เอ็นสะท้าน - ข้อคิด ชีวิต และกำลังใจ ถึงน้อง ๆ ที่กำลังเตรียมตัวสอบ
posted on 15 Jun 2008 20:21 by akkarakitt in Experienceเมื่อวานนี้ ได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยี่ยน เว็บครูสมศรีเซ็นเตอร์ (สถาบันกวดวิชาแห่งหนึ่ง ซึ่งเจ้าของเป็นครูประจำชั้นของอาตมาสมัยเรียนมัธยม) ซึ่งเดี๋ยวนี้โด่งดังอินเตอร์มาก ได้อ่านกระทู้ และคลิปที่เกี่ยวกับการสอบเอ็นทรานซ์ จึงเกิดความคันไม้คันมือ อยากเอาประสบการณ์ของตนเอง ในการสอบเอ็นทรานซ์ มาตีแผ่เป็นวิทยาทานบ้าง ขออภัยเถิด อย่านึกรังเกียจว่า อาตมาเอาแต่เขียนเรื่องของตนเองเลย เพราะไม่มีวัตถุดิบใด จะง่าย และสะดวกเท่า เรื่องของตนเองอีกแล้ว เคยอ่านหนังสือเรื่อง ชี้ค ของ ประภัสสร เสวิกุล แล้วก็รู้สึกว่า การที่คนเราจะเขียนหนังสือดี ๆ สักเล่ม จำต้องออกไปค้นหาวัตถุดิบ มากมายเหลือเกิน เนื้อหาชีวิตของอาตมา เป็นวัตถุดิบที่ไม่ต้องออกไปค้นหาที่ไหนเลย อยากเขียนที่ไหน เขียนเมื่อไหร่ มันก็พร่างพรูออกมาได้เสมอ ขึ้นอยู่กับว่า อยากจะเขียนเรื่องอะไรเท่านั้นเอง
อีกอย่าง ต้นทุนที่บิดามารดาของอาตมา อุดหนุนจุนเจือ กว่าจะร่ำเรียน สั่งสมประสบการณ์ร้อยพันหมื่นแสนล้านอย่าง จนเติบใหญ่ นั้นมิใช่น้อย แต่ก็ต้องกองไว้ที่หน้าโบสถ์ พร้อมทรัพย์สินศฤงคารทั้งหลาย เมื่อตอนเข้าไปขออุปสมบทกับพระอุปัชฌาย์ เมื่อถือเพศพรหมจรรย์แล้ว สิ่งเหล่านั้นก็กลายเป็นของไร้ค่า พึงต้องทำลายทิ้งเสียด้วยซ้ำ ถ้าหวังพระนิพพาน ตัวตนที่รู้สึกว่า แหม...เก่งนะเรา เป็นบัณฑิตวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยชื่อดัง เก่งนะเรา ทำโน่นทำนี่สำเร็จ คงจะเก่งกว่าใครอีกหลายคน หรือที่รู้สึกว่า แหม...แม้เราจะเก่งกาจสามารถ แต่ยังไม่รวยเท่าคนนั้นคนนี้ ไม่ประสบความสำเร็จอย่างคนนั้นคนนี้ หรือแม้กระทั่ง เราเสมอเขา ในเรื่องนั้นเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกดีกว่า ด้อยกว่า หรือเสมอคนอื่น ล้วนเป็นสิ่งที่ต้องละทั้งสิ้น สิ่งเหล่านี้แล ที่พาให้เรามาเกิดซ้ำ ๆ ซาก ๆ ไม่รู้จบ บางเวลา ที่อาตมา ท้อถอยในผ้าเหลือง มองซ้ายมองขวา มีใครทำอย่างเราไหม เคยมีวิศวกรสายวิทย์จ๋า บรรลุธรรมบ้างไหม แล้วเรามาเพียรทางธรรมนี่ มันจะสำเร็จรึ ไปลาสิกขาเอาตอนแก่นี่แย่เลยนะ ก็เอาความยากลำบากของชีวิตนี่ละ เป็นกำลังใจ เดินบิณฑบาตไปอย่างเหนื่อยล้า น้ำหนักย่ามกดไหล่จนปวด เหงื่อโทรมกาย จีวรเป็นคราบเกลือสม่ำเสมอ ก็คิดเอาว่า ถ้าเราทำไม่สำเร็จในชาตินี้ ชาติต่อ ๆ ไป ก็ต้องกลับมาเดินอย่างนี้อีก ต้องมาเริ่มเรียน ป.๑ ใหม่ ต้องมาเรียนมัธยมใหม่ ต้องมาสอบเอ็นทรานซ์ใหม่ ต้องมาทำธุรกิจใหม่ ต้องมาจีบสาวใหม่ ต้องมามีลูกใหม่ ต้องมาซื้อบ้านใหม่ ต้องมาบวชใหม่ โอ้ย...มันทุกข์ไม่มีประมาณ ทุกข์ทุกขั้นทุกตอน ไม่เอาอีกแล้ว ไม่ขอเกิดอีกแล้ว ขอชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย การให้กำลังใจตัวเองเช่นนี้ ก็เหมือนกับตอนให้กำลังใจตัวเองเวลาอ่านหนังสือ เฝ้าพากเพียรจนสามารถข้ามขีดจำกัดของตัวเอง
และถ้าอาตมายังมีสถานะทางสังคม เป็นฆราวาสอยู่ ก็คงอายต่อการตีแผ่ ความขั่ว ความเสล่อ ความเปิ่น ความโง่ของตัว แต่บัดนี้ คำสรรเสริญ คำนินทา ก็เป็นเพียงของของโลก ที่อาตมาบวชเข้ามาเพื่อทิ้งมันไว้เบื้องหลัง สมัยก่อนอาจจะมีชีวิตอยู่ตามปากของคนอื่น คอยระแวดระวังคำสรรเสริญ และนินทา บัดนี้ปากคนอื่น กลับเป็นเพียงบททดสอบว่า อาตมาละโลกธรรมได้หรือยัง
ประสบการณ์ชีวิตของคนคนหนึ่ง อาจจะประเมินค่าไม่ได้ อาจเป็นแรงบันดาลใจให้ใครบางคน อาจเป็นข้อคิด อาจเป็นบทเรียน อย่ามาเดินซ้ำรอยที่คนอื่นเคยเดินพลาดมา อาจเป็นอะไร อะไร อีกหลาย ๆ อย่าง อาตมาจึงคิดว่า สมควรเอาชีวิตที่ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต มีแต่ปัจจุบันนี้ มาแบ่งปัน ให้คนที่กำลังเตรียมตัวสอบเอนทรานซ์ในปีหน้า ได้เห็นมุมมองของคนที่ชื่อว่า ประสบความสำเร็จในการสอบ คนหนึ่ง
เคล็ดไม่ลับของอาตมา ที่ประสบความสำเร็จในการงานต่าง ๆ คืออาตมามักจะนำเอาพลังงานด้านลบ มาแปรเป็นพลังงานด้านบวก ซึ่งได้สาธยายไว้ในจดหมายถึงครูสมศรี ซึ่งนำมาบางส่วน ดังนี้
.......
