เนื่องด้วยมีผู้ติงเข้ามาว่า ผู้เขียนไม่ควรเอาพระไตรปิฎกมาล้อเล่น ผู้เขียนขออนุญาต เปลี่ยนชื่อหัวบล็อกใหม่ เนื่องจากเกรงว่า จะมีผู้เข้าใจผิดคิดว่า พระไตรปิฎกเป็นเช่นนั้นจริง ๆ ผู้เขียนเองอาจได้ลาพักร้อน ไปแช่แข็งในโลกันตมหานรก นอกจักรวาลนั่น

ก่อนอื่นขอขมาพระรัตนตรัยกันไว้ก่อน 

สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต อุกาสะ ทวารัตตะเยนะ กะตัง ฯ

สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเต ฯ

ความตอนที่แล้วมาถึงตอนที่สาวน้อยกุ๊งกิ๊ง ใช้หนูหื่น ไปซื้อส้มตำปลาร้า แต่หนูหื่นหายไปนานผิดปกติ

"ได้แล้วค่า....ส้มตำปลาร้าเจ้าเก่า....." หนูหื่นส่งเสียงหลั่นล้ามาก่อนตัว เปิดประตูผลั๊วะเข้ามา "พลั่ก" หัวหนูหื่นกระแทกเข้ากับของแข็ง โดนเฮดบัด*เข้าไปไม่ทันตั้งตัว หงายท้องลงไปกองกับพื้น

*ท่าหนึ่งของนักมวยปล้ำ เอาหน้าผากตนเอง กระแทกหน้าผากคู่ต่อสู้

"เดี๋ยวค่า ๆ คุณหนูคะ เดี๋ยวค่า อีชั้นมีเหตุผลค่า คุณหนูอย่าเพิ่งโกรธอีชั้นซีค๊า" หนูหื่นละล่ำละลัก อธิบายเหตุผลให้ สาวสวยโหดมันฮา ที่กำลังย่างสามขุมเข้ามา

ไม่พูดพร่ำทำเพลง สาวน้อยร้อยชั่ง(กิโลซาเล้ง) กุ๊งกิ๊ง เดอะมัตสึโมโตะ กำลังโมโหหิวสุดขีด ตรงเข้าจับขาหนูหื่น ล็อคขาด้วยท่าฟิกเกอร์ โฟว์เล็คล็อค** "โอ้ยยยยยย...คุณหนูขา หนูจะไม่มาช้าอีกแล้วค่า.......ปล่อยหนูเถอะค่า.....โอ้ยยยยย" หนูหื่นร้องครวญครางอย่างเจ็บปวด พร้อมตบพื้น ๓ ครั้ง เป็นสัญลักษณ์ของการยอมแพ้

**ท่าหนึ่งของนักมวยปล้ำ ใช้ขาตัวเองล็อคขาคู่ต่อสู้ เป็นเลขสี่

สาวห้าวเห็นหนูหื่นทำท่าจะทนไม่ไหว ก็จัดการเปลี่ยนท่ามาเป็นไซด์เฮดล็อค*** สำทับว่า "ต่อไปจะทำอีกไม๊"

***ท่าหนึ่งของนักมวยปล้ำ ใช้วงแขนล็อคคอคู่ต่อสู้

"...อ๊อก....คุณ....หนู....คะ.....อ๊อก...คุณ....นาย....ให้....อีชั้น.....ไป....จัด.....ห้อง.....ให้....คุณ.............โฆสกะ.....เจ้า....ค่ะ.....อ๊อก.....คุณ.....หนู.....อย่า.....โกรธ.....อีชั้น.....เลย" สาวใช้แก้ตัวอย่างยากลำบาก เพราะถูกล็อคคออยู่

เพียงคำว่า "โฆสกะ" กระทบหูสาวน้อย วัยแรกแย้ม เท่านั้น เลือดสาวรุ่นก็ฉีดพล่าน หน้าแดงก่ำ แขนขาหมดเรี่ยวแรง ปล่อยหนูหื่นให้เป็นอิสระ "แค่ก ๆ...." หนูหื่นหลุดจากวงแขนซิตร้าได้ ไอค๊อกแค๊กอยู่

"โฆสกะ......" คุณหนูแห่งบ้านทรายทองตาลอยเหมือนใจไม่อยู่กับเนื่อกับตัว "เขาเป็นใครหนอ"

"ค่อก ๆ....อะฮึ้ม....คุณโฆสกะ เป็นลูกของเศรษฐีในมาบุญครองนคร(โกสัมพี) เพื่อนของคุณผู้ชายทิดไต้เจ้าค่ะ กำลังจะเดินทางไปพัทยา มาแวะพักเหนื่อยที่บ้านเรา คุณนายเลยชวนให้เขาพักที่นี่คืนหนึ่ง เจ้าค่ะ" หนูหื่นตอบอย่างรีบร้อน กลัวเจอดร็อปคิกส์****ซ้ำเข้าอีก

****ท่าหนึ่งของนักมวยปล้ำ กระโดดถีบคู่ต่อสู้ด้วยเท้าคู่   

ครั้งนั้น คุณหนูผู้สวยเริ่ด เชิ่ด หยิ่ง บังเกิดความรักในเด็กโฆสกะขึ้นมาจับใจ ทั้งที่ยังไม่เคยเห็นหน้าค่าตา นั่นเป็นเพราะแท้จริงแล้ว เธอเคยเกิดเป็นภรรยาของเขา เมื่อสมัยโฆสกะเกิดเป็นโกเด้ง(โกตุหลิก) ได้ถวายข้าวสุกแด่พระปัจเจกพุทธเจ้าทะนานหนึ่ง ด้วยอานิสงส์แห่งทานนั้น จึงได้มาเกิดในตระกูลเศรษฐี (ไม่เชื่อกลับไปอ่านตอนที่ ๔) ความรักในปางก่อน ได้ท่วมทับใจของสาวแกร่ง ด้วยประการฉะนี้ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า

"ความรักนั้น ย่อมเกิดด้วยเหตุ ๒ ประการอย่างนี้ คือ

ด้วยความอยู่ร่วมกันในกาลก่อน ๑

ด้วยการเกื้อกูลกันในกาลปัจจุบัน ๑

เหมือนอุบล (อาศัยเปือกตมและน้ำ) เกิดในน้ำฉะนั้น"

"ห๊ะ....เขายังอยู่ที่นี่หรือ" คุณหนูผู้เลอโฉมทำตาเป็นประกายอย่างกับ ชิราโทริ เรโกะ (ฉันนั้นหรือ สวย เฉียบ เนี้ยบ)

 

ชิราโทริ เรโกะ

"เจ้าค่ะ อยู่ในห้องข้างล่างเจ้าค่ะ" หนูหื่นรีบตอบอย่างรวดเร็ว

"พาฉันไปดูเขาหน่อยซิ" กุ๊งกิ๊งแอบหน้าแดงเปื้อนรอยยิ้มอยู่คนเดียว

หนูหื่นรีบจ้ำอ้าว นำหน้าไปขึ้นไปทันที พยายามอยู่ให้ห่างฝ่าเท้าพยายม ซึ่งจะพิโรธขึ้นมาอีกเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ "นอนหลับอยู่บนเตียงนั่นละเจ้าค่ะ"

สาวน้อยแอบเพ่งพินิจพิจารณาเด็กน้อยด้วยความสิเหน่หา วงหน้า คอ อก ไหล่ แขน ขา แห๊มมันถูกสเป็คไปเสียทุกส่วน เพ่งจนเกือบได้กสิณผู้ชาย พลันสายตาพญาเหยี่ยวก็ไปสะดุดที่ชายผ้า "นี่หนูหื่น เจ้าเห็นอะไรตุง ๆ อยู่ที่ชายผ้านั่นไหม" กุ๊งกิ๊งชวนสาวใช้ดู อย่างสนอกสนใจ

"เอ่อ...เห็นค่ะเห็น....คงจะเป็นจดหมายเจ้าค่ะ" หนูหื่นตอบละล่ำละลัก ยังสยองการทารุณกรรมเมื่อกี้ไม่หาย

"ผลั๊วะ" สาวน้อยกุ๊งกิ๊งเบิร์ดกะบาลหนูหื่นเข้าให้ "นี่...เลิกทำเป็นกลัวลนลานเสียที ชั้นก็แค่โมโหหิวไปหน่อยเดียว ไป....ไปเอาจดหมายมา เบา ๆ นะ อย่าให้เขารู้ตัว" สาวสวยกุ๊งกิ๊งแกล้งทำเสียงเข้มไปงั้นเอง ในใจแสนจะระริกระรี้ สอดรู้สอดเห็นว่า นั่นจะเป็นจดหมายอะไร

