ใครว่า พระไตรปิฎกน่าเบื่อ - นิทานอิงธรรมบท เรื่องพระนางสามาวดี ตอนที่ ๒๒
posted on 14 Aug 2008 10:14 by akkarakitt in Dharma
เนื่องด้วยมีผู้ติงเข้ามาว่า ผู้เขียนไม่ควรเอาพระไตรปิฎกมาล้อเล่น แต่ครั้นจะใช้ชื่ออื่น ก็จะกลายเป็นว่าผิดเป้าประสงค์ไป เพราะผู้เขียนมีวัตถุประสงค์หลัก ต้องการทำลายกำแพงใจ ของคนทั้งหลาย ที่รู้สึกว่า พระไตรปิฎก เป็นคัมภีร์โบราณ อ่านยาก ไม่น่าสนใจ ทั้งที่ความจริงแล้ว มีนิทานสนุก ๆ อ่านแล้วได้ข้อคิด อยู่ในนั้นมากมาย ทรงจำไว้ด้วยนะครับว่า นี่คือ "นิทาน" นิท๊าน....นิทาน และขอประทานอภัย หากมันออกจะโปกฮา เกินสมณวิสัยไปสักหน่อย เพื่ออรรถรสในการอ่าน ไม่ให้เบื่อเลิกอ่านไปก่อนเท่านั้นเองครับ ไม่ใช่เพื่อเหตุอื่นใด หากชื่อของตัวละครจะไปพ้องกับผู้ใด ข้าพเจ้าขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย เชื่อเถอะครับว่า มันเป็นเรื่องบังเอิญ บังเอิ๊ญ....บังเอิญ
ก่อนอื่นขอขมาพระรัตนตรัยกันไว้ก่อน
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต อุกาสะ ทวารัตตะเยนะ กะตัง ฯ
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเต ฯ
ความในตอนที่แล้ว พระเจ้าจันทร์หุ่น ได้ไปสั่งทำจ๊างน้อยของชินจัง ทำด้วยไม้ มาทำอะไรมิทราบ คงจะได้เฉลยในตอนนี้เป็นแน่
ครั้นจ๊างน้อยเมดอินเมืองทรอย ถูกอิมพอร์ตมาถึงเมืองอุชชินแล้ว พระเจ้าจันทร์ก็จัดการสั่งในนายทหารผู้กำยำซุ่มคนไว้สองข้างทาง และให้อีก ๖๐ นาย เข้าไปอยู่ในช้างไม้นั้น (จ๊างน้อยขับเคลื่อนด้วยแรงคน) เอาช้างกลออกเดินเตร็ดเตร่ตามราวป่าชานเมืองมาบุญครองซิตี้ ให้คนเอาขี้ช้างไปโปรยปรายไว้ตามทาง
ต่อมาพรานป่าได้มาพบขี้ช้าง รูปร่างสวยสดงดงาม ลักษณะได้สัดส่วน คงจะเป็นช้างที่กินสาหร่ายสบายรูสิท่า เอ้ย สไปรูไรน่า ขี้ถึงออกมาสวยสดหมดจดขนาดนี้ ย่องตามทางขี้ไป ก็พบจ๊างน้อยแปร๋น ๆ เดินแค็ทวอร์คอยู่บริเวณราวป่า ดูไกล ๆ ก็มั่นใจว่า เป็นช้างลักษณะสมส่วน คู่ควรแก่กษัตริย์มากบารมีอย่างพระเจ้าอุเทน จึงรีบคาบข่าวไปบอก
