พระโสดาบันนั้นดีไฉน

สืบเนื่องมาจากไปอ่านบล็อกของรุ่นน้องคนหนึ่ง เห็นเขาอธิษฐานให้ไปเกิดทันพระศรีอาริยเมตไตรย พระพุทธเจ้าองค์ต่อไป เลยคันนิ้วขึ้นมา เอาคีย์บอร์ดมาเกา พิมพ์เม้นท์เสียยาวเหยียด ถ้าเป็นเรื่องธรรมะนี่ น้ำไหลไฟดับทีเดียว ไหน ๆ ก็เสียเวลาเกาไปหลายชั่วโมง เห็นว่า ผลพลอยได้จากการเกานิ้วด้วยคีย์บอร์ดนี้ จะไปฝังตัวอยู่ในบล็อกคนอื่น ก็ดูจะมีประโยชน์น้อยไปหน่อย เอามาขึ้นเป็นเอนทรี่ใหม่เลยดีกว่า

เมื่อพูดถึง พระโสดาบัน หรือพระอริยเจ้า คนทั่วไปที่ห่างไกลวัด ห่างไกลธรรมะ ไม่มีเวลาศึกษา จะจินตนาการถึง อุบาสก อุบาสิกา นุ่งขาว ห่มขาว จริยาวัตรเรียบร้อยเหมือนผ้าพับไว้ ละแล้วซึ่งกิเลสทั้งปวง ไม่ฝักใฝ่ในกามารมณ์ ไม่แต่งหน้า ทาปาก หรือการแต่งตัว หรือไม่ก็เป็นพวกพระห่มเหลือง ที่บำเพ็ญเพียรได้ขั้นหนึ่ง จนสำเร็จธรรมขั้นต้น

เป็นความเข้าใจที่ห่างไกลความจริงมากพอควร

การปฏิบัติเพื่อเข้าถึงความเป็นพระโสดาบัน หรือที่เรียกว่า อริยบุคคล ก็คงยากเย็นแสนเข็ญ ต้องไปวัด ต้องสวดมนต์ ต้องไปนั่งหลับตาปี๋ ขัดสมาธิ เดินจงกรม เป็นชั่วโมง ๆ ต่อเนื่อง เป็นเดือน เป็นปี ต้องฝึกกรรมฐานอย่างโน้น อย่างนี้ วุ่นวายตายเลย ไม่มีเวลาไปนั่งทำสมาธิเช่นนั้นหรอก

นั่นก็ยังห่างไกลความเป็นจริง

ก่อนจะเข้าถึงหน้าตาของพระโสดาบัน หรือพระอริยบุคคล เบื้องต้นในพระพุทธศาสนา ขอเกริ่นนำถึงข้อดีของการเป็นพระโสดาบันก่อนดีกว่า ขอโค้ดเม้นท์ที่ไปพิมพ์ไว้เลยละกัน

ความจริงแล้ว ตามเนื้อความในหนังสือเรื่อง ๗ เดือนบรรลุธรรม ของดังตฤณ เขาแนะว่า โอกาสเกิดเป็นมนุษย์ช่างยากลำบากนัก โอกาสนี้ ที่เกิดมาทันได้รับฟังพระธรรมของพระพุทธเจ้า ศาสนายังไม่ได้เสื่อมสูญไป พระไตรปิฎกยังอยู่ครบ มิได้หาได้ง่ายนัก เกิดคราวหน้า อาจจะโผล่ไปเจอช่วงที่ว่างจากพระศาสนาก็ได้ อาจจะไปเกิดในประเทศซูดานก็ได้ อาจจะไปเกิดในครอบครัวที่เป็นมิจฉาทิฏฐิก็ได้ หรืออาจจะไปเกิดเป็นแมว หมา ฟังธรรมไม่รู้เรื่องก็ได้ ฉะนั้นแล้ว ควรทำชาตินี้ให้ดีที่สุดครับ อย่าไปหวังลม ๆ แล้ง ๆ ว่าจะไปเกิดทันยุคพระศรีอาริยเมตไตรยเลยครับ ถ้าคิดเช่นนั้นวันนี้ วันหน้าไปเจอพระศรีอาริย์ก็จะอธิษฐานอย่างเดียวกันนี้อีกครับ ว่าขอให้ไปเกิดทันพระพุทธเจ้าองค์ต่อไป หรือขอให้ข้าพเจ้าเข้าสู่พระนิพพานในอนาคตกาล .... โน้น

เอาอย่างนี้ครับ อธิษฐานคราวหน้า ขอให้ถึงพระนิพพานชาตินี้เลยครับ
อย่าไปคิดเลยครับว่า บารมียังไม่พอ จะไปถึงนิพพานได้รึ
บารมีแปลว่า กำลังใจ ครับ กำลังใจมันทำกันได้ในชาติปัจจุบันครับ ไม่ต้องสะสมมาแต่ชาติปางก่อน 
หรือถ้ามองว่า นิพพานอยู่สูงไป ไกลไป งั้นขอพระโสดาบันก็ได้ครับ ถ้าได้โสดาบันแล้ว ขึ้นไปบำเพ็ญต่อข้างบนได้ (ครูบาอาจารย์ท่านแนะให้หวังสูงไว้ก่อนครับ เหมือนจะขึ้นต้นไม้ ให้หวังยอดไม้ไปเลย ถ้าไปไม่ถึง ไปหล่นอยู่แถวกิ่งใดกิ่งหนึ่ง ก็ยังดีกว่า หวังจะขึ้นให้ถึงกิ่งใดกิ่งหนึ่ง แล้วตกลงมาบนพื้น)

พระโสดาบัน คือ ผู้ที่แรกเข้าสู่กระแสพระนิพพาน ครับ
อกุศลกรรมในอดีตทุกชาติที่ผ่านมา และชาติปัจจุบัน ที่มีกำลังขนาดพาไปอบายภูมิ ๔ ได้ไม่มีโอกาสให้ผลครับ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ไม่มีเกิดในอบายภูมิ ๔ แล้ว ทีนี้จะไปนอนเท้งเต้งที่ไหน ก็ไม่ต้องห่วง ไม่มีโอกาสเกิดเป็น สัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ตลอดกาล ...เย้

ถ้าบารมีอย่างอ่อน เรียก สัตตักขัตตุง (บางตำราเขียนว่า สัตตักขัตตุปรมะ) เกิดอีก ๗ ชาติเข้านิพพาน
บารมีอย่างกลาง เรียก โกลังโกละ เกิดอีก ๓ ชาติ แล้วไม่ต้องเกิดอีก
บารมีอย่างเข้ม เรียก เอกพีชี เกิดอีกทีเดียว แล้วขึ้นไปเล่นหมากฮอร์สกับพระอรหันต์ บนโน้นได้

นับข้อดีได้ขนาดนี้ มาลุย เพื่อเป็นพระโสดาบันกันเถอะครับ

การปฏิบัติเพื่อเป็นพระโสดาบัน มีดังนี้ครับ

๑.รักษาศีล ๕ ให้บริสุทธิ์
๒.เคารพ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ด้วยใจจริง
๓.ระลึกถึงความตายเสมอ ๆ หรือ รักพระนิพพานเป็นอารมณ์

