วันนี้ตื่นมาสังหรณ์ใจแปลก ๆ ชีวิตมันดูมีชีวิตชีวาเหลือเกิน เกินวันปกติ เลยสังหรณ์ใจว่า วันนี้ต้องเขียนเอ็นทรี่ได้ดีแน่ ๆ (อิ อิ ไม่มีใครโปรโมทให้ โปรโมทตัวเองก็ได้ฟระ)

ก่อนอื่น คิดถึงเม้นท์อะ วันก่อนไปเม้นท์ไว้ในบล็อกของคุณหมอคนหนึ่ง ยาวมาก คือคุณหมอเกิดความต๊อแต๊ ในชีวิตความเป็นหมอ เลยมาบ่นลงบล็อก ซึ่งก็มีผู้คนมากมาย เข้าไปให้กำลังใจ ข้าพเจ้าอ่านคำให้กำลังใจแล้ว มันเหมือนคำว่า "สู้เขาต่อไป ไอ้มดแดง" ซึ่งมันให้กำลังใจได้เล็กน้อยว่า เหมือนมีคนเฝ้าดูเรา และให้กำลังใจเราอยู่ แต่ข้าพเจ้ากลับเห็นว่า ชีวิตหมอ ต้องเจอมรสุม อุปสรรค แรงเสียดทาน การทดสอบกำลังใจ มากมาย เกินกว่า ที่เพียงคำให้กำลังใจ จะต้านทานอยู่ (จะว่าไปอาชีพหมอ มันก็เหมือนอาชีพพระนั่นแหละ ต้องช่วยผู้อื่นเหมือนกัน)

ชีวิตที่ต้องสู้กับ คำนินทา และสรรเสริญ ยิ่งกว่าไอ้มดแดง จำต้องพึ่งตนเอง เป็นหลัก อย่างที่ข้าพเจ้า นำพุทธพจน์ มาเขียนเป็นประจำว่า อัตตา หิ อัตตโน นาโถ ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน และตนจะพึ่งตนได้ ตนต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน และจิตใจที่หนักแน่นเพียงพอ ข้าพเจ้าเห็นว่า อาชีพหมอ เป็นอาชีพที่ประเสริฐ และคุณหมอคนนั้น ก็มาถูกทางแล้ว แต่เป้าหมายยังคลุมเครือ ไม่ชัดเจน นาน ๆ ไป ก็หวั่นไหวไปตามคลื่นลมพายุปากของคน ไม่หนักแน่นพอ ข้าพเจ้าจึงนำมโนปณิธานของข้าพเจ้าเอง มาร่ายมนต์สร้างเป็นคอมเม้นท์ความยาวสองกิโลครึ่งขึ้นมา (ถ้ามีการประกวด คอมเม้นท์ยาววววววววววชิงแชมป์ อะวอร์ด ข้าพเจ้าคงเข้าลงชิงชัยอย่างไม่ลังเล) เขียนเอง ขนลุกเอง เวลาเขียนถึงในหลวงทีไร ขนลุกทุกที กลับไปอ่านอีก ก็ขนลุกอีก เลยขออนุญาตไปก๊อปมาเพสต์ไว้ในบล็อกของตัวเอง เป็นเรฟเฟอร์เร้นซ์ และไว้ให้ตัวเองอ่าน ยามตัวเองต๊อแต๊บ้าง หลงลืมมโนปณิธานที่ตั้งไว้บ้าง เพราะข้าพเจ้าเป็นมนุษย์ขี้ลืม และบางทีก็ ลืมขี้(ไปหลาย ๆ วัน)

คุณหมอท่านเขียนไว้อย่างนี้ครับ

 

เหนื่อยครับ ช่วงนี้

อยู่เวรบ่อย นอนไม่หลับ

เครียด

มีเรื่องนั้นเรื่องนี้เข้ามามาก

ผมทำงานชดใช้ทุนครบไปแล้ว ...คนรอบข้างหลายคนก็ถามว่าทำไมไม่ออกไปทำงานในโรงพยาบาลเอกชน ที่เงินดีกว่าปัจจุบันนี้ประมาณ 4 เท่า ชั่วโมงทำงานเบากว่าที่นี่ 3 เท่า ตรวจคนไข้น้อยกว่าปัจจุบันประมาณ 4-5 เท่าตัว อยู่ใกล้บ้านใกล้พ่อใกล้แม่้ ... ไม่มีผลต่อการไปเรียนต่อ(อาจจะดีกว่าตรงมีเวลาอ่านหนังสือมากกว่า)

สาเหตุที่คิดตอนนั้น คือ ผมอยากทำงานรพ.รัฐ ... พอใจที่จะรักษาคนที่มีความเจ็บป่วย คนที่เวลาป่วยแล้วลำบาก ... 

