มาพิสูจน์กันครับว่า พระไตรปิฎกน่าเบื่อหรือไม่

ก่อนอื่นขอขมาพระรัตนตรัยกันไว้ก่อน 

สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต อุกาสะ ทวารัตตะเยนะ กะตัง ฯ

สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเต ฯ 

ความตอนที่แล้วมาถึงตอนที่เศรษฐีวางแผนให้โฆสกะตกจากที่สูง หลังจากทารกโฆสกะรอดตายมา ๔ ครั้ง เสียเงินไป ๔,๐๐๐ กหาปนะ และเสียตังค์อัพเกรดให้กระจกวิเศษ

"ตื๊ด ๆ ๆ ๆ" นาฬิกาปลุกบอกเวลา ๑๐ นาฬิกาเช้าของวันที่ ๑๑ กันยายน นางกาลิยืนตระหง่านอยู่บนดาดฟ้าตึกเวิร์ดเทรดเซนเตอร์ แสยะยิ้มอย่างเลือดเย็น เมื่อพิจารณาคนแวดล้อมแล้วไม่มีใครสังเกตุ ก็จัดการโยนเด็กน้อยโฆสกะละลิ่วลงมาจากดาดฟ้าตึก ทันใดนั้นเครื่องบินลำบะละเฮิ่มก็โฉบเข้ามาที่ตึกพาเด็กน้อยลอยไหลไปตามปีก ไปติดอยู่ที่หางเสืออย่างอัศจรรย์ ....รอดตายอีกแล้ว (รู้แล้วใช่ไหมละว่า ทำไมเครื่องบินถึงบินชนตึก)

The World Trade Center on fire with the Statue of Liberty in the foreground

สถานที่นางกาลิโยนเด็กน้อยโฆสกะลงมา

"ข้าบอกท่านแล้ว...." กระจกวิเศษรำพันกับเศรษฐีที่กำลังยืนเท้าแขนคอตก "เออ...รู้แล้วน่า.... เอ็งอยู่เงียบ ๆ สักพักได้ไม๊วะ" เศรษฐีกล่าวอย่างหมดอาลัยตายอยาก ควักเงินให้นางกาลิ อีก ๑,๐๐๐ กหาปนะ ไปซื้อเด็กกลับมา

แทนที่เศรษฐีจะรู้สึกสำนึกในบาปกรรมที่ตนได้ทำลงไป แลกริ่งเกรงต่ออำนาจแห่งฉัพพรรณรังสี กลับเพิ่มความเคียดแค้นต่อเด็กน้อย คิดฆ่าอยู่ตลอด เวลาเห็นเด็กชายโฆสกะวิ่งเล่นอยู่ มิได้มีความสุขเลยแม้แต่เพลาเดียว แต่ก็ไม่กล้าทำอะไร ต้องรับเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรมไปโดยปริยาย จนเด็กน้อยเติบใหญ่ขึ้น

อยู่มาวันหนึ่งเศรษฐีกลับคิดขึ้นมาได้ว่า "อืม...เป็นไปได้ว่า ที่เราฆ่าเด็กโฆสกะ ไม่สำเร็จ เป็นเพราะเราไปไว้ใจนางกาลิ ให้มันจัดการอยู่ร่ำไป เห็นทีต้องลองจัดการเองดูสักคราว" ว่าแล้วเศรษฐีก็ไปหาเพื่อนเก่า เป็นพระเอกฮอลลีวู๊ดแสดงเรื่องโกสต์ หลังเลิกถ่ายหนังแล้ว มาประกอบอาชีพปั้นหม้ออยู่ "ไงเกลอเก่า" เศรษฐีทักทายเพื่อนเก่าอย่างอารมณ์ดี "โอ้ท่านเศรษฐี ลมอะไรหอบมานี่" แพททริคทักทายอย่างกันเอง "ลมตดมั๊ง" เศรษฐีพูดติดตลก แล้วหัวเราะขึ้นพร้อมกัน

