ตอนที่ ๓ 

 

(อ่านตอนที่ ๑ ที่นี่)

(อ่านตอนที่ ๒ ที่นี่)

 

กลับมาอุตส่าห์อาบเหงื่อต่างน้ำ จัดของเข้าที่เข้าทางใหม่หมด หวังเอาใจพระที่นั่งข้างหลัง ให้อยู่สุขี กว่าหลายวันที่ผ่านมา เผื่อจะเปลี่ยนใจ ตอนเย็นก็พาคณะ ไปกราบครูบาอินสม อย่างเป็นทางการ ขอคำแนะนำ ในการปฏิบัติ เดี๋ยวก็จะแยกย้ายกันแล้ว ท่านก็แนะการปฏิบัติ ของแต่ละคนให้เล็กน้อย และเล่าถึงปฏิปทา สมัยท่านธุดงค์ตั้งแต่เป็นสามเณร ติดตามครูบาผาผ่า ไอ้ข้าวเมดอินสก็อตแลนด์ เอดินเบรอะที่พวกเราเจอกันนี่ ถือว่าเด็กๆ สมัยท่านเดินธุดงค์ ไปเจอชาวเขาแถว อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ ชาวบ้านเขาแห่แหนกันออกมา ต้อนรับท่านอย่างดี เอาอาหารที่ถือว่า เลิศที่สุดของเขามาถวาย กรรมวิธีทำอาหารของเขาคือ เมื่อเขาล่าค่างได้ เขาจะเอามาแขวนไว้ที่ขื่อ เอาเครื่องในออก แล้วเอาเกลือหมก จากนั้นก็เอาถาด หรือจานมารองไว้ด้านล่าง นาน ๆ ไปพอค่างมันเน่าได้ที่ ก็จะมีน้ำหยดลงในถาด แล้วเขาก็เอาน้ำในถาดนั่นแล มาทำอาหารให้ฉัน นี่ถือเป็น อาหารสำหรับแขกวีไอพีเลยนา แขกทั่วๆ ไปไม่มีโอกาสแม้แต่ชิม จะสละสิทธิ์ไม่ชิม เขาจะหาว่าไม่ให้เกียรติ ครูบาท่านให้ชื่อเมนูว่า ปลาร้าค่าง และอีกเมนูที่ เด็ดไม่แพ้กัน เป็นน้ำแกงต้มผัก ธรรมดานี่แหละ ท่านเล่าว่า ตักๆ แกงอยู่ดี ๆ ตุ๊กแกตัวเบ้ง ลอยขึ้นมาตากลมแบ๋วเลย ต้องเอาช้อนกดหัวมัน เอาผักมากลบ แล้วตักแต่น้ำแกงฉัน

 

 