มีคนเตือนไว้ด้วยว่า ช่วงนี้มุมมองของประชาชนต่อแพทย์โรงพยาบาลรัฐบาลไม่ดี ถ้าผมโดนฟ้องในปีนี้ จะหัวเราะให้ฟันโยก ... เพราะมีทางเลือกที่ดีกว่าปลอดภัยกว่ากลับไม่ไป ดันแกว่งเท้าหาเสี้ยนเอง

 

สงสัยผมต้องติดต่อหมอฟันให้เขาแล้วล่ะ

 

และนี่คือ คอมเม้นท์ยาวสองกิโลครึ่ง

 

หมอคร๊าบบบบบบบบบบบบ

ผมแพ้ใจตัวเองคร๊าบ

มียารักษาโรคหัวใจสะออนบ้างไหมคร๊าบsad smile

อะแฮ้ม...ขอเก๊กหล่อก่อนtongue

ทำบุญกันดีกว่าครับคุณหมอ

อาชีพหมอนี่ เป็นอาชีพที่เสียสละมากมาย ปัญหาเช่นนี้เกิดบ่อย จนที่อเมริกา เขาต้องให้เซ็นโน่น เซ็นนี่ วุ่นวาย (อ่านดูเอกสารแล้ว อย่างกับเซ็นอนุญาตให้คนไข้ไปตายอย่างนั้นแน่ะ) และดูอาชีพหมอ กลายเป็นอาชีพเห็นแก่เงิน เห็นแก่ตัว ก็เพราะความรู้สึกเหล่านี้แหละครับ เวลาพาคนไข้มาหาหมอ โอ้โห...อย่างกับหมอเป็นเทวดา ถ้าหมอรักษาหาย เขาก็เทอดทูนยิ่งกว่า พระเจ้า แต่ถ้าคนไข้ตาย เขาจะแช่งชักหักกระดูกยิ่งกว่า ผู้ร้ายคดีฆ่าข่มขืนเด็กอายุ ๑๑ ขวบ ว่าหมอนั่นแหละ เป็นสาเหตุทำให้ญาติเขาตาย แล้วที่อเมริกาอะไรนิด อะไรหน่อยเขาก็ซูกันแหลก ฟ้องกันกระจาย ถ้าหมอที่นั่น ไม่ปกป้องตัวเอง ก็คงขึ้นศาลกันไม่เว้นแต่ละวัน ไม่ต้องรักษงรักษามันแล้ว แต่ขนาดที่เมืองเขาปกป้องอาชีพหมอกันขนาดนี้แล้ว เวลาคนไข้ตายคามือ คุณหมอที่นั่นยังอดเครียดไม่ได้เลย ฉะนั้น มันไม่เกี่ยวกับโรงบาลรัฐ หรือโรงบาลเอกชนหรอกครับ มันเป็นธรรมชาติของอาชีพนี้ (เป็นเหตุผลว่า ทำไมเขาถึงรับน้องกันดุเดือด และอินเทิร์นกันน้ำตาแทบเล็ด เพราะอาชีพหมอต้องเจอแรงกดดันมหาศาลนั่นเอง)

แต่ที่นี่คือสยามเมืองยิ้ม

หนักนิดเบาหน่อย ยิ้ม ๆ เข้าไว้ แล้วก็ถ้อยทีถ้อยอาศัย

ความจริงทางที่คุณหมอเดิน ก็เป็นทางที่ถูกต้อง และลัดตรงมากทีเดียว
ข้าพเจ้าเองค้นหาเส้นทางที่คุณหมอเดินมาสามสิบกว่าปีกว่าจะเจอ คุณหมอโชคดีกว่าข้าพเจ้ามากทีเดียว

ข้าพเจ้าค้นหา ความหมายของชีวิตมานาน กว่าจะได้พบ และได้ทำตามสิ่งที่ค้นพบ มุ่งมั่นไปให้ถึงจุดหมาย อย่างแน่วแน่

ชีวิตทุกวันนี้ ต้องท่องบ่นกับตัวเองอยู่เสมอ ๆ ครับ เวลาท้อใจว่า "เราเกิดมาเพื่อผู้อื่น ๆ"
ตื่นเช้ามาก็ถามตัวเองว่า เราเกิดมาทำไม เกิดมาเพื่ออะไร
แล้วก็บอกกับตัวเองด้วยประโยคดังกล่าว

สิ่งที่คุณหมอกำลังทำอยู่ คือ การทำสาธารณประโยชน์ครับ คุณหมอไม่ได้เลือกคนไข้ ไม่ได้ชาร์จค่ารักษามหาโหด ไม่ได้เลือกรับเฉพาะผู้ป่วยที่มีตังค์ หน้าตาดูดี หรือรับเฉพาะเคสง่าย ๆ แต่คนไข้ คือ ใครก็ตาม ที่เข้ามาขอความช่วยเหลือจากคุณหมอ

คนเราบางทีเวลาทำทาน ก็ยังเลือกทำครับ จะทำทานกับขอทาน ก็ยังเลือกว่า ต้องเป็นขอทานที่พิการ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้จริง ๆ หรือ เป็นขอทานที่พยายามช่วยเหลือตัวเองอย่างที่สุดแล้ว เช่น ไปหาเครื่องดนตรีมาดีด สี ตี เป่า ร้องเพลงให้เราฟัง

