ตอนที่ ๒

 

 

(อ่านตอนที่ ๑ ที่นี่)

 

 

ไม่มีรถเหลือเฟือเช่นเมื่อวาน วันนี้เหลือเพียง ๒ คัน หลวงพี่วสันต์พาบุกตะลุยไปยัง อ.แม่สามแลบ เส้นทางไปก็ธรรมดาๆ คล้ายเมื่อวาน แต่พอเลยจาก อ.แม่สามแลบไป ก็เริ่มเข้าสู่ทางออฟโรด เหตุบังเอิญอีกแล้วขอรับท่าน ก็หมู่บ้านแรกที่หลวงพี่วสันต์ ตั้งใจจะให้ไปเลี้ยงนั้น ชื่อห้วยกระต่าย ทว่าตอนที่ท่านมาเซอร์เวย์ สำรวจเส้นทางนั้น พบโยมคุณครูคนหนึ่ง มอเตอร์ไซด์จอดยางแตก อยู่ข้างทาง จึงเข้าช่วยเหลือ ทราบว่า มาจากหมู่บ้านกอมูเดอ เธอจึงชวนให้มาเลี้ยง ที่โรงเรียนของเธอบ้าง เธอเล่าว่า หมู่บ้านของเธออยู่ใกล้สุด จากแม่สามแลบ แต่ความช่วยเหลือต่างๆ นานา กลับเลยข้ามไปหมด ไม่เคยมีใคร เข้ามาเลี้ยงอาหาร หรือแจกเครื่องอุปโภคบริโภคเลย

 

นั่นเองทำให้หมู่บ้านแรกของวันนี้ เปลี่ยนจากห้วยกระต่าย ไปเป็นกอมูเดอ ขับไปแป๊บเดียว ก็ถึงปากทางเข้า พอลุยเข้าไปถึงเข้าใจว่า ไฉนถึงไม่มีคนเข้ามา ก็ทางไปนั้น ต้องขับรถข้ามลำธารด้วย สามลำธารทีเดียว โห... อย่างกับในทีวี นี่มาฤดูแล้งนะ เลยขับผ่านไปได้อย่างชิว ๆ ถ้าเป็นฤดูน้ำหลาก คงต้องมีสน็อคเกิ้ล ต่อท่อหายใจ ให้รถขึ้นไปบนหลังคา ไปถึงฝูงบินรบ ก็แปรขบวนรบอย่างคล่องแคล่ว เพราะมีประสบการณ์แล้ว ต่างคน ต่างทำงานของตัว คนหนึ่งก่อไฟต้มน้ำซุป คนหนึ่งหั่นผัก คนหนึ่งเอาหมี่แช่น้ำ คนหนึ่งเจียวกระเทียม คนหนึ่งตั้งหม้อลวกเส้น ฯลฯ คงมีแต่ข้าพเจ้าเท่านั้น ที่ยืนบื้อทำอะไรไม่เป็น ถ่ายรูปไปวันๆ หมู่บ้านนี้ พิจารณาแล้ว สภาพความเป็นอยู่ ก็ดูขัดสนจริง ดูจากชามก๋วยเตี๋ยว ที่ส่งคืนมา สะอาดจนแทบไม่ต้องล้าง ก็ขนาดหมู่บ้านใกล้ ๆ ยังกันดารขนาดนี้ ก็แล้วลึกเข้าไป มิแย่กว่านี้ฤๅ จึงลงของที่จำเป็นจริงๆ ไว้ ส่วนใหญ่เป็น ยาสามัญประจำบ้าน ถ่ายรูปจึ๊กสองจึ๊ก แล้วก็ออกเดินทางต่อ

 


ต้องข้ามลำธารเข้าไปเลี้ยง และสภาพเด็กนักเรียนบ้านกอมูเดอ


การเลี้ยงก๋วยเตี๋ยว


สภาพจานส่งคืนมาสะอาดจนแทบไม่ต้องล้าง และส่งมอบเสื้อผ้า กับยารักษาโรค

 