ง่ายไหมครับ ๒ ข้อแรกน่าจะผ่านไปได้ง่าย ๆ คุณผู้หญิงก็แค่ลดละเลิกตอแหล สตรอเบอรี่ เพียงอย่างเดียว ก็น่าจะได้ศีล ๕ มานอนกอดสบาย ๆ ส่วนคุณผู้ชายคงต้องลดละเลิกหลายข้อหน่อย โดยเฉพาะข้อ ๕ สุรามาเป็นระยะนี่ หรือสุรามาเมาเป็นหมานี่ ต้องเลิกเด็ดขาดเลยครับ เลิกขาดไปเลยนะครับ ไม่ใช่ประเดี๋ยวก็แอบไปจิบ เพื่อเข้าสังคม ประเดี๋ยวไปดริ๊งค์ เพราะเพื่อนชวน ประเดี๋ยวไปก๊ง เพราะเขามีลานเบียร์ ที่หน้าเวิร์ลเทรด อย่างนั้นใช้ไม่ได้ครับ

คงจะมายากข้อ ๓

ถ้ากำลังใจสูง มีความฉลาดในอารมณ์ จิตใจเข้มแข็ง แบบพุทธจริต ก็ลุยนึกถึงความตายไปเลยครับ เจ๊เด็กหญิงเปสการีธิดา แกอายุแค่ ๑๓ ขวบเอง ได้ฟังพระพุทธเจ้าเทศน์เรื่องชีวิตเป็นของไม่เที่ยง ความตายเป็นของเที่ยง และจงไม่ประมาท แล้วเจ๊แกก็กลับไปนึกถึงความตาย แค่ ๓ ปีให้หลัง ตอนนี้ไปนอนตีพุงอยู่ที่ชั้นดุสิต ได้โซดา เอ้ย...โสดา ไปเรียบโร้ยโรงเรียนทอหูก

ระลึกถึงความตาย

ระลึกอย่างไร ไม่ใช่ไปคิดถึงแล้ว หดหู่ เศร้าหมอง หมดอาลัยตายอยากนะครับ อย่างนั้นคิดแบบไม่ฉลาด ต้องคิดว่า ความตายนั้น เป็นเรื่องธรรมดาของโลก มีเกิดแล้ว ก็ย่อมมีตายเป็นธรรมดา เห็นข่าวคนตายในหนังสือพิมพ์ ในทีวี ไม่ใช่ไปนั่งวิพากษ์วิจารณ์ แหมไม่น่าตายเลย จบมาก็สูง หน้าตาก็ดี ไม่น่าไปโดดตึกเอ็มไพร์ตายเลย อย่างนั้นไม่เกิดประโยชน์ ต้องคิดว่า ดูซี บางคนตายตั้งแต่อยู่ในท้อง บางคนเด็กอยู่ก็ตาย บางคนวัยรุ่นก็ตาย บางคนอายุกลางคนก็ตาย บางคนแก่แล้วค่อยตาย บางคนสวยก็ตาย บางคนหล่อแบบบิ๊กดีทูบี ก็ตาย บางคนไม่หล่อไม่สวย ก็ตาย บางคนนั่งอยู่ก็ตาย นอนอยู่ก็ตาย เดินอยู่ก็ตาย ยืนอยู่ก็ตาย บางคนตายเช้า ตายบ่าย ตายค่ำ ความตายมิได้เลือกวัย ผิวพรรณ วรรณะ เวลา อาการ สถานที่ ไม่มีนิมิตหมายใด ๆ จู่ ๆ ลมมันจะพัด ก็พาเอาคนพม่าตายไปเป็นแสน นั่งอยู่ในบ้านดี ๆ แป๊บเดียวก็กลายเป็นศพไปแล้ว ฉะนั้นเราจึงไม่ควรประมาท น้อมเข้ามาหาตัว วันหนึ่งเราก็จะตายเช่นเขา คิดอย่างนี้เรื่อย ๆ บ่อย ๆ ให้เป็นธรรมชาติ ไม่ต้องฝืนใจทำ นึกได้ก็ทำ นึกไม่ได้ก็ปล่อยมันไป แรก ๆ ก็จะรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึง อกสั่นขวัญแขวน พอคิดบ่อยเข้า ก็จะชินไปเองครับ แม้คนรอบข้างเราก็เช่นกันครับ เขาก็มีโอกาสตายพอ ๆ กับเรา ก็ลองคิดดูว่า ถ้าเกิดเขาตายขึ้นมา เราจะรู้สึกอย่างไร กับคนที่เรารักมาก ๆ คิดครั้งแรก น้ำตาไหลเลยครับ แต่พอคิดบ่อย ๆ เข้า ก็จะชิน การคิดเช่นนี้ มีคุณมากกว่ามีโทษครับ แม้ไม่ได้บรรลุโสดา แต่เวลาเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น เราจะทำใจได้ก่อนคนอื่นครับ

ถ้าวิธีนี้ ปฏิบัติไม่ไหว หนักเกินไป ทำใจยาก ก็มีอีกวิธีครับ เขาเรียกว่า อุปสมานุสสติ ให้รักพระนิพพานเป็นอารมณ์ ทำบุญทุกอย่าง อธิษฐานอย่างเดียวเลยว่า ขอไปนิพพาน เรื่องเกิดชาติหน้าขอให้รวย ให้สวย ให้มีแฟนหล่อ ๆ ให้เก่ง ให้เฮง ไม่มีสำหรับเรา นั่นมันอธิษฐานให้เกิดใหม่ชัด ๆ

ทำอะไร ๆ ก็คิดถึงแต่พระนิพพาน พรหมไม่เอา สวรรค์ไม่เอา มนุษย์ไม่เอา อบายภูมิ ๔ ไม่เอา เกิดใหม่ไม่เอา ชาติหน้าไม่เอา คิดอยู่เรื่อย ๆ จนชิน เวลาอยู่ในเหตุการณ์หวาดเสียว พยายามระลึกให้ได้ ถ้าข้าพเจ้าต้องตายเวลานี้ ขอไปพระนิพพานจุดเดียว

ไม่ยากใช่ไหม....

จบแค่นี้ละ ง่าย ๆ สั้น ๆ ต่อจากนี้ จะอธิบายหน้าตาของพระโสดาบัน ใครไม่อยากรู้ หรือรู้แล้ว ก็ข้ามไปเลย

ลักษณะของพระโสดาบัน 

ดังที่ได้กล่าวตอนต้นว่า คนทั่วไปมักจะนึกว่า โสดาปัตติผล เป็นอะไรที่ลึกลับซับซ้อน มีอยู่เฉพาะในคัมภีร์โบราณศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาพุทธ ชื่อ พระไตรปิฎก คงไม่มีแล้วในปัจจุบัน บางคนแย่หนักกว่านั้น เข้าใจว่า อริยมรรค อริยผล ดูได้จากพัดยศ ยิ่งสมณศักดิ์สูง ยิ่งเป็นพระที่ทรงคุณวิเศษมาก เป็นความเข้าใจที่ผิดเพี้ยนไปไกล บางคนก็คิดว่า พระอริยเจ้าทั้งหลายตั้งแต่ พระโสดาบัน ขึ้นไป เป็นผู้ตัดกามารมณ์ได้โดยสิ้นเชิง เห็นร่างกายของผู้อื่น เป็นสิ่งน่ารังเกียจ การเสพกาม เป็นสิ่งน่ารังเกียจ พระไตรปิฎก ไม่ได้แจกแจงลักษณะของพระโสดาบันไว้ เพียงแต่ให้เกณฑ์วัด ความเป็นพระโสดาบันไว้ จะกล่าวถึงในตอนท้าย ฉะนั้นจึงไม่สามารถบอกรูปร่างหน้าตา ของพระโสดาบันโดยตรง จากพระไตรปิฎกได้ ทำได้เพียงเทียบเคียง กับประวัติพระอริยบุคคลที่ถูกบันทึกไว้