สมัยก่อน ช้างเป็นสัตว์คู่บารมีของกษัตริย์ เชื่อกันว่า ยิ่งได้ครอบครองช้างจำนวนมาก มีลักษณะดีมาก ก็เป็นกษัตริย์ที่มีบุญญาธิการมาก พระเจ้าอุเทนฟังคลิปโฆษณาของพรานป่า ก็น้ำลายหยด ๓ แหมะ เหมือนปลากระป๋องปุ้มปุ้ย(ของแท้ต้อง ๓ หยดนะ ถ้าน้ำลายหก ๒ หยด ของปลอม) รีบแต่งองค์ทรงเครื่อง ออกล่าช้าง และไม่ลืมคว้าพิณ หัสดีกัณฑ์ ติดมือไปด้วย
พอพระเจ้าอุเทนและคณะตามเสด็จ เข้าไปใกล้ช้าง เห็นลักษณะช้าง สมดังที่พรานป่า แสดงคลิปโฆษณาไว้ น้ำลายก็หกอีก ๓ แหมะ คว้าพิณขึ้นดีดร่ายมนต์นะจังงัง ๆ ร่ายแล้วร่ายอีก ดีดเท่าไหร่ ช้างก็เฉย แถมทำท่าจะเดินหนีอีกต่างหาก ก็บังเกิดความสงสัยว่า "ช้างนี่ถ้าจะมีอะไรดี ไม่หลงมนต์เรา จำต้องจับให้ได้ จักได้สิ้นสงสัย" จึงควบม้าขึ้นหน้า ติดตามจ๊างน้อย ฝ่ายจ๊างน้อยเห็นพระเจ้าอุเทนเร่งม้าขึ้นมา ก็จัดการวิ่งเต็มฝีเท้า ไปยังที่ที่ซุ่มคนไว้
ขณะที่เร่งม้าขึ้นตามช้างไป พระเจ้าอุเทนก็ร่ายมนต์ดีดพิณไปด้วย แต่ช้างก็ทำท่าไม่ได้ยิน ยิ่งเร้าความอยากได้ช้างพิเศษตัวนี้ ของพระเจ้าอุเทนไปกันใหญ่ "ช้างตัวนี้ ฝีเท้าจัดจริง เราต้องครอบครองให้ได้" แล้วเร่งฝีเท้าม้าขึ้นอีก ทิ้งให้คณะตามเสด็จอยู่เบื้องหลังไล่ตามไม่ทัน พอถึงสถานที่ซุ่มคนไว้ พระเจ้าอุเทนก็ถูกตะลุมบอนจากสองข้าง สิ้นกำลังจะขัดขืน ถูกจับไปขังไว้ ในเรือนขังโจรแห่งหนึ่ง ปิดประตูไว้
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า หก หก เจ็ด เจ็ด....พระเจ้าอุเทนที่ใครว่าเจ๋ง เสร็จเราเสียแล้ว ฮ่า ฮ่า ฮ่า หก เจ็ด แปด เก้า...เอิ๊ก" พระเจ้าจันทร์หัวเราะพลาง ร่ำน้ำจัณฑ์พลาง
สิ้นวันที่ ๓ พระเจ้าอุเทนอดรนทนไม่ไหว จึงถามผู้คุมว่า "นี่เจ้าแผ่นดินของพวกเจ้า ไปไหนเสีย"
"พระเจ้าจันทร์หุ่น ทรงเสวยน้ำชัยบาน หน้าบาน จมูกบาน เพราะคิดว่า ตนจะได้ครอบครองขวานทอง แทนท่านแมว จากที่เคยเป็นแค่ตัวประกอบนอมีโน้โม้แหลกมานาน หัวเราะให้หวยทั้งวัน มาสามวันแล้วขอรับ" ผู้คุมรูปหล่อตอบ
"เฮ้ย...แล้วไมเอ็งรู้ดีจังฟระ เอ็งเป็นแค่ผู้คุมแน่เรอะ" พระเจ้าอุเทนอดสงสัยมิได้
"เฮอะน่า....ท่านก็อย่าสงสัยมากนักซี ข้าก็เป็นแค่คนคุมธรรมดานั่นแหละ เพียงแต่ที่บ้านข้ารับเอแอนด์เอสทีวีเท่านั้นเอง เลยสาระแน สอดรู้สอดเห็น เรื่องชาวบ้านเขาไปหมด ขนาดเรื่องในมุ้งคนข้างบ้าน ข้ายังรู้เลยท่าน สำมะหาอะไรกับเรื่องแค่นี้" ผู้คุมรูปหล่อเฉลย
