ชิตังเม แปลว่า เชอะ... เจ้าคนอุจจาระเหนียว เป็นตังเม
posted on 27 Jul 2008 12:47 by akkarakitt in Dharmaเห็นหลาย ๆ บล็อก เขาเขียนว่า บล็อกก็เหมือนไดอารี่ วันนี้ก็เลยขออนุญาตเขียนไดอารี่ลงบล็อกเสียหน่อย
สืบเนื่องมาจาก เมื่อเดือนก่อน คุณหลิน(เจ้าเก่าจาก Episode V) ได้ออกเดินทางร่วมไปกับเจ้าภาพสร้างพระพุทธรูปสมเด็จองค์ปฐม ชำระหนี้สงฆ์ ขนาดพระเพลา(หน้าตัก) ๔ ศอก ที่วัดพระธาตุบ้านแอ้ว อ.ทุ่งหัวช้าง จ.ลำพูน เพื่อไปติดพระเนตรที่สร้างจาก นิล และมุก และได้ไปพักที่วัดพระพุทธบาทถ้ำป่าไผ่ ที่หลวงพ่อมหาสิงห์ เป็นเจ้าอาวาสอยู่ ได้สนทนาธรรมกับท่านอยู่พักใหญ่ ท่านเอ่ยปรารภว่า ยังไม่รู้จะแจกอะไรในวันทอดผ้าป่าสร้างพระพุทธรูปสมเด็จองค์ปฐม ชำระหนี้สงฆ์ ปิดทอง ที่มณฑปครอบรอยพระพุทธบาท บริเวณเหนือปากถ้ำป่าไผ่(ของวัดท่านเอง) ในวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๑ นี้เลย พระรอดก็สร้างไปไม่รู้กี่รุ่นต่อกี่รุ่น จนคนที่มา เขามีกันหมดแล้ว อยากจะแจกหนังสือธรรมะของหลวงพ่อบ้าง หนังสือก็แพงเหลือเกิน อย่างต่ำก็เล่มละ ๑๐ บาท คุณหลินเธอปรารถนาดี เลยเสนอหลวงพ่อว่า ทางข้าพเจ้ามีหนังสือบันทึกการธุดงค์อิงธรรมะอยู่ตั้งมากมาย ให้หลวงพ่อขอข้าพเจ้า เอาไปแจกซี
ข้าพเจ้ารับสายโทรศัพท์ของหลวงพ่อมหาสิงห์มาอย่างงง ๆ แต่ก็รับปากด้วยความยินดี เรื่องแจกของนั่น ของโปรดอยู่แล้ว คุณหลิน กลับมาพร้อมซองผ้าป่าปึกใหญ่ ที่ข้าพเจ้าไปปวารณา ขอมา ๕๐ ซองเอง เวลาผ่านไปสักสัปดาห์หนึ่ง ก็ระลึกขึ้นมาได้ว่า ใกล้เวลาทอดผ้าป่าแล้ว สมควรจะส่งหนังสือขึ้นไปล่วงหน้า ให้ท่านตระเตรียมเสียก่อน ตั้งใจว่า จะถวายท่านเสีย ๒๐๐-๓๐๐ เล่ม ทว่าก็ไม่ทราบว่า ท่านจะใช้สักกี่เล่ม เลยโทรขึ้นไปถาม แจ้งท่านว่า "ผมมีหนังสืออยู่ ๑,๒๐๐ เล่ม หลวงพ่อต้องการใช้สักกี่เล่มขอรับ" คำตอบที่ได้รับกลับมา เล่นเอาหงายท้อง "ลูกจ๋า หลวงพ่อขอหมดเลยได้ไหมจ๊ะ" ได้ฟังครั้งแรก หน้ามืดไปเล็กน้อย ไม่คิดว่าท่านจะขอมารุนแรงขนาดนี้ พอวางสายก็มานั่งพิจารณา ความจริงแล้ว หนังสือนี้ เราก็พิมพ์ขึ้นมาเพื่อแจกทั้งนั้นแหละ แล้วเราจะหวงไว้ทำไม ก็ได้คำตอบว่า ที่หวงเพราะกลัวตัวเองไม่มีของแจก ครั้นแล้วก็สงสัยขึ้นมาอีกว่า เป็นเพราะหลวงพ่อ ท่านไม่เคยอ่านหนังสือของข้าพเจ้าหรือเปล่า ท่านนึกว่า เป็นหนังสือธรรมะชั้นดี ของหลวงพ่อหรือเปล่า ความจริงแล้ว ก็เป็น บันทึกการปฏิบัติส่วนตัว