อร่อยกว่าแม่ช้อยนางรำ และแม่เฒ่าแบกฟืน


ต้นไม้ ๗ คนโอบ การแบ่งของแจก ด้วยการจับสลาก และเด็ก ๆ ดีใจได้ตุ๊กตา


กองกำลัง แฮปปี้สเปรด ชุดสุดท้าย และการแจกของ


มาถึงหมู่บ้านแม่ลามาหลวง เวลาบ่ายแก่ ๆ เร่งปฏิบัติงานกันยกใหญ่ เพราะว่าคืนนี้ เราจะไปพักที่บ้านกลอโคะกัน พอลงรถเลยไม่ต้อง พูดพร่ำทำเพลง ตั้งเตาอย่างเร็วรวด หั่นผักไปก็พบว่าผักใกล้หมด เลยถามชาวบ้านว่า แถวนี้เขาปลูกผักกันหรือเปล่า

 


บ้านแม่ลามาหลวง มีแต่เด็ก ๆ ผู้ชาย และคนชรา มากินกัน


อร่อยจริง ไม่ได้โม้ และส่งมอบเครื่องเขียนให้โรงเรียน

 

ทราบว่ามี แม่งานเลยลุยลงไปซื้อในหมู่บ้าน หายไปนานสองนาน พวกที่อยู่ก็ช่วยกันแช่เส้น เตรียมลูกชิ้น ลวกเส้น หั่นพริก หั่นผักโรย เจียวกากหมู ทำน้ำซุปไปพลาง แม่งานกลับมา พร้อมผักห่อเบ้อเร่อ ไปเหมาเขามา ด้านหลังร้านขายผัก เป็นแปลงปลูกผักโครงการหลวง ซื้อแล้วเธอก็ไปเก็บผักหลังบ้านมาสด ๆ เลย ทำจนเสร็จให้พ่อหลวงไป ประกาศเรียก ปรากฏเขาอายกันแฮะ สาวๆ ไม่กล้ามากิน เลยเสร็จพวกหนุ่มๆ เด็กๆ และคนชรา ซดน้ำซุปกันปากมันเลย เอาของบริจาคลง ให้เขาไปแจกกันเอง (ส่วนใหญ่เป็นเครื่องเขียน ที่โยมเตยบริจาคมา) แล้วก็เก็บข้าวของ ขึ้นรถมุ่งสู่กลอโคะ ยังพอมีเวลาเหลือ เพิ่งจะสี่โมงเท่านั้น เลี้ยงก๋วยเตี๋ยวมันเสียวันนี้เลย จะได้หมดภาระ พรุ่งนี้ก็เที่ยวอย่างสบายใจ บัดนั้นงานเทกระจาดก็เริ่มขึ้น เพราะเป็นหมู่บ้านสุดท้ายแล้ว ของที่เม้มที่กั๊กที่ตุนไว้ ควักออกมาใช้ให้หมด ความจริงคนที่บ้านกลอโคะนี่ ก็มากพอควร ๕๓ หลังคาเรือน แต่ของที่ทำเลี้ยง กลับมากกว่าคนกินไปหลายเท่า จนต้องเก็บไว้ เลี้ยงพรุ่งนี้อีกรอบ ตกค่ำผู้คนก็แห่แหน มาทำวัตรกันศาลาแทบพัง เสียงเด็กๆทำวัตร กลบเสียงพระหมดเลย (ขนาดพระมีไมโครโฟนนะนี่) แถมจังหวะจะโคน สำเนียงสวดมนต์เขา ก็ออกแนวไปทางวัดทุ่งครุ พระเลยงงๆ สวดตามโยมไม่ทัน

 


หมู่บ้านนี้เปรมปรีด์ที่สุด สังเกตเด็กเวลาเขามารับขนม จะเอาเสื้อสีโคลนรองขนมไปกิน


ชื่นมื่นทุกคน ของแจกมีไม่มาก แต่ก็ทั่วถึง

 

ครั้นพอเช้า หลวงพี่ตือก็จุดประกาย ชวนให้เปลี่ยนรสชาติ จากก๋วยเตี๋ยว เป็นราดหน้า เพราะเมื่อวานเลี้ยงไปแล้ว โอ้พระเจ้าจอร์จ ก็เมื่อตอนอยู่ที่ตลาด ข้าพเจ้าไปชี้นิ้วสั่งให้เขา ซื้อเส้นบะหมี่มาห่อหนึ่งเสียด้วยซี (กะจะเอาไว้ฉันเอง) ผลของการเป็นพระติดรสติดชาติ เมนูวันนี้เลยได้เลี้ยง หมี่กรอบราดหน้า หรูเริ่ดอลังการสะท้านดอยไปเลย จบฉันเช้าก็แจกของ ด้วยการจับสลากเช่นเคย ว่างแล้วเขาก็ชวนไปเที่ยวน้ำตกกัน ข้าพเจ้าขอสละสิทธิ์ เพราะเคยไปมาแล้ว ปีที่แล้วเดินไป เหนื่อยแทบขาดใจ เพราะทางมันชันเหลือเกิน ข้าวของเครื่องใช้ที่เหลือทั้งหมดก็สละไว้ที่นี่ ไม่เว้นแม้แต่น้ำแข็ง ซึ่งแช่ของมาสองวัน (เด็กๆ เอาน้ำแข็ง ไปกินเล่นกันสนุกสนาน) ขับรถกลับวัดเบาหวิวเลย

 


น้ำตกกลอโคะ แกรนด์ทัวร์ริ่ง

 

ก่อนกลับกรุงเทพฯ ก็ไปกราบลาครูบาอินสม หลวงพี่ตือจึงได้ฤกษ์แสดงเจตจำนงว่า จะขอพักอยู่ที่วัดจอมทอง เสีย ๒-๓ วันก่อน คงจะอยู่พักผ่อน แลปรึกษาครูบากระมัง ได้ยินว่า ที่บ้านทีฮือลือก็ใช่ว่า จะไม่มีใคร เจอะเจออะไรแปลกๆ เลย หลวงพี่ตือดอดขึ้นไปจำวัดบนหอระฆัง เจอเข้าเต็มๆ แต่เจออะไรนั้น คงต้องไปถามเจ้าตัวดูเอง ข้าพเจ้าไม่ได้รับอนุญาต ให้เปิดเผย (สงสัยจะเจอ ระฆัง แน่ ๆ เลย)

