เนื่องด้วยมีผู้ติงเข้ามาว่า ผู้เขียนไม่ควรเอาพระไตรปิฎกมาล้อเล่น ผู้เขียนขออนุญาต เปลี่ยนชื่อเอ็นทรี่ใหม่ เนื่องจากเกรงว่า จะมีผู้เข้าใจผิดคิดว่า พระไตรปิฎกเป็นเช่นนั้นจริง ๆ ผู้เขียนเองอาจได้ลาพักร้อน ไปนอนตีพุงแช่แข็งในโลกันตมหานรก นรกติดแอร์นอกจักรวาลนั่น รับทราบไว้ด้วยนะครับว่า นี่คือ "นิทาน" นิท๊าน....นิทาน

ก่อนอื่นขอขมาพระรัตนตรัยกันไว้ก่อน 

สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต อุกาสะ ทวารัตตะเยนะ กะตัง ฯ

สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเต ฯ

ความในตอนที่แล้ว เศรษฐีเมืองมาบุญครองนคร(โกสัมพี) ส่งคนไปตามโฆสกะกลับมา

ในกาลนั้น น้องกุ๊งกิ๊งคนสวย ก็จัดการให้คนอยู่อารักขาเรือนหอ ทั้งกลางวันกลางคืน แม้มีผู้ใดมาเยี่ยมเยือน ก็ประกาศไปว่า ต้องมาผ่านเรื่องที่เธอก่อน

ครั้นคนของเศรษฐีที่ถูกใช้ให้มาตามโฆสกะกลับบ้าน มาถึงเรือนแล้ว สาวน้อยกุ๊งกิ๊งจึงออกสกัดดาวรุ่ง "นี่ คุณมาทำอะไรที่นี่"

"ผมเป็นคนของเศรษฐีเมืองมาบุญครองซิตี้ มาเพื่อตามคุณหนูกลับ เพราะท่านเศรษฐีป่วย อยากจะเห็นหน้าคุณหนูขอรับ" คนของเศรษฐีกล่าว

"อืม...." สาวน้อยกุ๊งกิ๊งทำท่าใช้ความคิด "แล้วท่านเศรษฐีป่วยหนักไหม"

"ไม่หนักมากขอรับ ยังพอรับประทานอาหารได้" ชายหนุ่มตอบ

 "เอาละ ถ้างั้นท่านจงอยู่ที่นี่ก่อน เมื่อเราอนุญาต ท่านจึงจะกลับได้" สาวสวยสะใภ้ใหม่ของเศรษฐีมาบุญครองซิตี้สั่งเฉียบขาด

กาลเวลาผ่านไปหลายวัน อาการป่วยของเศรษฐีทรุดลงอีกด้วยความแค้นสะสม เรียกหาเสมียนมา ถามว่า "นี่ พ่อยังไม่ได้ส่งคนไปตามเจ้าโฆสกะ อีกหรือ"

"จัดการส่งไปเรียบร้อยแล้วครับ แต่เอ....ทำไมป่านนี้ยังไม่กลับก็ไม่ทราบ" เสมียนตอบ

"งั้นพ่อจงส่งคนไปอีกซิ เผื่อเจ้าคนแรกมันไปเถลไถลที่ไหน ข้าคิดถึงลูกข้าจะแย่แล้ว" เศรษฐีซ่อนความแค้นอย่างแนบเนียน

เสมียนจัดการส่งคนไปอีกรอบ พบเลขาหน้าห้องจำเป็น เช่นเคย ทักทายบอกความประสงค์แล้ว สาวสวยกุ๊งกิ๊งก็จัดการเช่นเดิม

หลายวันผ่านไป เศรษฐีอาการทรุดหนักลงอีก หูอื้อ ตาลาย หลงทิศ หลงทาง จะไปซ้าย กลับไปทางขวา จะไปขวา กลับมาทางซ้าย จะถ่าย กลับบอกว่า จะกิน จะกิน กลับบอกว่า จะถ่าย แต่สิ่งหนึ่งที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง ก็คือความแค้นที่กลุ้มรุมเร้าใจอยู่ จึงเริ่มเพ้อร้องเพลงว่า "ข่าวคราว เงียบหาย ไปสองสามปี นึกว่าไปได้ดี....."