ของมือใหม่หัดขับ ธรรมดา ๆ เท่านั้น ตัวท่านเอง ธุดงค์ขึ้นเหนือล่องใต้ร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ จะมาเอาหนังสือธรรมะเด็ก ๆ ของข้าพเจ้าไปทำไมกัน เลยโทรขึ้นไปบอกท่านอีกครั้ง ว่าจะส่งไปให้ท่านอ่านสักเล่มหนึ่งก่อน กลัวส่งขึ้นไปแล้ว ไม่ถูกใจ ตีคืน จะเสียค่าขนส่ง ๒ ต่อ พอโทรไปท่านว่า "อ๋อ เคยอ่านแล้ว เล่มที่ถวายหลวงพี่ศรีนวล มาใช่ไหม" หลวงพ่อตอบกลับมา เล่นเอาอึ้งไปอีกเล็กน้อย "ตกลงรับ ๑,๒๐๐ เล่มเลยใช่ไหมขอรับ" ข้าพเจ้าถามย้ำเพื่อความแน่ใจ (จริง ๆ แล้ว ยังงกอยู่นั่นแหละ และโปรดทราบว่า ความงก ความโลภ และมัจฉริยะ-ความตระหนี่ นี่เป็นอกุศลมูลตัวเดียวกันหมด) "ตามใจลูกเถอะนะ ถ้าไม่ได้ ขอสัก ๕๐๐ เล่ม ก็ยังดี ถ้าเหลือจะได้เอาไว้แจกงานกฐินด้วย" ข้าพเจ้ายังไม่ละความงก ก็เวียนไปถาม คุณหลิน ดูอีกทีว่า เหมาะสมแล้วหรือ เธอก็ว่า "ถวายท่านไปเถอะ ท่านไม่มีของแจก"
บัดนั้นเอง ข้าพเจ้าจึงกลับมาทบทวนอีกรอบ จริงสินะ วัดในต่างจังหวัด จะไปหาโรงพิมพ์ที่ไหน พิมพ์หนังสือให้ ก็มีแต่ต้องหาไปจากกรุงเทพฯ ทั้งนั้น แถวนั้น ชาวบ้านก็ไม่ได้ร่ำรวย จะหาทุนที่ไหนมาพิมพ์หนังสือ และการให้ธรรมะเป็นทาน ก็ชนะทานทั้งปวง ไอ้เราเฝ้าสอนคนอื่นให้ทำทาน แต่ตัวเองดันมางกไม่เข้าเรื่อง ว่าแล้วก็จัดการแพ็คหนังสือ ๑,๒๐๐ เล่มลงกล่อง เสร็จแล้วยังมีที่ว่างเหลือ เลยเพิ่ม Episode V ลงไปอีกหลายเล่ม รวม ๆ แล้ว คงร่วม ๑,๓๐๐ เล่ม และเพิ่มดีวีดี วีดีทัศน์ของหลวงพ่อ เพิ่มลงไปอีกกว่า ๕๐ แผ่น อัดไปเต็มที่ ให้ได้เต็มกล่อง อุทานว่า "ชิตังเม ชิตังเม"
กำเนิดชิตังเม
ท่านจูเฬกสาฎก (อ่านว่า จู-เล-กะ-สา-ดก)
มีเรื่องในธรรมบท ท่านว่า เวลานั้นพระพุทธเจ้า พักอยู่ที่พระเชตวันมหาวิหาร เวลานั้น องค์สมเด็จพระพิชิตมาร ทรงบรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณใหม่ ๆ คำว่า พระพุทธเจ้า ยังไม่ปรากฏในโลก แต่คำว่า อรหันต์นี่ ชาวบ้านรู้เรื่อง เขาต้องการอรหันต์กัน แต่ยังไม่รู้จักอรหันต์จริง ๆ วันนั้น พระพุทธเจ้าเสด็จไปที่เมืองสาวัตถี และก็ไปพักที่พระเชตวันมหาวิหาร บรรดาทายกก็ประกาศว่า เวลานี้องค์สมเด็จพระบรมโลกนาถ คือ พระพุทธเจ้า อุบัติขึ้นแล้วในโลก ขอบรรดาท่านทั้งหลาย จงไปฟังเทศน์พระพุทธเจ้าทั้งกลางวัน และกลางคืน ใครจะไปกลางคืนก็ได้ ใครจะไปกลางวันก็ได้