แต่คุณหมอไม่ได้เลือกคนไข้ครับ

ฉะนั้นนี่คือ สาธารณประโยชน์ อย่างไม่ต้องสงสัยครับ

คุณหมอเพียงเติมใจลงไปในงานที่ทำเท่านั้นเองครับว่า ที่คุณหมอทำทุกสิ่งทุกอย่างนี้ เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ไม่ใช่เพื่อเงินเดือน ไม่ใช่เพื่อยศ ไม่ใช่เพื่อตำแหน่ง ไม่ใช่เพื่อคำสรรเสริญ ไม่ใช่เพื่อความสุขสบายของคุณหมอเอง แต่เพื่อคุณค่าของความเป็น"มนุษย์" ซึ่งแปลว่า ผู้มีใจสูง ของตัวคุณหมอเอง

ถ้าเป็นข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะถือว่า ทุกสิ่งที่เข้ามากระทบ เป็นเพียงบททดสอบเล็ก ๆ เท่านั้น เพราะจุดมุ่งหมายของข้าพเจ้า มันยิ่งใหญ่กว่านั้นมากมาย

และต่อให้คนคนนั้น จะหัวเราะจนฟันหมดปาก ข้าพเจ้าก็จะไม่หยุดสร้างความดี ตอบแทนบุญคุณของแผ่นดิน

เวลาเหนื่อยใจ ลองมองไปที่ภาพของในหลวงซีครับ ท่านก็ทำสิ่งเดียวกับที่คุณหมอกำลังทำอยู่ ท่านไม่เคยเลือกว่า ท่านจะช่วยใคร แล้วทุกคนตอบแทนท่านอย่างไร ทุกวันนี้ มีแต่คนเอาท่านมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง ลองเข้าไปนั่งในหัวใจท่านดูมั่งซีครับ ท่านระทมกว่า การที่ถูกคนไข้แช่งชักหักกระดูก ทั้งที่เราทำสุดความสามารถแล้ว สักเท่าไร แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ท่านก็ยังคงทำงานของท่านต่อไป และไม่เคยเสียใจที่ได้เคยช่วยทุกคนที่เดือดร้อน

เอาท่านเป็นแบบอย่าง เป็นกำลังใจซีครับว่า คนที่เหนื่อยกว่าเรา เสียสละกว่าเรา ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าเรา แล้วได้รับผลตอบแทนที่เลวร้ายกว่าเรา ยังมีอยู่ สำหรับข้าพเจ้า การเจริญรอยตามท่าน คือ การตอบแทนบุญคุณที่ดีที่สุด ยิ่งกว่า ไปหาวิสต์แบนมาใส่ หรือ จุดเทียนชัยถวายพระพร ฯ

จบภาคให้แรงบันดาลใจ ต่อไปเป็นภาคคำแนะนำ

อาของข้าพเจ้า เป็นหมอศัลย์ หมอผ่าตัดฝีมือดีคนหนึ่ง ทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลพระมงกุฏ ตอนหลังมือสั่น ผ่าตัดไม่ได้ จึงออกมาเป็นผู้บริหารของโรงพยาบาลเอกชนเปิดใหม่แห่งหนึ่ง ย่านบางมด และจบชีวิตลงที่นั่นด้วยโรคมะเร็ง

อาของข้าพเจ้านับถือศาสนาคริสต์

สมัยนั้นข้าพเจ้ายังเด็ก ไม่รู้ประสีประสา และท่านก็เป็นญาติที่นาน ๆ พบกันครั้งหนึ่ง

พอโตขึ้น ได้ศึกษาศาสนาพุทธแล้ว จึงทราบว่า โอ้หนอ...นี่ถ้าเวลานั้น ข้าพเจ้าโตพอ และรู้จักศาสนาพุทธเร็วกว่านี้ คุณอาคงไม่อายุสั้นอย่างนี้

จากการศึกษาเรื่องกฎแห่งกรรมแล้วพบว่า อาชีพหมอ เป็นอาชีพที่ไปเบี่ยงกรรม หรือ ไปขวางกรรมชาวบ้านครับ ยิ่งกรณีของอาของข้าพเจ้า ยิ่งเห็นชัด เพราะเป็นหมอผ่าตัด คนมันจะตายอยู่ร่อมร่อแล้ว ด๊านไปผ่าตัดจนเขาฟื้นขึ้นมาได้