ครั้นได้จดหมายมาแล้ว ก็นำกลับมาที่โรงยิม จัดการลงกลอน เอาหลังพิงประตู เงยหน้ามองเพดาน ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เอาจดหมายแนบอก "ฟู่.....โฆสกะที่รัก มาดูกันดีกว่า จดหมายอะไรน๊า" กุ๊งกิ๊งพูดกับตัวเองอย่างตื่นเต้น

"ตายแล้วววว อกอีแป้นจะแตก.....นี่สุดหล่อมาดเซอร์ โฆสกะที่รักของฉัน ทำไมถึงได้โง่ดักดานอย่างนี้ ถือหนังสือสั่งฆ่าตัวเอง มีอย่างที่ไหน" สาวกุ๊งกิ๊งร้องเสียงดัง อย่างโมโหปนสมเพช

"ขออภัยเพคะ หม่อมฉันว่า โฆสกะคงไม่ได้เรียนหนังสือเพคะ" กระจกวิเศษสาวเฉี่ยวรุ่นล่าสุด อ็อคตะคอร์ แรมหนึ่งเทอร่า บานใหญ่ เครื่องทวินเทอร์โบ สองร้อยสี่สิบหกแรงโม้ หรูหรา สง่างาม ทุกมุมมอง กล่าวตอบ

"อ๊ะ....ลืมไปเลยว่า มีเธอ อยู่ในห้องนี้ด้วย นี่ขั้นคงถามเธอไปโดยไม่รู้ตัวสิท่า" สาวเปรี้ยวกุ๊งกิ๊ง พูดเหมือนคนปกติ แต่ใจลอยไปไกล

"ทำไม พ่อของโฆสกะ จึงสั่งฆ่าลูกในไส้ได้น๊า...." สาวน้อยพูดไป สายตายังคงเหม่อลอยเหมือนเดิม

"ขออภัยเพคะ...เป็นเพราะโฆสกะไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของเศรษฐีเพคะ" กระจกวิเศษตอบอย่างรอบรู้

"อ๊ะ...ทำไมเธอถึงรู้อะไร ๆ ดีจังล่ะ" กุ๊งกิ๊งถามอย่างไม่ได้ใส่ใจคำตอบ

"ขออภัยเพคะ...ก็หม่อมฉันเป็นกระจกวิเศษนี่เพคะ ชื่อก็บอกอยู่ว่าเป็นกระจกวิเศษ ย่อมต้องรู้ความเป็นไปในหมื่นโลกธาตุ เป็นปกติอยู่แล้วเพคะ" กระจกวิเศษตอบอย่างภูมิอกภูมิใจในความเริ่ดของตน

"ทำยังไง ถึงจะได้หนุ่มน้อยหน้ามน มาครอบครองนะ โอ้โฆสกะที่รักของฉัน ช่างหน้าเหมือนนักร้องนำวงดงบังชินกิ ทำไงเธอถึงจะมาอยู่ในอ้อมอกเราได้นะ" สาวน้อยกุ๊งกิ๊งเริ่มออกอาการเพ้อ

 

วงดงบังชินกิ นักร้องนำคนไหนก็ไม่รู้แฮะ

"ขออภัยเพคะ หม่อมฉันเห็นว่า เราควรช่วยกันคิดหาทางให้เขาพ้นภัยก่อน ส่วนเรื่องจะรวบหัวรวบหาง กินกลางตลอดตัว ไว้ทีหลังก็ได้ เพคะ" กระจกวิเศษพยายามมีส่วนร่วมสุดฤทธิ์ ทั้งที่สาวน้อย ไม่ได้ใส่ใจเธอเลย

"คิดออกละ" สาวน้อยโพล่งขึ้น จนกระจกวิเศษตกใจ "คิดอะไรออก เพคะ"

"คืองี้...." สาวน้อยคุณหนูแห่งบ้านทรายทอง แอบไปกระซิบกับกระจกวิเศษ (อีกแล้ว) ฟังไม่รู้เรื่องเลย (อีกแล้ว มุกนี้ขอรีพีท)

แผนการของสาวแซ่บ จะดุเด็ดเผ็ดมัน จัดจ้านถึงรสต้มยำขนาดไหน ติดตามต่อได้ในตอนหน้า

จบตอน ๑๒

อุทาหรณ์สอนใจให้รู้ว่า เวลาเจ้านายสั่งงาน อย่าเถลไถล หรือคิดอู้งาน แอบมาดู exteen มิฉะนั้น อาจถูกทารุณกรรมจากเจ้านายได้

