ตอนที่ ๑

 

อารัมภกถา

ฝูงบินรบ แฮปปี้สเปรด ออกปฏิบัติการแต่เช้ามืด ของวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ เพราะปลายทางอยู่ไกล และคดเคี้ยว ภารกิจเดียวของปฏิบัติการครั้งนี้คือ ไปแบ่งปันความ ม่วนซื่นหลายๆ ไปสู่ชาวดอย ผู้มีภูมิลำเนา ห่างไกลความเจริญ และถนนหนทางไปมายากลำบาก โดยได้รับการสนับสนุน ข้าวของอุปโภคบริโภค ปัจจัย ๔ อย่างอุ่นหนาฝาคั่งจาก บ้านอนุสาวรีย์ บ้านตลิ่งชัน เพื่อนถาปัดฯ เพื่อนวิศวฯ เพื่อนเซนต์ฯ ตลอดจนญาติโยม ที่ใส่บาตรให้ฉัน โยมพ่อที่ช่วย ติดตั้งหลังคากระบะ และอนุญาตให้นำรถ ไปใช้อย่างสมบุกสมบัน โยมแม่บริจาคเกลือมา ๔ ตัน พร้อมค่าขนส่ง โยมพี่ชาย ช่วยขับรถไปให้ และจัดการกับสิ่งของบริจาค เพื่อนสหธรรมมิกทุกท่าน ที่ใจสู้อดทนต่อ ความยากลำบากของเส้นทาง อยู่ช่วยงาน ทั้งยังบริจาคปัจจัย มาสมทบด้วยอีกส่วนหนึ่ง โยมนิกร คอยดูแล ความเรียบร้อยทั่วไป และที่สำคัญ โปรโมเตอร์งานนี้ โยมอังคนา (หลิน) จากร้านก๋วยเตี๋ยว บะหมี่กวางตุ้งเบตงรสเด็ด ในซอยดาวคะนอง ๓๙ เลื่อนขั้น จากแม่ครัว ตัวสำรอง ขึ้นเป็นแม่งานคนสำคัญ ที่อุตส่าห์ทิ้งร้านทิ้งรายได้ ทุ่มทุนสร้าง ทั้งแรงกาย แรงใจ แรงเงิน ไปช่วยงาน เสียหลายวัน หลวงลุงสุพล หลวงพี่วสันต์ ที่อำนวยความสะดวก ด้านยานพาหนะ และการเดินทางใน จ.แม่ฮ่องสอน หลวงพี่กฤษณ์ วัดท่าพระ สนับสนุนด้านสถานที่ สังฆทาน และยา งานนี้ชื่อว่า ทุกคนสำคัญ ไม่แพ้กัน ต่างคนต่างทำงานช่วยเหลือ ตามกำลังความสามารถของตน ด้วยจิตอันเป็นกุศลยิ่ง งานจึงสำเร็จ ลงด้วยดี ข้าพเจ้าของโมทนาในความดีอันประเสริฐทั้งหลาย

 

แนะนำสมาชิกฝูงบินรบ แฮปปี้สเปรด

 

เที่ยวแล้วเที่ยวเล่า ที่ขนของบริจาคจากบ้านอนุสาวรีย์ และที่อื่น ๆ ไปพำนักไว้ที่วัดท่าพระ เที่ยวแล้วเที่ยวเล่า ที่ขนถังสังฆทาน จากวัดท่าพระ ไปซอยสายลม เที่ยวแล้วเที่ยวเล่า ที่ขนของที่แพ็คแล้ว จากวัดท่าพระไปส่ง ขนส่งนิ่มซีเส็ง ทั้งที่โยมพี่ชายนั้น เป็นโรคเกี่ยวกับ หมอนรองกระดูก ยกของหนักไม่ได้ จะปวดหลัง แต่เธอ ก็ไม่เคยปริปากบ่น ยังคงทำงานแบกหาม ยกของหนักต่อไป ด้วยจิตอันเป็นกุศล ลางทีก็ไม่มีคนช่วย ยกอยู่คนเดียว ลางทีก็มีคนช่วย ๒-๓ คนตามมีตามเกิด และปฏิบัติการ พิฆาตความหิว ในครั้งนี้ ก็ไม่มีผู้อื่น จะไหว้วานได้นอกจากโยมพี่ชาย เธอจึงต้องรับภาระอันหนักอึ้ง ไหนจะต้องขับรถยาวนานกว่า ๑๖ ชั่วโมง ไหนจะต้อง ขนสัมภาระขึ้นลง ไหนจะต้อง ช่วยเตรียมภัตตาหาร สำหรับถวายพระ ไหนจะต้อง ช่วยทำก๋วยเตี๋ยว เลี้ยงชาวเขา ไหนจะต้องสู้กับโรคภัยส่วนตัว เธอก็ยังยินดี และเต็มใจ นี่คือนักรบคนที่หนึ่ง ในฝูงบิน