เสมียนหนุ่มปาดเหงื่อรู้ว่าเศรษฐีร้องเพลงแดกดัน รีบแก้ตัวพัลวัน "ผมจัดการส่งคนไป ๒ คนแล้วนะครับ เดี๋ยวผมจะรีบส่งคนไปใหม่ กำชับให้กลับมาโดยด่วนครับ" แล้วหลีกไป

ครั้นเด็กหนุ่มคนที่ ๓ ไปถึงเรือนแล้ว เลขาแสนสวย ทักทายโอภาปราศรัยพอสมควรแล้ว ก็ถามถึงอาการของเศรษฐี

"ท่านเศรษฐี อาการหนักมากแล้วครับ รับประทานอะไรก็ไม่ค่อยได้ พูดจาไม่ใคร่รู้เรื่อง อยากกิน กลับพูดว่า อยากถ่าย อยากถ่าย กลับพูดว่า อยากกิน แถมยังเพ้อร้องเพลงลูกทุ่งด้วยครับ ทั้งที่เวลาปกติท่านจะร้องคาราโอเกะพวกแนว ซิลลี่ฟูล หินเหล็กไฟ คาราบาว เป็นหลักครับ"

"อืม.....งั้นเจ้าจงกลับไปบอกท่านเศรษฐีว่า เดี๋ยวลูกชายของท่าน จะกลับไปเยี่ยม พร้อมด้วยสะใภ้ใหม่" สาวเปรี้ยวสั่งแล้ว เข้าห้องไปหาสามี

"พี่โฆสะชินกิคะ(โฆสกะ+ดงบังชินกิ) ท่านปะป๊าของคุณพี่ป่วยไม่เสบยเจ้าค่ะ ท่านให้คนมาบอกว่า อยากพบพี่"

"ห๊ะ....คุณพ่อไม่สบาย ตายแล้ว ๆ ต้องรีบไปเยี่ยมท่าน โธ่...ท่านอุตส่าห์จัดงานให้พี่เสียอลังการ แล้วท่านก็ดันมาป่วย นี่พี่ก็มัวแต่สนุกสนานกับเจ็ทสกีรุ่นโลงจำปาอยู่ พี่นี่ช่างเป็นลูกอกตัญญูจริง ๆ ยังไม่ได้ไปกราบขอบคุณท่านเลย" โฆสกะทำท่าวุ่นวายใจอยู่ "แล้วน้องว่า เราจะทำอย่างไรดี"

"คุณพี่คะ คุณพี่เป็นผู้ใหญ่แล้วนะคะ แต่งงานมีครอบครัวแล้วเขาถือว่า เป็นผู้ใหญ่แล้ว จะกลับไปหาคุณพ่อทั้งที จะไปมือเปล่าได้อย่างไรคะ คุณพี่ควรจัดเครื่องบรรณาการอันเกิดจาก คอนโดทั้งร้อยหลัง ไปเยี่ยมท่าน จึงสมควร"

"จริงสิ" ว่าแล้วหนุ่มใหญ่โฆสกะก็ไปจัดการตามที่เมียสาวแนะนำ สาวน้อยกุ๊งกิ๊งยิ้มอย่างพอใจ เพราะการเตรียมขบวนแห่เครื่องบรรณาการนั้น ก็ต้องใช้เวลาจัดเตรียมอีกหลายวัน

ครั้นขบวนแห่ตระเตรียมจนเรียบร้อยแล้ว ก็เตรียมจะออกเดินทาง สาวสวยกุ๊งกิ๊งกลับแนะว่า "พี่จ๋า นี่ ดูท่าคุณพ่อของพี่ จะเจ็บหนัก ขืนยกขบวนแห่นี้ไปด้วย เกรงจะเนิ่นช้า แลไม่ทันกาล เราไปกันเฉพาะเรานี่แหละ ของบรรณาการเหล่านี้ เอาไปไว้ที่บ้านทรายทองเสีย" (โห...ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น) 

