อุทาหรณ์จากใจคนขี้เมา

posted on 10 Jul 2008 22:39 by akkarakitt  in Experience

คนไม่เคยติดเหล้า อาจไม่ทราบว่า คนติดเหล้าเขามีความรู้สึกนึกคิดอย่างไร มา...ลองอ่านคำสารภาพบาปจากใจคนขี้เมาคนหนึ่ง (คัดจากจดหมายฉบับหนึ่ง ซึ่งเขียนไว้นานแล้ว)

๑๖ กันยายน ๒๕๕๐

นิทานเรื่องจากใจคนขี้เมา,

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว สมัยร่างกายยังมากไปด้วยความแข็งแรง หาโรคภัยเบียดเบียนมิได้ ประสาวัยรุ่นก็ต้องทำความรู้จักกับน้ำสีอำพันตั้งแต่ยี่ห้อไทย ๆ อย่างแสงระวี หยาดทิพย์ ราชปาล รีเจนซี่ แบรนทอมของไทย ไปยันของนอกอินเตอร์อย่าง แบล็คลาเบล หรือ สวาทรีเกิ้ล ไม่เว้นแม้ยี่ห้อแม่ไก่ เฮน-เนสซิ่ง ที่มักเอาสาวมีระดับมาทำการตลาดแบบบีโลว์เดอะไลน์ หรือกระซิกกระซี้ และอ่อยเหยื่อกันที่จุดขายนั่นแหละ ทำเป็นใช้ศัพท์มาร์เก็ตติ้ง ระดับที่ว่าก็คือระดับความเข้มแข็งของตับ ในการสลายแอลกอฮอล์อย่างรวดเร็ว ชนกับแขกสักเท่าไหร่ก็มิรู้เมา (คงต้องไปเปลี่ยนสัญชาติเป็นฝรั่งดูมั่ง เผื่อเขาจะเมาขึ้นมาบ้าง) กาลเพลาผ่านเลยไปสิบกว่าปี ไม่รู้ไอ้น้ำสีอำพันนี่มันผลาญเงินไปสักกี่มากน้อย มารวมกันคงสร้างบ้านให้พ่อแม่อยู่ได้สบาย อาจจะได้สักสองหลังเสียด้วยซ้ำ

เมื่อแรกเริ่มนั้นมันไม่อร่อยเลยให้ตายห่ะเถอะ ขมบรรลัย กัดคอด้วย เมาครั้งแรกอ้วกเสียแทบเป็นแทบตาย กินไปเรื่อย ๆ ก็รู้สึกว่ามันสนุกดี ไม่เห็นมีพิษภัยอะไรเลย แมนดีด้วย กินได้เยอะ ๆ นี่เขาว่ากูเก่งหว่ะ แล้วกูเมา กูก็ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน เพื่อนฝูงออกจะฮาเฮไปกับความเมาของกู เงินที่ซื้อก็เงินของกูเอง หามาเอง จะใช้อะไรมันก็เรื่องของกู ไฉนเลยเขาถึงบัญญัติห้ามไว้ในศีล ๕ วะ แม่ง...ก็กูนั่งกินเงียบ ๆ อยู่ในห้อง ไม่ก็ไปเถิดเทิงแด๊นซ์กระจายแล้วก็กลับมาสลบหมดสภาพ หรือไม่ก็ไปอยู่ตามเบียร์การ์เด้น ดูลมชมวิวไปเรื่อย ไม่เห็นจะเสียหายตรงไหน สติหน่ะหรือ กระจอกหว่ะ กูกินเหล้าก็ไม่ค่อยเมาหว่ะ เมากูก็ยังพอมีสติละวะ ขับรถช้า ๆ กลับบ้านได้มากว่า ๑๐ ปี ต่อให้เมาห่าน ๆ ยังง๊ายยังงัยก็กลับไหว จะว่ากินเหล้าแล้วขาดสติ กูไม่เชื่อหรอก แล้วกูเมากูก็ไม่ได้ไปเอะอะระรานใคร หรือมีเรื่องชกต่อย เวลากึ่ม ๆ นะ สุดยอด ดีจะตาย มันสบาย มันโล่ง สมองมันไม่ต้องคิดอะไร เรื่องกังวลอะไรก็ไม่มี ปากมันคันอยากเม้าท์เรื่องธรรมะเสียด้วยซ้ำ