"เออนี่...ข้ามีเรื่องอย่างนึงอยากจะไหว้วานท่านสักหน่อย" เศรษฐีเริ่มเข้าเรื่อง

"โธ่ท่าน มีอะไรให้รับใช้บอกมาเลยขอรับ นี่ถ้าไม่ได้ท่านช่วยเป็นสปอนโง่ โปรโมทหนังเรื่องโกสต์จนดังเป็นพลุแล้ว ผมยังคงเป็นนักแสดงกิ๊กก๊อก ไม่ได้เกษียณออกมาทำหม้อดินแบรนด์เนม ส่งร้านจิ้มจุ่มเช่นนี้หรอกขอรับ" แพททริคกล่าวอย่างถ่อมตัว แต่ในใจยังแค้นไม่หาย ที่ตาเศรษฐีทุ่มทุนไม่อั้นในคราวนั้น ก็เพื่อซื้อตัวนางเอก ชารอน มัวร์ ผู้โด่งดัง มาทำภรรยาน้อย

"ท่านพูดเช่นนั้น ก็เกินไป คืองี้ ข้ามีลูกชายแสนชั่วช้าอยู่คนหนึ่ง ส่งให้มันเรียน มันก็ไม่ยอมเรียน เกกมะเหรกเกเรแถมยังติดการพนันเป็นวรรคเป็นเวร นี่เดี๋ยวข้าจะต้องไปไถ่รถเฟอร์รารี่ FXX คันงามที่มันขโมยไปตึ๊ง คืนมาจากบ่อนอีก มันช่างเป็นลูกล้างลูกผลาญจริง ๆ" เศรษฐีแกล้งบ่น

 2008 Ferrari FXX Evolution

รถเฟอร์รารี่ FXX ของเศรษฐี

"แล้วจะให้ผมทำอะไรขอรับ" แพททริคถาม

 "เจ้าจะติดเตาเผาเมื่อไหร่" เศรษฐีกล่าว

"พรุ่งนี้ขอรับ" เศรษฐีได้รับคำตอบแล้วยิ้มอยู่

"พรุ่งนี้ ข้าจะให้มันมาหาท่าน ท่านจัดการเอามีดวิคตอริน็อคซ์ เจื๋อนมันเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ใส่ตุ่ม แล้วจัดการเผาอย่าให้เหลือซาก ท่านจะได้เงินรางวัล ๑,๐๐๐ นี้ไว้"

 

มีดวิคตอริน็อคซ์

แพททริกตาโต ไม่คิดฝันว่า เศรษฐีผู้แสนงกนี่ จะตกรางวัลให้เขามากมายถึงเพียงนี้ พอดีช่วงนี้น้ำมันแพง ข้าวแพง คนไม่ออกมากินข้าวนอกบ้านกัน ยอดขายหม้อดินของเขาตกฮวบ ขณะที่ต้นทุนเผาหม้อกลับแพงขึ้นสามเท่าตัว นี่อีก ๒ วันต้องจ่ายค่าบัตรเครดิตอีกแล้ว ยังชักหน้าไม่ถึงหลังเลย "ได้ขอรับ" ช่างหม้อตอบอย่างไม่ลังเล

"ชะเอิงเอย...ๆ" เศรษฐีฮัมเพลงในคอ กลับบ้านอย่างมีความสุข หลายปีแล้วที่เศรษฐีไม่ได้เริงร่าเช่นนี้ เพราะมีเด็กชายโฆสกะ เป็นหอกข้างแคร่ทิ่มแทงใจ

"โฆสกะลูกรัก มาหาพ่อหน่อย" เศรษฐีร้องเรียกอย่างอารมณ์ดี ธรรมดาอัธยาศัยแปรเปลี่ยนเช่นนี้ เด็กชายโฆสกะน่าจะสังเกตุเห็นโดยง่าย แต่เด็กชายโฆสกะปัญญาค่อนข้างทึบ และไม่ได้เรียนหนังสือ ถูกเลี้ยงดูเยี่ยงคนรับใช้ จึงไม่ทันสังเกตุเห็นความเปลี่ยนแปลง เข้ามาหาพ่อเศรษฐีโดยปราศจากความระแวง "มีอะไรครับคุณพ่อ"

"เมื่อวานฉันได้สั่งงานอย่างหนึ่งกับช่างปั้นหม้อไว้ เจ้าจงไปยังสำนักเขา บอกเขาอย่างนี้ว่า 'คุณพ่อให้มาบอกว่า ขอให้คุณลุงทำงานที่คุณพ่อสั่งให้สำเร็จเถิด' แล้วเจ้าก็จงทำตามที่เขาสั่ง" เศรษฐียื่นสาส์นแห่งความตายให้เด็กน้อยถือความไปบอกเอง เด็กชายโฆสกะ พาซื่อเดินออกจากเรือนไปอย่างว่าง่าย