เรื่องผีๆ ท่านก็เล่าว่า ไอ้ป่าช้าที่เขากลัวกันนัก กลัวกันหนาหน่ะ ไม่มีหรอกผี ส่วนใหญ่ตายที่อื่นมา แล้วเอาอัฐิ มาไว้เฉยๆ ทางสามแพร่งนี่ มี เยอะด้วย เดี๋ยวตัวโน้นมา เดี๋ยวตัวนี้ไป ล่อกันมั่วเลย ป่าเขาลำเนาไพรนี่ก็มี แต่ส่วนใหญ่เป็นจิตที่ดี วัดร้างนี่ ท่านว่าตัวดีเลย เคยโดนแกล้งด้วย เดินมาเหนื่อย ๆ จะพักผ่อนเสียหน่อย พ่อมาแกล้งทำเสียงโครมคราม เหมือนข้าวของหล่นกระจายบ้าง มาทำเสียง เดินรอบกลดบ้าง พอลุกขึ้นดูก็เงียบ ข้าวของก็วางอยู่เหมือนเดิม หนักเข้าก็มาเขย่ากลดบ้าง ดึงนิ้วเท้าบ้าง เป็นอันว่าคืนนั้น ไม่ได้นอน พอเช้า กำหนดจิตดู ปรากฏว่าเป็นเปรต เจ้าตัวยังมีชีวิตอยู่ และไม่รู้ว่าตัวเองเป็นเปรต ตกกลางคืน จิตก็ออกจากร่าง มาที่วัด ท่านว่าเป็นพวกที่อยู่แถวๆ วัดร้างนั่นล่ะ ไปเอาของวัดมาใช้ โดยถือวิสาสะ ไม่ได้รับอนุญาต หรือที่ เรียกว่า ลักของสงฆ์นั่นแหละ พวกนี้ตายไป ก็มาเป็นเปรตเฝ้าวัด ท่านว่า ถ้าคิดจะออกธุดงค์ ก็ต้องลุยไป ที่ที่ว่าน่ากลัวนั่นละ ที่ไหนยิ่งเฮี้ยน ยิ่งต้องไป ไปให้รู้ ไม่ได้ให้รู้หรอกว่า ที่นั่นมีอะไร ให้รู้ว่าในใจเรานั่น ยังมี ความกลัวอยู่หรือไม่ จะได้ทำลายมันให้สิ้นซาก อ๋อ... พระธุดงค์เขาลุยป่ากัน เพื่อวัตถุประสงค์นี้เอง ถ้ายังกลัว (ตาย) อยู่ก็หมายถึงยังยึดขันธ์ ๕ อยู่ ยังรักมันอยู่

 

พลางก็นึกถึงตอนที่เข้าไปปฏิบัติ ในถ้ำที่วัดถ้ำหินผาแดง เขาว่ากันว่าที่แรงหนักหนา ไม่เคยมีใครอยู่ได้นานเลย ยกเว้นหลวงตาพวง เข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในถ้ำ อยู่นานสองนาน เช้าบิณฑบาต ฉันเสร็จ เสวนาธรรมนิดหน่อย แล้วก็เข้าถ้ำ ภาวนาบ้าง หลับบ้าง อ่านหนังสือบ้าง สวดมนต์บ้าง ไม่เห็นเจออะไร มีแต่ต้องต่อสู้กับความชื้น และเชื้อรา เพลานั้นฝนตกแทบทุกวัน น้ำก็หยด ติ๋ง ต๋อง แต๋ง ดังสนั่นถ้ำ ยิ่งหยดลงบนคานเหล็ก เสียงก็ยิ่งดัง ป๋องๆ ไม่เป็นอันนอนเลย วันดีคืนดีไปปากพล่อย คุยกับเพื่อน สหธรรมมิกที่มาเยี่ยมว่า เข้าไปอยู่ในถ้ำหลายสัปดาห์แล้ว ไม่เห็นเจออะไร คืนนั้นก็ได้เรื่องเลย กำลังนั่งทำวัตร อยู่ในถ้ำ ท่ามกลาง แสงเทียน (บรรยากาศโรมันคาทอลิค อย่าบอกใคร) ตะขาบตัวยาว ประมาณฟุตหนึ่ง เลื้อยมาเยี่ยม กระโดดโหยง ด้วยความตกใจ กระนั้นก็ยังแข็งใจไม่ยอมออกจากถ้ำ คิดว่าเป็นไงเป็นกัน แต่จิตมันเกิดอาการ หวาด กล่าวคือ มีเสียงอะไรแก๊กหนึ่ง ก็ตกใจ รีบเอาไฟฉายส่อง แก๊กอีกก็ส่องอีก คืนนั้นไม่เป็นอันนอน ส่องกันทั้งคืน อาการนี้เป็นตลอด ๒-๓ วัน ไม่ว่ากลางวันกลางคืน ลมพัดประตูดังปัง ก็ตกใจ จึงเข้าใจที่เขาเข้าป่า ไปเจอ อะไรแปลกๆ แล้วกลัวจนวิปลาส คงจะเป็นอะไรทำนองนี้ เลยถามครูบาว่า แล้วถ้าเจออย่างนี้ ซ้ำแล้ว ซ้ำอีก ไม่วิปลาสไปฤๅ ท่านว่า คิดให้ออกซีว่า กลัวเพราะอะไร แล้วมันจะหายกลัว นึกย้อนไป เออจริง... เพลานั้น มานั่งทบทวนว่า ไปกลัวมันทำไม กัดแล้วก็แค่ปวด ไม่ถึงตาย ก็นี่ตัดสินใจว่า ตายก็ไม่กลัว ไหงเจอแค่ตะขาบ ก็หางชี้ซะแล้ว คิดไปคิดมา อ๋อ... เรากลัวรูปร่างของมัน มีขายั้วเยี้ยน่าหยดหยอง พอคิดได้อาการ หวาด มันก็หายไป