 

การเลี้ยงก๋วยเตี๋ยวชาวเขา ก็ควรจบแต่เพียงเท่านี้ ทว่าพลพรรคร่วมก๊วน เป็นขาเที่ยวทั้งนั้น ขากลับแทนที่จะ แวะนอนวัดจอมทอง แล้วออกเดินทางตอนเช้า เลยดั้นด้นไปค้างออบหลวง ที่ขามาไม่ได้ค้างเสีย เย็นวันนั้นเลย ทิวทัศน์สวยงามมากคล้าย แกรนด์แคนย่อนที่อเมริกา ขนาดย่อส่วน ทั้งยังมีการล่องแก่ง น่าสนุกสนาน นี่ถ้าเป็นฆราวาส คงไม่พลาด เพราะดูโขดดูร่องหิน คงจะเร้าใจพิลึก ชมความอัศจรรย์ของธรรมชาติ จนหนำใจแล้ว ก็มุ่งหน้ากลับกรุงเทพฯ ระหว่างทางนั่งๆ นอนๆ อยู่หลังรถ ภาวนาบ้าง หลับบ้าง พลันก็มีเสียงผุดขึ้น มาตอบเพลงที่แว่วเข้ามาในโสต เมื่อครั้งอยู่ห้วยกระต่ายที่ว่า ฉางมาทามอารายที่นี่...จนต้องลุกขึ้นมาจดบันทึกว่า ฉันมาไกล มาไกลเหลือเกิน... ฉันมาเพื่อจิตสาธารณะ ฉันมาเพื่อ ย่างก้าวไป ตามรอยเท้าของพ่อ ที่ทิ้งรอยเท้าไว้ให้ดู ทั่วแผ่นดินไทย ทุกวันนี้แม้พ่อจะไม่ได้ตรากตรำลำบาก เช่นแต่ก่อน ก็ยังลำบากใจ ในปัญหาสังคม ที่มีรากเหง้ามาจากศีลธรรม คุณธรรมในจิตใจผู้คน ปัญหาสำคัญของชาวเขา อาจไม่ใช่ความยากจน และภูมิประเทศอันยากลำบาก แก่การทำมาหากิน หากอาจเป็นเทคโนโลยี ความเจริญ ระบอบทุนนิยม ที่ทะลุทะลวงเข้าไปในหมู่บ้าน ทางโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม และโซล่าร์เซล อาจทำจิตใจผู้คน ให้เสื่อมทรามลง โดยไม่มีผู้แนะนำ ในการบริโภคสื่อ อาจเกิดพฤติกรรมเอาอย่าง เอาเปรียบ เห็นแก่ได้ นี่คงจะเป็นภารกิจขั้นต่อไป ที่ไม่รู้ว่าจะได้ทำหรือเปล่า

 


แวะออบหลวงสนองกิเลสขาเที่ยว ส่งท้ายเสียหน่อย

 

การเที่ยวไปตามตะวัน บุกบั่นไปตามลม ควรจะยับยั้งเสีย แต่ที่ออบหลวง ถ้าระหว่างทางโยมอังคนา ไม่เอ่ยถึง บ้านดิน ที่เคยไปพักมาที่กาญจนบุรี ขึ้นมา คุยว่าใครได้ไปก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า จะต้องมาอีก บัดนั้นเอง จึงระลึกได้ถึงเพื่อนเก่าเก๋า กึ๊กซึ่งไม่ได้พบเลย ตั้งแต่ออกบวชมา บ้านโยมเขาก็เป็นบ้านดินเหมือนกัน อยู่แถวสระบุรี พิจารณาจากแผนที่แล้ว เห็นว่า จะกลับกรุงเทพฯ ผ่านทางอยุธยา หรือจะผ่านทางสระบุรี ระยะทางก็พอกัน จึงยื่นญัตติเสนอ ครม. (คณะร่วมมันส์) ขอความเห็นชอบว่า ควรมิควรที่จะแอบโต๋เต๋ ไปพักที่สระบุรีเสียคืนหนึ่ง (คนขับจะได้พักด้วย... แฮ่... มีเหตุผล) ทั้งนี้ก็มีเงื่อนไข อันไม่โสภาสองประการ คือ ไม่รู้ทางไปนะ และไม่รู้ตำแหน่งของบ้านด้วย แต่จำทางเข้าได้ ปากซอยเป็นร้านขายสเต็ก ซึ่งก็ผ่านความเห็นชอบ จากคณะไปอย่างไม่ค่อยเต็มใจ ก็ยังดีที่ระยะทางไปกรุงเทพฯ มันพอกัน จับพลัดจับผลูหาไม่เจอ ก็ย้อนมาเส้นเดิม กลับกรุงเทพฯ ก็ไม่ได้เสียหายอะไร และแล้วคณะร่วมมันส์ ก็กลายเป็นคณะร่วมมั่ว ถอยเข้าถอยออกอยู่นาน เกือบจะได้ไปนอนเขาเขียว อยู่แล้วเชียว ราวสามทุ่มรถก็มาจอดสงบนิ่ง อยู่หน้าป้าย บ้านดินพอเพียง ข้าพเจ้ารับหน้าเสื่อ ออกไปเซย์ฮัลโหล เขางงกันเป็นไก่ตาแตก เฮ้ย... มีพระมาเรี่ยไร ตอนสามทุ่มด้วยเว้ย ครั้นขยับเข้ามาใกล้ แนะนำตัวแล้วจึงร้องอ๋อ (ไอ้คุณ) พระเชอรี่นี่เอง เล่นเอาต๊กใจแทบแย่ นึกว่าพระมาแจกซองผ้าป่ายามดึก ปฏิสันถารกันฮาเฮ ทุกคนที่มาเยือนบ้านดินครั้งแรก ล้วนอัศจรรย์ใจไปกับ อิทธิบาท ๔ (คุณธรรมที่ทำให้ถึงความสำเร็จ ได้แก่ ฉันทะ - ความพอใจ, วิริยะ - ความเพียร, จิตตะ - การมีใจจดจ่อ, วิมังสา - การใคร่ครวญในสิ่งที่ทำ) ของเจ้าของ แม่งทำได้ไงวะ เขาคงคิดกันในใจ เจ้าประคุณเอ๋ย บ้านไม่ใช่หลังเล็กๆ นะ อิฐดินแต่ละก้อน สร้างจากดินเหนียวผสมแกลบ ทีละก้อนๆ ด้วย ๔ มือ ๔ เท้า ๒ สมอง ด้วยเจตนารมณ์แรกว่า เราจะพึ่งพาตัวเอง ไม่ไปพึ่งอิฐมวลเบา ปูนซีเมนต์ หรือวัสดุก่อสร้างสำเร็จรูปอื่นๆ ใดๆ ทั้งสิ้น เริ่มตั้งแต่สร้างอิฐทีละก้อน สร้างแล้วเป็นก้อนบ้าง ไม่เป็นก้อนบ้าง เน่าเสียบ้างก็มี ที่เป็นก้อนก็กองคลุมผ้าพลาสติกไว้ ฝนตกลงมา เซาะพังหมดทั้งกองก็มี พอเป็นก้อนก็เอาอิฐมาก่อผนัง ก่อแล้วก็ออกมาเบี้ยวๆ ก่อสร้างมา ตั้งแต่ทำอะไรไม่เป็นเลย อาชีพเดิมคือ เป็นพ่อค้าแม่ค้า เปิดแผงขายของอยู่ที่คลองถม ไม่มีความรู้เทคนิค การก่อสร้างเลยสักนิด ก่อเบี้ยวก็ก่อใหม่ ก่อใหม่ จนมันตรง ทำจนสามารถสร้างเป็นบ้านดิน ๒ ชั้นได้ คิดดูก็แล้วกัน