อ้างถึง นางวิสาขามหาอุบาสิกา กันดีกว่า เธอได้เป็นพระโสดาบันตั้งแต่ ๗ ขวบ ๗ ขวบ!!! ครับท่านผู้อ่าน เด็ก ป.๑ - ป.๒ บรรลุธรรมซะแล้ว แถมไม่รู้ตัวด้วยว่า ตัวเองได้โสดาปัตติผล จนได้รับคำพยากรณ์จากพระพุทธเจ้า เมื่อโตแล้ว ถึงมั่นใจ ฉะนั้นใครเข้าใจว่า พระอรหันต์เด็กไม่มี เด็ก ๆ บรรลุธรรมไม่ได้ เข้าใจใหม่ได้แล้วครับ หลวงเฮียเรวตะ น้องชายพระสารีบุตร ก็บรรลุอรหัตตผล ตั้งแต่ ๗ ขวบครับ กลับมาว่าประวัติของมหาอุบาสิกากันต่อ เธออายุได้ ๑๖ ก็แต่งงาน แต่งงานแล้วมีลูก ๒๐ คน ๒๐ คน!!! ครับท่านผู้อ่าน คนที่รังเกียจการเสพกาม หรือละกามคุณ ๕ ได้แล้ว จะมีลูกได้ถึง ๒๐ คนหรือขอรับ เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด ฉะนั้น พระโสดาบันยังเสพกามอยู่ครับ ยังมีผัว มีเมีย เหมือนคนธรรมดาทั่วไป พระโสดาบันแต่งหน้าหรือเปล่า แต่งตัวหรือเปล่า มีอยู่คราวหนึ่งเธอไปทำบุญที่วัด แล้วลืมเครื่องประดับมหาลดาปสาธน์ไว้ที่วัด พระอานนท์เก็บไว้ให้ เลยเป็นเรื่อง เพราะเธอถือว่า สิ่งใดที่พระคุณเจ้า แตะต้องแล้ว ก็ถือเป็นของพระคุณเจ้าแล้ว เธอจะไม่เอามาใช้อีก ครั้นถวายไว้แล้ว ก็หาประโยชน์อันใดแด่ภิกษุสามเณรไม่ เธอจึงนำออกเปิดประมูลบนอีเบย์ จะนำเงินที่ได้ถวายวัด แม้มีคนอยากได้ แต่ก็ไม่สามารถสวมใส่ได้ เพราะเครื่องประดับหนักเหลือประมาณ เธอจึงเล่นเกม อัฐยายซื้อขนมยาย นำออกประมูลเอง แล้วก็ซื้อกลับไปเอง ถ้าเป็นสมัยนี้ อีเบย์คงได้ค่าคอมมิสชั่นรวยไปเลย เพราะประมูลไปในราคา ๙ โกฏิ (๙๐ ล้าน) เท่าราคาตอนบิดาของเธอจ้างทำขึ้นมา เอ้า....ถ้าคนไม่รักสวยรักงาม ไฉนจะมีเครื่องประดับอลังการเช่นนี้ละครับ มาถึงตรงนี้ พอจะเห็นภาพหรือยังครับว่า พระโสดาบัน ก็คือชาวบ้านชั้นดี ดีดีนี่เอง ไม่ใช่พวกพ่อขาว แม่ขาว ถือศีล ๘ อยู่ตามวัด ไม่ใช่พระห่มผ้าเหลือง นั่งทำสมาธิเคร่งเครียดอยู๋ในวัด ฉะนั้น เรา ๆ ก็เป็นได้ครับ พระอริยเจ้าไม่ใช่ซุปเปอร์ฮีโร่ในตำนาน เป็นคนธรรมดา ๆ เหมือนเรา ๆ ท่าน ๆ นี่ละครับ  

เกณฑ์วัดความเป็นพระโสดาบัน

อันนี้พอจะสาธยายได้ครับ เพราะมีระบุไว้ในพระไตรปิฎก พระโสดาบันคือผู้ที่ละ สังโยชน์ ๓ ประการแรก จาก ๑๐ ประการได้ครับ ขอเขียนเฉพาะ ๓ ประการแรกนะครับ อีก ๗ ประการถ้าสนใจ ลองไปหาอ่าน ศึกษาเอง ไม่น่ายาก สังโยชน์ ๓ ข้อแรก มีดังนี้ครับ

๑. สักกายทิฏฐิ บาลีแปลว่า การพิจารณาเห็นขันธ์ ๕ มี รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ว่าไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ ไม่มีในเรา พูดง่าย ๆ ก็เห็นอะไรว่า เป็นเรา เป็นของเรา หรือ อัตตา นั่นละครับ ถ้าละได้ นั่นเป็นระดับพระอรหันต์ครับ ระดับพระโสดาบันนี่ แค่เห็นความตายเป็นเรื่องธรรมดา และไม่ประมาท เท่านั้น (ดูทั่นเปสการีธิดา เป็นตัวอย่าง)

๒. วิจิกิจฉา ความสงสัยในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ถ้ามีความมั่นใจในพระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์ ก็ย่อมไม่มีความสงสัย (ควรพิสูจน์ให้เห็นจริงก่อนแล้วค่อยเชื่อ ค่อยมั่นใจ นะครับ ไม่งั้นจะไปขัดกับ กาลามสูตร)

๓. สีลัพพตปรามาส บาลีแปลว่า การลูบคลำศีล เขียนให้เข้าใจง่าย ๆ ก็มีความเคารพในพระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์ เป็นอย่างสูง ท่านว่าคำไหนคำนั้น ศีลท่านให้รักษาให้บริสุทธิ์ ก็ถือตามนั้น ไม่มีต่อรอง ขอบี้ยุงหน่อยน่า ขอจิ๊กตังค์แม่หน่อยได้มะ ขอมีกิ๊กได้ป่ะ ขอสตรอเบอรี่นิดหนึ่งนะ โธ่...ขอกินไวน์แก้วเดียวเท่านั้นละ เหล่านี้ไม่มีในเรา 