 

อีกหนึ่งน้ำใจคือ โยมอังคนา เธอเป็นนักรบหญิง เพียงผู้เดียวในกองทัพ คอยจัดแจงเสริมทัพ ด้วยกำลังเสบียง ไม่หวั่นแม้ต้องใช้ กำลังทรัพย์ส่วนตัว ไม่หวั่นแม้ต้อง ไปจัดแจงหาซื้อ ของสด ของแห้ง อุปกรณ์ทำก๋วยเตี๋ยว เพียงคนเดียว ไม่หวั่นแม้ต้อง ไปค้างอ้างแรมในสถานที่ห่างไกล จากบ้านหลายร้อยกิโล การกิน การนอน การถ่าย ก็ไม่มีความสะดวก ไม่หวั่นแม้หน ทางจะยากลำบากอย่างยิ่ง ไม่หวั่นแม้พ่อครัวมือเอก จะประกาศ สละสิทธิ์ลาออกจากตำแหน่งเชฟ ล่วงหน้าก่อนการเดินทางไม่กี่วัน เนื่องจากติดภารกิจทางบ้าน และเธอต้อง รับหน้าที่นี้แทน ไม่หวั่นแม้ต้องทิ้งภาระ หน้าที่ การงาน ทิ้งรายได้ ไปประกอบคุณงามความดี เท่านั้นยังไม่พอ เธอยังไปดั้นด้น ค้นหาสิ่งของบริจาค ที่ไม่ใคร่มีใครนึกถึง นั่นคือ ตุ๊กตาบาร์บี้ กับแว่นสายตายาวสำเร็จรูป มาช่วยเพิ่มสีสัน ในวันแจกของให้สนุกสนานยิ่งขึ้น งานนี้มิใช่งานแจกของ เลี้ยงก๋วยเตี๋ยวธรรมดา แต่มันคืองานแบ่งปันความสุข ทุกข์นั้นหรือ ชาวดอย เขาไม่ค่อยรู้สึกกันหรอก เพราะเขาทุกข์กันจนชิน แต่ความสุขนี่ นานทีปีหน มีของมาแจก มีก๋วยเตี๋ยวมาเลี้ยง มีเกมให้เล่น เขาก็ดีใจ ว่าเขาก็อยู่บนแผ่นดินไทย แม้จะอยู่บนดอยห่างไกล ก็ไม่เคยไกลจากน้ำใจ ศรัทธาของเพื่อนร่วมชาติ ร่วมแผ่นดิน มีประมุของค์เดียวกัน

 

อีกหนึ่งขุนพลผู้เหี้ยมหาญชาญการศึก หลวงพี่ตือ จากวัดถ้ำหินผาแดง คอยสนับสนุนการครัว จัดแจงทุกอย่าง ไม่ต่างจากกุ๊กมือดี อีกทั้งยังทรหดอดทน สู้สำลักควันฝุ่น ไอเสีย และหนทางอันโหดร้าย ทั้งเป็นหลุมบ่อ และสารพัดโค้ง อยู่กระบะด้านท้ายรถ ถ้ากำลังใจไม่เข้มแข็งจริง คงต้องขอแยกวง เสียกลางทางเป็นแน่ ท่านสู้อุตส่าห์อยู่ อุปการะคณะของเราจนสิ้นภารกิจ

 

อีกหนึ่งมันสมองของกองทัพ คงต้องยกตำแหน่งเสนาธิการแก่ หลวงพี่ภูมิ จากวัดราชสิทธาราม ผู้คอยจัดแจง วางแผนการรบ วางตำแหน่งวัตถุดิบ ของสด ของแห้ง ของบริจาค ให้สามารถ นำมาใช้งานได้โดยสะดวก ทันที ฉับไว เมื่อต้องการ

 

และอีกหลายแรงใจ แรงกาย ที่ร่วมโคลงเคลง ไปบนเส้นทางแสนวิบาก ไม่ว่าจะเป็นหลวงพี่เอ โยมนิกร หลวงลุงสุพล หลวงพี่วสันต์ ฯลฯ เป็นประดุจฟันเฟือง ขับเคลื่อนให้กองทัพ เดินหน้าไปอย่างห้าวหาญ เที่ยวบินนี้ ข้าพเจ้าไม่ได้บินเดี่ยว เหมือนก่อนแล้ว แต่ไปกับบริษัท สหภาพน้ำใจ ไม่จำกัด (มหาชน)

