ปรามาสครูบาอาจารย์ - ความเลวของข้าพเจ้าที่ไม่ควรทำตาม
posted on 19 Jun 2008 09:52 by akkarakitt in Experienceสมัยที่บวชใหม่ ๆ ก็ศึกษาปฏิปทาของครูบาอาจารย์หลายท่าน ทั้งดี และไม่ดี ทั้งสัมมาทิฏฐิ และมิจฉาทิฏฐิ ได้เห็นลูกศิษย์ลูกหาของสายนี้ ทะเลาะกับสายโน้น สายนั้นด่าสายนี้ ล่อกันมั่วไปหมด ตอนที่รับรู้ใหม่ ๆ ศึกษาแล้ว เห็นจริงตามคำร่ำลือ ก็สนุกปากตามเขาไปด้วย
ต่อเมื่อได้ศึกษามากขึ้น รู้โลกมากขึ้น ท่องเที่ยวมากขึ้น พบปะเพื่อนสหธรรมมิกมากขึ้น พูดคุยมากขึ้น คิดพินิจพิจารณามากขึ้น ก็พบ "กุญแจ" ลำคัญที่ทำให้เรื่องวิพากษ์วิจารณ์พระ ไม่ว่าท่านจะเป็นสัมมาทิฏฐิ หรือ มิจฉาทิฏฐิ เป็นสิ่งไม่ควรทำ คิดได้แล้วก็ละเลิกพฤติกรรมดังกล่าว คงเหลือไว้แต่เพียงคอยเตือน ผู้ที่ยังหลงไหลได้ปลื้มไปกับ การสอนผิด ๆ ซึ่งส่วนใหญ่ ความเป็นตัวเป็นตน ความหยิ่งผยอง ความถือเนื้อถือตัว ความยึดมั่นถือมั่นในครูบาอาจารย์ (ว่าอาจารย์ของฉัน เก่งกว่า ดีกว่า เลิศกว่า อาจารย์ของใคร ๆ) ของเขาจะสูงมาก จนไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้
จนมาเมื่อสองวันก่อน นั่งรถไปกับโยมอีกสองคน ฟังเขาปรามาสพระรูปหนึ่ง ที่ให้ทรรศนะว่า สวรรค์ไม่มี นรกไม่มี เทวดาไม่มี พรหมไม่มี ซึ่งขัดต่อคำสอนของพระพุทธเจ้า เหมือน ๆ กับที่อาตมาเคยทำในอดีต เลยหวนคิดถึง "กุญแจ" ที่เคยคิดได้ สมควรนำมาแบ่งปัน
มีคำปรามาสหนาหูเหลือเกินว่า พระรูปนั้นลงอเวจี พระรูปนี้ลงโลกันต์ เพราะบิดเบือนคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า จริงแล้วก็เป็นเรื่องของท่าน เราไม่ควรไปเพ่งโทษท่าน ไม่ควรวิพากษ์วิจารณ์ท่าน สิ่งที่ควรทำถ้าพบว่า ท่านมีความเลว คือรีบดูว่า เรายังมีความเลวเช่นนั้นอยู่ในใจหรือเปล่า แล้วรีบแก้ไข ทำอย่างนี้ รับรองไม่มีสายนั้นสายนี้มาทะเลาะกัน เพราะทุกคนมัวแต่ดูความชั่วของตัวเอง
ประการที่ ๑ ที่อาตมาพบกุญแจ คือ คนที่ไปกล่าวโทษท่าน รักษาศีลได้กี่ข้อ มีศีลเสมอพระหรือเปล่า และพิจารณาให้เห็นถึงส่วนดีของท่าน ที่เสียสละความสุขทางโลก ออกบวช เราทำได้ถึงครึ่งหนึ่งของท่านหรือยัง ถ้ายังก็ไม่ควรไปวิจารณ์