สามอย่างนี้ เป็นตัววัดเท่านั้นนะครับ เหมือน milestone หรือ หลักกิโล ว่า เราเดินมาถึงไหนแล้ว เรื่องนี้รู้ไว้ใช่ว่าครับ ท่านแนะไว้ว่า การไปมัวครุ่นคิดว่า เราเป็นพระอริยเจ้าหรือยัง เป็นพระอริยเจ้าขั้นไหน เป็นสิ่งไม่ควรคิดครับ ถ้าไปนั่งไล่ อุ๊ย ๑ ๒ ๓ เรามีครบแล้วนี่หว่า เราเป็นพระอริยเจ้าแล้ว สบายแล้ว ไม่ต้องปฏิบัติอะไรแล้ว เพราะที่ทราบมาว่า เมื่อปฏิบัติถึงโลกุตตรธรรม (ธรรมเหนือโลก มีโสดาปัตติผล เป็นต้น) แล้ว ไม่มีเสื่อม นั่นเป็นทางแห่งความประมาทครับ ปมาโท มัจจุโน ปทัง ความประมาทเป็นหนทางแห่งความตายครับ ตายจากกายเนื้อนี่ยังดีนะครับ ถ้าตายจากความดีนี่ แย่เลย

วิเคราะห์ให้ลึกลงไปอีกหน่อย มีครูบาอาจารย์ท่านหนึ่ง พูดให้ฟังว่า คำว่า ศีลบริสุทธิ์ มันบริสุทธิ์ ทั้งกายวาจาใจ นะครับ มิใช่แค่ กายกับวาจา ใจมันคิดชั่วไม่เป็น เอาอย่างนี้ดีกว่า ฉะนั้น ถ้าจะเอาศีลเป็นตัววัดว่า เราได้โสดาหรือยัง ต้องรวมใจเข้าไปด้วยครับ ถึงจะบริสุทธิ์ ท่านว่า พระโสดาบันกำลังใจในการรักษาศีลระดับ ยอมตายดีกว่าศีลขาด ครับ ก็ลองไปคิดใคร่ครวญดู เกิดมีใครเอาปืนมาจ่อหัวเรา บังคับให้พูดโกหก หรือ ให้กินเหล้า แล้วเรายอมตายดีกว่าทำอย่างนั้น โอเชครับ สอบผ่าน

สรุปว่า ศีล สำคัญที่สุดเลย สำหรับพระโสดาบัน สมาธ้ง สมาธิ ยังไม่สำคัญเท่าไหร่ครับ

ฉะนั้นแล้ว ง่ายขนาดนี้ มาเป็นพระโสดาบันกันเถอะครับ

ปล. อีกอย่างหนึ่ง อย่าไปเข้าใจว่า คนที่สำเร็จเป็นพระอริยบุคคลแล้ว จะไม่เจอเรื่อง ซวย ๆ แย่ ๆ นะครับ กฎแห่งกรรมนี้ แม้พระพุทธเจ้าเอง ก็เลี่ยงไม่ได้ครับ พระพุทธเจ้าเองก็ปรินิพพานตอนพระชนมายุ ๘๐ พรรษา เพราะเคยไปฆ่ายักษ์ไว้ในอดีตชาติ ตอนกระหายน้ำ ขอน้ำพระอานนท์ ก็ไม่ได้ฉัน เพราะเคยไปทำวัวอดน้ำ ตอนไปเมืองโกสัมพี ก็ถูกพระนางมาคันทิยา จ้างคนมาด่า พระโมคคัลลานะ เป็นอัครสาวกเบื้องซ้าย ก็ถูกโจรตีตาย เพราะเคยฆ่าพ่อแม่ไว้ในอดีตชาติ พระนางสามาวดี เป็นพระโสดาบัน ก็ถูกเผาทั้งเป็น ฯลฯ เรื่องความเป็นอริยบุคคล กับ กฎแห่งกรรม เป็นคนละเรื่องกันครับ

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

สาธุค่ะ แสดงว่าที่คิดไว้ไม่ผิดซะเท่าไหร่

ว่าแต่งวดนี้เขียนได้นำสมัยจัง open-mounthed smile

Hot!

#1 By ตุ้มเป๊ะ on 2008-06-29 16:23

คิดถึงเรื่องความตายของตัวเองไม่ก็คนอื่นบ่อยๆ
นึกว่าเป็นเรื่องไม่ดีซะอีกค่ะsurprised smile

แล้วขึ้นไปเล่นหมากฮอร์สกับพระอรหันต์ <<<เห็นภาพเลยค่ะsad smile

#2 By saya chan on 2008-06-29 16:51

ตอบความเห็นที่ ๑

บางคนก็ว่า ไม่สำรวม ห่าม คะนอง ไม่มีศิลปะในการจรรโลงใจ ไม่แยบคายในการปกปิดความคะนอง ไม่น่าเชื่อถือ ไม่ควรติดตลก ทำให้ลดคุณค่าของงาน

เรามองว่า เดิ้น เขามองว่า เถื่อน

ถ้าจะว่า ข้าพเจ้าไม่ใส่ใจกับคำเหล่านี้เสียเลย ก็ดูจะเกินไป แต่ข้าพเจ้าก็ทำเป็นไม่สนใจ ขอให้งานของข้าพเจ้า ไปทำให้คนหันมาปฏิบัติมากขึ้น ข้าพเจ้าก็พอใจแล้ว

นินทา สรรเสริญ นี่ เจอบ่อย ๆ ดี ครับ เหมือนโดนตบซ้ายที ขวาที เดี๋ยวก็ชินครับ เดี๋ยวก็หาตรงกลางเจอครับ เดี๋ยวใจมันก็จะด้านขึ้นเรื่อย ๆ ครับ

ยิ่งถ้าพยายามทำความดีแล้ว ถูกด่า ท่านว่า ยิ่งดีครับ บรรลุเร็ว

ขอบคุณสำหรับคำชม และดาวครับ ท่านว่า ไม่ให้ยินดียินร้าย แต่มันให้กำลังใจดีครับbig smile สำหรับคนที่ยังตัดอะไรไม่ได้สักอย่าง เช่นข้าพเจ้า sad smile ...เอิ๊ก

ปกิณกะธรรม
futuristic = ล้ำสมัย
fashionable = นำสมัย
modern = ทันสมัย
contemporary = ร่วมสมัย
conservative = ล้าสมัย
obsolete
outdated
archaic