พิจารณาขณะเมาแล้ว ก็ยิ่งไม่เห็นด้วย เฮอะ...กูว่ากินแล้วไม่เมาเป็นหมานี่ก็ถือว่าไม่ผิดศีลละวะ ก็กูกินพอกึ่ม ๆ แล้วก็กลับบ้านนอน มันเสียหายตรงไหนวะ นี่ละความสุขกู ทำงานมาเหนื่อย ๆ ขอกูมีความสุขบ้างสักชั่วโมงสองชั่วโมงจะเป็นไรไป ไอ้เบียร์เหยือกละร้อยกว่านะเหรอ ไม่เสียดายหรอก ถือว่าซื้อความสุข คนเราเกิดมาความสุขมันก็มีแค่ กินกามเกียรติ ไอ้สองอย่างหลังนี่ แม่งแพงหว่ะ ไอ้อย่างแรกนี่พอจะกระเบียดกระเสียรซื้อหามาปรนเปรอได้ ก็อย่าไปเสียดายมัน เกิดเป็นคนทั้งทีต้องใช้ให้คุ้ม

จากไอเดียที่เข้าข้างตัวเองข้าง ๆ คู ๆ นี่เอง ก็กินเหล้าเรื่อยมา กิเลสคนเรามันก็เชือดกันนิ่ม ๆ ฆ่ากันช้า ๆ อย่างเลือดเย็น จากไม่ติดเหล้า ก็กลายเป็นติดเหล้า ติดอารมณ์ความสนุกของการกินเหล้า ไอ้น้ำเหลือง ๆ น่ะฤๅ จะเลิกเสียเมื่อไหร่ก็เลิกได้ ไม่เชื่อกูทำให้ดูก็ได้ ไม่กินเหล้าเสียวันสองวัน หรืออาทิตย์นึงก็ยังได้ ไม่เห็นจะมีอาการมือสั่นงันงก กระวนกระวาย อย่างในหนังเลย นั่นละถูกกิเลสหลอก หลอกให้มึงเชื่อว่า มึงจะเลิกเสียเมื่อไหร่ก็เลิกได้ มันไม่ได้รุนแรงจะเป็นจะตายเหมือนการเลิกบุหรี่หรอก แต่มันเป็นความเคยชิน ชินกับความรู้สึกว่า ไม่เห็นจะเป็นไรเลย ไม่เห็นจะเป็นโทษตรงไหนเลย ใครว่ามันทำให้หมดสติกูไม่เชื่อหรอก ไอ้พวกเมาเป็นหมานั่นมันไม้ได้ใช้ปัญญาในการกิน มันชอบคิดว่ามันเป็นเอ็มร้อยห้าสิบ ชีวิตแม่งเกินร้อย ไม่ใช่กู กูคุมได้ กูเก่ง กูมีปัญญา กูเอามันอยู่ ก็เอามันอยู่มาเกือบยี่สิบปี จะไม่ให้เชื่อได้อย่างไรว่าเอามันอยู่ ปีละ ๓๖๕ วัน มีวันไม่กินเหล้าอยู่กี่วันเอง กูก็อยู่รอดปลอดภัยดี ไม่เห็นมีอะไรเลย กูรู้ลิมิตตัวเองน่า พอมันจะเมามากกูก็หยุดกิน มันก็สิ้นเรื่อง นี่ละความประมาทของนักเลงสุรา ก็คิดซ้ำ ๆ อยู่อย่างนี้แหละทุกวัน จะมีระแคะระคายบ้างก็เวลาเกิดโทษหนัก ๆ เช่น ขับรถไปขึ้นฟุตบาทบ้าง เกาะกลางถนนบ้าง หรือ แฮ้งค์ไปหลาย ๆ วัน เสียการเสียงานบ้าง ก็ไม่เห็นจะเป็นไร เพลาผ่านไปสองสามวัน เดี๋ยวก็เริ่มใหม่อีกแล้ว ก็เข้าสู่วงจรอุบาทว์เดิม ๆ นี่ละอาจิณกรรม การติดเหล้าก็คือการไม่เห็นโทษของเหล้านั่นเอง คนติดยา เขาก็ไม่ได้รู้สึกว่ายาเป็นของไม่ดี บางทีเขายังคิดว่ามันเป็นรางวัลของชีวิตเสียด้วยซ้ำ ก็ชีวิตกูมันไม่มีอะไรดีเลย ขอแวบ ๆ กับความสุขนี่ แม้ชั่วครั้งชั่วคราว เดี๋ยวเดียวก็ยังดี จะเสียเงินเท่าไหร่ช่างแม่งเฮอะ กูหาของกูได้ ใครจะทำไม ก็กูชอบของกูแบบนี้นี่ ใครจะพูดอย่างไรกูก็ไม่ฟังหรอก มึงไม่ได้มามีความสุขแบบกูนี่ แล้วมึงก็ไม่ได้ชีวิตมีปัญหาแบบกูนี่ มึงจะมารู้ดีกว่ากูได้ยังไง กูเสพอยู่ กูนี่ละรู้ดีที่สุด ว่ามันจะหาความสุขใดมาเสมอเหมือนมิได้ ไม่มีตังค์กูก็ไม่เสพ ก็สิ้นเรื่องไป มีตังค์กูก็ฮาเฮเหมือนเดิม ไม่เห็นจะผิด หรือเป็นโทษตรงไหนเลย พอไปจืดเฉียดได้นอนมุ้งสายบัวทีเดียว ตาสว่างเลย นี่ไอ้คุณเหล้านี่ก็ไม่ได้แตกต่างจากคุณยาเสพติดอื่น ๆ สักเท่าไหร่หรอก มันก็เซม ๆ นั่นแหละ ขึ้นอยู่กับว่าจะหลอกตัวเองแค่ไหนเท่านั้น ที่สำคัญนะ ใคร ๆ เขาก็กินกัน กินกันทั้งเมือง ไม่เห็นรึ มึงไม่กินมึงก็เป็นคนแปลกละวะ แต่เวลาเกิดโทษนะ ไปอ้างได้ไหมล่ะว่า คนโน้นเขาก็กิน คนนี้เขาก็กิน

