ใครว่า พระไตรปิฎกน่าเบื่อ - นิทานอิงธรรมบท เรื่องพระนางสามาวดี ตอนที่ ๒๓
posted on 15 Aug 2008 10:26 by akkarakitt in Dharma
เนื่องด้วยมีผู้ติงเข้ามาว่า ผู้เขียนไม่ควรเอาพระไตรปิฎกมาล้อเล่น แต่ครั้นจะใช้ชื่ออื่น ก็จะกลายเป็นว่าผิดเป้าประสงค์ไป เพราะผู้เขียนมีวัตถุประสงค์หลัก ต้องการทำลายกำแพงใจ ของคนทั้งหลาย ที่รู้สึกว่า พระไตรปิฎก เป็นคัมภีร์โบราณ อ่านยาก ไม่น่าสนใจ ทั้งที่ความจริงแล้ว มีนิทานสนุก ๆ อ่านแล้วได้ข้อคิด อยู่ในนั้นมากมาย ทรงจำไว้ด้วยนะครับว่า นี่คือ "นิทาน" นิท๊าน....นิทาน และขอประทานอภัย หากมันออกจะโปกฮา เกินสมณวิสัยไปสักหน่อย เพื่ออรรถรสในการอ่าน ไม่ให้เบื่อเลิกอ่านไปก่อนเท่านั้นเองครับ ไม่ใช่เพื่อเหตุอื่นใด หากชื่อของตัวละครจะไปพ้องกับผู้ใด ข้าพเจ้าขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย เชื่อเถอะครับว่า มันเป็นเรื่องบังเอิญ บังเอิ๊ญ....บังเอิญ
ก่อนอื่นขอขมาพระรัตนตรัยกันไว้ก่อน
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต อุกาสะ ทวารัตตะเยนะ กะตัง ฯ
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเต ฯ
ความในตอนที่แล้ว พระเจ้าอุเทนกำลังสอนมนต์รักให้พระนางวาสุลทัตตา อย่างเมามันอยู่หลายเพลา
พระเจ้าจันทร์ก็ถามธิดาสาวอยู่เนือง ๆ ว่า "เจ้ายังเรียนศิลปะอยู่หรือ ลูกรัก"
"ข้าแต่พระราชบิดา ยังเรียนอยู่เพคะ (แต่เรียนศิลปะกามาสุตตราอยู่นะเพคะ ไม่ใช่ศิลปะการใช้มนต์)" พระนางวาสุลฯตอบยิ้ม ๆ
อยู่มาวันหนึ่ง หลังจากได้เขียนจดหมายปรึกษาปัญหาชีวิตคู่(ไม่สมหวัง) ไปที่เดลินิวส์คอลัมน์ "เสพสมบ่มิสม" เรียบร้อยแล้ว พระเจ้าอุเทนก็ตรัสกับพระนางว่า "น้องจ๋า อันพี่นี้จากบ้านมาไกล ชื่อว่าหน้าที่ อันสามีพึงกระทำต่อภริยา บุตรพึงกระทำต่อมารดาบิดา พี่ชายควรทำต่อน้องชายน้องสาว น้องชายควรทำต่อพี่ชายพี่สาว ไม่สามารถกระทำได้เลย หากน้องยาจักให้ชีวิตแก่พี่ พี่จักให้หญิง ๕๐๐ เป็นบริวาร แล้วตั้งน้องไว้ในตำแหน่งอัครมเหสี"
"ถ้าพระเจ้าพี่ รักษาคำมั่น อันเป็นสัจจวาจา หม่อมฉันก็จักถวายชีวิตแด่พระเจ้าพี่" พระนางวาสุลตอบเอียงอาย
พระเจ้าอุเทนนั่งยอง เอานิ้วชี้และนิ้วกลางของทั้งสองมือ ชี้ลงดิน แล้วประกาศว่า "อาเคล่า จงทำดี ๆ ๆ" แล้วลุกขึ้นชูนิ้วขึ้น ๓ นิ้วประกาศก้องว่า "ด้วยเกียรติของลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ พี่จะรักษาคำมั่น ยิ่งชีวิต"
พระนางอมยิ้มแอบขบขันในท่าทางทุ่มทุนสร้างของพระเจ้าอุเทน แล้วว่า "ตกลง เพคะ" แล้วเสด็จไปสู่สำนักพระราชบิดา ถวายบังคมแล้ว ยืนอยู่ข้างหนึ่ง
"ลูกหญิงของพ่อ เจ้าเรียนศิลปะสำเร็จแล้วหรือ" พระเจ้าจันทร์ถามเช่นเคย
"ยังเลยเพคะ ยังติดอยู่สิ่งหนึ่งเพคะ" พระนางวาสุลฯ พูดทิ้งท้ายให้ถามต่อ
"กระไรหรือ ลูกหญิง" พระเจ้าจันทร์ทำท่าสนอกสนใจ
"หม่อมฉันควรจะได้ประตู ๑ กับพาหนะตัว ๑" (เอาเข้าแล้วไหมล่ะสาวสวยของเรา เห็นผัวดีกว่าพ่อซะแล้ว)
พระเจ้าจันทร์มองลูกสาวอย่างสงกาสัยเล็กน้อย แต่คุณลูกสาว ทำหน้าเฉยเมย นิ่งสนิท เนียนสุด ๆ จึงถามว่า "จะเอาสองสิ่งนี้ไปทำกระไรหรือ ลูกหญิง"
"คือ มีโอสถขนานหนึ่ง จะต้องเก็บในเวลากลางคืน ด้วยสัญญาดวงดาว เพื่อประโยชน์เป็นอุปการะแห่งมนต์ ฉะนั้นเวลาที่หม่อมฉัน ออกไปในเวลา หรือนอกเวลา จึงควรได้ประตู ประตูหนึ่ง กับพาหนะหนึ่งตัว" พระนางให้เหตุผลน่าเชื่อถือ
พระเจ้าจันทร์ขมวดคิ้วหน้านิ่วอยู่ แล้วตรัสว่า "เจ้าคงไม่ได้ขอสิ่งเหล่านี้ แอบออกไปเที่ยวบู๊ซ สองสลึง อาร์ซีเอ หรือรัชดาซอยเสี่ยว ใช่ไหม" พระเจ้าจันทร์หรี่ตา ถามเสียงเข้ม อย่างไม่ไว้ใจ
"โธ่...ข้าแต่พระราชบิดา ท่านก็ทราบดี ว่าหม่อมฉันไม่ชอบเที่ยวกระไรพรรนั้น เหม็นทั้งควันบุหรี่ ทั้งเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์ ทั้งเสียสุขภาพ หาสาระอะไรไม่ได้เลยเพคะ หม่อมฉันชอบอยู่แต่ในวัง นั่งอ่าน exteen ทั้งวัน ประเทืองปัญญากว่าเยอะเลย เพคะ" พระนางสาวสวยให้เหตุผลเป็นชุด
"อืม...ดีมากลูกรัก ไม่เสียแรงที่พ่ออุตส่าห์เลี้ยงมาอย่างดี ต่อเน็ทให้ใช้ ถ้าได้โอสถนี้มา เจ้าก็จะสำเร็จวิชามนต์เพลงคาราบาวแล้วใช่ไหม" พระเจ้าจันทร์เก็กหน้าขรึม แต่ความจริง อยากได้มนต์ตัวซี้ตัวสั่น
"เพคะ" พระนางตอบ ยังคงทำหน้านิ่งเช่นเดิม
"ได้" พระราชบิดาตกลงอนุญาต
บัดนั้น พระเจ้าอุเทน และพระนางวาสุลทัตตา ก็ได้ประตูหนึ่งที่ตนพอใจ ไว้ในเงื้อมมือแล้ว
พระเจ้าจันทร์นั้น มีพาหนะอยู่ ๕ อย่าง คือ
รถถังติดเทอร์โบ(นางช้าง) ชื่อภัททวดี ไปได้วันละ ๕๐ โยชน์ (๑ โยชน์ = ๑๖ กิโลเมตร)
มอเตอร์ไซด์ฉลามบก(ทาส) ชื่อกากะ ไปได้วันละ ๖๐ โยชน์
รถเฟอร์รารี่ ๑๒ สูบ(ม้า) ๒ คัน ชื่อเวลกังสิ และมุญชเกสี ไปได้วันละ ๑๐๐ โยชน์
เครื่องบินขับไล่ มิกซ์-๘๘ (ช้าง) ชื่อนาฬาคิรี ไปได้วันละ ๑๒๐ โยชน์