ตอบความเห็นที่ ๒

น่ายินดีครับ ที่ทราบว่ามีคนปฏิบัติเช่นนั้น โดยไม่รู้ไม่ได้เรียนมาก่อน แสดงว่า อาจมีของเก่า เคยทำมาก่อนครับ
วิธีสังเกตุให้ดูอารมณ์ใจครับ ถ้าคิดแล้วยังหม่นหมองประคองอารมณ์ นั่นแสดงว่า ยังเจือไปด้วยอุปาทาน ยังไม่ใช่ของจริงครับ ของจริงต้องรู้สึกว่า มันเป็นเรื่องธรรมดา แม้เกิดเหตุตายกันขึ้นมาจริง ๆ อารมณ์ก็ไม่หวั่นไหว นั่นละยอดเยี่ยมเลยครับ บัณฑิต คือ ผู้ที่มีอารมณ์ใจ หนักแน่นประดุจภูผาครับ มาปฏิบัติเพื่อความเป็นบัณฑิตกันครับ
ขนาดนางวิสาขามหาอุบาสิกา ได้พระโสดาบันแล้ว เมื่อลูกหลานคนโปรดตาย ยังร้องไห้กระซิก ๆ ไปหาพระพุทธเจ้า ตั้ง ๒ รอบ
ถ้าเราเฉยได้ ตอบได้คำเดียวว่า เจ๋งครับ
วิธีคิดเรื่องมรณานุสสติ มีครูบาอาจารย์ท่านแนะนำไว้ว่า ให้เริ่มนึกว่า ถ้าปีหน้า เราต้องตาย เราจะ...
ถ้าเดือนหน้า เราต้องตาย เราจะ...
ถ้าสัปดาห์หน้า เราต้องตาย เราจะ...
ถ้าพรุ่งนี้ เราต้องตาย เราจะ...
ถ้าอีก ๑ ชั่วโมงข้างหน้า เราต้องตาย เราจะ...
ถ้าอีก ๑ นาทีข้างหน้า เราต้องตาย เราจะ...
ที่สุดแม้อีก ๑ วินาทีข้างหน้า เราต้องตาย เราจะ...
พิจารณาลมหายใจ ชีวิตนี้ช่างไม่เที่ยง
แม้หายใจเข้า ไม่หายใจออก ก็ตาย
แม้หายใจออก ไม่หายใจเข้า ก็ตาย
ชีวิตนี้แขวนอยู่แค่ลมหายใจนี้เท่านั้นเอง
นี่คือ อานาปานุสสติ ควบ มรณานุสสติ ครับ
คิดไว้เรื่อย ๆ คิดไว้บ่อย ๆ
คิดไว้เนือง ๆ เท่าที่จะทำได้
ไม่นานได้ไปเล่น เลี้ยบตุ่ย กับ ท่านเปสการีธิดา แน่ครับ
(ไม่ใช่ตายนะ อย่าเข้าใจผิด)

ว่าแต่ว่า ๒ ความเห็นนี้ เข้ามาอ่านรวดเร็วจัง เพิ่งโพสต์ได้ ไม่ถึงชั่วโมง ให้คะแนนเสือปืนไวครับ

เจริญในธรรม ฯ

#3 By Dhammasarokikku on 2008-06-29 18:44

โอ๊ะ อ่านจบด้วย...

เขียนให้ได้คิดดีจัง ช่วยให้เราได้เห็นได้รับรู้มากขึ้นกว่าแต่ก่อน ก็เพิ่งจะรู้ล่ะค่ะว่าการปฏิบัติเป็นพระโสดาบันเป็นอย่างไร big smile

ศีลห้าเราก็เพียรรักษาอยู่ แต่ในสังคมกับคนหมู่มากแบบนี้ มันยากจริงๆโดยเฉพาะศีลข้อ ๔sad smile

#4 By kororo on 2008-06-29 20:40

ลืมไป...เห็น head blog แล้วชวนให้คิดถึง
ตอนไปวัดพระธาตุลำปางหลวงตอนนั้น...อากาศร้อนมาก

#5 By kororo on 2008-06-29 20:44

ยาวดีครับ แต่ก็อ่านได้ครบถ้วนดี
สาธุครับท่าน

#6 By โก๋สิจ๊ะ on 2008-06-29 20:56

ตอบความเห็นที่ ๔ กับ ๕

เฮ้...ยินดีด้วยครับ ที่อ่านจบ sad smile
น่ายินดี ๆ ครับ ความจริงน่าจะเขียนนานแล้ว แต่อะไรมันบังตา ก็ไม่ทราบ ธรรมะพวกนี้มีเยอะครับ ที่อยู่ใกล้ ๆ ตัว ปฏิบัติง่าย ๆ แต่คนไม่ค่อยรู้กัน

ศีลข้อ ๔ ท่านเคยแนะไว้ อย่างแม่ค้าจะรักษาศีลข้อ ๔ ให้บริสุทธิ์ เป็นเรื่องทำได้ยากครับ ลูกค้ามาถามว่า ต้นทุนเท่าไหร่ ถ้าตอบไม่ตรง ก็จบเห่ ใช่ไหมครับ ท่านแนะว่า ให้ตอบแบบเลี่ยงครับ ลูกค้าถามต้นทุนมาเท่าไหร่ ตอบไปเลยครับว่า ต้นทุนมาแพง (แพงเท่าไหร่ก็ไม่รู้ ไม่ได้โกหกสักหน่อย)

อันนี้เป็นตัวอย่างครับ เอาไปลองประยุกต์ใช้กับอย่างอื่นเอาเอง แรก ๆ อาจจะคิดไม่ทัน ทำบ่อย ๆ แล้วจะชำนาญไปเอง

ตอนไปวัดพระธาตุลำปางหลวง ไปฤดูหนาวครับ อากาศดีมาก ๆ (พูดถึงแล้วเปรี้ยวปาก อยากออกไปโลดโผนในยุทธภพต่อจัง)

เจริญในธรรมครับ ฯ

#7 By Dhammasarokikku on 2008-06-29 21:00

ตอบความเห็นที่ ๖

ดีใจที่คุณโก๋สิจ๊ะมาเยือนครับ
ดู ๆ ไป หน้าคุ้น ๆ ทั้งนั้นเลยแฮะ

เจริญในธรรมครับ ฯ

#8 By Dhammasarokikku on 2008-06-29 21:19

เป็นพระโสดาบันนี่ดี ไม่มีทางไปสู่อบาย แล้วก็เกิดอีกไม่เกิน ๗ ชาติ เท่านั้น
สาธุ

#9 By maha-oath (117.47.118.15) on 2008-06-30 19:47

ตามตุ้มเป๊ะมาอ่าน confused smile

#10 By Detonator on 2008-06-30 20:27

ตอบความเห็นที่ ๙

ดีครับ แต่หลวงพี่สมปองท่านว่า พระโสดาบันนี่ ฆราวาสเอาไปกินก่อนครับ ถ้าเริ่มปฏิบัติพร้อมกัน เพราะจำนวน ศีล ไม่เท่ากัน

น่าอิจฉาจัง

เจริญในธรรม ฯ

#11 By Dhammasarokikku on 2008-06-30 20:33

เขียนยาวแต่น่าอ่านดีค่ะ
สำนวนแบบนี้
ยาวขนาดไหนก็ไม่เบื่อbig smile

ศีลขึ้นๆลงๆ
วันไหนตื่นสายเป็นอันวีน หงุดหงิด
ปากตะไกร พูดทำร้ายจิตใจ
คราวหน้าจะหิ้วสติ
พยายามใจเย็น โกรธแต่รู้ และไม่พูดดีไหมคะconfused smile
Hot!