อาตมาเองเป็นคนที่เกลียดภาษาอังกฤษจับใจ มาแต่อ้อนแต่ออก ตั้งแต่จำความได้ ไม่เคยเลยสักวินาทีเดียว ที่จะชอบภาษาอังกฤษ อาตมาชอบคณิตศาสตร์ ชอบวิทยาศาสตร์ ชอบฟิสิกส์ ชอบคำนวณ มากกว่า นั่งเรียนวิชาภาษาอังกฤษ ให้ไปนั่งเก้าอี้ไฟฟ้า ยังจะสบายใจกว่า จึงไม่แปลกใจเลย ที่เกรดวิชาภาษาอังกฤษ จะตก ๆ หล่น ๆ สม่ำเสมอ สิ่งที่เป็นยาขมสำหรับการเรียนภาษาอังกฤษเสมอมา คือการท่องศัพท์ เป็นกำแพงยักษ์ ใหญ่ยิ่งกว่ากำแพงเมืองจีน กั้นความพอใจในการเรียนภาษาอังกฤษ แม้จะทราบว่า ภาษาอังกฤษนั้น จำเป็นแก่ชีวิตทำงานในอนาคต ยิ่งกว่าวิชาใดใด
จนมาวันหนึ่ง คุณโยม(ครูสมศรี)ก็มาปรากฏกายขึ้น ในห้อง ม.๖ บี โรงเรียนเซนต์คาเบรียล ประดุจเทพฤทธิ์พิชิตมาร ค่อย ๆ กะเทาะกำแพงใจ ที่มีอคติต่อภาษาอังกฤษ ด้วยลีลาการสอนแบบเป็นกันเอง เอิ๊กอ๊าก เฮฮา และการให้จำศัพท์เป็นชุด พร้อมแจกแจงรากศัพท์ ทำลายความยากเย็นในการจดจำคำศัพท์จนหมดสิ้น จากนั้นก็ยังได้ไปเรียนเสริมต่อที่บ้านศรีย่านอีก ในการนี้ หากจะว่า การพลิกชีวิตของคนคนหนึ่ง เป็นผลงานของคุณโยมทั้งหมด ก็ออกจะเว่อร์เกินเหตุไป (เดี๋ยวคนจะไปฟ้อง สคบ.) อาตมามีตัวช่วยอีกอย่างที่ทำให้ชีวิตเปลี่ยนไปตลอดกาล นั่นคือ "เพื่อน"
เพื่อนคนนี้ชื่อขึ้นต้นด้วย นอหนู เรียกว่า คุณนอ ละกัน คุณนอ เป็นคนที่เป็นแรงกำลังใจอย่างต่อเนื่อง ในการบรรลุคุณวิเศษด้านภาษา นั่นคือ พื้นฐานเธอก็เป็นคนที่เก่งภาษาอังกฤษมาก ๆ เมื่ออาตมาได้เรียนรู้คำศัพท์ใหม่ ๆ มา ก็จะเอามาถามเธอว่า เธอทราบไหมว่า คำคำนี้ แปลว่าอะไร คุณนอเป็นบุคคลที่มีจิตวิทยาดีมาก เธอก็ว่า เธอไม่ทราบ แล้วชมว่า อาตมาช่างเก่งเสียนี่กระไร ทำไมถึงจำคำศัพท์เหล่านี้ได้ นั่นเองทำให้อาตมาพองลมเป็นลูกโป่ง นี่ขนาดเขาเก่งภาษาอังกฤษกว่าเรามาก เขายังไม่รู้จักศัพท์ที่เราท่องได้เลย จากนั้นก็บ้าท่องศัพท์อย่างไม่ลืมหูลืมตา จากความเกลียด ก็กลายเป็นความชอบ จากความชอบ ก็กลายเป็นความรัก อาตมารักภาษาอังกฤษมาก ถึงขนาดสมัครสอบเอ็นทรานซ์เข้าคณะอักษรฯ จุฬาฯ ในปีถัดมา เบนเข็มจากวิศวกรหนุ่มมาดเข้ม มาเป็นแต๋ว Linguist กันดีกว่า