คำนิยม

เขียนไว้ใน space ของตัวเอง นานแล้ว ตั้งแต่ท่านธมฺมสโร เริ่มลงเรื่องนี้ตอนที่ ๑ ถือโอกาสนำมาลงไว้ที่นี่ด้วยเลยนะครับ
--------
ถ้าอ่านพระไตรปิฎกแล้วเบื่อ ลองนี่
--------
ขึ้นหัวข้อเรื่องไว้อย่างนี้ เพราะว่าหลาย ๆ คน คงคิดว่าเรื่องในพระไตรปิฎก มีแต่เรื่องธรรมะธรรมโม น่าเบื่อ
อ่านก็ไม่รู้เรื่อง ฟังพระเทศน์ก็ง่วงนอน เหมือนที่เขาว่า ฟังพระเทศน์ ไม่เหมือน เล่นไพ่
คือฟังพระเทศน์ นั่งได้ไม่กี่นาที ทั้งเมื่อย ทั้งง่วง แต่เล่นไพ่ กลับนั่งได้เป็นวัน ๆ
ลองไปอ่านเรื่องราวในพระไตรปิฏก ส่วนของพระธรรมบท ที่แปลโดยสำนวนของ พระอัครกิตติ์ ใน blog
บินเดี่ยว การผจญภัยในผ้าเหลือง
แล้วจะพบว่า การอ่านธรรมะ ไม่น่าเบื่อเหมือนเคยอีกแล้วครับ
ท่านอัครกิตติ์ ได้ทำการปรับเปลี่ยน สำนวนเสียใหม่ เพื่อให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย คือ คนรุ่นใหม่ ๆ อ่านแล้วสนุกได้สาระ
การแสดงธรรม สำคัญตรงนี้ครับ คือให้ผู้รับ รับได้
คราวที่พระพุทธเจ้าของพวกเรานั้นยังทรงพระชนม์อยู่ ก็ทรงแสดงธรรม ด้วยวิธีการต่าง ๆ กันไป ตาม "จริต" ของผู้ฟัง
แต่ว่าพระองค์ทรงสามารถ กำหนดรู้ใจของทุก ๆ คนได้ จึงทรงสามารถ แสดงธรรมให้พวกเขา เข้าใจได้โดยง่าย
เช่น คราวโปรดพระนางรูปนันทา ผู้ติดอยู่ในรูปโฉม อันงดงาม พระศาสดาเราทรงแสดง รูปนิมิต ของสตรีที่งาม
กว่าพระนางยิ่งนัก ให้พระนางทอดพระเนตร แล้วทรงให้รูปนิมิตนั้น แก่ หง่อม และตายไป ในขณะนั้นเอง
ทำให้พระนางรูปนันทา ได้ทรงตระหนักถึง ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา ของรูป และทรงละความยึดมั่นในรูปได้
นี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งครับ ที่พระไตรปิฎก มีมากมายถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ( หัวข้อ/เรื่อง )
ทั้ง ๆ ที่ธรรมของพระศาสดา สามารถย่อรวมลงเหลือเพียง ๑ เดียว คือ "ความไม่ประมาท" แต่ที่แตกเหล่า แตกกอ ออกไปนั้น
เพราะว่า "จริต" ของผู้ฟัง ต่างกัน
บางท่านอ่านสำนวนธรรมบท ของพระอัครกิตติ์แล้ว อาจไม่ชอบใจ แต่บางท่านอาจจะหันมาศึกษาพระพุทธศาสนา
เพราะได้แรงบันดาลใจ จากเรื่องราว การเขียนของท่าน นั่นก็เพราะว่า "จริต" ของผู้อ่านไม่เหมือนกัน
ท้ายนี้ต้องขออนุโมทนา ในความพยายามเผยแผ่พระธรรมของท่านอัครกิตติ์ และขอเจริญพรเชิญชวน ไปลองอ่านกัน
เผื่อจะถูก "จริต"
บุญรักษาครับ