รู้สึกราวกับไม่มีตัวตน เป็นตุ๊กแกเกาะคาราวานบุญไป เพราะนอกจากขับรถแล้ว ก็ไม่มีหน้าที่อื่นใด อันเป็นประโยชน์แก่คณะ จะทำได้ก็เพียงสังเกตสังกา ไปตามสัญชาตญาณ ของตุ๊กแกเท่านั้น เนื่องด้วยเป็นคนแพ็คของเองกับมือ ของที่ดูไม่น่าจะมีประโยชน์ กลับทรงคุณค่า ขึ้นมาอย่างเหลือเชื่อ อย่างเทียนเล่มใหญ่ๆ คล้ายเทียนพรรษา มีคนบริจาคมาโหลหนึ่ง หนักมาก ดูเหมือนจะ ไม่คุ้มค่าเหนื่อยขนขึ้นไป พอมาถึงบ้านห้วยกระต่าย ที่สำนักไม่มีไฟฟ้าใช้ ต้องทำวัตรกับแสงเทียน เทียนเล่มโตก็สำแดงศักยภาพ ของมันทันใด เหลือเชื่อจริง หรืออย่างน้ำยาล้างส้วม ก็พบว่า ในร้านค้าของหมู่บ้านมีวางขาย แสดงว่าเขาก็ใช้เหมือนกัน เห็นแล้วมันน่าติตัวเอง ที่ไปประมาทของบริจาค คนบริจาคของมา บางทีเขาก็ มองการณ์ไกลกว่าเรา ทั้งที่ไม่เคยมาด้วยตนเอง เราสิเคยมาแล้ว กลับคิดไม่ถึง หรืออย่างไฟฉาย ยาสามัญ ประจำบ้าน ในถังสังฆทาน พระเณรเหลือใช้เป็นเข่ง พอมาถึงนี่ เขาดีใจกันน่าดู เวลาได้รับ สมจริง ดังที่ครูบาอินสมแนะนำ ตอนไปถามท่าน ว่าควรจะเน้นไป เป็นของประเภทไหน ท่านว่า อะไรก็เอามาเฮอะ ได้ใช้ทั้งนั้นแล้ เรื่องของในถังสังฆทานนี่ ทีแรกก็กังวลเหมือนกันว่า เป็นของสงฆ์ จะนำไปแจกคนยากจนได้หรือ เดี๋ยวชำระหนี้สงฆ์ กันไม่หวาดไม่ไหว ก็มาได้ความกระจ่าง จากหลวงพี่เล็กว่า อันสังฆทานนั้น ถ้าเหลือจากที่ พระเณรใช้แล้ว หากเอาไปทำ สาธารณะประโยชน์ มิได้เจาะจงบุคคลผู้รับ ก็สามารถให้ได้ มีเฮเลย เพราะถังสังฆทาน ที่วัดท่าพระมีเยอะมาก

 

มาถึงห้วยกระต่าย คาดผิดเสียแล้วเรา บ้านนี้อยู่ลึกกว่าก็จริง แต่ไม่แร้นแค้น เช่นที่บ้านกอมูเดอ ฝูงบินรบทำงานกัน อย่างเป็นระบบระเบียบ และชาญเชี่ยว เพราะเข้าหมู่บ้านที่ ๓ แล้ว หมู่บ้านนี้งานลงตัวเป็นพิเศษ หรืออย่างไรไม่ทราบ โยมอังคนาสนุกสนาน กับการทำก๋วยเตี๋ยว และให้ทาน จนกระโดดโลดเต้น (ต๊าย!!!... อุเพงคาปีติ - สมาธิโลดโผน แน่เลย) เกินระงับ ภาษาประกิต เขาคงจะเรียกว่า “ecstacy”(n.)

 

หรือชื่อเต็มของยาอีนั่นแล รากศัพท์ ec มาจาก ex=out แปลว่า ออก, ข้างนอก sta มาจาก stand แปลว่า ยืน รวมความตามรากศัพท์ ได้ว่า ยืนออกนอกตัว แปลเป็นสำนวนไทย ก็คงจะใกล้เคียงกับ ดีใจจนออกนอกหน้า หรือ ดีใจจนเนื้อเต้น ต่างกันเล็กน้อย ที่ฝาหรั่งเขาเรียก ดีใจจนออกนอกเนื้อ ยังมีศัพท์อีกตัวหนึ่ง ที่รากศัพท์ คล้ายกันคือ outstanding (adj.) out คือ ออก เหมือนกัน stand ก็ยืน

 

