ทำไมถึง "บินเดี่ยว" ตอนที่ ๒
posted on 11 Aug 2008 21:57 by akkarakitt in Experienceความตอนที่แล้ว ร่อนเร่จนมาถึง วัดพระพุทธบาทถ้ำป่าไผ่ ของหลวงพ่อสิงห์ อ.ลี้ จ.ลำพูน
แต่พอเอาเข้าจริง แทบไม่ได้อยู่วัดท่าน(วัดถ้ำป่าไผ่)เลย ออกตะลอนทัวร์ไหว้พระเสริมบารมีเป็นที่จรรโลงใจ ไปนมัสการสังขารไม่เน่าไม่เปื่อยของครูบาขาวปี ครูบาชัยวงศาพัฒนา ครูบาเจ้าศรีวิชัย ที่ จ.ลำพูน ไปนมัสการพระธาตุจอมทอง พระธาตุดอยสุเทพ พระธาตุดอยอินทนนท์ ที่ จ.เชียงใหม่ ไปนมัสการพระธาตุจอมแว้ พระธาตุจอมกิตติ วัดร่องขุน อาศรมไผ่มรกต ที่ จ.เชียงราย มาจบทริ๊ปที่ วัดจอมทอง อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ที่นี่เองได้มาพบครูบาอินสม นักบุญแห่งชาวสบเมย
ครูบาอินสม นักบุญแห่งชาวสบเมย ขณะพรมน้ำมนต์ให้เป็นสิริมงคลแก่ชาวเขา
คาราวานบุญกับครูบาอินสม Episode I - ชีวิตชาวเขา
คำว่า "ครูบา" นั้นใช้นำหน้าเรียกพระทางภาคเหนือที่บวชตั้งแต่เป็นเณรเท่านั้น (ถ้ามาบวชเมื่ออายุเกิน ๒๐ ปีแล้ว เขาจะเรียกว่า "ตุ๊" หลักการนี้ไม่แน่เสมอไป ถ้าพระรูปไหนปฏิปทาดี ชาวบ้านนับถือ เขาก็จะเรียกว่า "ครูบา" เหมือนกัน) ครูบาอินสมนั้นปัจจุบันนับขวบพรรษาได้ ๔๕ พรรษา (เท่าพระพุทธเจ้าเลยแฮะ) เป็นลูกศิษย์ของครูบาผาผ่า ครูบาผาผ่าก็เป็นเสมือนน้องชายครูบาเจ้าศรีวิชัย ท่านเป็นพระที่มีเมตตาสูง และอาตมาเชื่ออีกแล้วว่าท่านน่ากราบไหว้บูชาเป็นอย่างยิ่ง ท่านเป็นถึงเจ้าคณะอำเภอ ซึ่งจริง ๆ แล้ว ไม่จำต้องทำงานมากก็ได้ อายุก็ตั้ง ๖๕ แล้วก็เพิ่งหายจากอาการป่วยที่ยาวนานถึง ๔ ปี แต่ด้วยท่านทรงพรหมวิหาร ๔ เป็นอารมณ์ มีเมตตาไม่มีประมาณ เมื่อหายจากอาการป่วยท่านก็ฝ่าความยากลำบาก ถนนที่ขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อเหมือนโลกพระจันทร์ เต็มไปด้วยฝุ่น และหน้าผา เข้าไปโปรดชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง ตามหมู่บ้านต่าง ๆ ซึ่งอาตมาก็มีบุญได้ติดตามไปอุปัฏฐากท่านด้วย ได้ไปสัมผัสชีวิตชาวเขาอยู่ ๑๐ วัน สัมภาระที่ติดตัวไปแทบไม่อยากขนอะไรกลับมาเลย ปากกา เครื่องเขียน ยากันยุง ไฟฉาย ยา (แบบว่า...พระไม่ค่อยมีอะไรติดตัวหน่ะ) อยากจะบริจาคให้ชาวบ้านให้หมดเลย
นี่ไง! เดี๋ยวไม่เชื่อว่า ทางทรหดจริง ยางแตกเลย