ซึ่งต่อมา หลังจากได้รับการจุดประกาย จากคุณโยมแล้ว อาตมาก็ได้ไปเรียนภาษาอังกฤษเสริม ในโรงเรียนแห่งหนึ่ง ซึ่งลีลาการสอน ละม้ายคล้ายของคุณโยม แต่จะเป็นศัพท์ที่มนุษย์ธรรมดาเขาไม่ใช้กัน และมุ่งสอบโทเฟิ่ล มากกว่าการสอบเอ็นทรานซ์ และได้สำเร็จวิชาแปลงกายเป็น ซุปเปอร์ไซย่า ณ ที่นั้นเอง ด้วยคะแนนสอบเอ็นทรานซ์ วิชาภาษาอังกฤษ กข ๗๘ คะแนน และ อังกฤษ กขค ๘๖ คะแนน จาก ๑๐๐ คะแนน ซึ่งถือว่า สูงลิบลิ่ว ในสายวิชาชีพเดียวกัน
ถ้าพูดถึงความสำเร็จในการสอบเอ็นทรานซ์ หรือ ความสามารถในด้านภาษา (บางคนเขาเข้าใจว่า อาตมาจบเมืองนอกมาด้วยซ้ำ ทั้งที่ไม่เคยได้ไปเรียนเลย) ขึ้นมาเมื่อไหร่ จะต้องมีชื่อ "ครูสมศรี" อยู่อันดับต้น ๆ ของบทสนทนาว่า เป็นผู้มีพระคุณอย่างล้นเหลือต่ออาตมา เปลี่ยนชีวิตของอาตมาไปอย่างเรียกว่า metamorphosed หาเค้าเดิมไม่เจอ
มาว่าถึง กระบวนการเตรียมการสอบเอ็นทรานซ์โดยละเอียด
อาตมาเป็นบุคคล ประเภทแพ้ใจตัวเอง เสียเป็นส่วนใหญ่ หากอยู่บ้าน ก็จะรื่นเริงบันเทิงใจ ไปกับสิ่งสนุกสนาน ซึ่งสมัยนั้น คือหนังสือการ์ตูน วีดีโอเกม และทีวี (สมัยนี้ คงจะเป็นไฮไฟว์ แคมฟร็อก และเอ็มเอสเอ็น) โอ้...ความฝันของผู้บิดา และเรา มันไกลสุดเอื้อมเสียด้วย ฝันไปไกลถึง มหาวิทยาลัย อันดับหนึ่งของประเทศ ต้องเอาชนะคนเป็นแสนคน เข้าไปเรียน ซึ่งจริงแล้ว ไม่ต้องชนะคนทั้งแสนหรอก ชนะแค่คนเดียวก็พอ คือ ตัวเอง
ในเมื่ออยู่บ้านแล้ว ไม่ได้อ่านหนังสือเตรียมสอบเป็นแน่ อาตมาก็บังคับตัวเอง ด้วยการไปสมัครเรียนตามเซ็นเตอร์ต่าง ๆ ทุกวิชา ไม่ปล่อยให้ตัวเองว่าง แม้จะไปนั่งหลับ นั่งคุย ก็ยังดีกว่า นอนอ่านการ์ตูนอยู่บ้าน สมัยก่อน คณิตศาสตร์ ก็ไปเรียนกับ อ.สมัย เหล่าวานิชย์ เดี๋ยวนี้ไม่รู้ยังอยู่หรือเปล่า ฟิสิกส์ก็ไปเรียน อ.ช่วง ทมทิตชงค์ สถาบันพียูเซนเตอร์ ซึ่งปัจจุบันกลายเป็น แอพพลายฟิสิกส์อันโด่งดัง(เพราะเป็นคดี) สมัยก่อนไม่ได้มีห้องเรียนสะดวกสบายเช่นนี้หรอก อ.สมัย อยู่แถวลาดพร้าว ห้องเรียนกระจิ๋วหลิ๋ว อัดคนเข้าไปเกือบร้อย พียูเซ็นเตอร์นั้น ก็ไปเช่าห้องเรียนเด็กประถม หรือ ม.ต้น แถวถนนศรีอยุธยา โต๊ะนั่งเรียนเล็กเหลือกำลัง และไม่มีแอร์ ภาษาไทยสังคม ก็ไปเรียนที่ดาว่องซ์ กับเจ๊ อ.