ในตอนนั้นท่านบอกว่า มีพราหมณ์คู่หนึ่ง สองตายาย สองสามีภรรยาชื่อว่า จูเฬกสาฎก แต่ว่าพราหมณ์จูเฬกสาฎก ตามบาลีท่านบอกว่า ในสมัยพระวิปัสสี พราหมณ์คนนี้ชื่อว่า มหาสาฎก แปลว่า สาฎกใหญ่ สมัยพระพุทธเจ้าองค์นี้ ก็มาเกิดใหม่ก็ชื่อ สาฎกตามเดิม ชื่อ จูเฬกสาฎก แปลว่า สาฎกเล็ก จูเฬกสาฎกพราหมณ์ จนมาก สองสามีภรรยามีผ้าห่ม แค่ผืนเดียว (พราหมณ์ไปไหนต้องห่มผ้า คือ มีผ้านุ่ง และมีผ้าห่ม) วันนั้นคนฟังมาก จูเฬกสาฎกพราหมณ์ ไปฟังเทศน์พระพุทธเจ้า ด้วยความที่ไม่เคยฟัง อยากฟังชัด ๆ เลยไปนั่งด้านหน้าพระพุทธองค์
พระพุทธเจ้าตั้งใจเทศน์สงเคราะห์โดยเฉพาะ ท่านจี้จุดเฉพาะจูเฬกสาฎก แต่คนที่ พลอยฟัง พลอยได้หน่ะ มีเยอะ ตามธรรมดาพระพุทธเจ้าเทศน์ ต้องมุ่งก่อนว่า วันนี้เราไปเทศน์ จะมีใครบรรลุมรรคผลไหม จะมีผลเป็นประการใดบ้าง ถ้าไม่มีผลเลยนี่ไม่ไป ถ้าจะไปแล้ว จะต้องพูดแบบไหน จึงจะมีผล ท่านรู้ไปก่อน ในเมื่อจูเฬกสาฎก ไปนั่งข้างหน้า ท่านก็เทศน์เรื่อง ทานบารมี อธิบายผลของทานว่า ทาน เป็นปัจจัยให้เกิด ความรัก เป็นต้น ผู้ให้ ย่อมเป็นที่รัก ของผู้รับ เป็นต้น และบรรดาเพื่อนๆ ของบุคคล ของผู้รับ ก็ย่อมรักผู้ให้ เป็นต้น เทศน์อานิสงส์ของทานว่า การมีชีวิตอยู่ ก็มีความสุข และมีพวกมาก ตายไปแล้ว ไปเกิดบนสวรรค์ มาเกิดเป็นมนุษย์ใหม่ ก็เป็นคนร่ำรวย ท่านเทศน์ยาว ฟังไป ก็รู้และเข้าใจไปด้วย จูเฬกสาฎกพราหมณ์ฟังไป ๆ ก็ทราบว่า เรานี้หนอ ที่เกิดมายากจน ก็เป็นเพราะไม่เคยทำทานมา แต่ปางก่อนแท้ ๆ ชาตินี้จึงน่าเอน็จอนาถนัก สองคนออกจากบ้านพร้อมกันไม่ได้ เพราะมีผ้าห่มผืนเดียว วันนี้เราจึงมาฟังธรรมคนเดียว เพราะภรรยาไม่มีผ้าห่ม ก็เป็นเพราะเราไม่ได้ทำทานนี่แหละ คิดขึ้นมาว่า อย่ากระนั้นเลย เอาผ้าห่ม ที่เรามีอยู่ผืนเดียวนี้แหละ ถวายพระพุทธเจ้าเสีย พอคิดปั๊บ อกุศล ตัวความตระหนี่ มัจฉริยะก็ขึ้นมาแทรกทันทีว่า ให้ไปแล้ว แล้วเราจะเอาอะไรห่มเล่า ยิ่งร้ายไปกว่านั้น ภรรยาที่อยู่บ้านจะเอาอะไรที่ไหนมาห่ม อย่าเพิ่งให้เลย ว่าแล้วก็ฟังธรรมต่อ
ฟังไปจนถึงตอนกลาง ก็คิดขึ้นมาอีกว่า ก็เพราะอย่างนี้นี่เอง เราถึงยังจนอยู่อย่างนี้ ให้ไปเถอะน่า ถึงจนไม่มี ก็ค่อยหาใหม่ แต่ก็คิดขึ้นมาอีกว่า ถ้าให้ไปแล้วแล้ว หาใหม่ไม่ได้ เราทั้งสองคน ก็จะไม่มีอะไรห่ม ไม่มีผ้าห่มนี่ยังพอทำเนา ทำใจได้ แต่อดไม่ได้ฟังเทศน์ อันไพเราะเช่นนี้ ยอมไม่ได้ นี่ภรรยาเราอยู่ที่บ้าน ยังไม่ได้ฟังธรรมอันไพเราะนี้เลย ตัวตระหนี่มัจฉริยะ ความหวงแหนมันขึ้นมา ทำให้ตัดใจไม่ลง