 


อิฐดินแต่ละก้อน ทำเองกับมือ แม้ประตูไม้ก็ทำเอง

 

ความเพียรอยู่ระดับไม่ธรรมดาเลย ต้องเรียกว่า วิริยะบารมี ขั้นปรมัตถ์ ส่วนใหญ่บ้านดิน เขาจะสร้างกัน แค่ชั้นเดียว ก็เลือดตาแทบกระเด็น นี่ทั่นล่อเข้าไป ๒ ชั้น ไม่พังอีกต่างหาก จนวิศวกร สถาปนิก ที่มาดูงานต้องถามแล้วถามอีกว่า ใครเป็นคนออกแบบคำนวณโครงสร้างให้ ไม่มีหรอกที่นี่ มีแต่วิศวเกิน กับสถาปนึก เสาสักต้นก็ไม่มี คานสักคานก็หาไม่ได้ (จะฝากโยมอังคนา ขึ้นไปไว้เสียหน่อย) แล้วโครงสร้าง มันอยู่ได้อย่างไร เขาลืมนึกไปว่า ตัวดินเหนียวเองก็สามารถรับแรงได้ รับน้ำหนักได้ รับแรงอัดได้ดี แต่แรงเฉือน ไม่ค่อยดีนัก เจอพายุเข้าไปก็คงปลิวฉีกเป็นชิ้นๆ แต่เมืองไทยร้อยวันพันชาติ จะมีพายุกับเขาสักทีหนึ่ง จึงไม่มีอะไรต้องห่วง เขาคิดกันเล่นๆ ว่า นี่ถ้าน้ำหนักของบ้านนี้สัก ๒ ตัน (จริงแล้วน่าจะเกิน) นั่นหมายถึงว่า เขาสองคนกับภรรยา ได้แบกดินผ่านมือมาแล้วจำนวน ๘ ตัน หรือ ๔ เท่า เพราะต้องแบกกันหลายเที่ยว เที่ยวที่หนึ่ง ไปขนดิน ตักดิน มาผสมแกลบ ปั้นเป็นก้อน เที่ยวที่สอง เอาก้อนดินไปตาก เที่ยวที่สาม เอาก้อนดินที่แห้งแล้วไปเก็บ เที่ยวที่สี่เอาก้อนดินที่เก็บไว้ ออกมาก่อ มีคนมาถามเขาว่า เขามีแรงบันดาลใจ อย่างไร เขาเริ่มอย่างไร เขาทำอย่างไร จึงประสบความสำเร็จ เขาตอบว่า เริ่มด้วยการ ทำเลย อย่ามัวผลัดวันประกันพรุ่ง เล็งซ้ายแลขวา คะเนโน่นประมาณนี่ สุดท้ายมันจะไม่ได้ทำ หลักการมีแค่นั้น สมัยแรกเขาเล่า

 

อากาศในบ้านเย็นทั้งปี เหมือนอยู่ในถ้ำ ประตูไม้สร้างจากไม้ฉำฉาที่ใช้ทำพาเล็ท


มองไกล ๆ ก็สวยไม่ใช่เล่น บ่อน้ำก็เลี้ยงปลาไว้ เก้าอี้ก็สร้างจากไม้พาเล็ท

 