พอแก่ตัวลง จากที่เคยโคตรจะแมน ทั้ง ๆ ที่โคตรจะแมน มันกลับกลายเป็นความรู้สึกว่า กูจะเลิกเหล้าได้เร้อ เดี๋ยว ๆ ก็มีเรื่องต้องถูกอัญเชิญไปร่ำสุรา ไม่เว้นแต่ละวัน ถูกพ่อแม่ขอร้องให้เลิก ก็ยังไม่มั่นใจในตัวเองเล้ย เพียงมีความรู้สึกนิด ๆ ว่า มันชักเริ่มเป็นโทษแล้ว เลิกดีกว่า แต่ก็นั่นแหละ คนเราก็มักจะรู้ตัวเมื่อสาย มีตัวอย่างให้ดูเป็นหมื่นเป็นแสน ก็ไม่ดู ไม่เชื่อ ต้องลองเอง เป็นเช่นนี้ประจำ นี่ละ คน ที่แปลว่า ยุ่ง ข้าพเจ้ากลัวจะเสียชื่อที่เกิดมาเป็นคน ก็เลยต้องทำให้มันยุ่ง ๆ สักหน่อย ย้อนคิดไปถึงวันแรกที่กินเหล้า และความรู้สึกที่กินเหล้าเรื่อยมา เฮ้ย... มันไม่ใช่แล้วหว่ะ ไอ้ที่ว่ากินแล้วไม่เดือดร้อนใคร ไม่ไปต่อยตีกับใคร มันก็เริ่มแสดงอาการป่าเถื่อนด้วยการทุบรถ ไอ้ที่ว่ามีลิมิตชีวิตไม่เกินร้อย หลัง ๆ ลิมิตก็ไม่ค่อยมี กลายเป็นกรรมกรเอ็มร้อยห้าสิบขาประจำไปเสียเมื่อไหร่ มิรู้ตัวเลย ตั้งใจมาตั้งแต่ยังไม่เผาหัว ว่าชีวิตนี้ต้องไม่เป็นแบบนั้นแบบนี้อีก กูต้องเอามันอยู่ซีวะ เมาแล้วเป็นหมา ตื่นมาจำอะไรไม่ได้เช่นนี้ ต้องไม่เกิดแก่เราอีก ตั้งท่าอยู่อย่างนี้ไม่รู้กี่ร้อยครั้ง ก็สำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง หลัง ๆ อัตราการสำเร็จมันก็ลดลง ๆ ทุกที ไอ้แก้วนั้นหน่ะ ไอ้แก้วที่เคยรู้สึกผะอืดผะอมหน่ะ คอเหล้ายังไงก็ต้องรู้จัก หลัง ๆ ความผะอืดผะอมมันก็ลดลง ข้ามไปง่ายขึ้นทุกที พอข้ามจุดนี้ไป จะไปเจออีกจุดหนึ่ง จุดนั้นจะกินเหล้าไม่หยุด และเป็นจุดแห่งความเสื่อม เสื่อมสิ้นทั้งทรัพย์ ทั้งปัญญา ทั้งภาพพจน์ ทั้งสติ ทั้งชีวิต และครอบครัว จุดสูญสิ้นแห่งศีล