ทีนี้เจ้ากรรมนายเวร(อันนี้แล้วแต่ความเชื่อส่วนบุคคลนะครับ ข้าพเจ้าก็ว่าไปตามที่ศึกษามา) เขาเล่นงานคนไข้ไม่ได้ เขาก็มาทวงเอากับหมอแทน อันนี้มีอีกอาชีพที่ประสบปัญหาแบบเดียวกัน คือ อาชีพพระครับ ไปช่วยเขา แล้วกรรมก็เข้าตัว แต่พระนี่ยังดี เพราะมีผ้าเหลืองคุ้มหัว และโดยอาชีพ ก็ข้องเกี่ยวกับการทำบุญเป็นวัตร เจ้ากรรมนายเวรเขาแค้นอยู่พักหนึ่ง เจอบุญหนัก ๆ เข้า ก็เลิกราไปเอง แต่อาชีพหมอไม่ใช่อย่างนั้นครับ วัน ๆ เจอแต่คนไข้ มีแต่คนเอากรรมมาฝาก เอามาเพิ่มให้ เวลาไปทำบุญก็ไม่ใคร่มี มันเลยเอากันถึงตาย เหมือนคุณอาของข้าพเจ้านี่ไง เป็นคริสตังค์เสียด้วย บุญที่ทำนอกเขตพระพุทธศาสนา ก็ไม่แรงพอให้เขาพอใจ

คำแนะนำของข้าพเจ้าคือ ให้คุณหมอไปทำบุญบ่อย ๆ ครับ ประเภทถวายสังฆทาน วิหารทาน หรือที่ยิ่งกว่านั้น คือ ไปปฏิบัติธรรมเสียเลย ไม่ต้องเสียตังค์ด้วย เสียแค่เวลานิดหน่อย จะช่วยบรรเทา ความไม่น่ารักไม่น่าพอใจ ของชีวิตได้พอควร

และอีกประการหนึ่งที่ไม่ควรลืม คือ ไปปล่อย ไปช่วย สัตว์ที่กำลังจะถูกฆ่า เช่น ปลาช่อน ปลาดุกในตลาด ที่เขากำลังจะแทงคอ หรือไปซื้อวัวควาย หน้าโรงฆ่าสัตว์ ไอ้พวกสัตว์ที่เขาเอามาขายให้ปล่อยตามวัดนั่น ไม่ค่อยมีผลนะครับ

เมื่อทำบุญทั้งหลายนี้แล้ว เจาะจงอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรของคนไข้ ที่คุณหมอไปช่วยชีวิตเขาเลยครับ ถ้าจดชื่อเขาไว้ได้ก็ดี การอุทิศส่วนกุศลโดยระบุชื่อ จะช่วยให้การอุทิศส่วนกุศลมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ฝากให้พิจารณาครับ ฯ

การไปช่วยสัตว์ที่กำลังจะถูกฆ่า เป็นการทำบุญสะเดาะเคราะห์ ต่อชะตา ของเราเองครับ ใครว่า ศาสนาพุทธไม่มีการทำบุญ สะเดาะเคราะห์ ต่อชะตา ลองอ่านเรื่องราวของ สามเณรติสสะ และอายุวัฒนกุมารดู

เรื่องของสามเณรติสสะ 

"พระสารีบุตรเถระ ซึ่งเป็นอัครสาวกของพระพุทธเจ้า มีสามเณรองค์หนึ่งชื่อ ติสสะ อายุ ๗ ปี มาบวชเพื่อศึกษาเล่าเรียนกับท่านเป็นระยะเวลาหนึ่งปี วันหนึ่งพระสารีบุตรสังเกตเห็นลักษณะของสามเณรว่า จะมีอายุได้อีก ๗ วันเท่านั้น ก็จะถึงแก่มรณภาพ ท่านพระสารีบุตรจึงเรียกสามเณรมา บอกถึงความจริงให้ทราบว่า ตามตำราหมอดู และตำราดูลักษณะ เธอจะมีชีวิตอยู่ไม่เกิน ๗ วัน ดังนั้น ให้เธอกลับไปบ้านร่ำลา โยมพ่อ แม่ และญาติเสีย สามเณรมีความเศร้าโศกเสียใจมาก ร้องไห้ร่ำไรน่าสงสาร นมัสการลาอาจารย์แล้วเดินทางกลับบ้านด้วยดวงหน้าอันหม่นหมอง