 

 

 

 

โยมพี่ชาย โยมอังคนา หลวงพี่ตือ


 

 

 

 

 หลวงพี่ภูมิ หลวงพี่เอ โยมนิกร

หลวงลุงสุพล หลวงพี่วสันต์

 

วันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๑

บิน(ไม่)เดี่ยว Episode V - บันทึกของดังแตร์กุ๊ก กับจิตพิสดาร

ภาพชายชรา ในชุดเก่าคร่ำคร่า มอมแมม ผิวดำกร้าน ด้วยเพราะกรำงานหนักมาชั่วชีวิต ผมกระเซอะกระเซิง ราวกับเป็นอริกับยาสระผม และหวีมาแสนนาน เท้าที่ดูสมบุกสมบันเพราะรักอิสระ ดื้อรั้นไม่ยอมให้สิ่งใด มาขวางกั้นรสสัมผัส แนบเนื้อกับผิวดินมาแต่เกิด ก้มลงดูดกลืน เส้นหมี่น้ำใส ในถาดปิ่นโตใบจ้อย ซึ่งวางอยู่บนพื้น อย่างอร่อยเอร็ด ราวกับว่า ไม่ได้มีอะไรประเภทนี้ ตกถึงท้องมานานนักหนา มันควรจะทำให้ ใจข้าพเจ้า ไหวระริกด้วยความปีติ ในมหากุศล ที่ได้แบ่งปันความสุข ให้เพื่อนมนุษย์ เพลานี้ใจกลับจืดสนิท ราวกับเป็นใจของหุ่นยนต์ กำลังทำงานไปตามหน้าที่ อะไรหนอทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกเช่นนั้น....

 

 

คำสอนที่ฟังง่าย และโดนใจที่สุดของพ่อ คือเรื่องบารมี ๑๐ พ่อสอนว่า บารมี ตามพระบาลีเขาแปลว่า เต็ม ก็ไม่รู้อะไรเต็ม พระท่านจึงมาสอนอีกทีว่า ที่ว่า เต็ม คือ กำลังใจเต็ม ฟังแล้วมันใช่เลย แล้วพ่อก็ อรรถาธิบายต่อไปอีกว่า ทำทานให้ดีคราหนึ่ง ก็ได้บารมีครบทั้ง ๑๐ ประการ ได้แก่ ทานบารมี ๑, ศีลบารมี ๑, เนกขัมมะ บารมี ๑, ปัญญาบารมี ๑, วิริยะบารมี ๑, ขันติบารมี ๑, สัจจะบารมี ๑, อธิษฐาน บารมี ๑, เมตตาบารมี ๑, อุเบกขาบารมี ๑ นั้น อาจยกตัวอย่างเป็นรูปธรรม จากการทำทานเลี้ยงก๋วยเตี๋ยวในครั้งนี้

 

 

ประการแรก ทานบารมี กำลังใจในการให้ทาน ก็ต้องมีกันมาแต่ต้น ถึงจะริเริ่มงานเช่นนี้ได้ และต้องมีไปตลอด จนกว่าจะสิ้นสุด เว้นเสียซึ่งกำลังใจในการให้ทาน งานก็คงไปไม่ตลอดรอดฝั่ง ประการต่อมาคือ ศีลบารมี กำลังใจในการรักษาศีล ก็ต้องเรียกกันว่าเต็มทีเดียว ศีล คือ การไม่เบียดเบียนใคร ก็นี่กำลังจะไปสงเคราะห์ผู้อื่น จะไปเบียดเบียนใครที่ไหนได้ เนกขัมมะบารมี คือ กำลังใจในการออกจากกาม แน่ละไปทำทาน กันคราวนี้ เรื่องกาม คงต้องเก็บกันไว้ก่อน รูปสวย มันคงไม่มีอะไรสวย ๆ ให้ดู เสียงไพเราะเสนาะโสต ในเขาในดอย ไม่มีสถานีวิทยุ ไม่มีเพลงให้ฟัง กลิ่นหอม จะไปหาที่ไหนมาดม รสอร่อย ก็รู้ๆ อยู่ว่า อาหารชาวเขาคงจะ ไม่ถูกปากเราเป็นแน่ สัมผัส จะหวังไปนอนเตียงนุ่มนิ่ม เหมือนอยู่ที่บ้านละหมดสิทธิ์ เป็นอันว่ารู้อยู่แล้วว่า ไปคราวนี้ ไม่มีความสบายเลยสักนิด แต่ก็ยังเต็มใจไป นี่ก็คือกำลังใจเต็มในการละกามคุณ ๕ ยังไม่ทัน ออกเดินทางนี่ก็ปาไป ๓ ตัวแล้ว เห็นไหม