ปิง ได้ข่าวว่า เดี๋ยวนี้ไปไกลถึงขั้นเป็นแม่ยก ส่งเด็กประกวดสาวประเภทสอง อยู่แถวเยาวราช ที่นี่ห้องเรียนก็อัดเป็นปลากระป๋องเหมือนกัน ดีหน่อยที่เบียดกับเด็กคอซอง เลยขยันเรียนเป็นพิเศษ วิชาเคมีก็ไปเรียนหนึ่งต่อสอง กับมาสเตอร์ที่โรงเรียนนั่นแล และภาษาอังกฤษ ก็เรียนกับคุณโยมที่บ้านศรีย่าน กับอีกสถาบันดังกล่าวข้างต้น เรียกว่าตั้งแต่เช้าจรดเย็น ทั้งเจ็ดวัน ไม่เคยว่าง กระนั้นก็ดี ในช่วงสุดท้าย ก่อนสอบ อย่างไรก็ต้องอ่านหนังสือเอง ก่อนหน้านี้ อาตมาก็กดดันตัวเองให้ถึงที่สุด ด้วยการขอโยมแม่ย้ายบ้าน ไปขังตัวเองอยู่ในทาวน์เฮ้าส์หลังหนึ่ง ซึ่งไม่มีอะไรเลย (ที่บ้านของยั่วกิเลสมันเยอะ) มีโต๊ะ เตียง หนังสือเรียน เตาแก๊สปิกนิกอันหนึ่ง และรถยนต์หนึ่งคัน แค่นั้น เคยมีหนังสือการ์ตูนอยู่ ๒-๓ เล่ม ก็อ่านซ้ำไปซ้ำมาอยู่นั่นแหละ (ก็กดดันตัวเองให้ไปอยู่ในที่ที่ไม่มีอะไรมายั่วกิเลสได้ มีอะไรพอที่จะบันเทิงได้นิดหน่อย ก็อ่านซ้ำซากอยู่อย่างนั้น) สุดท้ายก็ตัดใจ เผามันทิ้งบนเตาปิกนิกนั่นแล เลิกดูทีวีเป็นการถาวร ตั้งแต่ ม.๔ จนถึงปัจจุบัน คิดดูซีว่า เด็ก ม.๔ มีรถขับแล้ว สมัยนี้คงเป็นเรื่องปกติ แต่สมัยนั้น อาตมาเป็นคนแรก ๆ ของรุ่นเลยที่มีรถขับ มีรถแล้วจะเฉไฉ เถลือกไถลไปทางไหนก็ได้ บ้านก็อยู่คนเดียว ไปไหนไม่ต้องบอกใคร อันนี้ต้องพึ่งวินัยส่วนตัว ผ่อนคลายได้บ้าง แต่ไม่ไปติดกับมัน เวลาทั้งหมดของชีวิต ทุ่มเทให้กับการอ่านหนังสือ กับนอน ง่วงนักก็นอน ตื่นมาก็อ่านต่อ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ ที่จะเข็นตัวเอง ที่ปกติขี้เกียจตัวเป็นขน ให้ข้ามขีดจำกัดของตัวเอง สมองความจำอาตมาก็ไม่ได้ดีเด่อะไรมาก ออกจะเป็นคนหัวทึบเสียด้วย หนังสือที่เขาท่องกัน ๓ รอบ จำได้ ของอาตมาต้องอย่างต่ำ ๒๐ รอบ เรียนตก ๆ หล่น ๆ มาตลอด ความประพฤติก็โปเก เกเรพอควร สมัย ม.๓ เคยถูกตีประจานต่อหน้า ๓ ชั้นปีเพราะไปสอบซ่อม วิชาคณิตศาสตร์แทนเพื่อน จบมาหลายปี รุ่นน้องยังจำได้อยู่เลย ที่โรงเรียนไม่มีใครคิดหรอกว่า อาตมาจะเอ็นฯติด มาสายเป็นประจำ ขาดเรียนเป็นประจำ จนได้ มส. (หมดสิทธิ์สอบ) วิชาชีวะไปวิชานึงหน่ะ ถึงได้เลิกโดด แต่ที่โดด ก็โดดไปเรียนพิเศษนั่นแหละ คนใกล้ชิดถึงจะทราบ เป็นเด็กที่ห้าวเหลือกำลัง เป็นโต้โผ นำกำลังเพื่อนไปปิดล้อมห้องปกครอง ยื่นข้อเสนอกับบราเดอร์(ฝ่ายปกครองของโรงเรียน)ว่า ม.๖ เทอมสุดท้าย จะขอปิดเทอมเร็วกว่าปกติ เพื่อไปเตรียมตัวสอบเองที่บ้าน เพราะได้ทราบมาว่า ที่โรงเรียนสวนกุหลาบเขาทำเช่นนั้นกัน แต่ก็ได้รับการปฏิเสธ ท่านว่า แต่ละคนกำลังใจไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะหยุดไปดูหนังสือ บางคนอาจจะหยุดไปเถลไถล ถ้าผู้ปกครองนักเรียนมาถามท่าน ท่านจะตอบพวกเขาว่าอย่างไร