ประการที่ ๒ แม้ว่า พระรูปนั้นรูปนี้ จะลงอเวจีมหานรกไปแล้ว ถามว่า สมัยท่านมีชีวิตอยู่ ท่านมิใช่ภิกษุรึ เราถึงไปปรามาสท่าน พระพุทธเจ้าบัญญัติศีลของพระไว้ชัดเจน มีปาราชิก ๔ ประการเท่านั้น ที่ทำให้หมดความเป็นพระ บวชใหม่ ก็ไม่เป็นพระ ปาราชิก ๔ นั้นได้แก่ การเสพเมถุนธรรม (หรือการมีเพศสัมพันธ์ นั่นละ) ๑, การลักทรัพย์ หรือ โกงทรัพย์สิน ที่มีราคาตั้งแต่ ๑ บาท ขึ้นไป ๑, การฆ่ามนุษย์ ๑ และ การอวดอุตตริมนุสธรรมที่ไม่มีในตน ๑ ฉะนั้น แม้ว่า พระรูปนั้นจะมีมิจฉาทิฏฐิ ด้วยอกุศลกรรมเก่ามาสนอง หรือเพราะอะไรก็ตาม หากยังไม่ต้องปาราชิก ความเป็นพระก็ยังมีอยู่โดยบริบูรณ์
เมื่อได้ไถ่ถามพระผู้ทรงคุณวุฒิแล้ว ได้ความว่า ความเป็นภิกษุนั้น จบสิ้นลงเมื่อเขาผู้นั้น ละอัตภาพนี้ไปแล้ว อย่างพระเทวทัตนั้น แม้ท่านจะโซ้ยอนันตริยกรรมไป ๒ รายการ นั่นคือ ทำสังฆเภท และทำพระพุทธเจ้าห้อพระโลหิต โทษจะหนักเพียงใด ทว่าท่านก็ไม่ได้ต้องปาราชิก ต้องแค่สังฆาทิเสส (ครุกรรมที่รองจากปาราชิก ต้องไปอยู่กรรม หรือปริวาสกรรม โทษจึงระงับ) จึงอาจอนุมานได้ว่า ความเป็นภิกษุของท่านยังคงอยู่ ตราบเท่าลมหายใจสุดท้ายในอัตภาพมนุษย์ ครั้นเมื่อไปจุติในอเวจีมหานรกแล้ว ก็ถือว่า สิ้นสุดชาติมนุษย์ สิ้นสุดภพมนุษย์ สิ้นสุดความเป็นภิกษุ ไปเกิดใหม่ในอัตภาพใหม่ เรียกว่า สัตว์นรก
นั่นอาจจะเป็นเหตุผลหนึ่ง ที่พระพุทธเจ้ายอมให้พระเทวทัตบวช ทั้งที่ทราบอยู่แล้วว่า พระเทวทัต จะทำสังฆเภท และคิดฆ่าพระองค์ ทั้งนี้เพราะทราบว่า ในเบื้องปลาย ก่อนแผ่นดินจะแยกออก (หรือที่เรียกว่า ธรณีสูบ) พระเทวทัตจะเกิดกลับใจ และเมื่อพระเทวทัตจมลงไปในดินถึงคอ จะพูดประกาศออกมาว่า ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์ เป็นสรณะ จากนั้นก็ลงไปเสวยทุกข์อย่างแสนสาหัส ในอเวจีมหานรกซึ่งมีอายุ ๑ กัป เสร็จสิ้นภารกิจเผาตัวเองแล้ว ก็จะขึ้นมาบรรลุเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า องค์หนึ่งในอนาคต สมดังที่ท่านเคยตรัสไว้ว่า ตถาคตรักราหุลเท่าใด ก็รักพระเทวทัตเท่านั้น
ดังนี้แล้วจะเห็นว่า ไม่มีคำว่าถูก ไม่มีคำว่าผิด ไม่มีคำว่าดี ไม่มีคำว่าเลว ถูกผิดดีเลว ล้วนแต่เป็นสิ่งสมมุติ ตามบรรทัดฐานของใครคนใดคนหนึ่ง หรือหลายคน ความจริงน่าจะมีเพียงว่า ณ ระยะเวลาหนึ่ง ๆ อกุศลกรรม หรือ กุศลกรรม เข้ามาสนอง ณ ขณะใดขณะหนึ่ง ที่อกุศลกรรมเข้ามาสนอง เราก็คิดผิด พูดผิด ทำผิด หรือในขณะใด ๆ กุศลกรรมเข้ามาสนอง เราก็คิดถูก พูดถูก ทำถูก ไปเสียทุกอย่าง