โฆสกะทำหน้าครุ่นคิดอยู่แป๊บหนึ่งแล้วว่า "ความจริงพี่ไม่ว่าอะไรหรอกนะ แต่น้องจะว่าอะไรไหมถ้าพี่จะขนเจ็ทสกีกลับไปเล่นด้วย" ไม่วายโฆสกะยังห่วงเล่นอยู่นั่นแล

ครั้นเมื่อถึงคฤหาสน์ของเศรษฐี สายเปรี้ยวกุ๊งกิ๊งก็ทำความตกลงกับหนุ่มน้อยโฆสกะว่า "เดี๋ยวพี่ไปยืนตรงปลายเท้าคุณพ่อนะ เดี๋ยวน้องจะไปยืนข้างศีรษะ"

"ท่านครับ บุตรชายของท่านมาแล้วครับ" เสมียนปลุกเศรษฐีที่กำลังนอนซมอยู่

"มาแล้วรึ พ่อตัวดี แค่ก ๆ" เศรษฐีตื่นขึ้นมาอย่างสโหลสเหล กระแอมนิดหนึ่งให้รู้ว่า ป่วยอยู่นะเฟ้ย แล้วเรียกน้องเหมียนมาถามว่า "ทรัพย์ของข้ามีอยู่เท่าไหร่"

"มีอยู่ ๔๐ โกฏิ ขอรับ ยังไม่รวม ช้าง ม้า วัว ควาย ยานพาหนะ คอนโด โทรศัพท์มือถือ แล้วก็...." เสมียนสาธยายน้ำไหลไฟดับ

"โธ่...คุณพ่อครับ คุณพ่อยังไม่หายดีเลย อย่าเพ่อคุยเรื่องทรัพย์สินเลยดีกว่าครับ เดี๋ยวผมจะแนะนำเจ้าสาวของผมให้ก่อน" โฆสกะพูดด้วยความเป็นห่วง

"เฮยยย...." เศรษฐีโบกไม้โบกมือ ได้ยินเรื่องเกี่ยวกับการแต่งงานแล้ว มันเจ็บกระดองใจ เหมือนเอาน้ำมันมาราดกองไฟ "เอ็งไม่ต้องมาพูดดี....ทรัพย์สินทั้งหลายนี่ข้าให้เอ็งทั้งหมด" เศรษฐีพลั้งปากพูดสิ่งตรงข้ามกับที่ใจต้องการ เพราะอาการป่วย

สาวห้าว กุ๊งกิ๊ง เดอะมัตสึโตะ มีปฏิภาณไวกว่าแสง ได้ยินดังนั้น ก็จัดการสยายผมทำเป็นร้องไห้ "โธ่....คุณพ่อ.....อย่าพูดเป็นลางอย่างนั้นซีคะ" แล้วก้มลงใช้ท่าเฮดบัด*ท่าเดียวกับที่เคยน็อคหนูหื่นลงไปกองกับพื้นมาแล้ว กระแทกเข้าที่หน้าอกของเศรษฐี แล้วฟูมฟาย ถูไปถูมาบนหน้าอกเศรษฐีนั้นกลบเกลื่อน อย่างเนียน

*ท่าหนึ่งของนักมวยปล้ำ ใช้หน้าผากตน กระแทกหน้าผากคู่ต่อสู้

เศรษฐีป่วยหนัก จะตายมิตายแหล่ เจอท่าเฮดบัด ระดับนักมวยปล้ำหญิงเข้าไป ก็ถึงกาลมรณา มิทันได้ออกเสียงสักแอะเดียว

เสมียนอยู่ในเหตุการณ์โดยตลอด จึงประกาศไปว่า "เศรษฐีถึงแก่อนิจกรรมแล้ว" แล้วหันไปเขียนลงมรณบัตรว่า "หัวใจวายตาย เพราะเจอสาวรุ่นซบอก" 

ความทราบถึงพระเจ้าอุเทนถวาย จึงให้สืบลำดับญาติ ได้ความว่า เป็นโฆสกะ ที่จะได้รับมอบตำแหน่งเศรษฐีต่อจากบิดาของเขา จึงเรียกโฆสกะเข้าเฝ้า