แม้หยักสมองจะน้อยกว่าคนอื่น แต่อาตมาก็มีลูกบ้า ลูกอึด ลูกทน ลูกทรหด ยิ่งกว่าริกส์คนมหากาฬ เช้ามา หกโมงเช้า อาตมาจะไปยิ้มทักทายให้ยามดูแลประตูที่เซ็นเตอร์สอนภาษาอังกฤษแล้ว เซ็นเตอร์แห่งนี้ เปิดให้เรียนกับ "วีดีโอ" เสียด้วย ใครเคยเรียนหนังสือกับวีดีโอ จะทราบว่า มันน่าเบื่อเหลือกำลังแค่ไหน เรียนได้สักคาบหนึ่ง แปดเก้าโมงก็ออกมา กะว่ารถหายติดแล้ว ก็ขับรถไปเรียนที่โรงเรียนเซนต์ฯต่อ สามโมงครึ่งเลิกเรียน อาตมาก็กลับมาเรียนภาษาอังกฤษอีก เรียนไปจนสี่ทุ่ม ค่อยขับรถกลับบ้าน ทำอย่างนี้แทบทุกวัน
ถามว่า ทำกำลังใจอย่างไร จึงปรารภความเพียรได้ขนาดนั้น ประการหนึ่ง อาตมาใช้วิธีเอาพลังงานด้านลบ มาแปรเป็นพลังงานด้านบวก พลังงานด้านลบ คือ สมัยนั้นอาตมาเป็นคนงกมาก ตระหนี่มาก งกระดับไหน ลองมาดูตัวอย่าง ตอน ม.๓ ไปเก็บขวดน้ำอัดลมขาย ก็เคยมาแล้ว คือที่โรงอาหารของโรงเรียน ร้านขายน้ำเขาขี้เกียจไปตามเก็บขวด เขาก็ใช้วิธีเก็บมัดจำ เวลานั้นน้ำอัดลมขนาด ๑๐ ออนซ์ ขวดละ ๔ บาท เขาก็คิด ๕ บาท ต้องเอาขวดมาคืน จึงจะได้เงินมัดจำ ๑ บาทคืน ทีนี้เด็กเซนต์ฯส่วนใหญ่เป็นลูกคนรวย เขาไม่มาสนใจเงิน ๑ บาทหรอก ตรงข้ามกับอาตมาที่มีฐานะปานกลางค่อนข้างจน ผนวกกับความงก ก็ไปเก็บขวดที่เขาไม่เอามัดจำคืน ไปแลกเงินมัดจำกับร้านค้า เวลาเอาขวดไปแลกตังค์ (ทีละหลาย ๆ ขวด) ร้านค้าเขาก็มองหน้า เพราะร้านค้าเขาก็ส่งคนออกมาเก็บเป็นรายได้ของเขาเหมือนกัน งานนี้เลยมีเขม่นกัน อาตมาก็หน้าด้านหน้าทน ไม่สนใจ ได้เงินซะอย่าง นี่เป็นตัวอย่างของความงกของอาตมา อาตมาก็เอาความงกนั้น มาเป็นพลังปู่เต่าในการเรียนหนังสือ เพราะการเรียนกับจอทีวีนี่ อยากจะเรียนเท่าไหร่ นานแค่ไหน เขาก็ไม่ได้ห้าม มีกำลังแค่ไหนเรียนไปเล้ย อาตมาก็คิดแบบงก ๆ ว่า อย่างนี้เรียนมาก ก็คุ้มค่ามาก ฉะนั้นก็เจียดเวลาทุกนาที ที่พอเจียดได้ ไปนั่งตาปรือเบลอ ๆ ในห้องเรียน บางทีเรียนกันไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน พกขนมปัง แซนด์วิช นมถั่วเหลือง แรดตามซอย เข้าไปกินเป็นข้าวเที่ยง ไม่จดก็นั่งฟัง ถ้าง่วงก็ฟุบหลับ นั่งดู นั่งฟัง นั่งจด จนคำศัพท์มันซึมเข้าไปในกระแสเลือด ไม่ต้องท่องให้เสียเวลา