 

ตกค่ำก็ลองออดอ้อน พระทั้งสองให้เปลี่ยนใจ แม้จะยกแม่น้ำทั้งห้า มหาสมุทรทั้งสี่ มาอ้าง ย่นโปรแกรมลงเหลือ ๒ วัน กระนั้นก็มิอาจยับยั้ง มโนสัญเจตนาหารของท่านทั้ง ๒ ได้ หลวงพี่ภูมิก็พูดปลอบใจว่า ก็ไม่ได้อยาก มาทิ้งกันกลางทาง ก็อยากอยู่ไปจนจบทริป แต่สังขารมันไม่อำนวย มันไม่ไหวจริงๆ ทางก็โหด คนขับก็เหี้ย..ม ขับไม่บันยะบันยัง แม้หลวงลุงสุพล จะยืนยันว่า ทางต่อจากนี้ จะดีกว่าทางแม่สามแลบ แต่ข้าพเจ้าก็ไม่กล้า รับประกันว่ามันจะโหดน้อยกว่าเดิม เพราะตั้งใจว่าจะไปหมู่บ้านที่ไกลสุด ลึกสุด ไม่รู้หนทางข้างหน้า จะเป็นอย่างไร หมดหวังแล้ว เลยคุยกันเรื่อยเปื่อย ก็อีตัวสงสัยนี่แหละ เล่นงานอีกแล้ว สงสัยอยู่ว่า ทำไมอารมณ์ใจ มันถึงเฉยๆ มันน่าจะมีความสุขซี หรือนี่คือจิตพิสดาร ท่านก็ให้ความเห็นว่า อาจเป็นเพราะ ข้าพเจ้า หวังสูงเกินไป จึงไม่ได้เสวยอารมณ์สุขในปัจจุบัน เป็นไปได้ไหมว่า ข้าพเจ้าทำบุญ ทำกุศล มิใช่ด้วยเจตนา สงเคราะห์อย่างแท้จริง หากแต่หวังโน่นแน่ะ หวังพระนิพพาน (หลวงพ่อปราโมทย์เรียกว่า โลภเจตนา) มีความเป็นไปได้สูงมากเลย

 