ศีลอีก ๔ ข้อที่เคยรักษามาได้แม้ไม่ค่อยระวัง พอมาถึงจุดนี้ ก็ขาดก็หวิ่นได้ง่ายดายราวกับกระดาษทิชชู่บาง ๆ นี่เป็นตอนที่กิเลสเขานั่งยิ้มรอรับผลที่เขาบ่มเพาะมานาน ว่ามันจะลงเอยท่าไหน เลวร้ายแค่ไหนเท่านั้นเอง กิเลสที่เคยหยอกล้อ ล้อเล่น มึงชนะมั่งกูชนะมั่ง ถึงเวลานี้เขาไม่เล่นแล้วนะ เขาฟันฉับขาดสองท่อน ทั้งหน้ายิ้ม ๆ นั่นแหละ นี่เป็นบทสรุปของนักเลงสุรามานักต่อนัก ดีที่ข้าพเจ้าไหวตัวทัน เพราะโรคภัยมันเบียดเบียน อีกทั้งอำนาจแห่งผ้าเหลืองช่วยไว้ ไม่น่าเชื่อเลยว่า จะไม่มีความอยากเหล้าหลงเหลือในกมลสันดานเลย หลังจากคลุมตัวด้วยผ้ากาสาวพัสตร์ กลับกลายเป็นรังเกียจเสียด้วยซ้ำ ไม่เช่นนั้นก็ไม่รู้เลย จะไปจบอยู่โคนเสาไฟฟ้าต้นไหน พุทโธ่เอ๋ย.... เกินไปอะป่าว ถ้าอย่างนั้นนะ อั๊วะก็ผ่านจุดแบบลื้อนี่มาเป็นร้อย ๆ ครั้งแล้ว ไม่เห็นจะมีอะไรเลย ลื้อนี่มันใจปลาซิวว่ะ อย่าลืมนะว่า ชีวิตเราหน่ะมันพลาดได้แค่ครั้งเดียว อุบัติเหตุหน่ะ ตูมเดียว ไม่มีวันได้มาแก้ตัวนะ หรือข้าวของที่ทำลายแล้ว ตอนเช้าจะมาเอากาวตราช้างแปะ มันก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว ชีวิตหน่ะ ไม่ได้มีศาลมาให้อ้างว่า ข้าแต่ศาลที่เคารพ ข้าพเจ้าทำไปเพราะบันดาลโทสะ ขอศาลจงพิจารณาลดโทษให้กึ่งหนึ่ง หรือยกโทษให้หรอกนะ ชีวิตหน่ะชี้ขาดโดยตัวเราเอง จะไปสวรรค์หรือไปนรกเราก็เป็นผู้ไปเอง โทษที่เราต้องรับเราก็เป็นผู้กำหนดเอง กมฺมสฺสโกมหิ เรามีกรรมเป็นของตนนะ จะบอกให้ เราต้องช่วยเหลือตัวเอง ไม่มีใครมาช่วยเราได้ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มีมาใน ธรรมบท ขุททกนิกาย ว่า

อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนแล เป็นที่พึ่งของตน

โกหิ นาโถ ปโรสิยา บุคคลอื่นใครเล่า พึ่งได้

อตฺตนา หิ สุทนฺเตน ผู้มีตนฝึกดีแล้วไซร้

นาถํ ลภติ ทุลฺลภํ ย่อมได้ที่พึ่งซึ่งได้โดยยาก

พิจารณาดูเถิดว่า ปริมาณเงินที่ลงขวดไป สุขภาพร่างกายที่เสื่อมโทรมไป ร่างกายที่แม่อุ้มท้องอย่างยากลำบากมาถึง ๙ เดือน ฟูมฟักเลี้ยงดูอีกไม่รู้กี่ปี ทะนุถนอมไว้เพื่อให้เราและท่านมาถลุง กินเหล้าเข้าไปเพื่อสนองกิเลสตนเองฤๅ พิจารณาดูซีว่าข้าวของทรัพย์สินถูกทำลายไปเท่าไหร่แล้วเวลาสติขาด ทำคนรอบข้างเสียใจเป็นทุกข์ไปเท่าไหร่แล้ว เคยนับไหม หรือสนใจเพียงความพอใจของตนเอง แล้วเที่ยวโกรธคนโน้นคนนี้ที่เขาพูดความจริง เราหยุดแล้ว ท่านเล่าหยุดหรือยัง

นี่ก็เป็นอีก ๑ อุทาหรณ์ เป็นอีก ๑ ตัวอย่าง เป็นอีก ๑ ข้อคิด ให้ปฏิเสธว่า ข้าพเจ้ามิได้เป็นเช่นนั้นเลย มันไม่เหมือนกันทั้งเบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลาย ข้าพเจ้าเป็นอีกอย่างหนึ่งที่แตกต่างไปโดยสิ้นเชิง เหตุผลของข้าพเจ้า เป็นเรื่องที่ซับซ้อนและยากเกินกว่าที่คนทั่วไปจะเข้าใจได้ อย่างที่ทำมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนแล้วก็จะทำต่อไป ข้ออ้างหน่ะ อะไรมันก็อ้างได้ ตดเหม็นยังต้องกินเหล้าเลย ไม่งั้นไม่หายเหม็น ก็ว่ากันไป ชีวิตคนเราเลือกได้นี่ ความประมาทมันเข้าใครออกใครเสียที่ไหน

ข้าพเจ้าก็ไม่รู้จะแนะนำอะไร นอกจากอยากบอกว่า เลิกเสียได้ก็ดี แต่แก้วน้ำที่เต็ม รินน้ำลงไปแล้วล้นฉันใด ข้าพเจ้าเขียนอะไรไปก็ฉันนั้น ก็เอาไว้อ่านเล่นหนุก ๆ ว่าลำดับเหตุการณ์ ความคิดของข้าพเจ้าคนขี้เมา เป็นอย่างไร จะได้ไม่ต้องโทษใครอื่น โทษตัวเองนี่แล ดีที่สุด