 

หลังจากกลับมาจาก จ.แม่ฮ่องสอน เมื่อเมษายนปีกลาย ก็ยังดำเนินกิจการโช่วห่วย รับบริจาค ข้าวของ เครื่องใช้จิปาถะ เพื่อไปแบ่งปันให้ชาวเขา ด้วยเครื่องมือเดียวคือ เอกสาร บินเดี่ยว Episode - ภาคต่าง ๆ ส่งไดเร็คเมล์ จดหมายตรง สู่ผู้มีอุปการะในกาลก่อน ก็มีผู้มีจิตศรัทธาบริจาคข้าวของมาประมาณ ๒ ลังใหญ่ คือ โยมวิไล วิเศษสุวรรณภูมิ กับ โยมเอมอร จันทร์เมลือง จนเวลาเหลืออีกประมาณ ๓ เดือน ข้าวของก็ยัง ดูน้อยเกินไป สำหรับการนำรถขึ้นไปเอง จะไม่คุ้มค่าน้ำมัน ก็ต้องใช้ ปัญญาบารมี เข้าวางแผน และแก้ปัญหา ควานหาเพื่อนจนครบทุกสถาบัน ระหว่างในพรรษา ก็ทำเอกสารไปยังเพื่อนกลุ่มสุดท้าย คือเพื่อนเด็กเซนต์ฯ ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เท่าที่ควร หมดมุกแล้ว จึงลองหันไปปรึกษา ท่านเจ้าอาวาสวัดท่าซุง ท่านบอก ให้ทำหนังสือมา ข้าพเจ้าก็ลิงโลดใจ อย่างมีความหวังว่า คงจะมีข้าวของ ไปแจกคนยากคนจนถ้วนหน้า กลับมาก็รีบทำหนังสือ ถึงท่านเจ้าอาวาส พร้อมทั้งส่งงานเก่า ๆ ที่ทำแล้วไปให้ท่านดู ขออนุญาต นำลังไปรับบริจาค ที่ซอยสายลม พร้อมทั้งแวะไป ขอความเมตตา จากบ้านอนุสาวรีย์ และบ้านตลิ่งชัน ก็พอดีทางวัดท่าซุง กำลังจะนำข้าวของไปช่วยชาวเขาที่ อ.อุ้มผาง จ.ตาก เหมือนกัน ในช่วงเวลาเดียวกัน จึงไม่สามารถ ให้ความช่วยเหลือได้

 

แม้จะทดท้อ แต่ก็ไม่ท้อถอย รีบเรียก วิริยะบารมี กำลังใจในความเพียรทำความดี ขึ้นมาสู้ ก็ได้รับความเมตตา เป็นอเนกจากบ้านอนุสาวรีย์ และบ้านตลิ่งชัน ของที่บริจาคมาแต่ละเดือน อยู่ราว ๆ ค่อนกระบะตอนเดียว ใกล้เวลาเดินทาง ทราบจากครูบาอินสม ตั้งแต่ปีที่แล้วว่า ชาวเขานี่เขาชอบก๋วยเตี๋ยว กับขนมจีนยิ่งนัก มีความพยายาม จะทำก๋วยเตี๋ยวเลี้ยงตั้งแต่ มาช่วยเขาบวชเณร-พราหมณ์ ภาคฤดูร้อนคราวก่อนแล้ว ซื้อเครื่องเครามาพร้อม แต่ไม่มีใครทำเป็น จึงกลายเมนู เป็นราดหน้าไปโดยปริยาย แลยังได้รับการย้ำ จากหลวงพี่เล็กอีกว่า สำหรับชาวเขาแล้ว ก๋วยเตี๋ยวนี่ประดุจอาหารทิพย์จากสวรรค์ และ เกลือ เป็นสิ่งที่ คาดไม่ถึงว่าจะเป็นที่ต้องการมาก สำหรับชาวเขา ท่านเคยขนเกลือขึ้นไป ๕ ตัน ไม่พอแจก คือพอเขาทราบว่า มีเกลือแจก เขาเดินข้ามเขามา ๒ ลูก เพื่อมาเอาเกลือ ทำไมเกลือถึงจำเป็นขนาดนั้น คงเป็นเพราะเขา ไม่มีตู้เย็นใช้ การถนอมอาหาร ต้องใช้วิธีหมกเกลือเป็นหลัก จึงไปไหว้วานโยมแม่ ซึ่งบ้านอยู่สมุทรสาคร แวะไปนาเกลือ ซื้อเกลือให้เสีย ๑.๕ ตัน จะใส่รถกระบะ ขนขึ้นไปด้วย พอเล่าให้ท่านฟัง ปรากฏว่า เกิดจิตเมตตา ถวายเกลือมา ๔ ตันเลย พร้อมค่าขนส่ง ต่อข้อถามที่ว่า ทำไมถึงบริจาค มากมายขนาดนั้น ท่านว่าทางมันไปยาก แลฝนตกทั้งที (หมายถึงการแจกของ) ก็ควรจะตกให้ทั่วฟ้า อย่าให้ตกเป็นหย่อม ๆ ก็ขอโมทนาด้วย