"พี่ ๆ" เสียงเรียกมาจากข้างหลัง "พี่จะไปไหน" เด็กชายโฆสกะหันขวับมาเจอน้องชาย ซึ่งเป็นลูกแท้ ๆ ของเศรษฐี "พี่จะเอาข่าวของคุณพ่อ ไปบอกนายช่างหม้อ" เด็กชายโฆสกะบอก "พี่เอางี้นะ เดี๋ยวผมจะไปแทนพี่เอง พี่ช่วยเล่นป๊อกเด้งแทนผมที นี่ผมเสียเฟอร์รารี่ไปอีกคันแล้วเนี่ยะ (ความจริงผู้ที่ติดการพนันคือลูกของเศรษฐีเอง) ถ้าพ่อรู้ ผมซี้แหงแก๋แน่ ๆ เลย ผมรู้พี่ดวงดีกว่าผม" แล้วยื่นไพ่แสนห่วยในมือให้ "พี่ต้องเล่นให้ชนะนะ ไม่งั้นที่ผมเสียไปแล้ว พี่ก็ต้องรับผิดชอบด้วย" น้องชายผู้น่ารักจัดการยัดเยียดหนี้สินให้พี่ชายหน้าตาเฉย "โอเคนะพี่นะ ผมไปก่อน" ว่าแล้วน้องชายแสนดีก็วิ่งไปไม่หันมามองอีกเลย โฆสกะยืนงงอยู่พักหนึ่ง แล้วนั่งลง เริ่มจั่วไพ่...

เด็กชายโฆสกะเล่นไพ่ไปจนเย็น น่าแปลกที่เด็กชายโฆสกะดูโง่ ๆ แต่กลับมีดวงการพนัน เดินยิ้มกลับบ้าน เจอพ่อกำลังแต่งสวนอยู่ จึงยิ้มเข้าไป "คุณพ่อครับ ผมเอาเฟอร์รารี่ของคุณพ่อกลับมาได้แล้วครับ คุณพ่อไม่ต้องไปไถ่ที่บ่อนแล้ว" โฆสกะหวังใจอยู่ลึก ๆ ว่าคุณพ่อต้องดีใจกอดเราเป็นแน่ "อ้าว....แล้วงานที่พ่อให้ไปทำเล่า" เศรษฐีทำหน้าแปลก ๆ "เอ่อคือ...." เด็กชายโฆสกะจัดการเล่าเรื่องราวทั้งหลายอย่างละเอียด แทนที่จะได้รับคำชื่นชม เศรษฐีกลับทำท่าจะเป็นลม "เจ้า...เจ้า...เอ่อ...เอ่อ...ไม่...ไม่....ช่างปั้นหม้อ...ต้องไม่ทำอย่างนั้น....ไม่....ไม่.....ม่ายยยยยยยยยยยยย" เศรษฐีวิ่งอย่างคนสิ้นสมประดี วิ่งพลาง ร้องพลาง ไปยังสำนักปั้นหม้อ

แพททริคเห็นเศรษฐีวิ่งมาด้วยอาการโวยวายอย่างนั้น จึงพูดว่า "ท่าน ท่านครับ อย่าทำเสียงดังไปขอรับ งานที่ท่านให้ผมทำนั่น สำเร็จเรียบร้อยด้วยดีขอรับ" คำกล่าวของช่างหม้อประดุจฟ้าผ่าลงกลางกะบาลเศรษฐี เศรษฐีหูอื้อ ทุกอย่างเงียบงัน จนได้ยินเสียงวิ๊ง ๆ ในหู

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า*

"ผู้ประทุษร้าย ในท่านผู้ไม่ประทุษร้าย หาอาชญามิได้ ด้วยอาชญา

ย่อมพลันถึงฐานะ ๑๐ อย่างใดอย่างหนึ่งทีเดียว คือ

พึงถึงเวทนาอันหยาบ, ความเสื่อม, ความแตกแห่งสรีระ,

ความเจ็บไข้อย่างหนัก, ความฟุ้งซ่านแห่งจิต,

ความขัดข้องแต่พระราชา, ความกล่าวตู่อย่างทารุณ,

ความเสื่อมรอบแห่งหมู่ญาติ, ความย่อยยับแห่งโภคะ,

อีกประการหนึ่ง ไฟป่าย่อมไหม้เรือนของผู้นั้น,

เพราะความแตกแห่งกาย เขาผู้มีปัญญาทราม ย่อมเข้าถึงนรก."