เหตุที่ได้พาหนะทั้ง ๕ นี้มา เป็นเพราะ
สมัยหนึ่ง พระเจ้าจันทร์เคยเกิดเป็นคนรับใช้ของอิสรชนผู้หนึ่ง วันหนึ่งอิสรชนผู้นั้น ออกไปนอกพระนคร เพื่ออาบน้ำ ครั้นอาบเสร็จ และกำลังเตรียมตัวกลับเข้าพระนคร เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า บิณฑบาตมา ครั้งนั้นมารได้ดลใจให้คนทั้งหลายในพระนคร ไม่ให้ใส่บาตร แล้วจำแลงกายมาเป็นคนแปลกหน้า ถามพระปัจเจกพุทธเจ้าว่า "ท่านเจ้าข้า ท่านบิณฑบาตได้อาหาร ดีอยู่หรือ"
พระปัจเจกฯตอบว่า "ก็เจ้าทำให้พวกเขาไม่ใส่บาตรฉัน เช่นนั้นมิใช่ดอกหรือ"
"ถ้ากระนั้น ขอท่านจงกลับเข้าไปอีก คราวนี้ ข้าพเจ้าจะไม่แกล้งท่านอีก" มารแนะนำ
แต่พระปัจเจกพุทธเจ้าทราบว่า ถ้าท่านกลับเข้าเมืองไปคราวนี้ มารจะพึงสิงร่างของชาวเมืองทั้งสิ้น แล้วปรบมือ หัวเราะเยาะเย้ยอีก จึงกล่าวว่า "เราจักไม่กลับไป" มารหลอกพระปัจเจกฯ ไม่สำเร็จ จึงหายไป
พอพระปัจเจกพุทธเจ้าเดินมาใกล้อิสรชนผู้นั้น อิสรชนผู้นั้นจึงถามว่า "ท่านเจ้าข้า ท่านบิณฑบาตได้อะไรบ้างไหม"
พระปัจเจกพุทธเจ้าตอบว่า "ผู้มีอายุ ฉันเที่ยวไปในนครแล้ว ออกมาแล้ว"
อิสรชนผู้นั้น คิดว่า นี่ท่านไม่ตอบคำถามของเรา คงจะยังมิได้อะไรเป็นแน่ แล้วชะเง้อมองในบาตร พบบาตรเปล่า เกิดความปรารถนา อยากใส่บาตรอย่างแรงกล้า เนื่องจากคิดว่า พระรูปนี้ ย่อมสมบูรณ์ด้วยศีลาวัตร มิได้ขอพร่ำเพรื่อ แม้ท่านจะไม่ได้อาหารเลย ก็มิได้เอ่ยปากขอ แต่ก็ไม่แน่ใจว่า ที่เรือนของตน เขาจะเตรียมอาหารกันพร้อมหรือยัง จึงกล่าวแก่พระปัจเจกฯว่า "ท่านเจ้าข้า ขอท่านจงรออยู่ก่อน" แล้วกลับเรือนโดยเร็ว
ครั้นทราบว่า ภัตตาหารเตรียมพร้อมแล้ว จึงสั่งคนใช้(พระเจ้าจันทร์) ให้ไปรับบาตรของพระปัจเจกมาโดยไว ครั้นใส่บาตรเต็มแล้ว อิสรชนก็บอกแก่คนใช้ว่า "นี่ก็ใกล้เวลาฉันเพลแล้ว เจ้าจงรีบไป ถวายบาตรนี้แก่พระผู้เป็นเจ้า บุญใดอันเกิดจากทานนี้ เราจะให้แก่เจ้า"
ครั้งนั้น คนรับใช้ห้อเต็มสตรีม กดมิดคันเร่ง แบกบาตรอันเต็มไปด้วยอาหาร ไปถึงพระปัจเจกฯ ทันเวลาฉันเพลพอดี กราบด้วยเบญจางคประดิษฐ์ แล้วกล่าวว่า "ท่านเจ้าข้า ด้วยเวลาจวนจะฉันเพล ข้าพเจ้าไป และมา ด้วยฝีเท้าอันเร็วยิ่ง ด้วยผลแห่งฝีเท้าของข้าพเจ้านี้ ขอพาหนะทั้ง ๕ ซึ่งสามารถจะไปได้ ๕๐ โยชน์ ๖๐ โยชน์ ๑๐๐ โยชน์ และ ๑๒๐ โยชน์ จงเกิดแก่ข้าพเจ้า อนึ่ง ร่างของข้าพเจ้าขณะวิ่งไปมา ก็ถูกแดดแผดเผาเสียเกรียมแล้ว ด้วยบุญที่ข้าพเจ้าอุทิศร่างกาย ยอมถูกแผดเผาจากพระอาทิตย์เยี่ยงนี้ ขออำนาจอาชญาของข้าพเจ้า จงแผ่ไปเช่นเดียวกับแสงแห่งดวงอาทิตย์ และส่วนบุญที่นายของข้าพเจ้าให้แก่ข้าพเจ้าแล้ว ขออำนาจแห่งบุญนี้ จงส่งผลให้ข้าพเจ้า จงเป็นผู้มีส่วนแห่งธรรมอันท่านเห็นแล้ว"(