นั่งฟังไป จนใกล้จะจบ ก็คิดว่า ให้ก็ให้เถอะน่า ไม่ให้วันนี้ ก็ไม่รู้จะได้ให้วันไหนแล้ว ภรรยาจะได้ฟัง ไม่ได้ฟัง ก็ช่างแล้ว จึงดึงผ้า (เก่างั่ก ๆ เพราะสองคน ผลัดกันใช้ผืนเดียว) ออกมา พับเสร็จ ก็นำผ้าไปถวายที่ พระบาทของพระพุทธเจ้า อุทานว่า “ชิตังเม ชิตังเม” ใน ที่ประชุมนั้น ชิตังเม แปลว่า “ข้าพเจ้าชนะแล้ว”
พระเจ้าปเสนทิโกศลเพิ่งกลับมาจากรบทัพจับศึก นั่งอยู่ในห้องประชุมนั้นด้วย ได้ยินก็คิดว่า ใครวะ กล้าบังอาจมาประกาศชัยชนะต่อหน้าเรา ก็ถามว่า นั่นใครร้อง นั่นเสียงอะไร แล้วเรียกให้มาเข้าเฝ้า เห็นเป็นพราหมณ์แก่ ๆ เดินจะไม่ไหวอยู่แล้ว จึงทรงถามว่า ดูก่อน พราหมณ์ เธอร้องว่า ชนะแล้วน่ะ ชนะอะไร จูเฬกสาฎกพราหมณ์ จึงตอบว่า ข้าพระองค์ชนะความตระหนี่พะยะค่ะ ทรงถามต่อว่า ทำไมถึงว่า ชนะ พราหมณก็ตอบว่า เพราะมีผ้าห่มอยู่ผืนเดียว ใช้กันอยู่ ๒ คนตายาย คิดจะถวาย ตั้งแต่ยามต้น จนยามสุดท้ายจึงตัดสินใจได้ ชนะความตระหนี่แล้ว เอาไปถวายพระพุทธเจ้าแล้ว จึงว่า ชนะแล้วพะยะค่ะ ก็รวมความว่า วันพรุ่งนี้ ทั้งตัวพราหมณ์เอง รวมทั้งภรรยาด้วย คงไม่ได้ฟังเทศน์ ถึงแม้จะไม่ได้ฟังก็ตามใจ นี่ได้ถวายทาน ก็ชื่นใจมากแล้ว
พระเจ้าปเสนทิโกศลท่านฟังแล้ว ก็สั่งให้เขาไปเอาผ้าสาฎก ที่พระองค์ทรงใช้เอง เอามาสองผืน (หนึ่งคู่) ให้เธอ เธอก็น้อมไป ถวายให้พระพุทธเจ้าอีก ทีนี้ สั่งเอามาให้อีกสองคู่ เธอก็ถวาย พระพุทธเจ้าอีก ไปถึง ๓๒ คู่ ว่าเรื่อยกันไปนะ ๒ คู่, ๓ คู่, ๔ คู่ ว่า ไปเรื่อยถึง ๓๒ คู่ พอถึง ๓๒ คู่ เธอคิดในใจว่า ถ้าเราไม่เอาไว้เลย ท่านผู้ให้ จะหาว่าเรารังเกียจ เลยกันไว้สองคู่ เพื่อยาย คู่หนึ่ง เพื่อตัวคู่หนึ่ง อีก ๓๐ คู่ ถวายพระพุทธเจ้า
พระเจ้าปเสนทิโกศลก็คิดว่า คนนี้มีความเลื่อมใส ในที่ที่เราเลื่อมใสแล้ว จึงให้ไปนำผ้ากำพล ที่พระองค์ใช้เอง อย่างดีที่สุด ราคาแสนกหาปณะมาสองผืน มามอบให้พราหมณ์ ท่านจูเฬกสาฎก ก็เอาไปทำเพดานให้พระพุทธเจ้า เสียผืนหนึ่ง เอาไปกั้นเพดานที่บ้านเสียผืนหนึ่ง เมื่อเวลาพระสงฆ์ไปฉัน
พอรุ่งขึ้น อีกวันตอนบ่าย พระเจ้าปเสนทิโกศล มาเห็นผ้ากำพลก็จำได้ ก็ถามพระพุทธเจ้าว่า ใครถวาย พระพุทธเจ้าก็บอกว่า จูเฬกสาฎกถวาย จึงทรงเรียกจูเฬกสาฎกมา อีตานี้ใจหายว้าบ ทรงสั่งให้เข้าเฝ้าด่วน ให้มาด่วนเดี๋ยวนี้ (งานนี้หัวขาดแน่)