อีกประการหนึ่ง ตอนนั้น ไม่มีใครมาให้กำลังใจเราหรอก เราเองต้องให้กำลังใจตัวเอง เวลามันขี้เกียจอ่านหนังสือขึ้นมา อาตมาให้กำลังใจตัวเองว่า นี่ถ้าทำสำเร็จ เราจะแปรสภาพจาก เด็ก ม.ปลายกะโปโลธรรมดา ๆ ไปเป็นนิสิตจุฬาฯไฮโซ เลยนะ มันเหมือนการเปลี่ยน social status (สถานะทางสังคม) เลยนะ คิดดูซีว่า สถานะทางสังคมมันเปลี่ยนกันได้ง่ายเสียที่ไหน บางคนมีเงินเป็นร้อยล้าน ก็ซื้อปริญญาบัตรไม่ได้ เกียรตินี่มันกินไม่ได้ แต่เท่ นึกภาพตามไปด้วย เป็นภาพเรายืนใส่ชุดนิสิตปี ๑ อยู่ในรั้วจามจุรี หรือสวมชุดครุย รับปริญญากับในหลวง (อาตมาเป็นรุ่นสุดท้ายที่ในหลวงเสด็จพระราชทานปริญญาบัตร) สมัยเป็นเด็ก ม.ปลาย จะมองจุฬาฯ เป็นอะไรที่เลิศเลอมาก สูงส่งมาก (แต่ภายหลังเข้าไปเรียนแล้ว ก็รู้สึกเฉย ๆ) mission impossible มาก ๆ บอกตัวเองทุกครั้งที่ทดท้อ เบื่อหน่ายว่า เราทนลำบากอีกเพียงไม่นาน แลกกับการมีชีวิตที่แตกต่างตลอดไป ไปไหนบอกเราเป็นนิสิตจุฬาฯ โอ้ย...มันโก้น้อยเสียที่ไหน เผื่อจะมีสาว ๆ คนไหน อยากจะควงกับหนุ่มวิศวฯ จุฬาฯ บ้าง (ช่วงนั้นก็คิดอะไรโง่ ๆ ตามสไตล์เด็กโรงเรียนชายล้วนนั่นแล ไม่เคยรู้หรอกว่า สาว ๆ เขาไม่เคยมองหรอกว่า จะเรียนสถาบันไหนมา แต่อะไรโง่ ๆ ที่ช่วยให้เรามีความเพียรได้ ก็คิดมันเข้าไปเหอะ) ช่วงสุดท้ายก่อนสอบ มีความพอใจในการเรียนภาษาอังกฤษมาก ถึงขนาดไปนั่งเรียน ตั้งแต่ ๖ โมงเช้า ไปยัน ๔ ทุ่ม เรียนเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อ จนมีความเชี่ยวชาญพิเศษ สามารถตาดูจอโทรทัศน์ แล้วจดคำศัพท์ได้โดยไม่ต้องก้มมอง หรือเวลาอาจารย์บอกคำศัพท์ ๑ ตัว ก็สามารถแจกคำศัพท์ที่เหลือในชุดเดียวกันล่วงหน้า เช่น เจอคำว่า relevant ที่แปลว่า ตรงจุดตรงประเด็น ก็จะสาธยายศัพท์ที่เหลือออกมาได้ในทันที คือ pertinent germane apopos (อีกตัวจำไม่ได้แฮะ ไม่ได้ใช้มานานแล้ว) จนสุดท้ายต้องเบรกตัวเอง บอกตัวเองว่า ถ้าไม่หยุดเรียนภาษาอังกฤษเดี๋ยวนี้ จะอ่านวิชาอื่นไม่ทัน (ต้องรู้จักแบ่งเวลาอ่านหนังสือนะ จะมัวดูแต่วิชาที่ชอบไม่ได้ อ.สมัย เคยแนะว่า ถ้าเราวางแผนดี ๆ ทำคะแนนให้ได้สักครึ่งหนึ่งทุกวิชา แค่นี้ก็เอ็นฯติดแล้ว แต่ส่วนใหญ่มักจะทำไม่ได้กัน วิชาที่ชอบก็คะแนนโด่งเลย วิชาที่ไม่ชอบคะแนนก็ต่ำเตี้ยเลย) จึงกลับมาหมกตัวที่ทาวน์เฮ้าส์ ทำข้อสอบเก่าย้อนหลังไปเป็นสิบ ๆ ปี