ถอดความเป็นภาษาไทยอีกที ได้ความว่า "ผู้ทำร้าย ผู้ไม่คิดทำร้ายตอบ แลไม่มีความผิด ย่อมได้รับโทษ ๑๐ ประการ ดังนี้คือ ได้รับทุกขเวทนาทางกาย, ความเสื่อม, ร่างกายแตกสลาย, ความเจ็บป่วยอย่างหนัก, จิตฟุ้งซ่าน, ทำความเคืองแด่พระราชา, ถูกกล่าวหาอย่างทารุณ, ทั้งญาติก็พลอยเสื่อมไปด้วย, ทรัพย์ที่มีก็ฉิบหาย, ไฟป่าย่อมไหม้เรือน และเมื่อตายแล้ว ก็เข้าถึงวิบาตนรก"

เหตุการณ์จะเป็นอย่างไรต่อไปติดตามได้ในตอนหน้า

จบตอน ๑๐ 

อุทาหรณ์สอนใจให้รู้ว่า "ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว"

*ขออภัย ส่วนที่กล่าวถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เพราะเป็นพุทธพจน์

เฮือก! มีคดีฆาตกรรมแล้ว !

#1 By Rinna ♥ on 2008-07-14 15:43

ขอตอบ #1 นะครับ

ยังครับ พึ่งศพที่ ๑ เท่านั้น แต่ยังไงทั้งเรื่อง ก็ตายน้อยกว่า "ไทยรัฐ" หน้า ๑ แต่ละวันครับ

ธรรมดาของโลก "เกิด" เท่าไร ก็ "ตาย" เท่านั้นครับ

สาธุ
-----
up เร็วจัง ตามอ่านไม่ทันเลยท่าน มันส์ดี แต่ช่วงที่เวียนไปเฉี่ยว ๆ "ทิดไต้" อ่านแล้วเสียวสันหลังยังไงไม่รู้ อ้อ ผมเป็นพวก middle of the road ครับ
เจริญธรรมครับ

#2 By maha-oath (117.47.118.71) on 2008-07-14 18:01

ตอบความเห็นที่ ๒

แหม...ก็ท่านเล่นดักคอ รู้ตอนจบเสียแล้วนี่
กระผมเลยฉีกแนว ฉีกมากไปหน่อย เข้ารกเข้าพงไปเลย

แต่ก็รู้สึกดีครับ เวลาถูกกดดันแล้ว ความคิดมันลื่นไหลดี

เข้าใจเลยว่า ทำไมคนเขียนการ์ตูนโดเรม่อน ถึงจินตนาการได้อัศจรรย์ขนาดนั้น ทั้งที่มีคนมานั่งรอต้นฉบับ ทวงยิก ๆ

ความจริง ก็แค่พูดถึงความจริง
ความจริง เป็นสิ่งไม่ตาย
แต่มักจะทำให้คนพูดตาย
เออ...จริงด้วยแฮะ ฯ

เจริญในธรรม ฯ

#3 By Dhammasarokikku on 2008-07-14 18:15

ลูกเศรษฐีตายไปแล้ว
ให้ๆโฆสกะเป็นเศรษฐีไปเตอะ
เงินทองตายไปเก๊าะเอาไม่ได้

ฝากบอกท่านเศรษฐีว่า "ถ้าโฆสกะตายอีกคนใครจะมาเป็นเศรษฐีต่อจากท่านละเออ"
ตอบความเห็นที่ ๒ ภาค ๒

ความจริงข้าพเจ้าก็ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดเหมือนกันขอรับ เพียงแต่ฝั่งหนึ่งสันหลังเขาหวะ เลยมีเรื่องให้แขวะเยอะ อีกฝั้งไม่รู้จะแซวอะไร เขียนฮา ๆ ไปงั้นเองขอรับ ไม่ได้ไปชี้ว่า คุณทำอย่างนั้นผิด คุณทำอย่างนี้ผิด ก็น่าจะไม่ผิดกติกา