พอตาพราหมณ์เข้ามาถึง ก็ตรัสว่า ฉันให้ผ้าเธอถึง ๓๒ คู่ ไล่เป็นลำดับมา เธอถวายพระพุทธเจ้าหมด สุดท้ายเธอเอาไว้เองสองคู่ เพื่อเธอเอง กับภรรยา ฉันจึงให้ผ้ากำพลอย่างดี ประสงค์ให้เธอเอาไปใช้ เป็นรางวัลที่เธอมีศรัทธา ทำไมเธอจึงถวายพระพุทธเจ้าอีก ตาพราหมณ์ก็เลยบอกว่า ผ้ากำพล ไม่เหมาะกับข้าพระพุทธเจ้า คนฐานะอย่างข้าพเจ้านี้ไม่สมควร สมควรแก่พระเจ้าอยู่หัวอย่างเดียว มิเช่นนั้นก็พระพุทธเจ้าเท่านั้น
คราวนี้ ท่านปเสนทิโกศลก็เลยบัญชาใหม่ว่า นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เราให้คู่ ๔ กับเธอคือ โค ๔, ช้าง ๔, ม้า ๔, กระบือ ๔ แล้วก็ผู้หญิง ๔, ผู้ชาย ๔, ทาสชาย ๔, ทาสหญิง ๔ และทรัพย์อีก ๔,๐๐๐ กหาปณะ (เวลานั้นเป็นคนรวยแล้วนะ) และบ้านสำหรับเก็บส่วย เก็บภาษีอีก ๔ ตำบล รวยใหญ่เลย กลายเป็นอนุเศรษฐีไป
ต่อมาตอนเย็น บรรดาพระสงฆ์ ทั้งหลาย ก็นั่งคุยกัน (พระพุทธเจ้าอยู่ในมหาวิหาร) ว่าน่าอัศจรรย์ ที่จูเฬกสาฎก ถวายผ้าแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า เพียงแค่ผืนน้อย ๆ ผืนเดียว ผ้าเก่าด้วย มีผลในปัจจุบันขนาดนี้ องค์สมเด็จพระชินสีห์ ฟังแล้ว ก็คิดว่าเราควรจะไปที่นั่น พอไปถึง ท่านก็ถามว่า "เธอคุยกันเรื่องอะไร" (นี่เป็นธรรมดานะ ธรรมดา ของพระพุทธเจ้า พระสงฆ์ก็เหมือนกัน รู้แล้วต้องทำเป็นไม่รู้) พระก็เล่าให้ฟัง พระพุทธเจ้าก็บอกว่า จูเฬกสาฎก ถวายช้าไป ถ้าถวายตถาคตตั้งแต่ยามต้น จะได้ผ้า ๑๒ คู่ หากว่า ถวายยามกลาง จะได้ ๘ คู่ นี่ถวายยามสุดท้าย จึงได้คู่ ๔ คู่ (น้อยไป) ฉะนั้นการทำบุญต้องเร็ว ๆ ไว ๆ "ตุลิตะ ตุลิตัง สีฆะ สีฆัง " เร็ว ๆ ไว ๆ
ดัดแปลงจากหนังสือ ธัมมวิโมกข์ (วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี) ฉบับที่ 125 เรื่องรวมคำสอนที่สายลม
หมายเหตุ : - คำว่า "ชิตังเม" นี้ มีบางสำนัก เอาไปว่า เป็นคาถา เหมือนกับว่า "ขอให้รวย" อะไรเทือกนั้น ข้าพเจ้าเห็นว่า เป็นธรรมะกลับหัวกลับหาง พระสูตรนี้เน้นให้เห็นถึงการละความตระหนี่ หรือละความโลภ อันเป็นบุญใหญ่ ที่ได้ละกิเลส แต่สำนักนั้นดันไปเน้นที่ ความรวยของจูเฬกสาฎกพราหมณ์ หลังจากถวายผ้าสาฎก แด่พระพุทธเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าก็ไม่ทราบว่า นั่นเป็นการสอนให้คนทำบุญหวังผลหรือเปล่า คนเราถ้าทำบุญหวังผลเสียแล้ว อานิสงส์น้อยมากเลยขอรับ เพราะผู้ให้ทาน เจตนาไม่บริสุทธิ์เสียแล้ว ฯ
เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ


สาธุกับหนังสือที่ส่งและแผ่นซีดีค่ะ
#1 By ตุ้มเป๊ะ on 2008-07-27 14:38