ช่วงเดือนสุดท้าย ก่อนการสอบ เชื่อไหมว่า อาตมาเอาเวลาไปว่ายน้ำ ที่สระเซนต์คาเบรียลทุกวัน จนรุ่นน้องถามว่า พี่ไม่ดูหนังสือสอบเหรอ และการณ์ต่อมา พบกันอีกครั้ง น้องเขาก็ทำตาโต เห็นพี่มาว่ายน้ำทุกวัน ไฉนหน้าพี่ถึงไปติดอยู่หน้าห้องแนะแนว ในฐานะที่ทำชื่อเสียงให้โรงเรียน พี่ไปอ่านหนังสือตอนไหน
ช่วงนั้น ความรู้สึกมันบอกว่า เราทำดีที่สุดแล้ว จะสอบติด หรือไม่ติด ก็ช่างมันเถิด โยมพ่อโยมแม่ถามว่า ทำข้อสอบได้ไหม ก็ยิ้ม ๆ ตอบว่า ช่างมันเถอะ อย่าไปสนใจเลย สอบได้มันก็คือได้ จนโยมพ่อโยมแม่กระวนกระวายใจ อาตมาเคยเอ็นฯไม่ติดอะไรเลย ตอน ม.๕ กลับมาโรงเรียน อายแทบตาย เพราะมั่นใจอย่างล้นเหลือว่า ติดแน่ ๆ ไปกราบลามาสเตอร์ คุณครู แทบทุกคน พอเปิดเทอม อ้าว...ไหนว่าไปแล้วไปลับ ไหงกลับมาเรียนอีกเล่า เคยประสบกับความผิดหวังแล้ว สอบครั้งนี้เลยไม่หวังอะไรเลย ไม่หวังจริง ๆ นะ ถึงขนาดไปเรียนเอแบค รอผลสอบเลย ถ้าไม่ติดก็เรียนเอแบคนี่ละวะ ครั้นเรียนไป เกิดติดใจขึ้นมาอีก เพราะที่เอแบค เรียนกันเป็นภาษาอังกฤษ (ดูคนมันบ้า) พอประกาศผลสอบ ดันติดอันดับหนึ่ง เกิดไม่อยากไปเรียนขึ้นมาอีกแล้ว อยากอยู่ที่เอแบคนี่ละ (แต่โยมพ่อโยมแม่ไม่ยอม) ที่สุดเลยเรียนมันทั้งสองมหาลัย
อยากจะขอทิ้งท้ายให้น้อง ๆ ว่า อิทธิบาท ๔ เป็นคุณธรรมให้ถึงความสำเร็จ ประกอบด้วย ฉันทะ-ความพอใจในงานที่ทำ วิริยะ-ความเพียรในงานที่ทำ จิตตะ-มีใจจดจ่อในงานที่ทำ และวิมังสา-คิดใคร่ครวญในงานที่ทำ นั้น มี ฉันทะ เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ถ้าเรามีความพอใจเสียแล้ว ความเพียร และอื่น ๆ มันก็ตามมาเอง ครูสมศรี ชื่อว่า จุดประกาย ฉันทะในการเรียนภาษาอังกฤษให้อาตมา และมี "เพื่อน" เป็นแรงเกื้อหนุน จึงสามารถระเบิดพลัง เป็นซุปเปอร์ไซย่า ในกาลต่อมา น้อง ๆ ล่ะ หาเจอหรือยังว่า มีอะไร เป็นตัวจุดประกาย
เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ
#1 By ^_^ Kaew ^_^ on 2008-06-15 20:39