ตามธรรมดาแล้ว คนเรากว่าจะพัฒนาระบบความคิด จากเห็นแก่ตัวสุดโต่งอย่างข้าพเจ้า มาทำงานสาธารณะ ประโยชน์ ที่เอาประโยชน์ของผู้อื่น เป็นที่ตั้ง ย่อมต้องใช้เวลามากมายหลายอสงไขยกัป นี่ข้าพเจ้าบวชมา เพิ่งจะปีครึ่งเท่านั้น ก็ออกมาแล่นแต้อย่างนี้แล้ว คงจะเข้าลักษณะที่เรียกว่า “precocious”(adj.) หรือ ปรับความคิดเร็วเกินไป แต่เด็กมาแล้ว ข้าพเจ้าก็มักจะเอาข้อเสียของตัวเอง มาใช้ให้เป็นประโยชน์ สมัยก่อนข้าพเจ้า เป็นคนงกมาก ตระหนี่มาก สลึงหนึ่งก็ไม่ให้กระเด็น ข้าพเจ้าก็ใช้ความงกนี่แหละ มาเป็น แรงบันดาลใจ ในการเรียนหนังสือ ในสถาบัน สอนภาษาอังกฤษแห่งหนึ่ง ย่านเสาชิงช้า เขาให้นักเรียน เข้าไปนั่งเรียนกับวีดีโอ โดยไม่จำกัดชั่วโมงเรียน คุณสามารถทน ความน่าเบื่อของการเรียนกับโทรทัศน์ ได้มากเท่าไหร่ ก็เชิญเรียนไป ข้าพเจ้าก็ใช้ความงก ให้เป็นประโยชน์ เสียตังค์เรียนแล้ว ถ้าเข้าไปเรียนมาก ก็คุ้มค่ามาก เลยเรียนกันแค่หอมปากหอมคอตั้งแต่ ๖ โมงเช้า ไปยัน ๔ ทุ่ม เท่านั้นเอง คราวนี้ก็อาจจะ เป็นอะไรทำนองนั้น ก็พ่อสอนว่า ทาน - การให้ เป็นปัจจัยให้ทำลายความโลภ การทำงานสาธารณะ ประโยชน์จะเป็นปัจจัย ให้ถึงพระนิพพานโดยไว ข้าพเจ้าเห็นแก่ตัวเป็นอย่างยิ่ง อยากให้ตัวเอง ถึงพระนิพพาน ไวไว (บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป) ก็ตั้งหน้าตั้งตา ทำตามสิ่งที่ท่านสอน มันก็เท่านั้น หนามยอก ต้องเอาหนามบ่ง ธรรมดา ๆ ไม่ใช่คนดีเด่อะไรหร๊อก แม้จะเป็นการกระทำ ที่ไม่ได้ออกมาจากเบื้องลึกของหัวใจ ก็ยังผลให้มากพอควร สมดังที่ท่านว่าไว้ว่า ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาแห่งการปฏิบัติ แม้จะทำกำลังใจไม่ถูก แต่ขอให้ได้ปฏิบัติเถิด ก็จะเห็นผล

 

ความสงสัยมิได้ยับยั้งอยู่แค่นั้น ข้าพเจ้าก็ไม่วายเอาข้อสงสัยในอารมณ์จืดๆ ของข้าพเจ้า ถามต่อไปว่า เอ๊... นี่มันแสดงถึงความก้าวหน้าในพรหมจรรย์นี้ หรือเป็นความหยาบของใจที่พรหมวิหาร ๔ ข้อเมตตา - ความสงสาร มันลดระดับลงจนวิกฤต ผลักไสให้พรหมจรรย์นี้ ก้าวหลังลงคลอง นี่แหละท่านทั้งหลาย เฉพาะเรื่อง นิวรณ์ ๕ (เครื่องกั้นจิตจากความดี) อย่างเดียว ถ้าจะบรรยายกัน ก็คงจะได้หนังสือหนาเป็นฟุต ทางปริยัตินี่ ให้ความสั้นๆ เท่านั้นเองว่ามี ๕ ประการ แต่ทางปฏิบัติน ี่มันตามหลอกหลอนไปจนถึง อรหัตตผล โน่นแน่ะ

 