โฆสกะรีบบึ่งไปด้วยเจ็ทสกีลำโปรด พระเจ้าอุเทนได้ยินเสียงเครื่องยนต์สงสัยอยู่ จึงทอดพระเนตรลงมาจากพระแกล(หน้าต่าง)  มองดูจนเด็กหนุ่มเข้ามาถึงท้องพระโรง

"นี่เจ้าชื่อโฆสกะหรือ" พระเจ้าอุเทนตรัสถาม

"พระอาญามิพ้นเกล้า ถูกแล้ว พระเจ้าข้า" โฆสกะถวายคำนับแล้วตอบ

"เจ้าอย่าเสียใจไปเลยนะ ที่สูญเสียบิดาไป เราจะให้ตำแหน่งเศรษฐีของบิดาเจ้า แก่เจ้า" พระเจ้าอุเทนปลอบ

"ขอบพระทัย ฝ่าบาท" โฆสกะตอบอย่างนอบน้อม

"เอาละ หมดธุระแล้ว ไปได้" พระเจ้าอุเทนตรัส

"งั้นกระหม่อมขอทูลลา" โฆสกะคำนับแล้วหลีกไป

พระเจ้าอุเทนทอดพระเนตรเด็กน้อยโฆสกะเดินกลับ แต่ไม่ยอมขี่เจ็ทสกีเช่นขามา จึงสั่งให้คนไปเรียกเขามาจากที่นั้น

"ทำไมเจ้าถึงไม่ขี่เจ็ทสกีกลับเช่นขามาเล่า" พระเจ้าอุเทนตรัสถาม

"ขออภัย พระอาญามิพ้นเกล้า ขามานั้นหม่อมฉันยังเป็นเด็กอยู่ บัดนี้เมื่อได้รับทราบตำแหน่งที่พระองค์แต่งตั้งให้แล้ว การที่หม่อมฉันจะเที่ยวเล่นเยี่ยงเด็กเช่นขามานั้น ไม่ควร พระเจ้าข้า"

พระเจ้าอุเทนได้ฟังความแล้ว ยิ้มอยู่ คิดในใจว่า "ชายผู้นี้ หาใช่ผู้มีปัญญาทราม เราตั้งตำแหน่งเศรษฐีไว้นั้น ชอบแล้ว" แล้วปูนบำเหน็จให้แก่นูโว้ริช(เศรษฐีใหม่)โฆสกะ ด้วยสรรพวัตถุ ๑๐๐ อย่าง 

และแล้วคำทำนายของเทพธิดาพยากรณ์ 1900 กด 1150 สั่งเคเอ็ฟซี ก็เป็นจริงจนได้ ผู้ที่เกิดวันนั้น ได้เป็นเศรษฐีแห่งเมืองมาบุญครองซิตี้ จริง ๆ (ไม่เชื่อลองกดไปถามดูนะ)

ฝ่ายข้างสะใภ้ใหม่คุณหนูกุ๊งกิ๊ง กำลังเม้าท์น้ำลายแตกฟอง กับนางกาลิเลโอสาวใช้ ในครัว ราวกับเป็นละครช่อง ๗ "นี่แม่กาลิ รู้ไม๊ที่เจ้านายของเธอได้เป็นเศรษฐีเนี่ยะ ฝีมือใคร...." สะใภ้ใหม่ยิ้มกริ่มเชิดหน้าอย่างภูมิอกภูมิใจ

"รู้แล้วละค๊า ก็ฝีมือคุณหนูใช่ม๊า ก็เล่นไปยั่วคุณผู้ชายเสียจนหัวใจวาย...โธ่...มุกนี้ ละครเมืองไทยเขาก็ใช้กันเกร่อ" นางกาลิยักไหล่อย่างดูแคลน

"บ้านะซี ชั้นไม่ได้ยั่วอะไรสักหน่อย ท่านตายของท่านเองหรอก เธอหน่ะไม่รู้อะไร คุณผู้ชายของเธอหน่ะ ผูกจดหมายสั่งฆ่าเจ้านายน้อยของเธอด้วยนะรู้ไม๊ นี่ดีที่ชั้นไปเจอเข้าเสียก่อน เลยแปลงสาส์นเสียเป็นว่า ให้มาแต่งงานกับชั้น" สาวเจ้าอยากโม้เสียเต็มประดา