"อืม...เอแอนด์เอสทีวี สมัยก่อนข้าก็ดูเหมือนกัน แต่หลัง ๆ ไอ้คุณสมาสเขาชอบพูดคำหยาบ และชอบยั่วโทสะ ยุให้คนตีกัน ข้าเลยเลิกดูไป ว่าแต่ว่า พระเจ้าแผ่นดินของเจ้า นอกจากจมูกจะเหมือนชมพู่ อารยา เอฮาเก้นดาร์จ แล้ว ยังทำจริยาคล้ายอิสตรี ธรรมดาการจับพระเจ้าแผ่นดินผู้เป็นศัตรูกันได้แล้ว จะปล่อย หรือจะฆ่าเสีย ก็ควรเร่งกระทำ ใช่มาขังให้เราทนทุกข์ แล้วตัวเองไปร่ำสุราจมูกบานอยู่" พระเจ้าอุเทนบ่นกระปอดกระแปด
ผู้คุมรูปหล่อ รีบนำความหมิ่นประมาท ไปกราบทูล พระเจ้าจันทร์หุ่นฟังความแล้ว จมูกบานออกอีกเซนต์หนึ่ง รีบเผ่นมาประฝีปาก "นี่ท่าน ข้าได้ยินว่า ท่านพูดอย่างนี้ จริงหรือ"
"ถูกแล้ว มหาราช" พระเจ้าอุเทนตอบอย่างไม่ยี่หระ
"ไอ้เรื่องอื่นข้ายังพอทนได้ แต่มาหาว่า จมูกข้าบานนี่ มันออกจะเกินไป ข้าอุตส่าห์ไปฉีดคาร์บ็อกซี่ลดไขมันที่จมูกแล้ว นี่มันยังบานอยู่อีกหรือ" พระเจ้าจันทร์พูดพลางลูบจมูกตัวเอง
"โธ่..ท่าน ไอ้เรื่องจมูกบาน หรือจมูกหุบ มันก็เรื่องของท่าน แต่ท่านเอาข้ามาขังไว้ แล้วตัวเองไปร่ำสุราบานนั้นมันไม่ถูก ท่านจักปล่อยเรา หรือจักฆ่าเรา ก็เร่งกระทำเสีย อย่าปล่อยเวลาให้เนิ่นช้า ไม่สมควร" พระเจ้าอุเทนตำหนิอย่างไม่เกรงอาชญา
"เอาละ ข้าจะปล่อยท่านก็ได้ แต่ได้ยินว่า ท่านมีมนต์เพลงรักลูกทุ่งชื่อ หัสดีกันต์ อยู่ ท่านจะให้มนต์เพลงนี้แก่ข้าได้หรือไม่" พระเจ้าจันทร์ยื่นโนติ้ส
"เรื่องนั้นไม่เป็นปัญหา ข้าพเจ้ายินดีสอนมนต์นี้ให้แก่ท่าน เพียงแต่ในเวลาเรียน ท่านจักต้องไหว้เรา ในฐานะที่ข้าพเจ้าเป็นอาจารย์สอนท่าน ท่านจักไหว์หรือไม่เล่า" พระเจ้าอุเทนยื่นข้อเสนอกลับบ้าง
"ข้าจะไหว้ท่านทำไม" พระเจ้าจันทร์เชิ่ดหน้าใส่
"ท่านจักไม่ไหว้หรือ" พระเจ้าอุเทนถามเสียงเข้ม
"ข้าจะไม่ไหว้ แต่เกิดมา ข้าไม่เคยไหว้ใคร นอกจากบิดามารดาของข้า ทำไมข้าต้องไหว้เจ้าด้วย" พระเจ้าหุ่นหยิ่งด้วยขัตติยมานะ
"แม้ท่านไม่ไหว้ ข้าพเจ้าก็ให้มนต์นี้ไม่ได้" พระเจ้าอุเทนก็เชิ่ดกลับ
"งั้นข้าจะลงโทษเจ้า" พระเจ้าจันทร์ขู่
"เชิญทำไปเถิด ข้าพเจ้าเป็นจำเลยของท่าน ก็เพียงกาย แต่ใจของข้าพเจ้า ท่านมิอาจทำเอาตามใจได้" พระเจ้าอุเทนตอบอย่างกร้าวแกร่ง ลอยหน้าลอยตาแล้วร้องเพลง "กักขังฉันเถิด กักขังไป... ขังตัว อย่าขังหัว...ใจดีกว่า..."