กล่าวคือ นิวรณ์ ๒ ตัวแรก คือ กามฉันทะ - ความพอใจในรูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัส ระหว่างเพศ และ ปฏิฆะ - ความชัง ไม่พอใจ นี่ระงับเด็ดขาดได้ด้วย อนาคามีผล ส่วน ๓ ตัวหลัง คือ ถีนมิทธะ - ความง่วง ความหดหู่, อุทธัจจะกุกกุจจะ - ความฟุ้งซ่านรำคาญ และ วิจิกิจฉา - ความสงสัยในผล ของการปฏิบัติ ทำลายได้ด้วย อรหัตตผล และเป็นเรื่องแปลกที่ความสงสัย มักจะเกิดกับผู้ถือเพศพรหมจรรย์ ชนิดที่เรียกว่า ไม่น่า หรือ ไม่ควรจะสงสัย หลวงพี่ภูมิให้ความเห็นว่า ในชีวิตพรหมจรรย์นี้ ไม่มีความก้าวหน้า หรือถอยหลังหรอก มันมีแต่ประสบการณ์ ที่จะเก็บเกี่ยวไว้ก่อปัญญาให้ ในอนาคต อย่าไปมัวสงสัยเลย ความสงสัย ทำให้ปัญญาถดถอย นั่นแลถึงระงับ วิจิกิจฉา ได้ชั่วคราว หลวงพี่เอยังให้ทัศนคติ ที่แปลกออกไป ท่านให้ข้อคิดว่า นอกจากกุศลกรรม ที่พวกเราได้ทำแล้ว ถ้าเกิดว่ามีชาวเขาคนใดคนหนึ่ง เกิดติดรสติดชาติ เพราะชั่วชีวิต ไม่เคยกินอะไรที่ประณีตขนาดนี้ จนอดรนทนไม่ไหว ต้องลงมาจากดอย มาหางานทำ เพื่อหาก๋วยเตี๋ยวอร่อยๆ กิน เท่ากับว่า การมาเลี้ยงก๋วยเตี๋ยวเขา กลับกลายเป็นโทษแก่ชาวเขา ก็จะกลายเป็น อกุศลวิบาก ที่ติดตามเราไปในอนาคต เออแน่ะ... ช่างคิดดีจัง กังวลเล็กน้อยเหมือนกัน แต่ก็คิดถึงความ ในเทปธรรมะที่ว่า การให้ทานขั้นปรมัตถ์นั้น เป็นไปเพื่อแบ่งปันความสุขเพียงประการเดียว มันจะเกิดอะไรขึ้น ต่อไป เป็นเรื่องของเขา เรื่องของเราจบแล้ว บรรลุเป้าหมายแล้ว ไม่ต้องคิดต่อ และอกุศลกรรม ที่ปราศจาก เจตนานั้น มีผลน้อยมาก จบการสนทนา ก็จับลมหายใจ ภาวนาเดี๋ยวเดียวก็ คร่อกฟี้

 

วันที่ ๕ แล้วตั้งแต่ออกจากกรุงเทพฯมา กำลังใจหล่นไปอีก เพราะนอกจากแขวนนวมไป ๒ รูปแล้ว หลวงพี่ตือ ผู้เป็นกำลังสำคัญ ก็ทำท่าจะทานแรงเหวี่ยง หนีศูนย์ไม่ไหว พ้นวงโคจรไปอีกรูป ด้วยโยมคุณหมอมานิมนต์ ให้ท่านไปกราบครูบาอาจารย์ของเธอ ดีที่โยมอังคนาแสดงอาการ วังเวงจิตอย่างล้นเหลือ เพราะหน้าที่ ทำก๋วยเตี๋ยว จะตกหนักกับเธออีกครั้ง จนหลวงพี่ตือสงสาร ล้มเลิกการแยกวงไป

 

มโนปณิธานยังคงเดิม แม้จะผ่านความเหนื่อยล้า มาหลายวันจากความยากลำบากของถนนหนทาง ตั้งเป้าไปที่ แม่ปอง หมู่บ้านปลายสุดของเส้นทาง เพราะได้รับคำแนะนำจากแม่ชีว่า หมู่บ้านนี้ไกลจนไม่ค่อยมีใครไปเลี้ยง แล้วหมู่บ้าน ก็เล็กมากแค่ ๒๗ หลังคาเรือนเท่านั้น ก็ได้รถ อบต. มาช่วยขนของ จึงขนของไปเท่าที่จะเอาไปได้ มีของแจกเหลืออีก ๖ กล่องยักษ์ กล่องเสริมอีก ๓-๔ กล่อง เกลือขนไปได้ ๑๓ ถุง ถุงละ ๔๐ กิโลกรัม

 