แต่นั่นละครับ ถ้าอ่านโดยใช้อารมณ์ ไม่ใช้เหตุผล ก็จะเข้าใจไปได้ว่า ข้าพเจ้าฝักใฝ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง (จริง ๆ อาจจะแอบเชียร์อยู่ลึก ๆ ก็ได้)

จริงแล้วข้าพเจ้าเป็นพวกเอียงสุดกู่เลยขอรับ เอียงเข้าข้างพระพุทธเจ้าขอรับ ว่าท่านตรัสถูกต้องที่ซู๊ดในจักรวาล หาใครตรัสถูกกว่านี้ ไม่มี

ขอนอบน้อมแด่พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้ว ฯ

#5 By Dhammasarokikku on 2008-07-17 12:05

ตอบความเห็นที่ ๔

ต้องเข้าใจนิดหนึ่งว่า โมโหมา ปัญญาหมด ครับ
ท่านถึงยกให้เป็นอกุศลมูลตัวเก่งไงครับ เพลิงสามตัวนี้ เผาใจใคร มีแต่ม้วยครับ คิดอะไรก็ไม่ออก บอกอะไรก็ไม่ถูก

ราคัคคิ โทสัคคิ โมหัคคิ

เคยเห็นไหม ผู้ชายที่บ้าผู้หญิง หรือ ผู้หญิงที่บ้าผู้ชาย ข้าพเจ้าเคยเห็นคนหนึ่ง เป็นคนที่หน้าตาพอใช้ได้ แต่รวยโคตร ปากหวานจนน้ำผึ้งเรียกพี่ หยักสมองก็มีเพียบ เวลาจีบหญิง ลูกล่อลูกชนเพียบ ใครได้ต้องเสน่ห์เขาแล้ว เป็นต้องยกให้ทั้งกาย และวิญญาณ

แต่เชื่อไหม อยู่มาวันหนึ่ง เฮียแกไปตกหลุมรักผู้หญิงคนหนึ่ง หน้าตาก็แสนจะธรรมดา เทียบกับ ทุกคนที่ผ่านมาในคอลเล็คชั่นของเขา สาวเจ้า ก็ใช่หญิงสูงศักดิ์ มีชาติ มีตระกูล เลิศเลอ อะไร รับจ๊อบเป็นเพร็ตตี้พื้น ๆ ที่สุด แต่เฮียแกดันอยากจะแต่งงานด้วย และขอโทษนะ เจ๊แกมีของแถมมาด้วย ของแถมที่ว่า คือ "ผัว"

หลังจากจีบไปพักนึ่ง เฮียแกสภาพดูไม่จืดเลย ลีลาสวิงสวาย ยั่วให้อยากแล้วจากไป หายหมดเลย ยอมตนอย่างกับทาส ตามรับตามส่ง ซื้อรถ ซื้อบ้านให้ ยิ่งกว่าขี้เบ๊ ทั้งที่แค่จับมือยังไม่เคย หยักสมองที่เคยมีเพียบ หายหมดเลย
นั่นละครับ ความหื่นมา ปัญญาสลาย

ความโกรธ ก็เช่นกัน โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า จริงที่สุด ดูตาเศรษฐีเป็นตัวอย่าง

ความหลงก็เช่นกัน ลองกลัวเหี่ยว กลัวผัวไม่รัก กลัวหน้าไม่เด้ง กลัวหุ่นไม่ดี กลัวตาย ขึ้นมาสิ ไอ้ยาชะลอแก่ ชะลอป่วย ชะลอตาย จะขายดิบขายดีขึ้นมาติดหมัด แม้ราคาจะแพงหูดับ แถมเหตุผลที่เขาเอามาโฆษณาขาย ก็ดูไม่น่าเชื่อถืออย่างแรง แต่กลับยอมควักกระเป๋าจ่ายได้ บางทีของดี ๆ ไม่ซื้อให้ลูกกิน ไม่ซื้อให้พ่อแม่กิน แต่ไปเข้าคอร์สแก้ท้องลายราคาเป็นหมื่น นี่ละครับ ความหลงมา ปัญญาหาย เช่นกัน