พระเจ้าจันทร์อึ้งไปเล็กน้อย ในความห้าวหาญของพระบาทท้าวเธอ คิดในใจว่า "ทำอย่างไรดีหนอ จึงจะเรียนมนต์นี้ได้" คิดอยู่พักหนึ่ง แล้วถามพระเจ้าอุเทนว่า "แล้วถ้าเป็นคนอื่น เขายอมไหว้ท่าน ท่านจะสอนหรือไม่"
"แน่นอน มหาราช" บรรยากาศการสนทนาดีขึ้นนิดหนึ่ง
"งั้นในเรือนของข้า มีหญิงค่อมอยู่คนหนึ่ง ท่านยืนอยู่นอกม่าน บอกมนต์นี้แก่หญิงนั้น ผู้นั่งในม่านเถิด" พระเจ้าจันทร์เสนอ
"ไม่มีปัญหา ท่านมหาราช จะเป็นคนค่อม คนง่อย หรือโคโยตี้ ถ้าเธอไหว้ ข้าพเจ้าจักสอนทั้งนั้น" พระเจ้าอุเทนสนอง
ว่าดังนี้แล้ว พระเจ้าจันทร์ ก็แล่นไปหาพระนางวาสุลทัตตา ราชธิดาสาวสวย ระดับมิสโอลิมปิก ๒๐๐๘ ตรัสว่า "ลูกรัก ชายเป็นโรคเรื้อนน้ำเต้าคนหนึ่ง รู้มนต์อันหาค่ามิได้ พ่อไม่อาจให้คนอื่นรู้มนต์นั้นได้ เจ้าจงนั่งภายในม่าน ไหว้ชายผู้นั้น แล้วเรียนมนต์ เขาจะยืนอยู่นอกม่าน จะบอกมนต์แก่เจ้า แล้วพ่อจะมาเรียนต่อจากเจ้าอีกที"
"ได้เพคะ" ธิดาสาวสวยรับคำ
ครั้นแล้ว การเรียนมนต์ก็ดำเนินในระหว่างม่านนั้น มิได้แลเห็นกันและกัน จนมาวันหนึ่ง พระเจ้าอุเทนสุดจะหน่าย ที่สอนมนต์ไปเท่าไหร่ หญิงค่อมก็จำไม่ได้เสียที สุดทนในความซื่อบื้อแล้วจึงตรัสว่า "เหวย อีหญิงค่อม ปากก็หนา ตาก็ตี่ ฝีก็เยอะ สิวก็เครอะ ทำไมว่ามนต์ตามกูเท่าไหร่ มึงก็ไม่จำสักทีวะ"
พระนางฟังแล้ว พระควันแล่นออกจากโพรงพระกรรณ จึงตรัสสวนว่า "เหวย อ้ายขี้เรื้อนหัวเถิกชั่วชาติ มึงพูดอะไร คนเช่นกูนะหรือ ชื่อว่าหญิงค่อม"
ว่าแล้วพระเจ้าอุเทนก็ลมออกหูบ้าง จัดการแหวกม่าน กะจะตบสักฉาด อีหญิงค่อมปากดี ทว่า พอแหวกม่านออกก็อุทานว่า "โอ๊ว.... พระเจ้าจอร์จ นี่ยูเป็นคราย(ทำไม...สวยจัง)"
"เราชื่อ วาสุลทัตตา ธิดาพระเจ้าจันทร์หุ่นบำเพ็ญ" พระนางกล่าว
"บิดาท่าน เมื่อตรัสถึงท่าน แก่เรา ก็ตรัสว่า เป็นหญิงค่อม" พระเจ้าอุเทนยังตะลึงในความงามไม่หาย
"แม้ท่านพ่อเมื่อตรัสแก่เรา ก็ว่าท่านเป็นคนโรคเรื้อนน้ำเต้า" พระนางเห็นความหล่อของพระเจ้าอุเทน แล้วก็หายโกรธเป็นปลิดทิ้ง
ต่างฝ่ายต่างนิ่งงันกันไปพักหนึ่ง แล้วพูดขึ้นพร้อมกันว่า "นี่เป็นเพราะท่านกลัวเราจะตะลืดตื๊ดชึ่งกัน"
"อร๊าง......" จากวันนั้นมาก็ไม่มีการเรียนมนต์อีกเลย มีแต่เสียงร้องเล็ดลอดออกมาเบา ๆ ว่า "อร๊าง......"
จบตอน ๒๒
อุทาหรณ์สอนใจให้รู้ว่า ตาอยู่ จมูกชมพู่ กินสาหร่ายสบายรู เสร็จกรูละขวานทองเอ๋ย....
ในเรื่องยัยแม่มด มาครอง ถ้าละไม่ได้ ก็จะได้ เฟร็ดดี้ ครูเกอร์มาแทน อิ อิ

#1 By Rinna ♥ on 2008-08-14 13:41