ระหว่างทางที่สามเณรผ่านไปนั้น ได้พบปลาน้อยใหญ่ในสระน้ำซึ่งกำลังแห้งเขิน เมื่อสามเณรไปถึง ปลากำลังดิ้นทุรนทุรายเพราะน้ำไม่เพียงพอ สามเณรจึงรำพึงว่า เออแน่ะ ! เรานี้จะตายภายใน ๗ วัน ปลานี้หากไม่มีน้ำจะต้องตายวันนี้แล้ว อย่ากระนั้นเลย ถึงเราจะตายก็ควรจะโปรดสัตว์ คือปลาเหล่านี้ ให้พ้นจากความตายเถิด  สามเณรจึงช้อนปลาน้อยใหญ่ทั้งหมด ไว้ในภาชนะ คือ บาตรของตน นำไปปล่อยที่แม่น้ำใหญ่ ระหว่างทางพบอีเก้ง ลูกกวางถูกแร้วของนายพราน สามเณรก็ปล่อยอีเก้งอีก เมื่อเดินทางไปถึงบ้าน บอกเรื่องที่ตนจะตายแก่ญาติ มีบิดามารดา เป็นต้น ต่างก็ร่ำไห้สงสารสามเณรยิ่งนัก ทุกคนต่างคอยเวลาที่สามเณรจะมรณภาพด้วยดวงใจที่แสนเศร้า เลยกำหนดหนึ่งวัน สองวัน ตามลำดับ จนล่วงกำหนดไป ๗ วัน สามเณรก็ยังไม่ตาย กลับมีผิวพรรณผ่องใสยิ่งขึ้น ญาติจึงบอกให้สามเณรกลับไปหาพระสารีบุตรเถระ สามเณรเดินทางไปถึงพระสารีบุตรมีความประหลาดใจ ถึงกับจะเผาตำราทิ้ง แต่พระสารีบุตร เป็นผู้มีปัญญามาก มีความรอบคอบ และไม่ประมาท ก่อนจะเผาตำราทิ้ง จึงถามสามเณรน้อยว่า ระหว่างทางกลับบ้าน มีเหตุการณ์อะไรพิเศษ เกิดขึ้นบ้างหรือเปล่า สามเณรติสสะ จึงกราบเรียนให้ทราบเกี่ยวกับการนำปลาไปปล่อยในน้ำ และปล่อยอีเก้งจากแร้วของนายพราน การกระทำเพื่อยืดชีวิตสัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ พระสารีบุตรผู้มีปัญญาจึงเข้าใจว่า เป็นอำนาจแห่งบุญกรรมที่ได้ต่อชีวิตให้ผู้อื่น ทำให้พ้นจากความตายได้"

คัดมาจากเว็บนี้ครับ http://watphrasingha.igetweb.com/index.php?mo=3&art=175015 

เรื่องของท่านอายุวัฒนกุมาร

"ท่านอายุวัฒนกุมาร เป็นลูกของพราหมณ์ พ่อแม่ของท่านมีเพื่อนเป็นพราหมณ์อยู่คนหนึ่งได้ทิพพจักขุญาณ ทราบข่าวว่าเพื่อนคนนี้จะเข้ามาในเขตเมืองก็พากันไปหา เมื่อคุยกันพอสมควรแก่เวลา ท่านพ่อก็ส่งลูกชายอายุยังไม่ถึง ๗ ปี ให้แก่แม่ กราบลาเพื่อกลับ เพื่อนก็บอกว่า "ทีฆายุโก โหตุ" แปลว่า ท่านจงมีอายุยืนยาวเถิด เมื่อท่านพ่อกราบแล้ว ท่านแม่ก็ส่งลูกให้ท่านพ่อ ท่านแม่กราบบ้าง ท่านพราหมณ์ก็บอกว่า "ขอให้ท่านมีอายุยืนยาวเถิด"

แล้วจับลูกให้กราบ ท่านพราหมณ์ก็นิ่งเฉย ไม่พูดแบบนั้น ท่านพ่อท่านแม่ก็สงสัยเลยถามว่า "เวลาที่ผมกับเมียกราบลาท่าน ท่านบอกว่า จงเป็นผู้มีอายุยืนยาว แต่เวลาที่ให้ลูกกราบทำไมท่านจึงทำเฉย ๆ" ท่านพราหมณ์ก็บอกว่า "ก็ลูกของท่านจะต้องตายภายใน ๗ วัน ถ้าฉันพูดแบบนั้นฉันก็พูดผิด" หัวอกคนเป็นพ่อเป็นแม่ เมื่อทราบว่า ลูกจะตาย ก็เดือดเนื้อร้อนใจถามว่า "แล้วท่านรู้วิธีแก้ไหม" ท่านพราหมณ์ก็บอกว่า "รู้ว่าจะตายน่ะรู้ แต่วิธีแก้ไม่รู้ คนที่รู้วิธีแก้มีอยู่คนเดียวคือ สมเด็จพระสมณโคดมพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าหากว่าท่านต้องการจะแก้ไม่ให้ลูกของท่านตาย ก็ไปหาพระพุทธเจ้าเถิด ท่านแก้ได้"