ขอเยอะจังฟระ)
พระปัจเจกฯ กล่าวสั้น ๆ ว่า "เอวัง โหตุ" ซึ่งแปลเป็นใจความว่า "ขอความปรารถนาที่ท่านตั้งไว้นี้ จงสำเร็จ" แล้วกล่าวคำอนุโมทนากถาว่า
อิจฉิตัง ปัตถิตัง ตุมหัง ขิปปะเมวะ สะมิชฌะตุ
สัพเพ ปูเรนตุ สังกัปปา จันโทปันนะระโส ยะถา
มะณิ โชติระโส ยะถา ฯ
ซึ่งแปลเป็นใจความว่า
"สิ่งที่ต้องการแล้ว ปรารถนาแล้ว จงพลันสำเร็จแก่ท่าน
ขอความดำริทั้งปวง จงเต็ม ดังพระจันทร์ ซึ่งมีในดิถีที่ ๑๕
สิ่งที่ต้องการแล้ว ปรารถนาแล้ว จงพลันสำเร็จแก่ท่าน
ขอความดำริทั้งปวง จงเต็ม ดังแก้วมณี ชื่อว่า โชติรส"
(ซึ่งนำมาเป็นส่วนหนึ่ง ของคำอนุโมทนาวิธี ยะถา ฯ สัพพี ฯ ของพระภิกษุสงฆ์ในปัจจุบันนั่นเอง)
๒ คาถานี้ ชื่อว่า คาถาอนุโมทนาของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย รัตนะคือแก้วมณี อันยังความปรารถนาทั้งปวงให้สำเร็จ (แก้วสารพัดนึก) เรียกว่า "แก้วมณีโชติรส" ด้วยอำนาจแห่งบุญนั้น คนรับใช้จึงได้มาเกิดเป็นพระเจ้าจันทร์ และพาหนะทั้ง ๕ ก็เกิดแก่พระองค์ด้วยประการฉะนี้ ฯ
ปัญหามีอยู่ว่า พระเจ้าอุเทนหนัก ๖๐ กิโล, พระนางวาสุลทัตตา หนัก ๔๕ กิโล, ถุงเงินหนัก ๒๐ กิโล, ถุงทองหนัก ๓๐ กิโล, ทหารหนัก ๘๕ กิโล
รถถังติดเทอร์โบ แบกน้ำหนักได้ ๑๖๐ กิโล, มอเตอร์ไซด์ฉลามบก แบกน้ำหนักได้ ๖๐ กิโล, รถเฟอร์รารี่ แบกน้ำหนักได้คันละ ๙๐ กิโล และ เครื่องบินรบ แบกน้ำหนักได้ ๑๐๐ กิโล ทั้งหมดนี้ ถ้าแบกน้ำหนักเกินตั้งแต่กิโลแรก ความเร็วจะลดลงครึ่งหนึ่ง และทุก ๑๐ กิโล ความเร็วจะลดลงอีกครึ่งหนึ่ง
ช่วยพระเจ้าอุเทนเลือกหน่อยครับว่า ควรจะเลือกเอาพาหนะไหนไปดี เอาอะไรไปบ้าง จึงจะรอดพ้นเงื้อมมือพระเจ้าจันทร์
จบตอนที่ ๒๓
อุทาหรณ์สอนใจให้รู้ว่า ความร๊ากก....มันทำให้ตาบอด จนหมด ไม่เหลือความจริง (บอดี้ สแลม) แม้พ่อเลี้ยงมาแต้ ๆ ก็ยังหักหลังกันได้
แฮ่

ทหารอ้วนจังคะ
เลือกใช้เครื่องบินรบ ไปเร็วดี มีสิทธิ์รอดกว่า
ไปแค่สองคนก็พอ พระเจ้าอุเทน กับพระนางวาสุลทัตตา
นน.รวม 105
ความเร็วไม่ตก เพราะยังไม่ถึง 10 กิโล
#1 By SEsai*im อิ่มๆ on 2008-08-15 21:56