มีแต่คนว่าเขาบ้า อยู่กรุงเทพฯ สบายๆ ดีๆ ไม่ชอบ เก็บหอมรอมริบ เอาเงินมาซื้อที่ต่างจังหวัดอยู่ แถมยังคิดจะสร้างบ้าน ที่ไม่มีใครเขาทำกัน บางคน เป็นญาติของเขาเองนั่นแหละ ปรามาสว่า ไม่เกิน ๖ เดือน ต้องเผ่นกลับกรุงเทพฯ อย่างแน่นอน พอครบ ๖ เดือนไม่กลับ ก็ปรามาสต่อว่า ไม่เกินปีนึงหรอก ปัจจุบันปาไป ๖ ปีกว่าแล้ว คนที่ปรามาส ต้องยอมแพ้ในความบ้า คนเรามันก็ต้องมีลูกบ้ากันบ้าง มันถึงจะรังสรรค์อะไรใหม่ๆ ให้โลก สมัยโทมัส เอดิสัน คิดสร้างหลอดไฟฟ้า ใครๆ ก็คงคิดว่าเขาบ้าเหมือนกัน ทำไมไม่ใช้เทียน หรือตะเกียง เหมือนพวกฉันล่ะ ใครก็ตามที่คิดนอกรีตนอกรอย ไม่ทำอย่างที่คนส่วนใหญ่ในสังคม เขาทำกัน เขาก็หาว่า เป็นคนบ้าทั้งนั้น บางอารมณ์ข้าพเจ้าเองยังรู้สึกว่า ตัวเองบ้าหรือเปล่าวะ หันหลังให้โลก อยากจะไปพระนิพพาน ไม่เห็นมีใครเขาอยากไปกัน เห็นเขาก็ร่าเริง ดูหนัง ฟังเพลง เดินห้าง เต้นรำ กินเหล้า ร้องคาราโอเกะ มีเมีย มีลูก ทำงานเป็นบ้าเป็นหลัง สร้างความอลังการให้ชีวิต เพื่อนคนหนึ่ง เริ่มทำธุรกิจมาพร้อมๆ กัน ขณะนี้ทรัพย์สิน เกือบร้อยล้านแล้ว เพื่อนอีกคน เพิ่งจะซื้อบ้านหลังละ ๑๙ ล้าน เพื่อนอีกคนเพิ่งแต่งงาน เพื่อนอีกคนเพิ่งมีลูก แล้วข้าพเจ้าทำอะไรอยู่ ข้าพเจ้าต้องบ้าไปแล้วแน่ ๆ พลันก็ระลึก ถึงคำของพ่อที่ดักคอไว้ว่า วินาทีที่ทุกคน เห็นว่าเราบ้า วินาทีนั้นแหละ คุณเริ่มใกล้พระนิพพานเข้าไปแล้ว (แต่พ่อไม่ได้บอกว่า วินาทีที่รู้สึกว่าตัวเองบ้านี่ ใกล้พระนิพพานหรือเปล่า สงสัยจะถอยห่างออกไปแฮะ) เออ... งั้นไหนๆ จะบ้าแล้ว ก็ขอบ้าให้ถึงที่สุด บางทีข้าพเจ้า ก็บ้าถึงขั้นที่ว่า ได้เห็นใครสักคนพอใจธรรมะ ข้าพเจ้าก็มีความสุข ยิ่งกว่าได้นอนในบ้านหลังละ ๘ ล้านเสียอีก

 

มีข้อเปรียบเทียบอันหนึ่ง ฟังมาจากเสียงอ่านหนังสือของดังตฤณ เขาเปรียบการพยายาม หนีออกจากสังสารวัฏนี่ เหมือนการสร้างยานอวกาศ เพื่อบินออกไปนอกโลก ต้องทุ่มเทเงินทอง สติปัญญา ความเพียร มากมายมหาศาลเพื่อเอาชนะ แรงโน้มถ่วงของโลก ข้าพเจ้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง หลวงพี่เล็กเคยปรารภว่า แค่เกิดเป็นคนก็ยากแล้ว แค่เกิดเป็นคนผู้ชาย ก็ยากขึ้นไปอีก แค่เกิดเป็นคนผู้ชาย แล้วมีอาการครบ ๓๒ ก็ยิ่งยากขึ้นไปอีก เป็นมนุษย์ผู้ชายมีอาการครบ ๓๒ แล้วมีโอกาสได้ฟังธรรม ก็ยิ่งแสนยากขึ้นไปอีก มีโอกาสได้ฟังธรรมแล้ว จะเกิดศรัทธาออกบวช ก็ยิ่งโคตรอภิมหา แสนยากขึ้นไปอีก บวชแล้วจะทำตัวดี จนตลอดรอดฝั่ง ไปถึงพระนิพพานอย่างหวัง ก็ยิ่งโคตรของโคตรอภิมหายากสุดๆ แต่สุดท้าย มันก็เหมือนการสร้างบ้านดินนี่แหละ ถ้าเราไม่หมดแรงเสียก่อน วันหนึ่งมันก็ต้องสำเร็จ (ไม่ชาตินี้ก็ชาติต่อ ๆ ไป)

 

ชื่อ บ้านดินพอเพียง กระทบใจข้าพเจ้าตั้งแต่แรกเห็น เพราะครุ่นคิดมาตลอดทางว่า ปัญหาของชาวเขา อาจไม่ใช่เรื่องกินเรื่องอยู่ แต่อาจเป็นเรื่องความพอเพียง สบโอกาสจึงถามถึง ปรัชญาพอเพียง ของท่านเจ้าของบ้าน ท่านก็เล่าเป็นฉากๆ ยกตัวอย่างเป็นนิทานสอนใจว่า

 

มีเศรษฐีใจบุญคนหนึ่ง ทำทานทุกวัน จนขอทานละแวกนั้นทราบกันดี ลงถ้าได้ถึงหน้าบ้านเศรษฐี ต้องไม่อดตาย อยู่มาวันหนึ่ง ขอทานเด็กคนหนึ่ง ทราบข่าวความใจบุญของเศรษฐี จึงดั้นด้นมาหา ปรากฏว่าเศรษฐี กำลังสวดมนต์อยู่ คนสวนจึงบอกให้ เด็กขอทานรอก่อน รอไปรอมาเศรษฐีก็ สวดมนต์ไม่เสร็จสักที คนสวนเลยให้ไปรอข้างบน หน้าห้องสวดมนต์ ขอทานเด็กขึ้นไปรอ อย่างสงบเสงี่ยม ฟังเศรษฐีสวดมนต์ นั่งไปก็หน้าซีดลงๆ ค่อยๆ ลุกขึ้น ค่อยๆ ถอยหลังอย่างเงียบเชียบ พอดีเศรษฐีสวดมนต์เสร็จ ก็เดินออกมา จากห้อง เห็นเด็กน้อยแต่งตัวมอมแมม ก็ทราบทันทีว่า คงจะมาขอทาน จึงเรียกเด็กน้อย เออนั่นจะไปไหนเล่า มานี่จะเอาตังค์ใช่ไหม ขอทานตอบ ไม่ล่ะขอรับ เศรษฐีถามทำไมล่ะ ขอทานเด็ก ละล่ำละลักตอบอย่างนอบน้อม เอ่อคือ... เมื่อกี้กระผมเผอิญได้ยิน ท่านเศรษฐีสวดมนต์ขอรับ เห็นท่านสวดขอโน่นขอนี่ ขอตั้งสิบล้านยี่สิบล้าน กระผมว่าจะมาขอเงิน แค่ยี่สิบบาทไปซื้อข้าวกิน ท่านเศรษฐีขาดมากกว่าผมตั้งเยอะ กระผมขอตัวดีกว่าขอรับ เศรษฐีก็ได้แต่ยืนอึ้งไป และเล่าเรื่องนาย ก. นาย ข. และ นาย ค. ดังที่ได้กล่าวไว้ในตอนท้ายของบันทึกนี้ ประกอบกับท่านเจ้าของบ้าน เป็นคนที่รักการท่องเที่ยวป่า รักธรรมชาติ เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ได้เห็นความโลภ ของมนุษย์กันจะจะ กล่าวคือ ได้เห็นการตัดไม้ทำลายป่า ด้วยการเอารถ แทร็คเตอร์มาไถดิน แล้วปลูก หญ้า ไว้ให้วัวกิน เหตุการณ์ไม่สมเหตุสมผลนี่ เป็นผลพวงของระบอบทุนนิยม ลำพังชาวบ้าน เลี้ยงวัวบ้านละตัวสองตัว หรือสิบตัว ก็ไม่ได้เป็นปัญหา แต่ด้วยปรัชญาแบบทุนนิยม คุณต้องเลี้ยงมาก ๆ ผลิตมากๆ