#12 By SEsai*im อิ่มๆ on 2008-06-30 21:57

ตอบความเห็นที่ ๑๒

ดูท่าจะเป็นคนที่หนักไปทางโทสจริต
จริตคนเรามี ๖ จริตครับ
ราคจริต-ชอบสิ่งสวยงาม เป็นระเบียบเรียบร้อย
(ไม่ใช่ชอบมีเซ็กซ์นะครับ นั่นมันกามราคะครับ)
โทสจริต-ขี้โมโห เจ้าอารมณ์ ไม่ค่อยให้อภัย
โมหจริต-หนักไปทางหลง ติดนู่น ยึดนี่
สัทธาจริต-เชื่อง่าย
วิตกจริต-โลเลไม่แน่นอน
พุทธจริต-ฉลาด ช่างคิด เชื่อยากต้องพิสูจน์
จริตทั้ง ๖ นี้มีอยู่ในตัวเราครบทั้ง ๖ จริตครับ ขึ้นกับว่า เวลาใดเวลาหนึ่ง จะหนักไปทางไหน
การฝึกสติ จะทำให้รู้ว่า เวลาไหน จริตตัวไหนแหยมขึ้นมา แล้วพิจารณาเอากรรมฐานคู่ปรับขึ้นสู้ ตามตำราแล้ว โทสจริต ท่านแนะให้เจริญพรหมวิหาร ๔ กับ กสิณสี ครับ
พรหมวิหาร คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
วิธีเจริญ คือ เจริญมุมมองครับ
เมตตา คือ ความรักในเพื่อนมนุษย์ อยากให้เขามีความสุข
กรุณา คือ ความสงสาร เห็นเขาได้ทุกข์ แล้วอยากให้เขาพ้นทุกข์
มุทิตา คือ พลอยยินดี เห็นเขาได้สุขแล้ว ก็ยินดีกับเขาด้วย
อุเบกขา คือ ปล่อยวาง เห็นเขาได้ทุกข์แล้ว ช่วยเหลือเขาไม่ได้ ก็ต้องคิดเสียว่า เป็นกฏแห่งกรรม
อันนี้ใคร ๆ ก็ทราบ แต่เราเองต้องพัฒนามุมมอง หรือข้อคิดให้ตัวเราเอง คนเราบางทีไปเจอคำคมอะไรบางอย่าง ข้อคิดบางอย่าง แล้ว เห็นเข้าท่า เจริญแล้วได้ผล ก็สมควรยึดมาใช้ และใช้บ่อย ๆ
เช่น
เมื่อผู้ร่วมงาน ทำอะไรให้เราไม่พอใจ เราก็คิดว่า โถ...นี่ชีวิตประจำวันของเขาก็ทุกข์จะแย่อยู่แล้ว ยังมาเพิ่มความทุกข์ด้วยการชวนทะเลาะกับเราอีก นี่ถ้าเราไปทะเลาะด้วย ก็ยิ่งเพิ่มทุกข์ให้เขา
หรือ ใครมายั่วโมโหเรา กวนประสาทเรา ด่าเรา ก็คิดเสียว่า ถ้าเราไปโกรธตอบ เราก็เลวยิ่งกว่าเขาอีก ดูพระพุทธเจ้าซี ดีแสนดีแค่ไหน ยังถูกด่าเลย แล้วเราดีเท่าพระพุทธเจ้าหรือเปล่า ฉะนั้น ด่าแค่เนี้ยะ จิ๊บ ๆ
หรือคิดถึงพุทธพจน์ว่า นัตถิ โลเก อนินทิโต ผู้ไม่ถูกนินทาไม่มีในโลก นินทา ปะสังสา นินทาเป็นเรื่องธรรมดาของโลก
อันนี้แล้วแต่คนนะ ข้อคิดของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ต้องเสาะแสวงหาว่า ข้อคิดอย่างไหนเหมาะกับเรา หรือไม่ก็คิดขึ้นมาใหม่เสียเลย

ส่วนการเจริญ วรรณกสิณ หรือกสิณสี อันนี้ก็ไม่ทราบว่า เหตุใดถึงเป็นเช่นนั้น มันไปดับโทสะได้อย่างไร ท่านแนะว่า ให้ไปปฏิบัติเอง เดี๋ยวรู้
กสิณสี มี ๔ สีครับ
สีแดง เรียกว่า โลหิตกสิณ
สีเหลือง เรียกว่า ปีตกสิณ
สีเขียว เรียกว่า วีนิลกสิณ
สีขาว เรียกว่ โอทาตกสิณ
วิธีปฏิบัติ ก็ให้เอาอะไรก็ได้ ที่มีสีอย่างที่ชอบ มาเพ่งดู ดูให้จำได้ว่า รูปพรรณสัณฐานเป็นอย่างไร บริกรรมไปด้วยก็ได้ เช่น สีแดง ก็บริกรรมว่า โล หิ ตะ กะ สิ ณัง หรือถ้ามันยากไป ภาวนาว่า สี แดง สี แดง ก็ได้ครับ เมื่อจำได้แล้ว ให้หลับตาครับ นึกให้เห็นภาพสิ่งของสิ่งนั้น สีนั้น ให้เหมือนกับตอนลืมตา ปฏิบัติใหม่ ๆ จะเห็นแค่วิสองวิครับ แล้วภาพก็เลือนไป พอภาพเลือนไป ลืมตาดูใหม่ครับ พอจำได้ก็หลับตาใหม่ ทำไปเรื่อย ๆ จนกว่า จะเห็นภาพตอนหลับตา เหมือนตอนลืมตา อันเรียกว่า ได้อุคคหนิมิตครับ
ครั้นได้อุคคหนิมิตแล้ว ก็ลองย้ายนิมิตดังกล่าว ซ้ายบ้าง ขวาบ้าง ขึ้นบน ลงล่าง ให้เล็ก ให้ใหญ่ จนเชี่ยวชาญ นิมิตนี้เรียกว่า ปฏิภาคนิมิต ครับ ครั้นเชี่ยวชาญแล้ว ก็เพ่งไปเรื่อย ๆ ครับ จนสีในนิมิตเปลี่ยน จากแดงเป็นเหลือง จากเหลืองเป็นขาว จากขาวเป็นประกายระยิบระยับ คล้ายประกายเพชรหน่ะครับ ถือว่าจบ ๑ กองครับ
แล้วก็ไปเล่นสีอื่นต่อครับ

เวลาใครทำให้โกรธ ก็นึกถึงนิมิตนี้ครับ ความโกรธจะหายไปเอง

เรื่องนี้มีหลักฐานปรากฏในพระไตรปิฎกครับ เรื่องลูกชายนายช่างทอง รูปสวย รวยทรัพย์ บวชแล้ว ไปพำนักอยู่กับ พระสารีบุตร พระสารีบุตรพิจารณาแล้ว เห็นว่า น่าจะเป็นหนุ่มเพลย์บอย หนักไปทางราคจริต เลยให้ไปเจริญ อสุภกรรมฐาน (พิจารณาเห็นความไม่สวยไม่งามของร่างกายเป็นอารมณ์) ๓ เดือนให้หลัง ไม่บรรลุอะไรเลย เห็นว่า คงไม่มีวิสัยในมรรคผล จะให้ลาสิกขาไป ก่อนจะลาสิกขา ก็ให้ไปลาพระพุทธเจ้าก่อน พระองค์พิจารณาแล้วตรัสว่า กุลบุตรใด หากมีศรัทธา ที่ตถาคตโปรดไม่ได้ ไม่มี (งงไม๊ นิเสธซ้อนนิเสธ สรุปว่า ถ้าใครมีศรัทธาแล้ว พระองค์ช่วยได้หมด)แล้วก็เนรมิตดอกบัวทองคำสีแดง ให้หนุ่มเพลย์บอย แต่จริง ๆ แล้วขี้โมโห ไปนั่งเพ่ง สุดท้ายก็บรรลุเป็นพระอรหันต์