เห็นเขาลำบาก มาก เสื้อผ้ามีใส่ปีละชุด หยูกยาก็ไม่ค่อยมีเห็นเด็กชาวเขาที่เขาอุ้มกะเตงไปทำงานด้วย เป็นหิด เป็นพยาธิเส้นด้าย แล้วน่าสงสารมาก เกาจนเป็นแผลเต็มตัวไปหมด สุขอนามัยต่ำเหลือเกิน สาธารณสุขก็เข้าไม่ถึง เข้าถึงก็ไม่มีงบ ก็ต้องรักษากันไปตามมีตามเกิด เห็นครูบาท่านก็เอามะขามมาเคี้ยว ๆ บริกรรมคาถา แล้วก็เป่าลงไปที่แผลให้เด็ก ร้องไห้จ้ากันเป็นแถบ ๆ ไม่รู้จะรักษากันได้แค่ไหน
ภาพพิธีสะเดาะเคราะห์ วิถีชีวิตของชาวเขา
เด็กชาวเขา
พิธีเวียนเทียนรอบเจดีย์พระบรมสารีริกธาตุ
น่าแปลกที่หมู่บ้านใดมีพระบรมธาตุหมู่บ้านนั้นจะเจริญมาก
รถจะลุยเส้นทางหฤโหดไต่เขานี่ต้องเป็นโฟร์วีลเท่านั้น
ปกติทางเหนือเขาจะหามพระผู้ใหญ่ขึ้นเสลี่ยงแบบนี้แหละ
พิธีสรงน้ำครูบา ทำกันง่าย ๆ
เด็ก ๆ และชาวบ้านมีศรัทธาปสาทะในบวรพุทธศาสนา
นี่เองเป็นเหตุแห่งจดหมายฉบับนี้ (อารัมภบทเสียนาน) หากใครได้อ่านจดหมายฉบับนี้แล้ว มีจิตศรัทธาอยากจะทำบุญ บริจาค เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม สิ่งของ เครื่องใช้ ข้าวสาร อาหารแห้ง ขนมนมเนย ยารักษาโรค ก็ขอเชิญนำมาไว้ที่วัดท่าพระ กุฏิหลวงพ่อบุญเลิศได้เลย โดยเฉพาะเสื้อผ้าเด็กขาดแคลนมาก รับตลอดปีไม่จำกัด ได้ปริมาณแล้วก็จะส่งขึ้นไปที่สบเมย หรือจะบริจาคเป็นปัจจัยสมทบค่าขนส่ง ค่ารถของครูบา ค่าใช้จ่ายอื่นจิปาถะ ก็ได้ ประมาณปลายเดือนมีนาหรือต้นเมษานี้ครูบาท่านจะเดินทางเข้าไปเยี่ยมชาวเขาอีกครั้ง (ถ้าไม่ป่วยเสียก่อน) ในการนี้อาตมาก็จะได้ขนเสื้อผ้า อาหาร เครื่องเขียน ไม้แบดฯ ไปแจกเด็ก ๆ ชาวเขาด้วยหนังสือฉบับนี้อย่าเห็นเป็นการเรี่ยไรเลย เห็นว่าเป็นการแบ่งปันกันในสังคม หรือเห็นว่าเป็นหนังสือชี้ชวนก็แล้วกัน (คล้าย ๆ หนังสือชี้ชวนให้ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เลยแฮะ) ชี้ชวนลงทุนเหมือนกัน แต่ผลตอบแทนไม่ได้อยู่ในรูปเงินปันผล หรือราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นสวรรค์สมบัติ พรหมสมบัติ นิพพานสมบัติ ในสัมปรายภพ และเชื่อเหลือเกินว่า ยังมีผู้ที่แสวงหาเนื้อนาบุญของโลกอันยอดเยี่ยม ไม่มีเนื้อนาบุญอื่นยิ่งกว่า (อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ) อยู่ สังเกตุจากตอนไปวัดท่าซุง มีญาติโยมปริมาณมหาศาล มาแย่งกันทำบุญ เห็นแล้วก็อดวิเคราะห์ไม่ได้ วัดท่าซุงนี่ถ้าตีเป็นมูลค่า คงไม่ต่ำกว่าหมื่นล้าน