 



ดินที่ฉาบด้านบน หมักจนเน่าจะมีสีเข้ม แต่ใช้งานได้ โยมธิงค์เจ้าของบ้าน และสินค้า ผลิตจากไม้พาเล็ทอีกชิ้น (ที่วางมีด)

 

 

อย่างที่ คุณอดัม สมิท (Adam Smith) ริเริ่มแนวคิดปรัชญา อุตสาหกรรมเอาไว้ว่า การผลิตสินค้าเยอะๆ จะทำให้คุณมีความชำนาญ (specialization) ทำให้ลดต้นทุนลง คุณก็จะสามารถผลิตสินค้า ได้ในราคาถูก แนวความคิดนี้ทำให้ทุกคนหันมาผลิตเยอะๆ ไม่ใช่ผลิต เพื่อความพอเพียง บริโภคกันเองในบ้าน หรือในกลุ่ม เลี้ยงวัวก็ต้องเลี้ยงเป็นฝูง เวลาขายจะได้เงินเยอะๆ แล้วเอาเงินไปซื้อของที่ต้องการ พอวัวมาก หญ้าก็ไม่พอกิน คนปกติเขาก็ต้องซื้อหา ที่ทางปลูกหญ้า แต่คนแถวนั้นไม่ จะเอาของฟรี แล้วป่าจะเหลือหรือ เหตุการณ์ทำนองนี้ อาจจะเกิดขึ้นได้ในหมู่บ้านชาวเขา ซึ่งนับวันสินค้าบริโภคนิยม ก็เข้าไปล่อตาล่อใจมากขึ้นทุกที

 

ผู้คนที่เข้ามาเยี่ยมบ้านดิน มาดูแปลงผัก แปลงผลไม้ พุทโธ๊... คุณลงมะม่วง ๒ ต้น ส้ม ๒ ต้น ลำไย ๒ ต้น ทุเรียน ๒ ต้น เมื่อไหร่คุณจะเห็นเม็ดเงิน ทำไมไม่ลงแปลง ปลูกอะไรให้มันเป็นเรื่องเป็นราว สักอย่าง สองอย่างเล่า นี่ระบอบทุนนิยมเขาคิดกันแบบนี้ เขาวัดทุกอย่างเป็นตัวเงิน เขาคิดไม่ได้หรอกว่า ที่บ้านดินนี้ มีผลไม้กินตลอดปี โดยไม่ต้องซื้อ ไม่ต้องเสี่ยงกับสารพิษ ยาฆ่าแมลง และสารพัดสารปนเปื้อนต่างๆ นานา ที่เข้าไปสะสมในร่างกาย แล้วพร้อมจะพุขึ้นมา วันใดวันหนึ่งที่ร่างกายคุณอ่อนแอ เขาคิดไม่ได้หรอกว่า สารพัดผักผลไม้ที่ปลูกนั้น ต้นทุนในการผลิต แทบเป็นศูนย์เพราะไม่ต้องไปซื้อปุ๋ยเคมี ไม่ต้องฉีดยาฆ่าแมลงทุก ๗ วัน ไม่ต้องใส่ฮอร์โมน ให้มันออกดอก ออกผล ไม่ต้องเสี่ยงกับดินฟ้าอากาศ และไม่ต้องเสี่ยงกับ ความไม่แน่นอน ของราคาสินค้าเกษตร ปรัชญาพอเพียงนั้น ไปเปิดดูในอินเทอร์เน็ตแล้ว ก็เป็นปรัชญาง่าย ๆ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในทุกเรื่อง เป็นการผสมผสานกันระหว่าง ความพอเพียง หรือ พอดี (มัชฌิมาปฏิปทา) คิดอย่างมีเหตุมีผล (อิทธิบาท ๔) และสร้างภูมิคุ้มกันให้ตนเอง และครอบครัว (ความไม่ประมาท) โดยมีความรู้ และศีลธรรม เป็นกรอบความคิด ส่วนพิเศษสำคัญ ของปรัชญาพอเพียง คือ ภูมิคุ้มกัน หรือ การพึ่งตัวเอง นั่นเอง

 

ระบอบทุนนิยมนั้น ทำให้การพึ่งพาตัวเองอ่อนแอ ทุกอย่างไปอิงไว้กับเงินหมด วันใดที่ระบบการเงินล่มสลาย วันนั้นคือวันอดตาย ทุกอย่างต้องพึ่งพาการนำเข้า หรือส่งออก วันใดที่สงครามปะทุขึ้น ภาคขนส่งทั้งหมด หยุดชะงัก จะเกิดอะไรขึ้น ปรัชญาพอเพียงจึงเน้น ให้พึ่งตัวเองให้มากที่สุด เมื่อพึ่งตัวเองได้แล้ว ต่อให้ฟองสบู่แตกอีกร้อยรอบ ก็ไม่เดือดร้อน อะไรก็ไม่สามารถมาหยุดยั้ง ระบอบทุนนิยมได้หรอก เราไม่สามารถฝืนกระแสได้ เพียงแต่เราหยุดคิดสักนิดเท่านั้นเอง ปรัชญาพอเพียง ไม่ได้เป็นอะไรที่ตายตัว เนื้อหามีเพียง ๒ หน้ากระดาษเอสี่เท่านั้น แต่ประยุกต์ใช้ได้มหาศาล มันสำคัญอีตอนประยุกต์นี่แหละ ข้าพเจ้าจึงเกิดไอเดียว่า ถ้าเชิญโยมเจ้าของบ้านนี้ ไปเป็นวิทยากรพิเศษ ไปปาฐกถาให้ชาวเขาฟัง เรื่องระบบเศรษฐกิจพอเพียง ยกเคสสตั๊ดดี้ หรือกรณีศึกษา เป็นกรณีของเขาเอง น่าจะเป็นประโยชน์มาก จึงเกริ่นไว้สำหรับโครงการปีหน้า เพราะตัวข้าพเจ้าเอง ไม่มีความสามารถอะไร มากไปกว่าตุ๊กแกตัวหนึ่ง ให้บุคคลที่นำปรัชญาพอเพียง มาประยุกต์ใช้จริงแล้ว ประสบความสำเร็จพูด น่าจะมีน้ำหนัก น่าฟังกว่า ติดที่เจ้าของบ้านก็ออกตัว ไม่รู้จะละบ้านดินนี้ไปได้หรือเปล่า อืม...สมจริงดังคำที่พ่อสอนไว้ ลูกนี่ห่วงคล้องคอ ภรรยานี่ห่วงคล้องมือ ทรัพย์สินนี่ห่วงคล้องขา ลูกนี่คล้องคอ เพราะเวลากินอะไรอร่อย แล้วมันคอยจะนึกถึงลูก ภรรยานี่คล้องมือ เพราะมีแล้วต้องทำงานหนักมากขึ้น ทรัพย์สินคล้องขา เพราะจะไปไหนก็ลำบาก ห่วงไปหมด ๖ ปีที่ผ่านมา แทบไม่ได้ไปเที่ยวไหนเลย ทั้งที่ก่อนหน้านี้เที่ยวบ่อยมาก

 

ท่านเจ้าของบ้าน ยังมีไอเดียต่อไปอีกว่า อยากจะขายบ้านทิ้ง เพราะข้างบ้านเขาทำไร่องุ่น องุ่นเมืองไทยนี่โตได้ด้วยยา สารพัดยา ทั้งยาฆ่าแมลง ทั้งปุ๋ย ทั้งฮอร์โมน มีแต่สารเคมีล้วน ๆ อุตส่าห์ย้ายบ้านมา จากกรุงเทพฯ หนีมลพิษ อยู่มาได้สองปีกว่า ข้างบ้านเขาขายที่ได้ ดันเอาเงินมาลงทุนทำไร่องุ่น เลยต้องเจอสารพิษเช้าเย็น หนีเสือปะจระเข้แท้ๆ ขายบ้านแล้ว จะซื้อรถแคมป์เปอร์ (รถที่หน้าตาคล้ายๆ ตู้คอนเทนเนอร์ มีล้อ พ่วงกับรถลากไปไหนมาไหนได้ มีอุปกรณ์ดำรงชีวิตครบครัน) จะได้ไม่ต้องห่วงบ้าน เที่ยวให้สะบัด พอใจจะอยู่หมู่บ้านไหน ที่ปรัชญา ดำรงชีวิตคล้ายกัน ก็เอารถไปจอด แล้วก็อยู่กินที่นั่นเลย ข้าพเจ้าก็คิดเลยต่อไปว่า ถึงเวลานั้น ก็คงไม่วายห่วงรถอีกแล รถยิ่งหายง่ายกว่าบ้านอีก ชีวิตคนเรามันก็เหมือนปลักโคลน ขึ้นจากปลักโคลน ที่กรุงเทพฯ ก็มาจมปลักที่สระบุรี ขึ้นจากปลักที่สระบุรี ก็ไปจมปลักรถแคมเปอร์ต่อ ไม่จบไม่สิ้น ทางที่ดี เอาแบบข้าพเจ้าดีกว่า มีบาตรใบ กลดหนึ่ง ผ้าสาม ลุยโลด

 

ผู้ใดผ่านไปแถวสระบุรี สนใจแวะชมบ้านดิน อุดหนุนสินค้าพอเพียงหลายรายการ อาหารเพื่อสุขภาพ มีเห็ด และน้ำสมุนไพรหลายอย่าง ติดต่อได้ที่โยมธิงค์ ๐๘๑-๔๕๑-๘๑๘๗ หรือ โยมออย ๐๘๙-๔๕๖-๗๓๒๖

 