หรือถ้าแนวหลวงพ่อปราโมทย์ ท่านบอกให้ดูเฉย ๆ ครับ ตามดูไปเรื่อย ๆ จะเห็นความโกรธมันค่อย ๆ ดับครับ เวลามันจะดับ มันก็ดับของมันเอง ไม่ต้องเจริญกรรมฐาน ท่องสูตรคูณเอา มันก็ดับครับ แสดงว่า ความโกรธ ไม่ใช่ตัวเราไม่ใช่ของเราครับ ถ้ามันเป็นของเรา เราต้องควบคุมมันได้ ดังใจนึกครับ นี่มันนึกจะดับก็ดับของมันเอง ทำไปเรื่อย ๆ แล้วจะเห็นเองครับว่า มันไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา พอเกิดปัญญาแล้ว จิตก็จะสว่างไสวครับ ทีนี้พอความโกรธมา กลายเป็นเรื่องสนุกครับ

เจริญในธรรมครับ ฯ

#14 By Dhammasarokikku on 2008-07-01 08:37

โอ้ สาธุค่ะ
จะนำไปใช้แน่ๆ
รำคาญเวลาตัวเองโมโหเหมือนกันbig smile
อ๊ะ..ไม่ใช่ตัวเองสิ
เพราะไม่ใช่เรา

ขอบคุณค่ะsurprised smile

#15 By SEsai*im อิ่มๆ on 2008-07-01 21:33

โอ้ สวัสดีค่ะหลวงพี่
ไม่ได้เข้ามาแป๊บเดียว อัพไปซะหลายเอนทรี่

เข้ามาอ่านอันนี้แล้วดีจัง รู้สึกมีกำลังใจขึ้นมากเลย
เหมือนว่าไม่น่าจะเกินกำลังที่จะพยายามทำอะค่ะ ^^

ก่อนมาญี่ปุ่น โอนเงินทำบุญไป 2200 บาทอะค่ะ (รวบรวมมาจากญาติๆและแฟน) แต่ตอนกดตู้ ATM มันไม่ขึ้นชื่อบัญชี แอบคิดนิดนึงว่า โอนผิดบัญชีละป่าวหว่า = =;

#16 By Rinna ♥ on 2008-07-02 21:36

ปล. ขอบคุณที่ช่วยโวตค่ะ ^^;
Hot!

#17 By Rinna ♥ on 2008-07-02 21:37

ตอบความเห็นที่ ๑๖ - ๑๗

พ่อครับ (รำพันกับตัวเอง) ผมทำสำเร็จไป ๑ เอ็นทรี่ แล้วครับ :~~)

ธรรมะเหล่านี้ข้าพเจ้าไม่ได้คิดเองนะ อย่าเข้าใจผิด ครูบาอาจารย์ผู้เป็นอัจฉริยบุคคล เป็นคนคิด ข้าพเจ้าแค่เอาไอเดียของท่าน มาเผยแผ่ ในรูปแบบที่แตกต่าง แต่คงเนื้อหา หรือ main idea ไว้

แม้มีคนเข้าใจธรรมะเพิ่มขึ้น ข้าพเจ้าถือว่า นี่เป็นการทดแทนคุณ ครูบาอาจารย์ที่มีความเพียรในการปฏิบัติจนพาตัวเองข้ามโอฆะสำเร็จแล้วยังไม่พอ ยังเพียรย้อนกลับมาลากสรรพสัตว์ให้ข้ามโอฆะตามท่านไปด้วย อย่างดีที่สุดแล้ว

ข้าพเจ้าขอนอบน้อมต่อครูบาอาจารย์เหล่านั้น

กำลังใจ หรือบารมีนั้นสำคัญครับ เป็นกำลังให้เราก้าวข้ามโอฆะ อันข้ามได้ยากนี้ กำลังใจก็ขึ้นกับมุมมองด้วยครับ ถ้ามองว่า โถ...การปฏิบัติเพื่อความเป็นพระโสดาบัน แค่นี้เองหรือ จิ๊บ ๆ หว่ะ เดี๋ยวจะทำให้ดู กับมองว่า การปฏิบัติเพื่อความเป็นพระโสดาบันนั้นยากเย็นแสนเข็ญ ท้อเสียแต่ยังไม่เริ่มปฏิบัติ เช่นนั้น เมื่อไหร่จะข้ามโอฆะได้กันละครับ

ขอโมทนาบุญด้วยครับ ได้รับเรียบร้อยแล้วครับ ไปกดเอทีเอ็ม เห็นเหลืออยู่ ๒,๒๑๔ บาท นึกว่า ของใคร ของคุณโยมนี่เอง โอนเข้ามาบัญชี ธ.กรุงเทพฯ นี่หมายถึงร่วมปิดทองพระพุทธรูป ๔ ศอก ใช่ไหมครับ

จะสรรค์สร้างงานธรรมะ (ตามกำลังที่มี) ให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปครับ ฯ

เจริญในธรรมครับ ฯ

ปล.ว่าจะถอดใจกับการเรียนภาษาบาลีแล้วครับ มันยากยิ่งกว่า แคลคูลัส อีกครับ...เฮ้อ... มาลำบากตอนแก่จริง ๆ

#20 By Dhammasarokikku on 2008-07-03 10:27

เอ๋ จะเลิกเรียนบาลีแล้วหรือ
แสดงว่า "ฉันทะ" ยังไม่พอ
ปลุกฉันทะหน่อยครับ

เวลาอยากอะไรนี่แปลกนะครับ
ข้ออ้างมันเกิดได้ร้อยแปดพันเก้า
สามารถหาข้ออ้างดี ๆ มาได้สารพัด

เรียนต่อไปเถิดครับ ขันติ
วิริยะ สัจจะ อธิษฐาน ปัญญา
อย่างน้อยก็ ๕ บารมีละครับ

เจริญยิ่งในธรรมครับ

#21 By maha-oath (125.26.11.7) on 2008-07-03 15:20

ตอบความเห็นที่ ๑๕

ด้วยความยินดีครับ มีปัญหาอะไรเกี่ยวกับธรรมะปรึกษาได้ครับ จะพยายามใช้ปัญญาน้อย ๆ ที่มีตอบให้ ถ้าเกินระดับสติปัญญา ก็จะไปไถ่ถามครูบาอาจารย์ให้

เจริญในธรรมครับ ฯ

#22 By Dhammasarokikku on 2008-07-03 16:05

ตอบความเห็นที่ ๒๑

สมัยก่อนแปรพลัง "อยากได้รับการยอมรับ และคำสรรเสริญ" มาเป็นพลังในการสอบเอ็นทรานซ์ครับ

สมัยนี้ไม่รู้จะเอาพลังอะไรมาแปรเป็นฉันทะดี พลังด้านลบเขาก็ให้ตัดให้หมด ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ตัดให้เหี้ยน พลังด้านดีก็ไม่ค่อยมีอยู่แล้ว รู้สึกเหมือนเคว้งอยู่กลางมหาสมุทรครับ

พรุ่งนี้เขาจะมีการแจกทุนการศึกษากันที่วัดครับ ถ้าเรียนบาลีเสียแล้ว เดินมาเดินไปในวัด ก็ประดุจเทพเจ้าเท้าแทบไม่ติดดินครับ ถ้าไม่เรียนนี่ ประดุจหมาวัดตัวหนึ่ง

จะพยายามควานหาฉันทะให้เจอครับtongue

หายากเหลือเกิน...