เตรียมอาหารกันไป เล่นเกมกันไป


ฝูงบินรบแปรขบวนเข้าตระเตรียมอย่างมืออาชีพ


แต่รวมความแล้วกลับแปลว่า ที่เด่น ที่เห็นได้ชัด รากศัพท์เขารวมความได้ว่า ยืนออกมาข้างหน้า เลยเด่น เป็นงั้นไป นอกจากคำว่า outstanding จะแปลว่าเด่นแล้ว ยังมีคำที่แปลว่าเด่น และมีรากศัพท์คล้าย ๆ กันอีก คือ คำว่า egregious (adj.) e=out เหมือนเดิม greg รากศัพท์แปลว่า ฝูง ยืนออกมานอกฝูง เลยกลายเป็นเด่นไป แต่เด่นในที่นี้ ไม่ใช่เด่นในทางที่ดี มันเด่น ไปในทางฉาวโฉ่ ซึ่งไปตรงกับคำว่า infamous (adj.) แปลว่า ที่ฉาวโฉ่ เหมือนกัน โดย famous (adj.) นี่แปลว่าที่มีชื่อเสียง เติม prefix “in” ที่แปลว่า ไม่ เข้าไปข้างหน้า เลยกลายเป็นที่มีชื่อเสียไป เรื่องการระเบิด ของอารมณ์ออกมา เป็นการหัวเราะบ้าง กระโดดโลดเต้นบ้าง อย่างนี้พิจารณาแล้ว ก็คิดถึงอาการของหลวงพี่เอ ซึ่งท่านอ่านหนังสือใดๆ ไม่ว่าจะตลกแค่ไหน ก็ไม่เคย แสดงอาการ หัวเราะ ให้ปรากฏ อาการ หัวเราะ นี่น่าจะเกิดจาก การที่อารมณ์ปรุงแต่งไปทางหนึ่ง แต่สิ่งที่มากระทบ กลับไปอีกทางหนึ่ง เรียกว่า ผิดคาด หรือเกินคาด อะไรเทือกนั้น จังหวะแห่งการหัวเราะ นี่เองที่น่าจะชื่อว่า สติขาดผึง (ไม่รวมท่านที่ อารมณ์ดีเป็นปกติ หัวเราะร่วนทั้งวัน อย่างนั้นไม่นับ) ผู้ที่มีสติ เต็มบริบูรณ์ อย่างพระพุทธเจ้า ท่านจะแสดงการ แย้มพระโอษฐ์ หรือยิ้มเท่านั้น แถมยิ้มแบบ ไม่เห็นฟัน อีกต่างหาก การที่หลวงพี่เอ ไม่หัวเราะนั้น มีความเป็นไปได้ หลายอย่าง อาทิ อาจจะใช้กำลัง ของสมาธิ อยู่กับองค์ภาวนาตลอดเวลา ๑, อาจเป็นผู้มีสติเต็ม ๑, อาจเป็นผู้ที่ ตายด้านต่ออารมณ์ขัน ๑ หรืออาจ เป็นอย่างอื่น ที่ข้าพเจ้าไม่อาจวิเคราะห์ได้ ๑

 

อย่างไรก็ตาม ภาพผู้คนชื่นมื่น ม่วนซื่น ดีใจ บันเทิง เฮฮา อิ่มอร่อย ไม่ทำให้จิตใจ ของตุ๊กแก ม่วนซื่น ตามไปด้วยเลย เกิดอะไรขึ้นกับเราหนอ ได้แต่ชายตามอง เขาทำงานกัน อย่างตุ๊กแกตัวหนึ่ง ไม่ยินดียินร้าย ไม่รู้จะทำอะไร เบื่อๆ งง ๆ อย่างไรบอกไม่ถูก หรืออาจจะโดนเขย่า มากเกินไปก็ได้ เหมือนจะมีเสียงเพลง สำเนียงเหน่อ ๆ แว่วมาในโสตว่า ฉางมาทามอารายที่นี่ ... ฉางมาทาม อารายที่นี่... พลางคิดว่า ก็ใน คิริมานนทสูตร ที่อ่านมา บุญคือความสุข มิใช่หรือ นี่เราไม่ได้บุญเลยหรือไร ทำไมใจมันไม่เห็น เป็นสุขเลย หรือเรานั่งทับ นอนทับบุญอยู่ เฮ้อ... ช่างเต๊อะ...คิดไปก็เท่านั้น เกาะผนังวัด รู้ลมหายใจ ต่อไปดีกว่า

 


เฮ้ย... ได้อุเพงคาปีติ ไปรายหยึ่งแล้ว !!!