ที่สุดวันที่ ๕ มีนาคม ฝูงบินรบที่เหลือสมาชิกเพียง ๓ หน่อ ก็ถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ จัดการยุบ ครม. เสีย แล้วแยกย้ายกัน ไปปฏิบัติภารกิจของตน มาถึงวัดท่าพระ ก็มาเล่าการเดินทาง ให้หลวงพี่กฤษณ์ ผู้อุปถัมภ์คนสำคัญ ของรายการนี้ฟัง ไม่วาย นิวรณ์ ๕ ข้อ วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย) ก็เล่นงานเอาอีก ถามท่านถึงอารมณ์จืดๆ หรือจิตพิสดาร ท่านก็กรุณาให้ความกระจ่าง สรุปได้ว่า ถ้าพ่ออยู่ ท่านคงจะพูดอย่างนี้ นี่คุณ...บารมี ๑๐ ที่ผมสอนคุณไปหน่ะ คุณลืมไปอย่างหนึ่งหรือเปล่า ไล่เรียงแล้ว เออจริง... ลืมไปอย่างหนึ่งจริงๆ อุเบกขาบารมี ไง อารมณ์เฉย ๆ หรือ วางเฉยนี่ไงคือ อุเบกขา คุณจะไปเทียบอะไร กับคนอื่นเล่า คนอื่นเขาเพิ่งไปครั้งแรก ความรู้สึกมันก็ต้อง หวือหวาเป็นธรรมดา นี่คุณเล่นไปรอบที่ ๓ แล้ว จะให้มันรู้สึกตื่นเต้น เหมือนได้ของเล่นใหม่ได้อย่างไร เออจริงแฮะ... แต่ไอ้อารมณ์จืด ๆ นี่ มันยังพาล ให้ไม่อยากเขียน Episode นี้ไปด้วย ก็เขาบวชกันเข้ามา เพื่อทำลายความเป็นตัวเป็นตน ให้เห็นอนัตตา นี่บวชเข้ามาโม้เรื่องตัวเองให้คนอื่นฟัง ทำน้อยคุยเสียเขื่อง นี่บวชเข้ามาหาชื่อ หาเสียงหรือไร ใจมันคิดไปแบบนั้น ต้องเคี่ยวเข็ญตัวเอง กันหลายคำรบ กว่าจะลุกขึ้นมา จิ้มแป้นคอมฯได้แต่ละที ก็ได้กำลังใจจาก พระผู้ใหญ่รูปหนึ่ง และผู้อ่านนั่นแล ไม่งั้นคงเลิกทำไปแล้ว โยมเพื่อนคนหนึ่งให้ข้อคิดว่า เราแต่ละคน ก็จะมีวิธีจรรโลงพระศาสนา ตามแบบของตน อย่างที่เรียกว่า ลีลา ของแต่ละคนนั่นแล ฉะนั้นการบันทึกประสบการณ์ ในผ้าเหลืองของข้าพเจ้า ก็อาจจะเป็น อีกลีลาหนึ่งเท่านั้น จึงพึงอย่าเพิ่งท้อ หมดความพยายามไปเสียก่อน โครงการปีหน้า ก็ยังคงเดินหน้าต่อไป แต่ก็คงต้องตามเหตุปัจจัย ซึ่งแนวโน้ม ดูจะยากเย็นกว่าแต่ก่อนมาก เนื่องจากโยมพี่ชาย ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือ ได้อย่างแต่ก่อนแล้ว ซึ่งเพิ่มความลำบาก ให้มหาศาล ในการรวบรวมสิ่งของบริจาค คงขึ้นกับกำลังใจญาติโยมแล้วแล ถ้ามีใครจะอนุเคราะห์ ขับรถให้ได้บ้างก็ขอให้ติดต่อเข้ามา ถ้าไม่มีเห็นจะต้อง ย่อขนาดของงาน ลงเหลือแค่ส่งของขึ้นไปเฉยๆ

 

ประการหนึ่งที่ได้แน่ ๆ จากการขึ้นดอย คือ หลังจากกลับมา พอบิณฑบาตได้ของแห้ง พวกมาม่า ปลากระป๋อง หรือยารักษาโรค จะเกิดความรู้สึกขึ้นมาทันทีว่า จะเก็บไว้ให้ชาวเขา จะเก็บไว้ให้ชาวเขา นี่กระมัง จาคานุสสติกรรมฐาน (การระลึกถึงการให้ทาน เป็นอารมณ์) ก่อนนี้เข้าใจว่า ให้ระลึกถึงการทำทาน ที่ทำไปแล้ว ที่น่าประทับใจ น่าชื่นใจ ไว้เสมอๆ แท้จริงแล้วน่าจะเป็นความรู้สึกที่ว่า จะให้ๆ อยู่เสมอมากกว่า

 

เคยมีผู้มาปรารภกับข้าพเจ้าว่า การแจกข้าวของนี่ จะไม่เป็นการสร้างความเคยตัวให้ชาวเขารึ ผ้าห่มหน่ะ เขาก็บริจาคกันทุกปี จะแจกไปทำไมมากมาย ความจริงคือ หลายบ้าน ทั้งบ้านมีผ้าห่มแค่ผืนเดียว ต้องใช้ร่วมกันหลายคน ดึงกันไปดึงกันมา ครบปีผ้าก็ขาดพอดี และเรื่องงอมืองอเท้า รอของบริจาค ก็ไม่เคยมีสำหรับชาวเขา เพราะขืนทำเช่นนั้น ก็อดตายเท่านั้นเอง ฤดูฝนถนนหนทาง ก็เละเป็นปลักควาย ไม่มีความช่วยเหลือใดใดเข้าไปถึง ที่สำคัญการคิดเช่นนั้นเป็น อกุศลจิต ไม่ควรคิดเลย

 

แม้ว่าปัญหาของชาวเขา อาจจะไม่ใช่เรื่องความเป็นอยู่ ทว่าหมู่บ้านที่กันดาร เครื่องอุปโภคบริโภค ก็ยังขาดแคลนอยู่มาก ไปคราวนี้หมู่บ้านกอมูเดอ ที่ไปพบโดยบังเอิญ กลับกลายเป็นหมู่บ้านที่ดูแย่ที่สุด ห้องพยาบาลที่มีแต่เตียง กับตู้ยาที่ไม่มียา เด็กๆ ที่เป็นโรคออทิสติก เพราะเขานิยมแต่งงานกันเอง ในหมู่ญาติ ถูกส่งเข้าไปเรียน ในโรงเรียนเฉพาะในเมือง กลับถูกส่งกลับ เพราะนอกจากจะมีปัญหา จากออทิสติกแล้ว ยังมีอุปสรรคเรื่องภาษา มาขวางกั้นอีก ผู้อำนวยการก็ดูทุ่มเท เสียสละ เป็นอย่างมาก สอบถามดู ท่านเคยบวชเป็น พระมหาเปรียญมาก่อน มีความรู้มาก จะไปอยู่ที่อื่นเสียก็ย่อมได้ แต่ก็ไม่ไป เลือกที่จะอยู่ ช่วยเหลือเด็กๆ ไปตามกำลังความสามารถ ฉะนั้นหากมีสิ่งใด ที่ข้าพเจ้าจะช่วยเหลือได้ ข้าพเจ้าก็จะทำเต็มที่ ทางหลวงพี่ภูมิ มีโครงการจะไปหมู่บ้านกอมูเดอ เดือนพฤศจิกายนปีนี้ รับปากผู้อำนวยการไว้ว่า จะเป็นธุระ จัดหาสมุด เครื่องเขียน และอื่นๆ ให้ ฉะนั้นก็จะเริ่มรวบรวมตั้งแต่บัดนี้เลย ใครสนใจจะร่วมบุญ ก็ติดต่อมาได้ หรือจะยิงตรงไปที่หลวงพี่ภูมิเลยก็ได้ โทร. ๐๘๑-๑๓๕-๕๙๘๒