ประการที่ ๓ ลองเอาใจเขามาใส่ใจเราสิ ถ้าเป็นเราออกบวชบ้าง ปลงผม ปลงคิ้ว ปลงหนวด นุ่งผ้าบังสุกุล เป็นผู้ไม่มีเรือน อดข้าวเย็น เลิกเสพกาม ศึกษาค้นคว้าในธรรมะที่ช่วยให้หลุดพ้น คนที่ออกบวชแสวงหาความหมายของชีวิต แสวงหาโมกขธรรม จะมีเจตนา เป็นไปเพื่อมาจมกับมิจฉาทิฏฐิหรือ ทุกคนออกบวชก็มีเจตนา จะแสวงหาสัมมาทิฏฐิ แสวงหาทางหลุดพ้นกันทั้งนั้น แต่อย่างที่เขียนไปแล้ว บางเวลา อกุศลกรรมเข้าสนอง ทำให้มีความเห็นว่า ครูบาอาจารย์ไม่จำเป็น มีพระพุทธเจ้าเป็นอาจารย์พระองค์เดียวพอแล้ว เวลาเกิดติดขัด ไม่มีใครช่วยแก้อารมณ์ เช่นนี้ จะว่าท่านเป็นคนเลวหรือ สมควรแก่การถูกปรามาสหรือ สำหรับอาตมาแล้ว ท่านดูน่าสงสารมากกว่า น่าไปซ้ำเติม
ได้ "กุญแจ" ตามนี้แล้ว จึงเห็นว่า ผู้ที่ยังถือศีลไม่ครบดี ไม่ควรไปปรามาสพระ ไม่ว่าพระผู้นั้นจะรู้ผิดอย่างไร สอนผิดอย่างไร ประพฤติผิดอย่างไร ยกเว้นกรณีเดียว คือ ต้องปาราชิกไปแล้ว เพราะถึงแม้พระจะถือศีลแค่ ๑๑ ข้อ จาก ๒๒๗ ข้อ พระก็ถือศีลมากกว่า ฆราวาสแล้ว ยกเว้นว่า ฆราวาสผู้นั้น จะบรรลุธรรมขั้นต้น เป็นพระโสดาบันขึ้นไป เช่นนั้นก็ไม่น่ามีโทษ (แต่ถ้าบรรลุขั้นนั้นแล้ว เขาคงไม่มานั่งเพ่งโทษคนอื่น)
ส่วนพระปรามาสพระ ก็อาจจะไม่เป็นโทษ หรือเป็นโทษน้อย เพราะท่านถือศีลเสมอกัน ฉะนั้น เราได้ยินพระรูปหนึ่ง ด่าพระอีกรูปหนึ่ง ก็อย่าไปเผลอร่วมด่าไปกับท่านด้วย ท่านไม่ได้เป็นโทษ หรือเป็นน้อย แต่เราเป็นเยอะ
เรื่องนี้ น่าจะหมายรวมถึง การที่เราไปเห็นพระประพฤติไม่ดีไม่งามด้วย ท่านทำไม่ถูกใจเรา แต่เราไม่มีทางทราบว่า ในใจท่านคิดอะไรอยู่ ถึงทำจริยาเช่นนั้นออกมา ไม่ประมาทไว้แล เป็นดี
เดี๋ยวนี้อาตมาเลยเห็นท่านทั้งหลาย เป็นครูบาอาจารย์ไปหมด ทั้งพระ ทั้งฆราวาส รวมถึงทั้งสัตว์ทั้งหลาย ในอบายภูมิ ๔ ด้วย เพราะอะไร เพราะท่านทั้งหลายเหล่านั้น อุตส่าห์ยอมสละชีวิต ทำตัวอย่างให้อาตมาดูไง พระที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ แล้วตกนรก ก็ท่านทำให้ดูแล้ว ก็อย่าไปเจริญรอยตามท่าน ธรรมใดที่เห็นว่า ผิด ก็ตัดทิ้ง ธรรมใดที่เห็นว่า ดี ก็เลือกเก็บมาใช้ ฆราวาสทั้งหลาย ก็มีทุกข์ในการดำรงชีวิต ไว้ให้พิจารณาให้เห็นทุกข์ สัตว์ทั้งหลายก็เช่นกัน ล้วนแล้วแต่เป็นครู เป็นข้อคิดสอนใจทั้งนั้น
อาตมภาพ ขอนอบน้อมแด่ครูทั้งหลาย ฯ
เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ
ถ้าเราเพ่งโทษผู้อื่น แล้วทำกรรมชั่ว โดยการปรามาสเขา
ก็เท่ากับนำกรรมชั่วของคนอื่นเข้าสู่ตัวเราเอง
ถ้าเตือนกันด้วยหวังดี....ดี
แต่ถ้าว่าร้ายเพราะต้องการให้เขาดูแย่......แย่
#1 By maha-oath (125.26.2.248) on 2008-06-23 15:43