เอวังด้วยประการฉะนี้

ปล. ร่ำสุรานี่เขาว่าเป็นอบายมุข อบายมุข แปลว่า ปากทางแห่ง อบาย หรือ ความเสื่อมหว่ะ ข้าพเจ้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

สารภาพค่ะ ว่าวันนั้นเมื่อหลายปีก่อนโน้นน~ ที่นั่งรถไปกับหลวงพี่ก่อนที่หลวงพี่จะบวช ที่ไปดูทำเลร้านแถวๆบางกะปิ วันนั้นนั่งรถไปกลัวไปมากมาย ^^: แบบว่า จิบไปขับไป หยองมากๆเลยค่ะ ^^; แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรมาก เกรงใจทั้งคนขับและคุณที่มาด้วย

ดีใจมากๆที่วันนี้กับวันนั้น ทุกอย่างกลับกันเป็นหลังมือกับฝ่าเท้า (หน้ามือกับหลังเท้ามันใกล้กันนะคะ แหะๆ) ดีใจมากๆที่ได้ยินข่าวว่าหลวงพี่บวชในเวลาต่อมา อนุโมทนาอีกรอบค่ะ

#1 By Rinna on 2008-07-12 14:21

อ้อ...เมื่อก่อนหลังมือ เดี๋ยวนี้เป็นฝ่าเท้าใช่มะ อิ อิ
ว่าแต่ว่า ทำเลร้านนี่ ร้านอะไรเหรอ จำอะไรไม่ได้เลย
ร้านเสริมสวยหรือเปล่า
แล้วไปทำอะไรกันที่นั่น (เห็นไหมสมองผุจริง ๆ ด้วย พวกที่ยังกินเหล้าอยู่ ดูไว้เป็นตัวอย่างนะ) sad smile
แล้วก็ไม่ต้องสงสัยเลย ว่าทำไมพระรูปนี้ถึงดูไม่เรียบร้อยเอาซะเลย คำเฉลยอยู่ข้างบนนี้แล้ว ว่าก่อนที่ผ้าเหลืองจะคลุมตัว เคยใช้ชีวิตเยี่ยงสัตว์นรกมาก่อน (อะ ฟังดูแรงไปไหม ฟังครั้งแรกเหมือนคำด่านะ แต่จริง ๆ สิ่งมีชีวิตที่อยู่ในนรก ก็ไม่มีคำเรียกอื่น )

เจริญในธรรม ฯ

#2 By Dhammasarokikku on 2008-07-13 08:53

ไปดูร้านเสริมสวยอะค่ะ แล้วแบบเจานั่งข้างหลัง หลวงพี่กับคุณแฟน นั่งข้างหน้า แล้วคุณแฟนก็เอื้อมมือมาเบาะหลัง ควานหาขวดเหล้า เปิดกระติกน้ำแข็ง ชงเหล้ายื่นให้หลวงพี่ที่เป็นคนขับอะ - -*

เจาละสย๊องสยอง~
แล้วหลังจากนั้นก็ไม่ได้ติดต่อกันเป็นปี จนได้จดหมายบันทึกการเดินทางนั่นล่ะค่ะ เล็งอยู่ตั้งนาน ว่าพระรูปนี้หน้าตาคุ๊นนนน คุ้นน อ่านจนจบถึง อ้อ! เชอรี่เพื่อนเรา เปลี๊ยนไป๋ เอิ๊กๆ

#3 By Rinna on 2008-07-13 10:48

เหรอ ๆ ...
ไม่น่าเชื่อเลยนะว่า อีกไม่กี่ปีให้หลัง ชายขี้เมาคนนั้น จะกลายร่างเป็นนักบวชนอกคอกได้....อุ๊ย....รู้แล้วอย่าเอ็ดไป เดี๋ยวเขาได้ยินกันหมด

เจริญในธรรม ฯ

#5 By Dhammasarokikku on 2008-07-13 12:00