พ่อแม่ของเด็กได้ทราบดังนั้น ก็ตกใจเพราะเป็นลูกคนแรก ลูกผู้ชายด้วย จึงพากันไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พอไปถึงก็ทำแบบเดียวที่ทำกับเพื่อนพราหมณ์ พระพุทธเจ้าก็พูดเหมือนกับพราหมณ์ ตอนลูกชายกราบลา ท่านก็เฉยเสีย พราหมณ์ก็ถาม ท่านก็บอกว่า "ลูกชายคนนี้จะตายภายใน ๗ วัน" พราหมณ์ก็ถามต่อว่า "ทำอย่างไรจึงจะแก้ไข ไม่ให้ตายได้ พระพุทธเจ้าข้า" พระพุทธเจ้าพิจารณาแล้ว เห็นว่า กรรมที่มาตัดรอนชีวิต เป็นอุปฆาตกรรม มิใช่ว่า เด็กถึงอายุขัย จึงตรัสตอบว่า "ถ้าต้องการเข่นนั้น ก็ย่อมได้ เพราะกรรมประเภทนี้เป็นอุปฆาตกรรม ไม่ใช่อายุขัย ถ้าอายุขัยตถาคตก็แก้ไม่ได้ อุปฆาตกรรมเป็นกรรมที่เข้ามาแทรกระหว่างกลาง ซึ่งผลของความดีของเด็กนี้ยังมีอยู่มาก ถ้าไม่ตายก่อนจะได้เป็นพระอรหันต์ในพระพุทธศาสนาแล้วจะมีอายุถึง ๑๒๐ ปี แต่เวลานี้กรรมที่เป็นอกุศลเข้ามาลิดรอนจึงเป็นเหตุให้เด็กคนนี้จะต้องตายใน ๗ วัน" และพระองค์ก็ตรัสแนะว่า "พราหมณ์กลับไปบ้านไปทำโรงพิธีเข้า แล้วนิมนต์พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาไปนั่งล้อมเจริญพระปริตรตลอด ๗ วัน ถ้าทำได้อย่างนี้ลูกท่านก็จะไม่ตาย"

พราหมณ์พ่อแม่เด็กก็กลับไปทำโรงพิธี นิมนต์พระไปนั่งล้อมโรงพิธีไม่ต้องใช้สายสิญจน์เพราะพระสมัยนั้นมีมาก เมื่อล้อมแล้วก็เจริญพระปริตร สวดบ้าง ไม่สวดบ้าง แต่ก็นั่งล้อมกันแบบนั้น พระมาสับเปลี่ยนกันไป ไม่ใช่ไปชุดเดียว พอถึงวันที่เจ็ด พระพุทธเจ้าเสด็จเอง เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จ พรหมก็มา เทวดาก็มา และคนที่จะเอาชีวิตของเด็กก็เป็นลูกน้องของ ท่านท้าวเวสสุวรรณ ตอนนี้เมื่อเจ้านายชั้นผู้ใหญ่มา พลทหารก็ต้องไปยืนสุดกู่ องค์สมเด็จพระบรมครูทรงประทับนั่งตั้งแต่เริ่มต้นของวันจนที่สุดของวันคืออรุณใหม่ เพราะว่าผู้ที่จะมาเอาชีวิตของเด็กเป็นยักษ์ที่ได้รับพรจากท่านท้าวเวสสุวัณได้ภายใน ๗ วัน ถ้าเลย ๗ วันแล้วไม่มีโอกาส ฉะนั้นเมื่อมาคอยอยู่ ๖ วันแล้ว พระก็นั่งล้อมรอบอยู่แบบนั้นก็เข้าไม่ได้ ได้แต่ตั้งท่าว่าถ้าเผลอเมื่อไรจะเอาเมื่อนั้น แต่พอวันที่ ๗ เป็นวันสุดท้าย ก็ตั้งใจว่าวันนี้จะเอาชีวิตเด็กคนนี้ให้ได้ ให้มันตายจากความเป็นมนุษย์ เพราะกรรมเดิมสร้างไว้มากที่เป็นโทษปาณาติบาต แต่ความดีก็มีมาก

ในเมื่อเห็นท่าว่าเอาไม่ได้แน่แล้วก็ต้องตั้งท่ารอให้พระเผลอ แต่พระพุทธเจ้าเสด็จเสียเอง เมื่อพรหมลงมา ยักษ์ตนนี้ก็ต้องถอยหลังไปพ้นเขตพรหม และเทวดาลงมา ยักษ์ตนนี้มีบุญน้อยกว่าก็ต้องถอยหลังออกไปอีก ในที่สุดต้องออกไปอยู่ขอบจักรวาลเพราะพรหมและเทวดามีปริมาณมาก และสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงประทับนั่งจนหมดเวลา

เป็นอันว่าเด็กคนนั้นไม่ต้องตาย เกินเวลา ๗ วันยักษ์ทำอันตรายไม่ได้ เมื่อพ้นจากตอนนั้นมาแล้วถึงเวลาอายุ ๗ ขวบ ท่านอายุวัฒนกุมารก็บวชเณรแล้วก็ได้อรหัตผล อยู่มาได้ถึงอายุ ๑๒๐ ปี ตรงตามที่องค์สมเด็จพระมหามุนีตรัสไว้