เจริญในธรรมครับ ฯ

#23 By Dhammasarokikku on 2008-07-03 16:25

ไป ๆ มา ๆ entry นี้ ชักยือเยื้อ เป็น webboard ซะแล้ว ดีครับ ได้ประโยชน์ดี

หาฉันทะไม่ได้ ก็คิดว่าเป็น "หน้าที่" แล้วกันครับ ยังไงเสียปริยัติศาสนา ก็เป็นส่วนสำคัญ เป็นรากฐานแห่ง ศาสนา ๓ ประการ ปริยัติ เพื่อนำไป ปฏิบัติ ให้ถึง ปฏิเวธ

เอ โยมที่มาอ่านจะงงไหมหนอ?

ตอนนี้หน้าที่กระผมเยอะเหลือเกิน "อยาก" ออกไปท่องยุทธภพ ยังไม่มีโอกาสเลย พอ "อยาก" ก็ทุกข์ แอบทุกข์นิด ๆ เฮ้อ sad smile

#24 By maha-oath (125.26.1.210) on 2008-07-04 10:35

ตอบความเห็นที่ ๒๔

วันนี้ไปรับประกาศฯ และทุนการศึกษา กับสมเด็จพระพุฒาจารย์ฯ เสียด้วย (ควรจะดีใจไหมนะ)

กำลังใจเริ่มดีขึ้นนิดแล้วครับ ได้ไปอ่านอาณิสูตร เรื่องความเสื่อมของพระศาสนา เปรียบได้กับ ตะโพน ชื่ออานกะ เมื่อตะโพนเสีย แตก ช่างก็ได้ตอกลิ่มไม้ลงไปอุดรอยแตกนั้น แตกอีกก็ตอกอีก เวลาผ่านไป ตอกจนไม่เหลือเค้าเดิม เหลือแต่โครงลิ่ม ก็ยังเรียกว่า ตะโพนชื่อ อานกะเช่นเดิม

เปรียบได้กับศาสนาพุทธ ที่นับวัน เหล่าพุทธสาวก ก็บัญญัติศัพท์ สำนวนขึ้นใหม่ ให้ทันสมัย(กระผมเองก็มีส่วนนะนี่) ด้วยเอาประโยชน์แก่พุทธบริษัท เป็นสำคัญ แรก ๆ ก็เจือด้วยพุทธพจน์ แลค่อยน้อยลง ๆ ที่สุดก็ไม่เหลือพุทธพจน์เลย เหลือแต่ศัพท์บัญญัติใหม่ล้วน ๆ แต่ก็ยังคงเรียกว่า ศาสนาพุทธ เช่นเดิม

อ่านแล้วสะท้อนใจว่า แม้เราเองก็เป็นผู้ที่ทำให้ศาสนาเสื่อม เพราะไม่ยอมเข้าให้ถึงพุทธพจน์ (ซึ่งก็ต้องผ่านการเรียนบาลีนั่นละ)

ฉะนั้นแล้ว เลยตั้งกำลังใจใหม่ ที่ท้อมันท้อเพราะท่องไม่ทันชาวบ้านเขา เอาใหม่ ไปเรียน แต่ไม่สอบ เอาอย่างนี้ดีกว่า ไม่เครียดดี ไว้พร้อมแล้วค่อยสอบปีหน้า big smile

เจริญในธรรมครับ ฯ

#25 By Dhammasarokikku on 2008-07-04 13:14

ขนาดพระพุทธเจ้า ยังต้องรับกรรม



เฮ้ออออออออ

#26 By ~Lemon~cicerO~ on 2009-03-03 14:45

ขออนุญาต เสริม เกี่ยวกับกระบวนตัดสินของจิตในการเข้าสู่ โสดาบัน นิดนะครับ เพราะคิดว่าจะทำให้หลายท่านเข้าใจผิดได้
หลวงพ่อ ปราโมท ท่านเคยกล่าวไว้ว่า " มันมีกระบวนการตัดสิน ความรู้ของจิต ที่จิตมันจะตัด แล้วเข้าสู่ โสดาปฏิผล ไม่ใช่ นึกเอาเอง เรื่องนี้ มีระบุ อยู่ใน พระอภิธรรม ชัดเจน"
หมายความว่า ไม่ใช่ เราจะนึกเอาเองว่า เรามี สามข้อตามที่กล่าวมา แล้วจะได้ โสดาบัน นะครับ ต้องปฎิบัิติวิปัสสนากรรมฐาน เท่านั้น เมื่อ วันหนึ่ง จิตมันรู้พอแล้ว มัน ละกาย ได้ ละใจได้ จิตมันก็จะรวมลง เข้า อัปนาสมาธิ ซึ่งเป็นกระบวนของการตัดสินความรู้ของจิต เพื่อเข้าสู่ ขั้นต้นของการ รับรู้่สภาวะแห่ง นิโรธ ครับ

ขอบคุณครับ ในความเอื้อเฟื้อ เรื่องราวที่ดีน่าอ่านเสมอๆ

#27 By กิติ (125.27.82.241) on 2009-05-26 14:40

สาธุค้าบ
แต่เอ๊ะ วิปัสสนา จะเริ่มเมื่อหลุดพ้นจากการคิดน้อ พระอภิธรรมบอก อีกอย่าง พระโสดาบันคือผู้ที่ละความเห็นผิด ว่ากายใจเป็นเราได้ ดังนั้น จาเอาความคิดมาผลักดันมันทำไม่ได้หรอก มันได้แต่กดเอาไว้ มันไม่ดับหรอก ปัญญาที่เกิดจากการคิดยังได้จากความจำ ความจำก็ไม่เที่ยง วันหนึ่งมันก็หายไป ดังนั้นการเจริญวิปัสสนาสู่การรู้ธรรม เป็นอริยะ ไม่ได้เกิดจากการคิด แต่เริ่มจากการภาวนาด้วยปัญญาจากข้อที่ 3 คือการปฏิบัติ ดังนั้นวิปัสสนาที่แท้จริงก็คือการ เจริญสติปัฏฐาน4 ในชีวิตประจำวัน สติปัดถาน หากเราไม่มีสติ แล้วจะเอาอะไรมาเจริญ สติที่กล่าวถึงไม่ใช้สติอย่างโลกๆนะ แต่คือสัมมาสติ ที่คือความระรึกได้/ไม่ไช้กำหนดรู้นะ / ถึงความมีอยู่ของกายใจ จนเห็นความเป็นจริงว่ามันเป็นไตรลักษณ์ วันหนึ่งมันยอมรับขึ้นมา ปัญญาตัดสินเลย ตัวเราไม่มี จึงได้โสดาบัน บอกได้แค่นี้นอ ที่เหลือสนใจก็ไปหาเอาต่อน๊าคับ ถ้าผิดถูกประการใด ขออภัยกันด้วยเน้อ

#28 By ผู้ไม่รู้ (118.173.40.127) on 2009-10-27 22:35

ขอบคุณครับ

#29 By DoctorSnake (114.128.13.237) on 2009-11-28 23:11

Favourites