"โธ่...คุณหนูนั่นละไม่รู้อะไร คุณผู้ชายหน่ะ พยายามฆ่าคุณหนูโฆสกะมาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว คุณหนูก็รอดมาได้ถึง ๗ ครั้ง....." เจอสาวใช้บลัฟกลับเข้าให้

"อ้าว คุยอะไรกันอยู่สาว ๆ" หนุ่มน้อยโฆสกะโผล่เข้ามาขัดจังหวะ

หนุ่มน้อยโฆสกะ จะได้ทราบความเป็นมาของตน หรือไม่ และจะทำอย่างไรต่อไป ติดตามได้ตอนต่อไป

จบตอน ๑๖

อุทาหรณ์สอนใจให้รู้ว่า โกธะชาโต ปะราภะโว ผู้เกิดความโกรธแล้ว ย่อมเป็นผู้ฉิบหาย

ความเห็นส่วนตัว *เคยได้ยินหรือไม่ วลีที่ว่า "เมื่อวานไปทำบาปมา เดี๋ยววันนี้ไปทำบุญชดเชยเสียหน่อย" นั่นเป็นความเข้าใจที่ผิดเพี้ยนไปไกลพอควร ความจริงแล้ว บุญ กับ บาป อยู่คนละบัญชีกัน หักล้างกันไม่ได้ กรรม ที่ทำแล้ว ไม่ว่าเป็นกุศล หรือ อกุศล ต้องได้รับผลของกรรมนั้น แต่ยังพอมีตัวช่วย ดังอาจเห็นตัวอย่างได้ชัดเจนจากเรื่องราวของเด็กชายโฆสกะนี้ อกุศลกรรมที่ได้ทิ้งลูก ในอดีตชาติ ได้มาสนองให้ถูกทิ้งให้ตาย ถูกปองร้ายถึง ๗ ครั้ง แต่ก็รอดตายมาได้ทุกครั้ง ด้วยอำนาจแห่งผลบุญที่ได้เห่าพระปัจเจกพุทธเจ้าด้วยความรัก สมัยเกิดเป็นสุนัข (ความรักในพระปัจเจกพุทธเจ้ามากขนาดไหน ต้องลองจินตนาการตามไปด้วยนะว่า "เห่าอาลัยรักจนขาดใจตาย" กำลังใจไม่ธรรมดาเลย) ด้วยหลักการเช่นนี้ เขาถึงให้ทำบุญละลายบาป คือหมายถึง บุญที่ทำพอจะมีอำนาจให้เวลาอกุศลกรรมมาสนองทุเลาความรุนแรงลง(ไม่ใช่เจ๊ากันนะ) หากว่าได้ทำอกุศลกรรมลงไปแล้ว ทว่าทางที่ดีที่สุด คือ เลี่ยงการทำอกุศลกรรมไปเลย ทั้งนี้บุญที่สร้างเพื่อละลายบาปนั้น ต้องมีกำลังสูงพอด้วยนะ ไม่ใช่ไปฆ่าคนมา แล้วไปทำทานกับขอทาน ๑๐ บาท อย่างนี้กำลังบุญ กับ บาปไม่เสมอกัน อยากทราบเรื่องกำลังบุญ แวะไปอ่านได้ ในวิธีสร้างบุญบารมี : ทำทานอย่างถูกวิธี เป็นเอนทรี่เก่า ๆ แล้ว*