เจริญในธรรม ฯ

#8 By Dhammasarokikku on 2008-07-17 17:16

ตอบ ความเห็นที่ ๕
ตอนที่ท่านเฉี่ยว ไปแถว ๆ "ทิดไต้" นั่น กลัวจะไป พาดพิง ท่านอาจารย์เสฐียรพงษ์ วรรณปก ราชบัณฑิต ครับ ท่านชือเล่นว่า ไต้ แล้วเป็นเปรียญ ๙ ด้วย ลาสิกขามาเลยกลายเป็น "ทิดไต้" ครับ
เอ๊ะ หรือว่ามีคนอื่นอีก?
เจริญธรรมครับ

#9 By maha-oath (117.47.55.117) on 2008-07-18 21:26

ตอบความเห็นที่ ๙

เฮือก...คนละเรื่องเดียวกันเลยขอรับนั่น
กระผมไม่ทราบเลยว่าท่านชื่อนั้น (ช่างบังเอิญได้อย่างประหลาด)
แต่เอ๊ะ ท่านว่า ท่านเป็นพวก middle of the road ไม่ได้หมายความว่า ท่านไม่เอียงซ้าย หรือ เอียงขวา หรือขอรับ
ท่านไม่เก็ตมุกจริง หรือว่า แกล้งไม่เก็ตกันแน่ขอรับนี่

งงไปหมดแล้ว

เจริญในธรรม ฯ

#10 By Dhammasarokikku on 2008-07-18 21:53

middle of the road สำนวนนี้นัยทางการเมือง คือไม่เอียงซ้าย หรือขวา อันนี้ get ครับ แต่กลางถนน หมายถึง ไม่ตึง ไม่หย่อน เดินทางสายกลางก็เข้าทีครับ

ทิดไต้ พ้องเสียงกับ ทิศใต้ อันนี้ก็ get ครับ แต่ว่าพอดีเคยอ่านงานเขียนของอาจารย์เสฐียรพงษ์ เลยนึกถึงท่านขึ้นมาเท่านั้นเอง

เคยได้ยินไหมครับว่า ใน"วงเหล้า" ห้ามคุย ๒ เรื่อง คือ "ศาสนา" และ "การเมือง" ๒ เรื่องนี้ถ้าความเห็นไม่ตรงกันขึ้นมาละก็ "ไม่จบ" ครับ จริง ๆ แล้ว ไม่ต้องในวงเหล้าหรอกครับ ในการสนทนาไหน ๆ ก็ตาม เป็นเช่นนั้นจริง ๆ

บางครั้งเจอผู้ที่มีความเห็นไม่ตรงกับหลักคำสอนของพระศาสดา ก็ต้องปล่อยเขาบ้างละครับ เมตตา กรุณา ไม่ได้ผล ต้องหันมา อุเบกขา ว่าเป็นกรรมของเขามั่ง ต่อความยาว สาวความยืด อธิบายให้หมดพระไตรปิฎก ก็ไม่ get หรอก จนกว่าเขาจะยอมเปิดใจเองนั่นแหละครับ

เอ๊ะ นี่กระผมพูดเรื่องอะไรเนี่ย สงสัยจะอ่าน comment มาหลายตอน เลยจับมารวมกันซะ ท่านคงไม่งงเนอะ

สาธุ

#11 By maha-oath (117.47.119.150) on 2008-07-19 21:54

ตอบความเห็นที่ ๑๑

ความจริงก็คิดอยู่เหมือนกันขอรับว่า เกิดคนที่เขาเชียร์ อ.เสฐียรพงษ์ มาอ่านเข้า ลมออกหู เขาอาจจะพาลพลาด สาระที่แฝงอยู่ในความตลกโปกฮาของกระผมหรือเปล่า แต่ก็มาพิจารณาแล้ว มันก็แค่เอาเรื่องจริงมาพูดเล่นเท่านั้น ขำ ๆ ไปตามเรื่องตามราว ไม่ได้จริงจัง เอาสาระอะไร ถ้าคนมีธรรมะในใจ เขาย่อมพิจารณาด้วยเหตุ ด้วยผล ใช่เอาแต่อารมณ์ เพราะฉะนั้น คนที่พลาดตรงนี้ไป ก็คือคนที่เอาแต่อารมณ์เป็นใหญ่ ต่อให้ธรรมะดีกว่านี้สักล้านเท่า กระผมก็เชื่อว่า เขาก็คงไม่ได้อ่านอยู่ดี

ขอน้อบน้อมแด่พระสัทธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสไว้สมควรแล้ว ฯ

#12 By Dhammasarokikku on 2008-07-19 22:15