ทั้งสิ่งปลูกสร้าง ทั้งที่ดิน ทั้งพระพุทธรูป มันยิ่งใหญ่ โอฬารตระการตา ลำพังเพียงการโฆษณาชวนเชื่อ เรื่องบุญเรื่องบาป ไฉนเลยจะยิ่งใหญ่ได้เพียงนี้ (ที่ว่าเป็นการโฆษณาชวนเชื่อ คือ มีบางวัดชอบทำพุทธพาณิชย์ โดยใช้ บุญ-บาป ชาตินี้-ชาติหน้า บังหน้า แต่พระในวัดไม่ค่อยทรงคุณธรรมเท่าไหร่ เห็นแก่ลาภ ยศ สรรเสริญ และความสุข อย่างนี้ชวนเชื่อให้ทำบุญมาก ๆ ได้อย่างมากก็ครั้งเดียว) นั่นแสดงว่า เหล่านักทำบุญทั้งหลายนี้ต้องมี “กำลังใจ” ในการทำบุญ กำลังใจ เหล่านี้มาจากไหน ลำพังถ้าทำบุญแล้วจนลงเรื่อย ๆ คงไม่มีกำลังใจทำบุญต่อเป็นแน่ เช่นนี้แล้วแสดงว่าพวกเขาทำบุญแล้วรวยขึ้น จึงกลับมาทำบุญซ้ำแล้วซ้ำอีก เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ก็ต้องไปค้นในพระไตรปิฎก หลังจากไปค้นคว้าได้ข้อมูลมาพอสมควร ก็พบว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น สอนเรื่องการทำบุญไว้อย่างชัดเจน แจ่มแจ้ง แจงละเอียด ทรงสอนถึงการทำบุญอย่างฉลาด ชนิด “ลงทุนน้อย ได้ผลมาก” น่าเผยแพร่ให้รู้ทั่วถึงกัน
ทานบารมีนั้น เป็นบารมีต้นที่จะนำพาไปสู่บารมีอื่นอีก ๙ อย่าง เป็นบารมีที่ทำง่ายที่สุด เพราะเป็นบารมีภายนอกที่ส่งผลถึงภายใน หมายถึงให้สิ่งของนอกกาย แต่ส่งผลให้ใจมีความโลภลดน้อยลง อ้า! กิเลสคนเราประกอบด้วย โลภะ โทสะ โมหะ บริจาคทาน ได้ลดโลภะไป ๑ ตัว จริง ๆ ลดได้มากกว่านั้นอีก แต่เอามาจาระไนที่นี่จะเฝือเกินไป มาว่าถึงการทำบุญอันชาญฉลาดที่พวกเราปัญญาชนน่าจะรู้ดีกว่า
การทำบุญน้อยให้ได้ผลมาก ขึ้นกับ ๓ ปัจจัย กับ ๓ กาล นั่นคือ
๑. ผู้ให้ทานจิตใจบริสุทธิ์ ความตั้งใจบริสุทธิ์
๒. วัตถุทานบริสุทธิ์ ปราศจากอกุศลกรรม
๓. ผู้รับทานจิตใจบริสุทธิ์ กิเลสน้อยเท่าใดผลมาก และรับผลไวเท่านั้น
และกาล ๓ กาล คือ
๑. ก่อนให้ทาน มีใจยินดี มีความตั้งใจดี ตั้งใจว่าจะให้ (ความตั้งใจนี่แหละเป็นบุญ)
๒. ขณะให้ทาน มีใจยินดี มีความพอใจเต็มใจที่ได้ให้ทาน
๓. หลังให้ทาน มีใจยินดี อิ่มเอิบ นึกถึงทานที่ทำไปทีไร มันปลื้มใจ ตรงนี้คนพลาดกันเยอะระวังให้ดีนะ ผู้ที่กำลังใจยังไม่ดีพอ หรือบุญที่สร้างเกินบารมีเดิม หลังให้ทานแล้วมักจะไปชะเง้อดูว่าเขาเอาทรัพย์ที่เราให้ไปทำอะไร ถ้าเขาเอาไปทำไม่ดีไม่ถูกใจเรา อกุศลจิตเกิดทันที จิตก็เศร้าหมอง พอจิตเศร้าหมองก็เลยพาลไม่อยากทำบุญต่อ ผิดกับพวกที่กำลังใจดี ให้ทานแล้วทานของเขามักจะสำเร็จด้วยดี ไปเล็งดูผลงานก็ปลื้มใจ หรือแม้ไม่สำเร็จเขาก็ไม่ได้ใส่ใจ เพราะได้บุญไปแล้ว ทำให้มีกำลังใจสร้างบุญสร้างกุศลต่อไป คนเราเมื่อใจเป็นบุญเป็นกุศลเสียแล้ว สร้างบุญอย่างหนึ่ง ก็จะมีโอกาสสร้างบุญที่มีอานิสงส์ยิ่งใหญ่กว่าขึ้นไปเรื่อย ๆ แต่ถ้าอกุศลจิตเข้ามาแทรก บุญก็จะชะงัก บุญที่ทำแล้วก็ไม่ได้ผลเท่าที่ควร บุญใหม่ก็ไม่มีกำลังใจทำต่อ
ปัจจัยทั้ง ๓ อาจกล่าวได้โดยละเอียดดังนี้
๑. ผู้ให้ทานจิตใจบริสุทธิ์ เป็นอย่างไร ก็คือ การให้ตั้งใจให้เพียงเพื่อต้องการละความโลภเพียงอย่างเดียว ไม่ได้หวังสิ่งตอบแทน ไม่ได้ทำบุญเอาหน้า พวกทำบุญยี่สิบบาท แล้วขอให้ถูกแจ๊คพ็อต ถูกหวยนี่ก็ไม่ได้เรื่อง ให้แล้วต้องให้ด้วยศรัทธา ให้ด้วยเมตตา ต้องการสงเคราะห์ผู้ตกทุกข์ได้ยาก หรือ สาธารณะประโยชน์เพียงถ่ายเดียว เช่นนี้แม้วัตถุทานจะเล็กน้อย หรือแม้เป็นวัตถุไม่ประณีต ก็ให้ผลมาก ทั้งนี้ขึ้นกับ กำลังใจ ผู้ให้ทานเป็นสำคัญ ยกตัวอย่างเช่น บุคคล ๒ คน มีเงิน ๑๐ บาทเท่ากัน คนหนึ่งทำบุญ ๙ บาท อีกคนทำบุญ ๑ บาท คนที่ทำบุญ ๙ บาท ย่อมมีกำลังใจสูงกว่าคนที่ทำบุญ ๑ บาท อย่างไรก็ดี การทำบุญท่านแนะไม่ให้เบียดเบียนตนเอง หากคนที่ทำบุญ ๙ บาทแล้วตนเองเดือดร้อน ก็ย่อมจะเป็นโทษ องค์สมเด็จพระพิชิตมารสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่สรรเสริญ ยกเว้นบางกรณีเช่นพระโพธิสัตว์ปรารถนาพระโพธิญาณ บริจาคทานจนตัวเดือดร้อนก็ต้องทำเป็นปกติ (อย่างพระเวสสันดรไง)
๒. วัตถุทานบริสุทธิ์ นี่หมายถึง วัตถุทานได้มาบริสุทธิ์ ไม่ได้โกงเขามา ไม่ได้ฆ่าใครมา ไม่ได้ทำบาปเพื่อให้ได้มาซึ่งวัตถุทาน เช่นนี้ แม้วัตถุทานจะหยาบหรือประณีต มูลค่ามากหรือมูลค่าน้อยก็ไม่สำคัญ อย่างเวลางานบุญต่าง ๆ บุญบ้าน บุญบวช อะไรก็ตาม อย่าว่าแต่ล้มวัว ล้มหมู ฆ่าไก่เลย แม้ไข่มีเชื้อ ๑ ใบ ยังไม่ให้ตอกเลย ทางที่ดีก็ซื้อเขาสำเร็จรูปมานี่แหละ ปลอดภัยที่สุด สุรายาเมาก็ต้องห้ามเหมือนกัน ถ้าบาปมาก่อนบุญ บุญนั้นก็ไม่ค่อยให้ผล ญาติพี่น้องบรรพบุรุษเจ้ากรรมนายเวรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ทำบุญอุทิศส่งไปให้ก็ไม่ค่อยได้รับ โมทนาไม่ได้ เป็นต้น นี่เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้คนทำบุญรู้สึกท้อใจ เพราะทำผิดหลัก ทำบุญหมดเป็นแสน ๆ ชีวิตก็ไม่ดีขึ้น บางทีเลยพาลไม่ทำมันแล้ว ถ้าเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ บาปมาทีหลังนี่ยังดีหน่อย พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์เสร็จ ให้พรเสร็จ กลับวัดไปแล้ว อย่างนี้ไม่ผิดกติกา แต่ไม่แนะนำ ทางที่ดีงานบุญก็ควรให้เป็นบุญจริง ๆ เรื่องวัตถุทานนี่ เจ๋งสุดขอยกพระพุทธพจน์เสียหน่อยว่า สัพพะทานัง ธัมมะทานัง ชินาติ การให้ธรรมะเป็นทาน ชนะทานทั้งปวง แต่ต้องขอขมวดท้ายนิดหนึ่ง การให้ธรรมะเป็นทานนั้น คุณอนันต์ โทษมหันต์ จะให้ธรรมะใครต้องแน่ใจว่าธรรมะนั้นถูกต้อง (อย่างจดหมายฉบับนี้ก็ต้องตรวจแล้วตรวจอีกว่าในส่วนธรรมะไม่ผิดแน่ ๆ) จะให้หนังสือธรรมะใครอ่าน ควรอ่านเองสักรอบหนึ่งเสียก่อนว่า ธรรมะเล่มนั้น ๆ ไม่มีมิจฉาทิฏฐิ ไม่เช่นนั้นมันจะให้ผลตรงข้าม อย่างพระผู้ใหญ่รูปหนึ่งสอนธรรมะผิด ๆ ตอนนี้ก็ลงโลกันตมหานรกไปเรียบร้อยแล้ว นี่เพียงท่านมีมิจฉาทิฏฐินิดเดียวที่เห็นว่าพระไตรปิฎกนั้นผิด... ไปเลยกู่ไม่กลับ น่าสงสารเป็นอย่างยิ่ง
และแม้ธรรมทานนั้นจะถือว่าเป็นสุดยอดของอามิสทานแล้ว ก็ยังพ่ายแพ้เสียรังวัดให้แก่ทานที่ไม่ต้องลงทุนสักบาท นั่นคือ อภัยทาน
๓. ผู้รับทานจิตใจบริสุทธิ์ อันนี้มีแจงไว้ในพระไตรปิฎกเลยว่า
ทำทานให้สัตว์เดรัจฉาน ๑๐๐ ครั้ง ยังไม่เท่า ทำทานให้คนศีลไม่ครบ ๑ ครั้ง
ทำทานให้คนศีลไม่ครบ ๑๐๐ ครั้ง ยังไม่เท่า ทำทานให้คนรักษาศีล ๕ บริสุทธิ์ ๑ ครั้ง
ทำทานให้คนรักษาศีล ๕ บริสุทธิ์ ๑๐๐ ครั้ง ยังไม่เท่า ทำบุญให้คนรักษาศีล ๘ บริสุทธิ์ ๑ ครั้ง
ทำบุญให้คนรักษาศีล ๘ บริสุทธิ์ ๑๐๐ ครั้ง ยังไม่เท่า ทำบุญให้สงฆ์รักษาศีล ๒๒๗ บริสุทธิ์ ๑ ครั้ง
ทำบุญให้สงฆ์รักษาศีล ๒๒๗ บริสุทธิ์ ๑๐๐ ครั้ง ยังไม่เท่า ทำบุญให้พระโสดาปัตติมรรค ๑ ครั้ง
เช่นนี้เรื่อย ๆ ไปเป็นลำดับดังนี้ (ขออนุญาตเขียนย่อ ๆ) พระโสดาปัตติมรรค < พระโสดาปัตติผล < พระสกทาคามีมรรค < พระสกทาคามีผล < พระอนาคามีมรรค < พระอนาคามีผล < พระอรหัตตมรรค < พระอรหัตตผล < พระปัจเจกพุทธเจ้า < พระพุทธเจ้า < สังฆทาน < วิหารทาน