บรรดาพุทธบริษัทโปรดทราบไว้ว่า กรรมที่เป็นอุปฆาตกรรมที่มาตัดรอนทำให้คนตายก่อนอายุขัย ตายแล้วไปเกิดเป็นสัมภเวสี บรรดาสัมภเวสีที่เดินเกลื่อนไปเกลื่อนมาในโลกมนุษย์ มีรูปร่างหน้าตาคล้ายคนธรรมดา เวลาที่ตายแต่งตัวแบบไหนนุ่งผ้าประเภทไหนก็แต่งตัวแบบนั้น มีความกังวลอยู่อย่างหนึ่งคือมีความทุกข์ใจไม่รู้จะเกิดที่ไหนได้แน่นอน บรรดาสัมภเวสีพวกนี้มีความลำบาก ถ้าญาติของเราตายด้วยอำนาจของสัมภเวสี คือไม่สิ้นอายุขัย เช่น ฟ้าผ่าตาย คลอดบุตรตาย ถูกฆ่าตาย ถูกรถชนตาย เป็นต้น แต่ก็ไม่แน่นักบรรดาพวกนี้ถึงอายุขัยก็มี แต่ก็เผื่อเหนียวไว้ก่อน สมมติว่าเขาเป็นสัมภเวสี พอตายไปแล้วไม่ต้องทำบุญมาก ทำบุญให้ได้บุญชัดๆ หาอาหารชนิดที่ไม่มีบาป อย่าทุบแม้แต่ไข่สัก ๑ ฟอง เอาผ้าไตรมา ๑ ไตร เอาพระพุทธรูปมา ๑ องค์ นิมนต์พระมารับสังฆทานที่บ้าน ทำเงียบๆ อย่ามีเหล้ายาปลาปิ้ง เมื่อทำบุญเสร็จก็อุทิศส่วนกุศลให้เฉพาะคนที่ตาย ไม่ให้ใครทั้งหมด ถ้าทำอย่างนี้ท่านพวกนี้จะมีความสุข ได้รับผลบุญทันที มีความผ่องใส มีความอิ่มเอิบ เมื่อเข้าถึงอายุขัยเมื่อใด พวกนี้จะไปถึงด้านของสวรรค์ก่อน.."

คัดมาจากเว็บนี้ครับ http://www.luangporruesi.com/760.html

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

อ๋อ คุณหมอแมวค่ะ

ทำบุญให้กับคนที่ตายก่อนอายุขัย ถ้าไม่ครบสามอย่างแล้ว เป็นพระที่เจอข้างทางจะได้ไม๊คะ sad smile

#1 By ตุ้มเป๊ะ on 2008-08-11 11:40

เป็นเรื่องที่น่ายินดีมาก กับหมอที่ชดใช้ทุนจนครบ แล้วอยู่ทำงานต่อกับเงินเดือนนิดเดียว

งานที่เครียด กดดัน และเจอกับเชื้อโรคทั้งวัน โดยได้รับค่าตอบแทนน้อยนั้น แค่ได้ยินก็หดหู่แล้ว

สิ่งที่คุณทำ น่ายกย่องครับ

#2 By มนุษย์กล่อง on 2008-08-11 12:03

ตอบความเห็นที่ ๑

อ่านคำถามแล้ว เง็งมาก ๆ ช่วยบรรยายเสียเล็กน้อยได้ไหมขอรับว่า คุณตุ้มเป๊ะ เข้าใจบทความข้างบนว่า อย่างไร สามอย่างคืออะไรครับ

ตอบความเห็นที่ ๒

เอ...สงสัยจะเข้าใจผิด ข้าพเจ้าไม่ใช่คุณหมอนะ แค่เป็นคนไปเขียนให้กำลังใจคุณหมอ คุณหมอตัวจริง คือคุณหมอแมวครับ ไปเม้นท์ให้กำลังใจกันได้เลยที่ http://mor-maew.exteen.com/20080808/entry

#3 By Dhammasarokikku on 2008-08-11 12:57

ก็เข้าใจอย่างนี้ค่ะ
1 อาหารชนิดที่ไม่มีบาป อย่าทุบแม้แต่ไข่สัก ๑ ฟอง
2 เอาผ้าไตรมา ๑ ไตร
3 เอาพระพุทธรูปมา ๑ องค์

คือต้องถวายทั้ง 3 อย่าง sad smile อย่าบอกนะว่าเข้าใจผิด

#4 By ตุ้มเป๊ะ on 2008-08-11 13:03

ตอบความเห็นที่ ๔

ฟู่....(ถอนหายใจพร้อมปาดเหงื่อ) ความผิดของข้าพเจ้าเอง ไปก๊อปมาแปะ แล้วอ่านไม่ละเอียด นึกว่าเขียนเรื่องทำบุญสะเดาะเคราะห์ กับ ต่ออายุ แล้วเข้าใจเป็นอย่างอื่น (กำลังคิดว่า ธรรมะของหลวงพ่อ ก็อ่านเข้าใจง่ายแล้วนะ ทำไมถึงเข้าใจเป็นอย่างอื่นไปได้ ว่าจะกลับมารีไวส์ แปลงใหม่หมด เป็นสำนวนข้าพเจ้าเอง โชคดีที่คุณตุ้มเปะ เข้าใจถูกแล้ว)