ถนนหนทางดีกว่าทาง แม่สามแลบสมจริงดังที่หลวงลุงว่า แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาคือ ฝุ่น กับ หิน ฝุ่นหนาจากพื้น เป็นคืบ เหยียบแล้วยุบลงไปดังปับๆ เป็นผงละเอียด ขับผ่านแล้วฟุ้งกระจายอยู่เป็นนาที ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ น้อยกว่า แต่หินก็ทำให้รถเขย่าไม่แพ้กัน และชันจนต้องใช้เกียร์ ๑ ดีนะที่ไม่ได้หว่านล้อม ให้หลวงพี่ภูมิ ตามมาด้วย ไม่งั้นคงได้สาดเสีย เทเสียแน่ การรมควันพระดีขึ้น เพราะเปิดหลังคาด้านหน้า รับลมแล้ว ควันไม่ตีกลับเข้ามาในรถ

 


ส่งมอบของไว้ที่บ้านห้วยทีชะ บ้านอื่นไม่ได้ถ่ายรูปไว้ เพราะรีบเดินทาง

 

 

อบต.เขาก็แสนดี รับปากจะไปส่งของให้ทั้งหมดเลย ๖ กล่อง ๖ หมู่บ้าน ทั้งที่เขาต้องรีบลงมา ขนหีบบัตรเลือกตั้ง สว. ช่วงเช้าจึงไล่แจก เอาของบริจาคไปลงที่ บ้านห้วยกองมู ห้วยน้ำใส ห้วยทีชะ เลโคะ (กลับมาแล้ว หลวงพี่เล็กแนะนำว่า เท่าที่เคยไปแจกของมา ถ้าไม่แจกเอง เอาของไปลงไว้ที่บ้านผู้ใหญ่บ้าน ส่วนใหญ่ชาวบ้านจะไม่ได้รับ เพราะนึกว่าไม่ได้ให้เขา หรือบางทีผู้ใหญ่เก็บไว้เอง ส่วนครูบาอินสมบอกว่า ชาวบ้านเขาสัตย์ซื่อ บอกเขาอย่างไร เขาก็ไปทำอย่างนั้น ข้าพเจ้าก็พยายาม แจกของเองอย่างที่สุด เหลือวิสัย แล้วจึงปล่อย) บ่ายสองก็ลุถึง บ้านทีฮือลือ หมู่บ้านสุดท้ายที่ อบต.สบเมย แวะมาส่ง จากนี้ถ้าจะไปต่อ ต้องหารถไปเอง เพื่อไปเลี้ยงก๋วยเตี๋ยวที่แม่ปอง คะเนกันว่า แม้หารถไม่ได้ ไปกันเองก็ได้ เอาไปเฉพาะ คนทำงาน คันเดียวก็หมด (แต่คงต้องมีศึก ชิงที่นั่งด้านหน้า ระหว่างหลวงลุง กับโยมอังคนา)

 

พักผ่อนเปลี่ยนอิริยาบถ คลายเมื่อยได้ชั่วโมงกว่า ก็ออกเดินทางต่อ ได้รถในหมู่บ้านนั่นแลไปส่ง พระที่มา กับหลวงลุง ๒ รูป ถอดใจ ขอพักอยู่ที่ทีฮือลือ พวกที่เหลือกำลังใจเต็ม สู้บ่ยั่น บากบั่นไปถึงบ้านแม่ปองจนได้ ไปถึงเขางงกันใหญ่ พวกนี้มาทำอะไรกัน ถามเขาว่ามีประมาณกี่คน เขาว่าร้อยกว่าคน เวลาจริงดูจะไม่ได้มาก ขนาดนั้น ของเหลือเพียบ เลยมีรอบสองรอบสาม กินกันเปรมเลย ระหว่างกินก็แจกของไปด้วย ที่นี่ดีหน่อย ได้หลวงลุงสุพล ซึ่งแม้จะอายุอานาม ปาไปเจ็ดสิบกว่า แต่ก็อยู่ลุยกับคณะ ถึงไหนถึงกัน มาช่วยแจกของ ด้วยการเล่นเกม เอาของมาแบ่งเป็น กอง ๆ แล้วก็จับสลากแบ่งกัน และยังได้ตุ๊กตาบาร์บี้ของโยมอังคนา มาช่วยเพิ่มสีสัน ให้ฮาเฮยิ่งกว่าเดิม คุณยายคนหนึ่ง จับสลากได้ตุ๊กตา ขำกันกลิ้งเลย ก่อนกลับชาวบ้านเขา ร้องเพลงอวยพรให้คณะฟัง ซึ้งใจไปตามๆ กัน พ่อบ้านบอกถ้ารู้ล่วงหน้า จะจัดการแสดงให้ดีกว่านี้ นี่เล่นบุกมา ไม่ทันให้ตั้งตัว แหมรู้ล่วงหน้าก็ไม่เซอร์ไพรซ์ซี้ จริงมะ