ข้อสังเกตุ *ผู้หญิงในเรื่องนี้ มีความฉลาด และรอบคอบ เป็นอย่างมาก ทั้งพระนางเทวี ทั้งสาวน้อยกุ๊งกิ๊ง อย่างคำสั่งในจดหมายที่นอกจากสั่งว่า ให้จัดงานแต่งงานแล้ว ยังสำทับอีกว่า จัดงานเสร็จแล้ว ให้กลับไปบอกเศรษฐีด้วย นั่นเป็นการยื่นความตายให้เศรษฐี โดยไม่เปลืองแรงเลย แม้แต่น้อย ทั้งเมื่อสั่งการเช่นนั้นแล้ว ก็ให้จัดรักษาเรือนหออย่างมั่นคง นั่นเป็นเพราะคาดการณ์ว่าถ้าเศรษฐีไม่ป่วยลงเสียก่อน เศรษฐีอาจจะส่งคนมาราวีโฆสกะ กับตัวเธอเองอีก ก็เป็นได้ ที่สำคัญสาวน้อยยังสามารถทำทุกอย่างที่ว่ามา สำเร็จลงในกระดาษแผ่นเดียว ที่ผูกไว้ชายผ้านั้น นับเป็นความฉลาดอย่างยิ่งทีเดียว เนื้อหาการวางแผนอันแยบคายนี้ มาจากพระธรรมบทฉบับออริจินอลเลย ข้าพเจ้าเพียงเปลี่ยนฉาก เปลี่ยนตัวละครเท่านั้น เนื้อหาพล็อตเรื่องนั้น คงเดิมแท้ ๆ ถ้าอ่านพระไตรปิฎก อย่างพิจารณา ก็อ่านสนุกไม่แพ้สามก๊กเลย*

big smile อ่านเพลินดีเลยค่ะ

#1 By Icys :: Formation A-Z on 2008-07-25 12:16

แบบนี้กุ๊งกิ๊งจะผิดศีลข้อแรกมั้ยครับเนี่ย sad smile

#2 By Detonator on 2008-07-25 21:39

ตอบความเห็นที่ ๒

ผิดเห็น ๆ อยู่แล้ว พระพุทธเจ้าถึงตรัสว่า

ปิยะโต ชายะเต โสโก ปิยะโต ชายะเต ภะยัง
ปิยะโต วิปปะมุตตัสสะ นัตถิ โสโก กุโต ภะยัง


ซึ่งแปลเป็นใจความว่า ความรักมีอยู่ ณ ที่ใด ที่นั้นย่อมมีซึ่งภัย และความโศก
ครั้นไม่มีความรักแล้วไซร้ ภัย และความโศก ก็ไม่มี

สาวน้อยกุ๊งกิ๊งลงมือฆ่าคน ก็เพราะความรักในสามีเป็นเหตุ แต่พระธรรมบทไม่ได้กล่าวถึงว่า สาวน้อยกุ๊งกิ๊งได้รับผลอย่างไรจากการทำปาณาติบาตในครั้งนี้ เรื่องราวของความรักนำมาซึ่งภัยนั้น มีให้เห็นดาษดื่น ตามหน้าหนังสือพิมพ์ ยืมเงินของหน่วยงาน(ที่ตัวเองเป็นผู้ดูแลบัญชี) ไปให้แฟนซื้อกระเป๋าใหม่บ้าง รักไม่สมหวัง ฆ่าตัวตายบ้าง หึงผัว หึงเมีย ฆ่ากันตายบ้าง หรือบางทีก็รักลูกรักเมีย เกินกว่าจะปล่อยให้มีชีวิตอยู่ตามยะถากรรม ก็จัดการปลงชีวิตเสียยกครัวบ้าง

เห็นแล้วสมควรนำมาพิจารณาว่า สิ่งที่พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสไว้ จริงหรือไม่ และเราสมควรจะมองโลก อย่างบิดเบี้ยว ผิดเพี้ยน ต่อไปว่า ความรักอันประกอบด้วย อวิชชา ตัณหา อุปาทาน นั้น เป็นสิ่งประเสริฐ สมควรเชิดชู ไขว่ขว้า หาคู่มาไว้เคียงข้าง กันเหงา กันขึ้นคาน กันตัวเองไปแอบอิจฉาคนอื่นที่เขามีคู่กัน หรือเราควรมองโลกใหม่ ตามความเป็นจริง ชื่นชมในความไม่มีคู่ของเราว่า เราโชคดีกว่า คนที่เขามีคู่เสียอีก พวกที่มีคู่ นอกจากจะต้องดูแลขันธ์ทั้ง ๕ ของตัวเองแล้ว ยังต้องดูแลขันธ์ทั้ง ๕ ของคู่อีก รวมต้องดูแลถึง ๑๐ ขันธ์ แค่ ๕ ขันธ์ ก็ทุกข์จะแย่แล้วครับ หนักกว่านั้นก็มีลูก มี ๑ คน ก็กลายเป็น ๑๕ ขันธ์ ๒ คน ก็กลายเป็น ๒๐ ขันธ์ แค่คิดก็เหนื่อยแล้วครับ