 

ช่วงนั้นเวียนไปเวียนมาวัดท่าพระอยู่เป็นประจำ สังเกตเห็นจริยา ของพระรูปหนึ่งท่านชอบทำอาหาร เป็นชีวิตจิตใจ ถามว่าทำก๋วยเตี๋ยวเป็นไหม ท่านว่า ทำเป็น จึงเอ่ยชักชวน ไปสร้างบุญสร้างกุศลด้วยกัน ท่านก็รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ ว่าอยากจะไปสัมผัสชีวิตชาวเขา ดูสักครั้งเช่นกันนั่นเอง เป็นจุดเริ่มต้น ของฝูงบินรบ แฮปปี้สเปรด

กำหนดการไปในครั้งนี้ ก็มิได้ตายตัว ถือความเหมาะสม เป็นสำคัญ ทีแรกก็ว่าจะไปช่วงมกราคม แต่โทรสอบถาม ครูบาอินสมแล้ว ท่านผ่าต้อกระจก ไม่สามารถไปไหนมาไหนได้ประมาณ ๑ เดือน จึงเลื่อนไปเป็น เดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นเดือน ที่ทางวัดท่าพระ มีงานตรุษจีนประจำปี พระลูกวัดต้องอยู่ช่วยงาน เราจึง วางแผนกันว่า จะออกเดินทาง หลังวันมาฆบูชา (ตอนนั้น เรา ที่วางแผนกันมีแค่ ๒ คน คือ ข้าพเจ้า กับโยม อังคนา) ใกล้วันแล้ว จึงโทรแจ้งครูบาอินสม กำลังใจวูบไปเมื่อทราบว่า ท่านอาพาธ เป็นโรคหัวใจโต และ ตับอักเสบ จะเหนื่อยง่าย ไม่สามารถจะ ร่วมเดินทางไปกับเราได้ แต่จะส่งหลวงลุงสุพล เลขาฯของท่าน ให้ไป กับคณะเราแทน เอาละซี ขาดครูบาไปรูปหนึ่ง ใจแป้วเลย ข้าพเจ้าจึงโทรไปขอกำลังเสริมจาก หลวงพี่วสันต์ พระโครงการธรรมจาริก ที่จำพรรษาอยู่แถวนั้น ขอให้ท่านเป็นธุระ จัดการหาที่รับของบริจาค ที่กันดาร จริงๆ ลำบากจริงๆ ท่านก็อาสาเป็นธุระให้ โล่งไปเปลาะหนึ่ง รถกระบะที่ยืมจากทางบ้าน ก็ขอให้โยมพ่อ ช่วยติดหลังคาให้ จะได้ขนของได้เยอะหน่อย และกันฝนได้ เพราะตั้งใจจะบุก ไปยังที่ที่ยากแค้นสุดๆ

 

เหลืออีกไม่กี่วัน พระพ่อครัวก็มาแจ้งว่า ท่านไปไม่ได้แล้ว ติดทำบุญอัฐิโยมพ่อ เฮือก... จากใจแป้ว เป็นใจโบ๋เลย ไม่ได้การ แม้จะใจโบ๋แต่ไม่แสดงออก ต้องทำเฉย ๆ เดี๋ยวงานจะล่มไม่เป็นท่า ตีโพยตีพายไปก็เท่านั้น ต้องมี อธิษฐานบารมี (ความตั้งใจมั่น) ต้องทำมันให้สำเร็จ ไม่ว่าอุปสรรคมันจะมากแค่ไหน โชคยังดีที ่โยมอังคนา เขาไม่ได้ใจโบ๋ตามข้าพเจ้า เพราะที่บ้านเขา ก็ทำร้านก๋วยเตี๋ยวอยู่แล้ว เพียงแต่เป็นคนละแบบเท่านั้นเอง ปรึกษาโยมพี่ชาย ที่ไปเป็นผู้ช่วยเชฟ อยู่เมืองนอกเมืองนาตั้งหลายปี เขาก็ว่าไม่ยากหรอก ทำกันเองก็ได้ อื้อ...ใจชื้นขึ้นนิด แต่เอ...คนแค่นี้จะพอรึ (ขณะนั้นฝูงบิน ประกอบด้วย โยมพี่ชาย โยมอังคนา และข้าพเจ้า ๓ คน ยืนพื้น) ไหนจะยกของขึ้นลง ไหนจะต้องเตรียมก๋วยเตี๋ยว มิเหนื่อยกันรากเลือดฤๅ เลยเจอหน้าใครเป็นชวนดะ มีหลวงพี่ตือ หลวงพี่ภูมิ โยมเพื่อน ที่เพิ่งกลับมาจากเยอรมัน แล้วยังว่างงานอยู่ ทุกคนที่ได้รับการเชื้อเชิญ ก็บอกว่า อยากไป น่าสนใจ จะไป ทว่าก็ไม่ได้ตกปาก รับคำหนักแน่น มีก็แต่หลวงพี่ตือ ที่พอจะมั่นใจได้ เพราะเป็นผู้มี สัจจะบารมี (ความจริงใจ จริงจัง) เข้มแข็งแล้ว เป็นผู้ใหญ่แล้ว บอกให้ไปรับท่านที่ลำพูน โยมอังคนา ก็ขันอาสาไปหาซื้อ ของสดของแห้งกันเต็มสตรีม อยากจะทำให้ก๋วยเตี๋ยว ออกมารสเลิศ อย่างดีที่สุด สู้ลำบากออกไปช็อปคนเดียว เอาแค่น้ำมันพืช น้ำซอสก็ปาไปหลายขวด ยกแบกอยู่คนเดียว ทั้งยังรับเป็นภาระ จ่ายส่วนตัวอีกต่างหาก จะทำได้อย่างไรหากขาด เมตตาบารมี (ความรัก ในเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตาย)

 

อีก ๒-๓ วันจะเดินทาง ความอนิจจังก็แสดงตัว โยมเพื่อนประกาศถอนตัว จนต้องรีบไปคาดคั้นจากหลวงพี่ภูมิว่า ไปแน่นะ กลัวจะถอนตัวไปอีกราย ยิ่งใกล้วันเดินทาง ข้าวของบริจาคยิ่งงอกเพิ่มขึ้นทุกวัน ทั้งจากโยมเปิ้ล โยมแหม่ม โยมเตย โยมยุ้ย โยมเจา โยมน้อยหน่า โยมติ๊ก ฯลฯ บริจาคมาเป็นพายุบุแคม แพ็คแล้ว ได้กล่อง ใบยักษ์ (เท่าลังรับบริจาค) ถึง ๑๕ ลัง ใบใหญ่พอควรอีกจำนวนหนึ่ง ประมาณแล้วรถกระบะคันหนึ่ง ขนอย่างไร ก็ไม่พอ หลังคากระบะรถก็ยังติดตั้งไม่เสร็จ เลยตัดสินใจส่งของไปทางขนส่ง นิ่มซีเส็ง ล่วงหน้าขึ้นไปก่อน ๑๖ ลัง จะได้นั่งข้างหลังกันสบายๆ และเลื่อนกำหนดการ ออกไปอีก ๓ วัน

 

คืนสุดท้ายก่อนออกเดินทาง หลวงพี่เอโทรมา จะนำเงินที่ยืมไปตั้งแต่ การเดินรุกขมูลเมื่อเดือนก่อนมาคืน สบช่องเลยชวนท่าน ร่วมวงไพบูลย์ ท่านก็ตัดสินใจได้เร็วรวด ร่วมเป็นสมาชิกฝูงบินอย่างง่ายดาย โอ้โฮเฮะ... ราวกับเป็นเหตุบังเอิญ ให้ท่านมาปิดท้ายกระบวนทัพเทียว รวมมีสมาชิกฝูงบิน ออกจากกรุงเทพฯ ๕ และที่ลำพูนอีก ๑

กล่องใบยักษ์ ๑๕ ลัง ขนไปขนส่งล่วงหน้า ๓ วัน จำนวน ๑๖ ลัง

เกลือ ๔ ตัน ที่ค่าส่งแพงกว่าค่าเกลืออีก และสภาพกล่องใบยักษ์หลังผ่านมือขนส่ง

 

 