ชายชรา กับฝาปิ่นโต ปะทะ กินมือโชว์ เพราะไม่ทันใจ

 

หลังจากเลี้ยงก๋วยเตี๋ยวเสร็จ ก็เป็นรายการแจกของ ทีแรกก็ให้จัดเป็นกองๆ ดูท่าจะเป็นระเบียบดี พอฟ้าเริ่มมืด เห็นจะไม่ทัน ก็อนุญาตให้ แย่งชิงกันเอาเอง ไม่ถึง ๕ นาที หมด!!! แม้จะดูไม่ค่อยยุติธรรม อย่างนี้ใครมือยาว สาวได้สาวเอา แต่อย่างหนึ่งที่ตุ๊กแก สังเกตเห็นคือ ผู้คนเขาก็สนุกสนาน รื่นเริง กันดี ก็สมเจตนาแล้ว บรรลุเป้าหมายแล้ว เพราะเรามาเพื่อ แบ่งปันความสุข วัตถุธาตุใดๆ ก็เป็นเพียง สื่อของความสุข เท่านั้นเอง สิ้นสุดการแจกของ ชาวบ้านส่วนหนึ่ง ก็มาร่วมกันทำวัตรเย็น ตอนท้ายของการทำวัตร เขาก็มีการพูดคุย กับชาวบ้าน ตุ๊กแกน้อยคันปากยิบๆ อยากจะออกไป ประกาศความดีของพ่อ มิได้พ่อทำให้ดูเป็นตัวอย่าง มิได้พ่อปลูกฝัง จิตสาธารณะ มิได้คำสอนของพ่อ ตุ๊กแกน้อยคงไม่ได้มา เกาะกำแพงดูพวกท่าน มีความสุขเช่นนี้ แต่ก็ระลึกขึ้นมาในห้วงคำนึง ถึงความที่พ่อสอนไว้ว่า การทำทานขั้นปรมัตถ์ (บารมี มี ๓ ระดับ ได้แก่ บารมีต้น (กำลังใจอ่อน) ๑, อุปบารมี (กำลังใจปานกลาง) ๑, ปรมัตถบารมี (กำลังใจสูง) ๑) ย่อมไม่หวังสิ่งตอบแทน การเป็นตุ๊กแก แล้วไปเสนอหน้า อวดอ้าง ความดีของพ่อ แม้จะเป็นเรื่องที่ดีของลูก แต่ก็แฝงด้วยเจตนา ให้เขา มานิยมชมชอบ พ่อของเรา ฉะนั้นแล้วจึงพึง เกาะเพดาน ทำหน้าโง่ๆ อยู่เฉยๆ ต่อไปดีกว่า ทิ้งภาพของพ่อไว้ ให้เขากราบไหว้บูชา ทิ้งหนังสือธรรมะ ของพ่อไว้ให้เขาศึกษากันเอง ทิ้งคำพูดสั้นๆ ไว้ให้เขาขบคิด กันต่อไปว่า ของบริจาคเหล่านี้ มาจากบารมีของ ครูบา ในรูปนี้แล้

 


ข้าวของแจกอลังการงานสร้าง ช่วงหัวค่ำ ยังเป็นระเบียบเรียบร้อยดี


พอมืดเข้า ก็เปลี่ยนเป็นรายการแจกดะ แย่งกันฝุ่นตลบ


ภาพ "ครูบา" ลิบๆ หน้าพระพุทธรูป และอิทธิฤทธิ์เทียนเล่มโต

 

ที่นี่ไม่มีไฟฟ้า ห้องน้ำไม่มีน้ำ ต้องไปตักขึ้นมาจากข้างล่าง งานนี้เลยอดอาบน้ำกัน โยมอังคนาถึงกับ นอนไม่หลับ เพราะทนเหนียวตัวไม่ไหว โถ... ไม่รู้จักเจริญกรรมฐานกองที่ ๔๑ อสุภ (โสโครก) สัญญา ข้าพเจ้าเจริญเป็นประจำ เลยหลับปุ๋ยได้แม้เนื้อตัวจะเหนียวหนับ

 