#1 By maha-oath (125.26.2.241) on 2008-07-16 11:45

ตอบความเห็นที่ ๑

แอบไปอ่านมาแล้วละขอรับ

เจอคำเช่นนี้ซึ่งหน้า กระผมก็ไปไม่ค่อยไหวเหมือนกันขอรับ

ท่านว่าให้อย่ายินดียินร้าย

แต่ชนเข้าทีไร สะเทือนทุกที

ขอน้อมรับไว้เป็นกำลังใจ เผยแผ่ต่อไปขอรับ

ขอนอบน้อมในพระธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้ว ฯ

#2 By Dhammasarokikku on 2008-07-16 12:14

ขออนุญาตแสดงความเห็น

เห็นด้วยอย่างยิ่งกับท่านมหาฯค่ะ

คนเรามีหลายประเภทแหละค่ะ มีทั้งหัวเก่า หัวใหม่ คิดมาก ไม่คิดมาก ยึดติดรูปแบบ ไม่ยึดติดรูปแบบ เป็นของธรรมดาที่เราทำอะไรแล้ว จะถูกใจคนบางกลุ่ม ไม่ถูกใจคนบางกลุ่ม เป็นของธรรมดาที่จะถูกคนวิพากวิจารณ์ เพราะแต่ละคนคิดไม่เหมือนกัน เจายังเคยได้ยินคนวิพากวิจารณ์พระพุทธเจ้า ในเรื่องออกบวชเลยนะคะ -0- ถ้าขนาดพระพุทธเจ้าท่านยังถูกวิจารณ์ได้ มันก็เป็นของแหงยิ่งกว่าแหงอีกที่ ใครๆก็จะต้องเจอกับคำวิจารณ์บ้างแหละนะ เจาว่า

ขออนุญาตให้กำลังใจ ว่าหลวงพี่ตั้งใจมาดีแล้ว ก็ตั้งใจต่อไปนะคะ อย่าหวั่นไหวแม้วันมามาก(จริงๆแล้วมารออ่านอยู่เนี่ยอะค่ะ เอิ๊กๆๆๆๆ ไปทำงานต่อดีก่า)

#3 By Rinna ♥ on 2008-07-16 13:59

ตอบความเห็นที่ ๓

คือคำวิพากษ์แบบไม่เห็นด้วยนั่น ถ้าไม่กระแทกแบบหนักจริง ๆ ก็ชินเสียแล้ว ข้าพเจ้าถือหลักว่า คนมีปากก็พูดกันไป มีมือก็พิมพ์กันไป ตามความเห็นของตัว

สมัยหนึ่งเคยถูกวิพากษ์ว่า การไปช่วยชาวเขานั้น ไม่ได้เรื่อง ทำทำไมไม่เห็นได้ประโยชน์ ไปสอนให้ชาวเขาเคยตัว ทำไมไม่ไปสอนเขา เรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (อย่างที่เขาทำอยู่) ทำไมไม่อย่างโง้น ทำไมไม่อย่างงี้ ก็เลยเชิญเขาไปเป็นวิทยากรซะเลย เขาก็อึ้ง ๆ บ่ายเบี่ยงไปว่า ติดโน่นบ้าง ติดนี่บ้าง ไม่ว่างบ้าง วินาทีนั้นเอง จึงเกิดปัญญาเข้าใจว่า คนที่เอาแต่วิพากษ์คนอื่น แต่ตัวเองไม่ทำประโยชน์อะไร มีอยู่มาก มากกว่าคนที่ไม่พูดมาก แต่ลงมือทำ วินาทีถัดมา จึงวางเสียซึ่ง นินทา คำว่า "นัตถิ โลเก อนินทิโต" คนไม่ถูกนินทา ไม่มีในโลก กังวาลขึ้นในโสตสมอง คำว่า "นินทา ปสังสา" นินทา เป็นเรื่องธรรมดาของโลก ดังขึ้นในประสาทใจราวกับเสียงระฆัง อิสระแห่งจิตก็ปรากฏ สยายปีกบินไปในโลกแห่งจินตนาการ

แต่พอมาเจอ สรรเสริญ อันไม่คุ้นหู คุ้นตา อิสระแห่งจิตก็ถูกพันธนาการอีกครั้ง

นั่นแล ข้าพเจ้าถึงว่า สั่นสะเทือน

เมื่อไหร่หนอ ใจข้าพเจ้าจะหนักแน่นประดุจภูผา กระทบแล้วไม่สะเทือน ทั้งสรรเสริญ แลนินทา

เมื่อไหร่หนอ โลกธรรมทั้ง ๘ จะสิ้นราคาไปจากใจข้าพเจ้า

เมื่อไหร่หนอ ...

เมื่อไหร่หนอ ฯ

#4 By Dhammasarokikku on 2008-07-16 14:32

Favourites