ไม่สามารถออกเดินทัพตอนเช้าทันทีได้ เนื่องจากต้องไปรับถังน้ำแข็ง และของสด แถวบ้านโยมอังคนาก่อน ข้าวของที่เหลืออยู่ คิดว่าคงใส่กระบะกันไปหลวม ๆ พอเจอถังน้ำแข็งเข้าไป ผนวกกับสัมภาระส่วนตัว ของสมาชิกฝูงบิน ก็เหลือที่ว่างอยู่กระจึ๋ง นึงท้ายรถ ไว้ให้หย่อนพระ ขนาดปานกลางทั้ง ๓ รูปลงไป แคบจนหลวงพี่เอ เกือบถอดใจถอนตัวกันวินาทีสุดท้าย เลยต้องขู่ท่าน ด้วยไม้ตายว่า เงินที่ยืมไปหน่ะ มีดอกด้วยนะ ต้องใช้ดอก ด้วยการร่วมเดินทางไปด้วย ไม่งั้นมีเคือง ท่านจึงยอมทำเนื้อแน้นแน่น ลงกระป๋องปุ้มปุ้ย ยัดทะนานไป กับอภิมหาสัมภาระบริจาค อะอะ... มิได้ลืมหรอกว่า ยังมีพระอรหันต์เสี้ยวลิ้มยี่อีก ๑ รูป รออยู่ที่ อ.ลี้ แต่แกล้งงำความเสีย กลัวพี่แกจะถอดใจเสียอีก ปัญหามีไว้แก้ใช่ไหม ไปตายเอาดาบหน้า ละกัน


แวะฉันเช้าจานด่วน (breakfast) ในปั๊มเจ็ต

 

ถนนหนทางก็พอทำเนา จะมีก็แต่ช่วงจาก อ.เถิน จ.ลำปาง ถึง อ.ลี้ จ.ลำพูน เท่านั้นที่ฉวัดเฉวียน เวียนซ้ายขวา ให้พอมึนๆ ความจริงทางมันก็ ไม่ได้เลวร้ายเท่าไหร่หรอก เพียงแต่ตำแหน่ง บรรจุพระลงไปตรงท้ายรถนี่ เป็นบริเวณที่มีแรงเหวี่ยงหนีศูนย์ (ac) มากที่สุด หลวงพี่เอต้องฟุบหน้า ลงกับถังน้ำแข็ง หนีความอยากแหวะ เข้าฌานสี่ สลีปคร่อกๆ ไป

 

สาธิตวิธีจับพระยัดทะนาน

เอือะ..เอือะ ..ขอแหวะก่อยได้มั๊ยคร๊าบ..บ..

ครั้นไปถึงลำพูน จัดของใหม่อย่างไร ก็อัดคนเพิ่มอีก ๑ ไม่ได้ สุดท้ายต้อง เปิดฝาท้ายกระบะ ยื่นขา ออกไปนอกรถ แล้วออกเดินทาง พอเข้าเขตจังหวัด แม่ฮ่องสอน คณะพระที่บรรจุไปท้ายรถ ก็ต้องเผชิญกับ ความหนาว ที่โบกสะบัดพัดเข้ามาทันที ที่อาทิตย์ลับขอบฟ้า อากาศเย็นลงอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะกรุงเทพฯ ร้อนตับแทบแตก ไอเสียรถก็ตีกลับเข้ารถ ถนนก็คดโค้ง ใช้เวลา ๓ ชั่วโมงทีเดียวกับระยะทางแค่ประมาณ ๗๐ กิโล จาก ออบหลวง ถึง แม่สะเรียง น่วมไปตาม ๆ กัน พลขับก็ล้า จากการขับรถยาวนานกว่า ๑๖ ชั่วโมง พลนั่งก็คลื่นเหียน ไปกับถนนโค้งซ้ายขวา ๆ อากาศอันหนาวเหน็บ และควันไอเสีย ที่ตีกลับเข้ามาในรถ เพราะการเปิดท้ายกระบะ นี่เห็นไหม ถ้าไม่มี ขันติบารมี (ความอดทน) ไฉนเลยจะเดินทางมาถึงได้ การทำความดี อย่าคิดว่าเป็นเรื่องง่าย ต้องออกแรงคล้ายว่ายทวนน้ำ ไม่เหมือนทำบาป มันง่ายดาย แค่ปล่อยตัวปล่อยใจ ไหลตามน้ำไปกับกระแส

 