เด็กชาวเขาน่ารักน่าหง่ำ และผู้โชคดีจับสลากได้ตุ๊กตาบาร์บี้


เตรียมงานกันอย่างเชี่ยวชาญ กินกันอย่างเอร็ดอร่อย


ลูกสุนัขดอย ตัวสั้น ๆ น่ารักดี และภาพชาวเขาร้องเพลงอวยพร

 

กลับมาพักกระดูกที่บ้านทีฮือลือ ใครไม่เคยมาคงยอกไปทั้งตัว เดินทางตั้งแต่เช้า กว่าจะได้พักก็ค่ำ ที่ทีฮือลือนี่ ปีที่แล้วก็มาเยือนทราบว่า ท่านเจ้าอาวาสรูปเก่า มรณภาพที่นี่ ใครมาอยู่ก็อยู่ไม่ได้ ทั้งที่สถานที่สบายมากๆ ร่มเย็นทั้งปี ทั้งยังมีสิ่งมหัศจรรย์ ที่ไม่เคยพบในสำนักไหนมาก่อน คือ สปริงเคิ้ล หัวรดน้ำต้นไม้ไฮโซ ร้อนนักก็เปิดหัวรดน้ำ อากาศก็จะเย็นขึ้นมาเหมือนแอร์ไอน้ำ หรือพัดลมไอน้ำมาสเตอร์คูล ยังไงยังงั้น ถามว่าเขาเอาไฟที่ไหน มาปั๊มน้ำเข้าสปริงเคิ้ล เปล่าหรอกแหล่งน้ำ มันอยู่สูง แค่ต่อท่อลงมาหัวรดน้ำ ก็ทำงานแล้ว บอกแล้วว่าที่นี่ น้ำฟรี ไฟฟรี รีบย้ายมาอยู่กันเร้ว เคยมีพระจำพรรษาได้อยู่รูปหนึ่ง ก็ดูเหงาๆ ปีที่แล้วมีพราหมณ์หญิง มากับคณะครูบาอินสมด้วย มาถึงสำนักก็ปรี่เข้าไปคุย กับเจ้าสำนักเป็นคุ้งเป็นแคว ทราบข่าวอีกทีลาสิกขา ไปอยู่กินกันที่ชลบุรีเสียแล้ว แหม... ขนาดสำนักอยู่ในป่าในเขา วัวเขาอ่อน ยังตามเข้าไปขวิดเอาได้ สำนักเลยร้าง ไม่กล้าเล่าเรื่อง การมรณภาพของเจ้าอาวาส องค์ก่อนให้โยมฟัง กลัวเดี๋ยวจะนอนไม่หลับกัน พอชาวบ้านทราบว่ามีพระมาพัก เขาก็ขึ้นมาร่วมกันทำวัตรเย็น ศรัทธาน่าชื่นใจจริง รุ่งเช้าก็ทำก๋วยเตี๋ยวเลี้ยงเช่นเคย เสร็จแล้วก็แจกของ ด้วยการจับสลากเหมือนเดิม ฉันเพลแล้วก็มุ่งหน้า หมู่บ้านต่อไป

(อ่านต่อตอนหน้า)

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry