากผ้า จ.ลำพูน ท่านเล่าว่า คืนหนึ่ง ฝนตกลงมา ตรงที่นอนเป็นแอ่ง ต้องนอนแช่น้ำ แช่โคลน แล้วให้นึกอนาถใจว่า ชีวิตพระมันก็เหมือนควาย ต้องนอนแช่น้ำในปลักโคลน (พระธุดงค์ปักกลดแล้ว ห้ามย้ายที่ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถือเป็นสัจจะบารมี)สมัยนี้ จะหาป่าเดินอย่างแต่ก่อนยังยากเลย ไปถึงไหนก็มีคนเข้าไปทำกินแทบทุกที่ ป่าที่ยังเหลืออยู่ เขาก็เห็นพระธุดงค์เหมือนไส้เดือน กิ้งกือ รังเกียจรังงอน ไม่อยากให้เข้าไปเหยียบเขตป่า (เขาก็มีเหตุผลของเขาอะนะ)

#5 By Dhammasarokikku on 2008-05-02 09:47

หลวงพี่ ฟิตจังเลยครับ

ผมเข้าใจถึงความยากลำบากของพระธุดงค์เลย

อีกไม่กี่ปีผมก็ต้องบวชแล้วครับ

#4 By dong=ดอง,โด่ง on 2008-05-01 19:41

อ่านแล้วรู้สึกว่า

พระธุดงค์นี่ลำบากเอาการเหมือนกันนะคะ

อ่านไปก็แอบขำไปเป็นระยะๆ

Hot! Hot! Hot! big smile

#3 By +Hakuren+ on 2008-05-01 18:31

ก็อันนี้เขียนสนุกนะ ^-^

#2 By ตุ้มเป๊ะ on 2008-05-01 18:25

อ๊ะ blog ของหลวงพี่ได้ขึ้น Hot Post ด้วย ><
(อธิบายให้หลวงพี่นิดนึงค่ะ ... มันคือการที่บล๊อกไหน น่าสนใจ ก็จะมีการนำไปแปะไว้ในฝั่งซ้ายมือของ exteen หน้าแรก เหมือนเป็นบล๊อกแนะนำน่ะค่ะ) แบบนี้ก็จะมีคนได้อ่านเยอะแยะเลย ดีจังนะคะหลวงพี่ ^^

จะรออ่านตอนต่อไปค่ะ *-*

#1 By Rinna ♥ on 2008-05-01 17:39

Dhammasarokikku View my profile