มิต้องพักเอาแรงกันเลย วันรุ่งขึ้นหลวงพี่วสันต์ ก็มารับไปเลี้ยงที่แรกใกล้ ๆ วัด ห่างออกไป ๒๗ กม. ที่บ้านแม่กองคา ทราบว่าคนประมาณ ๓๐๐ โห... รับน้องกันแรงจัง มีโยมหมอผู้หญิงคนหนึ่ง ทำงานอยู่แถวนั้น เจ้าของรถวีโก้สีเขียว ขอติดตามไปด้วย เลยมีรถใช้เกินพอ หนทางไม่ลำบากนัก ระหว่างทาง โยมคุณหมอ ได้คุยกับหลวงพี่ตือ ทราบว่า โยมเขาก็นับถือหลวงพ่อ และปรารภพระนิพพาน ชาตินี้เหมือนๆ กัน พอไปถึง โยมหมอก็จัดแจงโน่นนี่นั่น อย่างเคยงาน มันช่างบังเอิญ ราวกับมาทำให้ดู ฝูงบินรบก็แปรรูปขบวนเข้าโจมตี ตระเตรียมข้าวของ ได้อย่างน่าอัศจรรย์ ขลุกขลักเล็กน้อย เพราะไม่เคยเจอ เตาฟืน ปกติอยู่บ้านใช้แต่เตาแก๊ส เร่งลดไฟได้ ตามใจชอบ และต้องเพิ่มเตาที่ ๒ เพื่อลวกเส้น สับสนเล็กน้อย กับการประมาณวัตถุดิบ ให้พอดี กับจำนวนคน ที่ว่าคนประมาณ ๓๐๐ เอาเข้าจริง โยมคุณหมอก็แนะ ให้เลี้ยงเฉพาะเด็กนักเรียน ผู้ใหญ่เขา หากินกันเองได้ ทั้งโรงเรียนมีนักเรียนประมาณ ๑๒๐ คน วันนั้นมีคนมาเรียนราว ๘๐ คน รวมครูอาจารย์ ด้วยก็ประมาณ ๑๐๐ คน กินกันเอร็ดอร่อย อาหารก็เหลือพอสมควร นับเป็นการวอร์มอัพที่ดี แม้โยมคุณหมอ จะเคยมาเลี้ยงก๋วยเตี๋ยวเด็กๆ หลายครั้ง ยังปรารภว่า ไม่เคยมีครั้งใด เครื่องเคราจะบริบูรณ์ขนาดนี้ มีทั้งลูกชิ้นปลา กระดูกหมู ผักโรย กะหล่ำ หมูแดง กระเทียมเจียว กากหมู น้ำมันพืช ตังฉ่าย ซีอิ๊วขาว ซอสปรุงรสภูเขาทอง เกลือ น้ำตาลกรวด ผงปรุงรสฟ้าไทย น้ำส้มพริกดอง พริกป่น น้ำปลา น้ำตาลทราย ว่ากันครบเครื่อง ขาดเครื่องชูรสสำคัญ ไปอย่างเดียว ว่าจะมาหาซื้อแถวนี้ แต่หาไม่ได้ คือ หัวไชเท้า เลี้ยงเสร็จ โยมคุณหมอก็จัดแจง ให้ไปแอ็คท่าถ่ายรูป มอบเครื่องเขียน หนังสือธรรมะ ให้ผู้อำนวยการโรงเรียน เออแน่ะ... ที่จริงว่าจะเอาของไปลงไว้ ให้แล้วกลับเลย ไม่ได้โยมคุณหมอ คงไม่มีรูปถ่ายมาลงหนังสือให้โมทนากัน เสร็จพิธี โยมคุณหมอก็กลับทันที เพราะมีธุระไปที่อื่นต่อ ฝูงบินรบของเรา ก็เคลื่อนทัพกลับสมรภูมิ วัดจอมทอง เพื่อพักผ่อน กลับมาถึงวัด นั่งก้นยังไม่ทันอุ่น ก็ต้องออกไปซื้อของสด เตรียมการไว้รับศึกพรุ่งนี้ต่อ

มอบขอบบริจาคให้ผู้อำนวยการ และพ่อบ้าน นำไปแจกอีก ๒ หมู่บ้าน

(อ่านต่อตอนหน้า)

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

อิ่มบุญไปตามๆกันเลยนะคะ

#1 By Duoartists in phuket on 2008-05-11 16:45

Hot!
ตอนไปบริจาค ไม่นึกเลยว่าจะลำบากกันขนาดนี้อะค่ะ ถ้ามีอะไรที่ช่วยได้ บอกได้นะคะ เจาจะได้ mail ไปจิก บอกเพื่อนๆเยอะๆค่ะ อิอิ ตอนอยู่ที่เมืองจีน ก็ไม่รู้จะไปทำบุญได้ยังไง เลยส่งเมล บอกเพื่อนคณะไปแล้วส่วนนึง รู้ว่าเมลที่ส่งไป ได้ผล มีเพื่อนๆบางคนไปบริจาคเพิ่ม ดีเลย ^^

#2 By Rinna on 2008-05-12 18:22