มิฉะนั้นก็หนีไปเป็นพระโสดาบันกันดีกว่า พระโสดาบันยังมีคู่นะครับ แต่รักกันอยู่ในขอบเขตของศีล ฉะนั้นต่อให้รักกันแทบตายแค่ไหน เรื่องจะฆ่าจะแกงกัน ไม่มีในพระโสดาบันครับ

ขอนอบน้อมแด่พระสัทธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ชอบแล้ว ฯ

#3 By Dhammasarokikku on 2008-07-25 22:54

เรื่องชักเข้มข้น
แล้วพระนางสามาวดีอยู่ที่ไหนล่ะท่านsad smile
ชื่อเรื่องมาก่อนตัวเอก ฮ่าๆ

#4 By SEsai*im อิ่มๆ on 2008-07-25 23:17

ตอบความเห็นที่ ๔

เกือบแล้วจ้ะ อีกไม่เกิน ๕ ตอน นางเอกโผล่มาแน่ ๆ
เรื่องราวอาจไม่เข้มข้นเท่าสาระbig smile

ช่วงที่ผ่านมาเป็นเพียงการอารัมภบทแนะนำตัวละคร ทุกตัวละครมีความเนื่องกันอยู่ อย่างตอนที่แล้ว กำเนิดพระเจ้าอุเทน ก็กลับมามีบทบาทในการแต่งตั้งเศรษฐีโฆสกะ และจะมีบทบาทเพิ่มขึ้นในตอนต่อ ๆ ไป

น่าแปลกที่นิทาน(ซึ่งบันทึกจากเรื่องจริง)อายุตั้งสองพันห้าร้อยกว่าปี ยังคงสนุกสนานยิ่งกว่าเรื่องจริงบางเรื่องในปัจจุบัน หรือนิทานประโลมโลกบางเรื่อง แลสำคัญกว่านั้น ยังมีสาระ พุทธพจน์ คำสอน ข้อคิดสอนใจ เตือนใจ สัจธรรม อัดแน่นอยู่ในความสนุกสนานนั้น

ขอนอบน้อมแด่พระสัทธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้ว ฯ

#5 By Dhammasarokikku on 2008-07-26 12:33

นิทานเรื่องนี้สงวนลิขสิทธิ์ไหมครับ
ว่าจะเอาไปลงบอร์ดของกระผม ( http://puresed.invisionplus.net )

#6 By maha-oath (125.26.9.164) on 2008-07-26 15:22

ตอบความเห็นที่ ๖

คำถามนี้สงสัยต้องไปถามท่านลอร์ดขอรับ
ถ้าท่านลอร์ดไม่สงวนลิขสิทธิ์ กระผมก็เช่นกัน
เพราะนี่เป็นลิขสิทธิ์ของท่าน

(ท่าน Lord Buddha นะ)

พุทธัสสาหัสมิ ทาโส วะ พุทโธ เม สามิกิสสะโร
ของของทาส ย่อมเป็นของของเจ้านาย จริงไหมขอรับ

ว่าแต่ว่า ท่านสนใจจะรับแนวข้อสอบนักธรรมตรีบ้างไหมล่ะขอรับ สักกี่เล่มดี?