เช้าวันใหม่ อรุณยังไม่ทันขึ้น เขาก็มาใส่บาตรกันแล้ว อาหารพื้นบ้านของเขา มีวิธีทำง่ายๆ คือแกงอะไรก็แล้วแต่ ทำเสร็จแล้ว เขาจะเอาข้าวกล้องเทลงไปรวม กลายเป็น ข้าวเบอะ (ชื่อคล้ายๆ กรุงเอดินเบรอะ ของ สก็อตแลนด์เลย) รสชาติน่ะหรือ... ต้องมาชิมเอง บอกใบ้ให้ก็ได้ว่า รสชาติเข้ากับชื่อมาก ที่นี่น่าอยู่ดี น้ำฟรี ไฟฟรี อาหารอร่อย จานดาวเทียมก็มีให้ดู สนใจมาอยู่กันได้ นี่ถ้าไม่ติดว่าต้องเรียนหนังสือ ก็อาจจะมาจำพรรษา ที่นี่ก็ได้ เผลอ ๆ จะได้เขียนหนังสือ ๑ เดือนบรรลุธรรม เพราะความวิเวกกันดาร ของสถานที่ และใช้นาม ปากกาว่า ดังตุ๊กแก (ทัก) แข่งกับ ดังตฤณ ที่เขียนเรื่อง ๗ เดือนบรรลุธรรม คราวนี้ได้ดังระเบิดระเบ้อ ไปทั้งกรุง (เวียงจันทน์)

 

มาใส่บาตรกันตั้งแต่อรุณยังไม่ขึ้น และภาพข้าวเบอะ

 


ลุยงานมา ๒ วัน บวกเดินทางอีก ๑ วัน ก็มีเพลียกันบ้าง วันนี้ขอพักเสียหน่อย ฉันเช้าเสร็จ ก็ออกเดินทาง ไปยังท่าเรือแม่สามแลบ ผ่านทางแยก เข้าหมู่บ้านกอมูเดอ อยากแวะเข้าไปใจจะขาด เพราะเอาของลงไว้ น้อยไปหน่อย แต่ไม่สามารถแวะได้ เดี๋ยวจะตามคันหน้าไม่ทัน มาที่ อ.แม่สะเรียง ทีไรเห็นฝรั่งเดินกันพรึ่ด เต็มเมือง สงสัยอยู่ว่าเขามาทำอะไรกัน สืบดูจึงทราบว่า เขามาล่องแม่น้ำกันนี่แล แต่ก็ไม่มีโอกาสได้ล่อง ไปกับเขาเสียที มาคราวนี้หลวงพี่วสันต์อาสาเป็นผู้นำทัวร์ เลยได้ฉลองศรัทธา ท่านพาไปเที่ยวสำนักของ อ.บุญลือ สุทธิสีโล ท่านซื้อรีสอร์ทแห่งหนึ่งไว้ ริมแม่น้ำสาละวิน สร้างเป็นสถานปฏิบัติธรรม ด้วยสนนราคา ๕ แสน ๕ แม้จะเป็นวันพักผ่อน แต่ก็ใช่วันพักบุญ ไปเยี่ยมสำนักแล้ว ก็ไม่วายเอาเครื่องดองของแห้ง เสบียงกรัง ติดไม้ติดมือไปถวายไว้ที่สำนักด้วย ทัศนียภาพตรงสำนักนี่ ภาษาฝรั่งเขาเรียกว่า “breathtaking” หรือสวยจน ลืมหายใจนั่นแล จุดนี้เองที่เขาเรียกว่า สบเมย เพราะแม่น้ำเมย มาสบซบไหล่แม่น้ำสาละวิน ฤดูน้ำหลาก คงจะสวยกว่านี้หลายเท่า นี่แม่น้ำเมยย่อขนาดลง เหลือเป็นคลองเล็กๆ เท่านั้น แต่น้ำไหลแรงมั่กๆ ทราบจาก คนแถวนั้นว่า บริเวณที่น้ำไหลมาบรรจบกัน เป็นกระแสน้ำเย็นมารวมกับกระแสน้ำอุ่น มีปลากินเนื้อชนิดหนึ่ง อาศัยอยู่ มิน่าเขาถึงไม่ไปเล่นน้ำแถวนั้นกัน อากาศที่สบเมยนี่ก็ คล้าย ๆ ทะเลทรายโกบี ช่วงกลางวัน เวลาลมนิ่ง ไอร้อนก็แผ่ลงมาจาก หลังคากระเบื้องไม่มีฝ้า พอลมพัด ก็พาไอแดด จากหาดทรายเบื้องล่างขึ้นมา สร้างความชุ่มช่ำ เพราะเหงื่อไคลให้ถ้วนหน้า

 

ออกจากท่าเรือแม่สามแลบ ล่องไปตามแม่น้ำสาละวิน ประมาณ ๑ ชั่วโมง

 