จะเห็นได้ว่าจากลำดับกำลังบุญข้างต้นเทียบบัญญัติไตรยางค์แล้วจะพบว่าทำทานคนยากจน ๑๐๑๖ ครั้ง หรือ ๑๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ ครั้ง ยังไม่เท่า ทำบุญให้กับพระอนาคามีมรรคเพียงครั้งเดียว เรียกว่าทำทานให้คนทั้งโลก หกพันล้านคน คนละบาท เป็นเงินหกพันล้านบาท ยังไม่เท่าทำบุญให้กับพระอนาคามีเพียงบาทเดียวครั้งเดียว นี่เองพุทธบริษัททั้งหลาย เป็นที่มาของการแย่งกันทำบุญที่วัดท่าซุง ยิ่งถ้าพระผู้นั้นสามารถเข้านิโรธสมาบัติ หรือ ผลสมาบัติได้ (มีคำอธิบายตอนท้าย) ทำบุญกับท่านหลังจากที่ท่านออกจากสมาบัตินั้น บุญจะหนักมากจนบางทีสามารถส่งผลให้เห็นในชาติปัจจุบันนี้เลย ซึ่งนอกจากผู้รู้หลักการนี้เขาจะมาทำบุญกันที่วัดท่าซุงแล้ว เขายังออกตระเวนหา “พระทองคำ” กันไม่หยุดหย่อน ดังมีหลักฐานในพระสูตรมากมาย โดยเฉพาะพระมหากัสสปะผู้นิยมธุดงควัตร ว่างเมื่อไหร่ก็จะเข้านิโรธสมาบัติ ๗ วัน บ้าง ๑๕ วันบ้าง พอจะออกจากนิโรธสมาบัติ ก็ใช้ญาณสอดส่อง มีใครที่สมควรไปโปรดบ้าง โยมที่แจ็คพ็อตได้ใส่บาตรพระมหากัสสปะตอนออกจากนิโรธสมาบัตินี่ก็รวยเละไปตาม ๆ กัน มีอยู่คราหนึ่งไปโปรดชาวนาผู้ยากจน มีข้าวตอกเพียงหยิบมือเดียวที่จะเก็บไว้กินเอง พอเห็นพระเกิดศรัทธาเอาของที่ตัวเองมีอยู่นิดเดียวและจะกินเองนั่นแหละ ใส่บาตร เจ้าประคุณเอย หลังจากใส่บาตรไป ข้าวทั้งนาก็กลายเป็นทองคำหมด พวกเราอ่านแล้วจะรู้สึกว่าเป็นนิทาน เป็นการ์ตูน เว่อร์เสียไม่มี ดาร์ก้อนบอล ยังเว่อร์น้อยกว่านี้ ทั้งนี้เป็นเพราะปัจจุบันหาพระที่เข้านิโรธสมาบัติได้นี่ยากเย็นเหลือเกิน แค่พระเข้าฌาน ๔ ได้ ปัจจุบันก็หายากแล้ว แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มี วิเคราะห์ต่อไปอีก ชาวนาผู้นั้นมีครบทั้ง ๓ ปัจจัย และ ๓ กาล ชาวนาคนนั้น ไม่ได้รู้มาก่อนว่า การทำบุญกับพระ ในศาสนาพุทธ มีผลอย่างไร แต่เรา ๆ ท่าน ๆ นี่ได้รับความรู้ถึงผลของการทำบุญแล้ว เพราะพระไตรปิฎกแจงไว้ หากเกิดความโลภหวังผลจากการทำบุญเพียงนิดเดียว เจตนาก็ไม่บริสุทธิ์แล้ว กำลังของบุญก็ลดลงไปตามสัดส่วนความบริสุทธิ์ของผู้ให้ วัตถุทาน ผู้รับ แต่ขึ้นชื่อว่าบุญนั้นทำไปเฮอะมีผลแน่นอน จะมีผลมากผลน้อย ส่งผลช้าหรือส่งผลเร็วแค่นั้นเอง
เอาละ อ่านธรรมะมาก เดี๋ยวหลับกันหมด จบตอนที่ ๒ ดีก่า
ขอปิดท้ายด้วยภาพหนาวงั่ก ๆ ขนาดใส่ชุดสู้ความหนาว เต็มสตรีมแล้ว ยังสั่นอยู่เลย นี่มันสวิสเซอร์แลนด์เมืองไทยชัด ๆ คร๊าบ ท่านผู้ชม


อยากร่วมบริจาคมากเลยค่ะ
#1 By freestyle! on 2008-08-13 12:50