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#7 By Dhammasarokikku on 2008-07-26 15:43

๑) สาธุ สาธุ งั้นก็อปไปด่วนเลย

๒) มีสัก ๒๐ เล่มไหมขอรับ

#8 By maha-oath (117.47.49.72) on 2008-07-26 18:34

ตอบความเห็นที่ ๘

ขอถวายสักร้อยเล่มเลยได้ไหมขอรับ

เผื่อวัดข้าง ๆ ด้วย (ที่เป็นสำนักปริยัติหน่ะขอรับ)

แต่เอ...พวกขนส่งอย่าง นิ่มซีเส็งนี่เขาส่งถึงวัดหรือเปล่าขอรับ ถ้านิ่มซีเส็งจะตกอยู่กล่องละ ๕๐-๘๐ บาท ส่วนถ้าส่งไปรษณีย์ จะปาไป ๑๔๐ บาทขอรับ

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

ปล.อาจส่งให้เกินร้อยนะขอรับ ตามขนาดกล่อง

#9 By Dhammasarokikku on 2008-07-26 20:26

อะ... ปกติ พระนวกะ เขาจะมีประชุมกันนี่ครับ ไม่ทราบว่า ไปประชุมกันที่วัดท่านหรือเปล่า

ไปแจกในงานประชุมนี่ทั่วถึงสุด ๆ แน่

เจริญในธรรม ฯ

#10 By Dhammasarokikku on 2008-07-26 22:06

ไม่ยากขอรับ ส่งมาเป็น พัสดุเก็บเงินปลายทางก็ได้ เดี๋ยวกระผม ไปรับที่ไปรษณีย์ และชำระค่าส่งเองได้ ไม่มีปัญหา ถือว่าเป็นการร่วมบุญ ร่วมกุศลกันด้วย

ถ้าท่านไม่กล่าวถึงเรื่องประชุมพระนวกะ ผมลืมไปแล้วนะเนี่ย ที่อำเภอ ไม่ประชุมเฉพาะพระนวกะ ครับ จอ. ท่านให้ประชุมพระสงฆ์ ทั้งอำเภอพร้อมกันทีเดียวเลย พระหลายร้อย ( พระเก่าจะเซ็ง ๆ หน่อย เพราะว่า นั่งฟังทั้งวัน แถมพูดเรื่องเดิมทุกปี แต่ก็ดี ได้ฟังสิ่งที่ฟ้งแล้วแต่ยังไม่แจ่มแจ้ง ก็เป็นประโยขน์ของการฟังธรรมอย่างหนึ่ง ) งานนี้ไม่ได้จัดที่ัวัดครับ จัดที่วัดพนัญเชิงวรวิหาร ที่ท่าน จอ. เป็น จล. อยู่ ( ตัวย่อเยอะจัง งงเอง )
นมัสการลาขอรับ

#11 By maha-oath (125.26.7.96) on 2008-07-27 09:15

ตอบความเห็นที่ ๑๑

สอบถามเจ้าภาพแล้ว เขาว่า รออีกสักเล็กน้อยดีกว่าขอรับ ถ้ามีส่งหลาย ๆ เจ้า เขาอาสาจะไปส่งให้

ว่าแต่ว่า จล. นี่ย่อมาจากอะไรครับ จลาจล หรือขอรับ

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#12 By Dhammasarokikku on 2008-07-27 18:13

จล. ย่อมาจาก เจ้าอาวาสพระอารามหลวง ครับ
จร. ก็ เจ้าอาวาสวัดราษฎร์

วัดหลวงต้องใช้ว่า พระอารามหลวง เรียก โบสถ์ ว่า พระอุโบสถ
วัดราษฎร์ ก็ใช้ว่า วัดราษฎร์ เรียก โบสถ์ ว่า อุโบสถ
big smile big smile

#13 By maha-oath (117.47.191.40) on 2008-07-27 18:49

โห...นึกว่า จล. คือ จลาจล
จร. คือ จราจร ซะอีก
ความรู้ใหม่ขอรับนี่
พระอุโบสถ กับ อุโบสถ ก็ความรู้ใหม่ขอรับ
ท่านมหาฯ นี่เหมือนดิกชันนารี่เคลื่อนที่เลยนะขอรับ
ความรู้เยอะจริง ๆ
อย่างนี้เขาเรียก "พันท์ดิท" ใช่ไหมขอรับนี่

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#14 By Dhammasarokikku on 2008-07-27 19:36

Favourites