ตกดึก อากาศก็เย็นลงเรื่อยๆ คงเป็นเพราะอยู่ใกล้ป่า และใกล้แม่น้ำกระมัง ที่นี่เอง หลวงพี่เอก็ประกาศแขวนนวม เพราะมีธุระส่วนตัว ต้องไปรับผ้าป่าที่อยุธยา อีก ๒ วันข้างหน้า ท่านพูดทีเล่นทีจริง ว่าถูกข้าพเจ้าหลอกมา จับขังไว้หลังรถ โยกซ้ายโยกขวาเด้งหน้าเด้งหลังเขยิบๆ รมทั้งฝุ่นทั้งควัน ขนาดลงมาจากรถตั้งนานแล้ว ยังรู้สึกเหมือนพื้น ยังกระเพื่อมอยู่เลย หลวงพี่เอนี่ เห็นอาการไม่ดี มาตั้งแต่ช่วงถนนโค้งไปมา จาก อ.เถิน ถึง อ.ลี้ แล้ว ลงจากรถหน้าแดงหูแดง เมารถยิ่งกว่าเมาเหล้า นี่เห็นอยู่มาได้หลายวัน นึกว่าจะชิน ที่ไหนได้ พอหลวงพี่เอ ประกาศแขวนนวมปั๊บหลวงพี่ภูมิ ก็ประกาศแขวนตามทันทีว่า ท่านไม่สามารถทานทน ต่อการเหวี่ยงซ้าย แลขวา อยู่หลังรถอีกต่อไปได้ ใจหวิวไปเหมือนกัน โห...เล่นทิ้งกันกลางทาง

 

ถึงแล้วก๊ะ สถานปฏิบัติธรรมมูลค่า ๐.๕๕ ล้านบาท

ภาพสบเมยแบบพาโนราม่า

หมอกยามเช้า แห่งเมืองสามหมอก


หมอกยามเช้านี่สดชื่นสมกับเป็นเมืองสามหมอกจริงๆ ชาวบ้านเขาเอาปลา แม่สาละวินมาถวายแต่เช้า หน้าตา สดสวยทีเดียว ตัดหัวตัดหางเรียบร้อย งับเข้าไปคำใหญ่ ป๊าดธ่อ...ปลาซาร์ดีนโรซ่า ที่คณะเราเอามาเอง นั่นแล้!!! ชาวบ้านเขาก็แอบอมยิ้ม ฉันเสร็จก็เก็บข้าวของ ลงเรือกลับฐานที่มั่น วัดจอมทองที่เก่า พอมาถึง ครูบาอินสมท่านก็เพิ่ง กลับจากงานศพลูกศิษย์ที่กรุงเทพฯ เหมือนกัน ชะเหวย... ไหงไปไวมาไวอย่างนี้เหลา... ท่านแย้มกระเซ้า หลวงลุงสุพลอย่างทีเล่นทีจริง หลวงลุงก็แก้ตัวพัลวัน ก็เจ้าถิ่นเขานำอย่างนี้ จะให้เฮาทำจ๊ะใด อ้าว... ก็เล่นไปให้พระวสันต์ ซึ่งพื้นเพอยู่แถวอีสานนำ มันจะได้เฮื่องจ๊ะใด เปิ้นเป๋นคนแม่ฮ่องสอน เป็นหยัง ให้พระธรรมจาริก นำทางเล่า ตุ๊ลุงก็ละล่ำละลัก อู้กำเมืองสวนทันควันว่า เฮาบ่าใจ้นักการเมืองหนา จะได้ รู้ไปหมดทุกพื้นที่ ทางแม่สามแลบนี่ เฮาก็บ่าเกยมา บ่าฮู้ทางเลยเน้อ แล้วก็มาตามข้าพเจ้า ไปช่วยนอนยัน รายงานความคืบหน้า ล่วงแล้ว ก็ออกไปแอ่วกาดเย็น เติมเสบียงของสด เพิ่มสำหรับวันพรุ่ง

(อ่านต่อตอนหน้า)

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Hot!

ทรหดจริงๆเลยค่ะ ^^;

#1 By Rinna on 2008-05-12 18:19

เป็นอะไรที่ต้องทุ่มเทแรงกายและแรงใจจิงๆนะคะ

เห็นพวกเขาแล้ว...ก็อยากจะใช้ชีวิตให้คุ้มค่าขึ้นก่าที่เคยเป็นจังเลยค่ะ

Hot!

#2 By *~ แม่มด ~* on 2008-05-13 12:37