 

นั่งทำบันทึกไป ก็ทำแผ่นดีวีดีประมวลภาพไป นั่งหลังขดหลังแข็งอยู่หลายวัน เพราะแผ่นวีซีดีธรรมะ ที่จะนำมารวมด้วย แผ่นเก่ามาก แปลงไฟล์กันทีข้ามวัน แต่พอทำเสร็จ เจ้าประคุณเอ๋ย ใจมันสุขอย่างประหลาด มันภูมิใจ ระคนดีใจ บูมๆ อย่างไรไม่รู้ เออแน่ะ... จิตมันไม่ได้พิสดงพิสดารอะไรหรอก จริงแล้วบุญที่ทำ มันไม่ถูกโฉลกต่างหาก ไอ้เรามันชอบทำบุญด้วยเทคโนโลยี ประเภททำแผ่นรวมธรรมะ อะไรอย่างเงี้ยะ ชอบ ไปทำบุญอย่างอื่นมันเลยเฉยๆ คิดต่อไปอีกว่า ไอ้บุญที่ถูกกิเลสนี่ บางทีเราอาจจะทำมาแล้วหลายชาติ มันถึงส่งผลให้เรา มีความสามารถทำนองนี้ จริงแล้วน่าจะไปขวนขวายหาบุญอย่างอื่นทำ ให้มันครบทุกแบบ จะมาจมอยู่กับบุญแบบบูมๆ อย่างเดียว เดี๋ยวเลยได้มาเกิดอีก มาทำบุญแบบเดิมอีก อย่างนี้คงต้องหาบุญ ประเภททำแล้วอารมณ์ใจจืดๆ ต่อไป (ขณะเขียนอยู่นี้ รวบรวมสังฆทานยาได้ ๓๐ กว่ากล่องแล้ว)

 

มาอ่านพระธรรมบท เรื่องพระนางสามาวดี คิดว่าความที่มีมาในพระไตรปิฎกเรื่องนี้ สอนให้เห็นความงาม ของคำว่า พอ น่าจะนำไปใช้สอนใจเด็ก ๆ ชาวเขาได้ แต่เอ... การอ่านนิทานให้เด็กชาวเขาฟัง เดี๋ยวเดียวก็ลืม มีวิธีใดจะทำให้เด็กๆ จำเรื่องราวไปได้นานๆ ไหมหนอ ใจมันเตลิดคิดฟุ้ง ไปถึงการทำเป็นละคร ให้เด็กๆ ชาวเขามาร่วมกันแสดง แล้วให้พ่อแม่ญาติพี่น้องมาชม คงจะได้ประโยชน์หลายต่อ อาทิ เด็กๆ จำธรรมบทได้ ๑, ชาวบ้านจะได้มีส่วนร่วม ในการบวชมากขึ้น ๑, ได้ให้ข้อคิด และปลูกฝัง เกี่ยวกับแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ๑ เด็ก ๆ กล้าแสดงออกมากขึ้น ๑ และอื่นๆ ทว่าการสอนเด็กเล่นละคร ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ปีนี้คงไม่ทัน คงต้องเป็นโปรเจ็คระยะยาว

 

ก่อนจะยุติสมรภูมิรบ ขอฝากไว้สักนิดว่า เรื่องบารมี ๑๐ นั้น พ่อสอนให้ทรงอารมณ์ไว้ตั้งแต่ตื่นนอน จนกว่าจะหลับไป เช้ามาคิดว่า บารมี เราขาดตัวไหน ค่ำลงคิดว่า วันนี้บารมีใดเราพร่องไปบ้าง ทำเช่นนี้สม่ำเสมอ พระนิพพานก็ไม่ไกลเกินเอื้อม

 

สำหรับงานบุญในภาคนี้ ยังคงเป็นการสร้างศาลาปฏิบัติธรรม และเพิ่มการรวมแผ่นวีดีทัศน์ธรรมะ ๖ แผ่น ลงดีวีดีแผ่นเดียว ใครสนใจจะร่วมจัดสร้าง ก็ขอให้ไปบริจาค ที่ตู้สร้างศาลาที่บ้านอนุสาวรีย์/บ้านตลิ่งชันได้เลย หรือโอนเข้าบัญชี เผื่อเรียก ธนาคารออมสิน สาขาท่าพระ หมายเลขบัญชี ๐๑-๐๑๑๕-๒๐-๐๘๐๕๔๖-๐ ส่วนงานช่วยชาวเขา สามารถบริจาคสิ่งของได้ที่ กุฏิวัดราชสิทธาราม ชั้น ๒ อาคารหอประชุมพระเทพศีลวิสุทธิ์ ซ.อิสรภาพ ๒๓ ต.ท่าพระ อ.บางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ เบอร์โทรศัพท์ ๐๘๑-๓๗๖-๙๕๒๑ (GSM) หรือโอนเข้าบัญชีเดิม บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงเทพ สาขา เทสโก้โลตัส เอกมัย-รามอินทรา หมายเลขบัญชี ๐๖๕-๐-๒๑๑๘๕-๗ ชื่อบัญชี น.ส.พรรณสุนีย์ มาลาโรจน์ ข้าพเจ้าขอถวายบุญกุศล ทั้งหลายเป็นพุทธบูชา ขอทดแทนพระคุณพ่อ หลวงตา และแผ่นดิน ที่ชาตินี้คงทดแทนไม่มีวันหมดฯ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Hot!

#1 By Rinna on 2008-05-16 12:49