คืออย่างนี้ครับ การทำบุญให้กับสัมภเวสี ตามที่หลวงพ่อแนะนำ ประกอบด้วย ๓ อย่างนั้น มีอานิสงส์ดังนี้ครับ
๑.อาหารที่ไม่มีบาป เพราะถ้าบาปนำหน้า เขาจะโมทนาบุญทั้งหมดไม่ได้ ทีนี้ถ้าบาปมาก่อนบุญ ต่อให้สังฆทานเป็นอะไร เริ่ดแค่ไหน ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะเขาโมทนาไม่ได้ ส่วนอาหาร เข้าใจว่า จะกลายเป็นอาหารทิพย์ เขาจะได้หายหิว หลังจากไม่ได้กินอะไรมาเป็นเวลานาน
๒.ผ้าไตร ๑ ไตร ความจริงเป็นผ้าอย่างอื่นก็ได้ แต่ผ้าไตร ต้องใช้กำลังใจสูง เพราะไตรหนึ่งไม่ใช่ถูก ๆ อานิสงส์เลยมากเป็นพิเศษ อันนี้จะส่งผลให้มีอาภรณ์ที่เป็นทิพย์ พูดง่าย ๆ ผีมีเสื้อผ้าใส่นั่นแหละ ถ้าเป็นผ้าไตร อาภรณ์จะสวยมาก
๓.พระพุทธรูป ๑ องค์ อานิสงส์ของการถวายพระพุทธรูป ทำให้เป็นเทวดา นางฟ้า ที่มีรัศมีกายสว่างไสวมาก รัศมีกายของเทวดา เทียบกับโลกมนุษย์ก็ คือ ทรัพย์สิน หรือความมีหน้ามีตา ในสังคม เพราะเป็นเทวดานางฟ้าแล้ว สมบัติอะไรมันไม่มี มีก็แต่ความสว่างของรัศมีกายติดตัว
๔.ถวายของทั้งหมดนี้ เป็นสังฆทาน การถวายสิ่งของ เป็นสังฆทาน มีอานิสงส์มาก เพราะสังฆทาน ได้แก่พระสงฆ์ทั่วโลก เป็นส่วนรวม ไม่ใช่ได้แก่ แค่พระที่มารับสังฆทาน
ถ้าผู้ตายผู้นั้น เป็นสัมภเวสี คือ ตายก่อนถึงอายุขัย ยังโมทนาบุญไม่ได้ครับ ต้องรอถึงอายุขัยก่อน จึงโมทนาได้ พอโมทนาแล้ว จะมีความสุขมากครับ ไปเป็นเทวดานางฟ้ามีศักดิ์ศรีใหญ่
แต่ถ้าผู้ตายนั้น ตายเพราะถึงอายุขัยแล้ว จะโมทนาได้ทันที รับบุญที่เราทำได้ทันที จะมีความสุขมากครับ

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ

#5 By Dhammasarokikku on 2008-08-11 15:33

อุ๊ย..ลืม

ถามว่า ถวายไม่ครบ ๓ อย่างได้หรือไม่
ตอบว่าได้ครับ ตามกำลังศรัทธา
แล้วก็ถามว่า ถวายพระเจอข้างทางได้ไหม
ตอบว่าได้ครับ นิมนต์ท่านนั่งให้เรียบร้อย
จัดการว่าคำถวายสังฆทาน ประเคนท่าน
เป็นอันจบพิธีครับ ฯ

#6 By Dhammasarokikku on 2008-08-11 15:35

อ้อ..อุทิศส่วนกุศลด้วย ลืม
เจาะจงชื่อไปเลย ไม่แบ่งใคร

จบจิง ๆ ละทีนี้

#7 By Dhammasarokikku on 2008-08-11 15:44

สาธุค่ะ ขอบคุณมากๆ

ตุ้มเป๊ะจะทำให้กะพี่สาวค่ะ
เค้าถูกฆ่าตาย เดาเอา่ว่ายังไม่ถึงฆาต

อยากให้เค้าไปดีค่ะ

#8 By ตุ้มเป๊ะ on 2008-08-11 16:49

นายนที เกาะเรียนไชย
nateer19@hotmail.com
มาร่วมแสดงความจงรักภักดี และแบ่งปันความประทับใจที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ จากใจพสกนิกรชาวไทยทุกท่าน
ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน http://www.mylifewithhismajestytheking.com/readerpage.cfm?OPENID=497F8EFE-6729-4789-BF18-8F5D49EEA78B

#9 By mba #2 on 2008-08-25 23:27

ได้อะไรไปเยอะค่ะ
ขอบคุณนะคะ big smile

#10 By ไอ้แป้น : i-phan on 2008-08-26 11:36

นายณรงค์ชัย วัฒนศักดิ์ศิริ

พ่อผู้มีความรักอันอบอุ่นให้ลูกเสมอ

เมื่อได้อ่านบทความนี้เกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้วประทับใจเป็นที่สุด
จึงอยากให้เพื่อน ๆ ได้อ่านบทความดี ๆ นี้ด้วยครับURL : http://www.mylifewithhismajestytheking.com/readerpage.cfm?OPENID=079405B8-CEB6-4D2F-AA17-1C454BC50126

#11 By mba #2 on 2008-08-26 15:28