ใครว่า พระไตรปิฎกน่าเบื่อ - นิทานอิงธรรมบท เรื่องพระนางสามาวดี ตอนที่ ๒๔
posted on 17 Aug 2008 08:10 by akkarakitt in Dharma
เนื่องด้วยมีผู้ติงเข้ามาว่า ผู้เขียนไม่ควรเอาพระไตรปิฎกมาล้อเล่น แต่ครั้นจะใช้ชื่ออื่น ก็จะกลายเป็นว่าผิดเป้าประสงค์ไป เพราะผู้เขียนมีวัตถุประสงค์หลัก ต้องการทำลายกำแพงใจ ของคนทั้งหลาย ที่รู้สึกว่า พระไตรปิฎก เป็นคัมภีร์โบราณ อ่านยาก ไม่น่าสนใจ ทั้งที่ความจริงแล้ว มีนิทานสนุก ๆ อ่านแล้วได้ข้อคิด อยู่ในนั้นมากมาย ทรงจำไว้ด้วยนะครับว่า นี่คือ "นิทาน" นิท๊าน....นิทาน และขอประทานอภัย หากมันออกจะโปกฮา เกินสมณวิสัยไปสักหน่อย เพื่ออรรถรสในการอ่าน ไม่ให้เบื่อเลิกอ่านไปก่อนเท่านั้นเองครับ ไม่ใช่เพื่อเหตุอื่นใด หากชื่อของตัวละครจะไปพ้องกับผู้ใด ข้าพเจ้าขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย เชื่อเถอะครับว่า มันเป็นเรื่องบังเอิญ บังเอิ๊ญ....บังเอิญ
ก่อนอื่นขอขมาพระรัตนตรัยกันไว้ก่อน
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต อุกาสะ ทวารัตตะเยนะ กะตัง ฯ
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเต ฯ
ความในตอนที่แล้ว พระเจ้าจันทร์ทรงอนุญาตให้พระนางวาสุลทัตตาเข้านอก ออกในวัง ได้โดยอิสระ ประตูหนึ่ง แลอนุญาตให้ใช้พาหนะตัวหนึ่ง จากพาหนะ ๕ อย่าง พระเจ้าอุเทนตัดสินใจไม่ถูกว่า จะเลือกอะไรดี หลังจากปรึกษา ขอประชาพิจารณ์ กับเพื่อนฝูงชาว exteen แล้ว ยังไม่ได้รับคำตอบที่น่าพอใจ
อยู่มาวันหนึ่ง พระเจ้าจันทร์นึกเปรี้ยวปาก อยากเชียร์กีฬาโอลิมปิกขึ้นมา เห็นเขาว่ายิ่งใหญ่นัก ยิ่งใหญ่หนา ออกไปส่องกล้องทางไกลอยู่ ในพระราชอุทยาน พระเจ้าอุเทน ทรงดำริว่า "เราควรหนีไป ในวันนี้" ว่าแล้วก็จัดการเอาถุงเงินหนัก ๒๐ กก. ถุงทองหนัก ๓๐ กก. และตนเอง กับพระนางวาสุลฯ อีก ๑๐๕ กก. ขึ้นรถถังติดเทอร์โบ รวมน้ำหนักได้ ๑๕๕ กก. ไม่เกินพิกัดที่รถถังขนได้คือ ๑๖๐ กก. จึงสามารถห้อได้เต็มเหยียด ๕๐ โยชน์ต่อวัน
พระนางวาสุลฯเห็นพระเจ้าอุเทนเลือกพาหนะ และขนเงินขนทอง อย่างโลภโมโทสัน ก็เกิดความสงสัยเป็นอย่างมาก ถามว่า "พระเจ้าพี่คะ ทำไมพระเจ้าพี่ถึงเลือกไปด้วย รถถังละเพคะ มันช้าที่สุดในพาหนะทั้ง ๕ เลยนะเพคะ หม่อมฉันว่า ถ้าพระเจ้าพี่จะเลือกเช่นนั้น สู้ให้หม่อมฉันขี่คอพระเจ้าพี่ไป จะดีกว่าไหมคะ ไหน ๆ ก็ไปตายเหมือนกัน"
"เอาน่า เชื่อใจพี่เถอะ ไหนเจ้าว่า เจ้าถวายชีวิตให้พี่แล้วมิใช่รึ รีบไปเถอะ ไม่มีเวลาแล้ว" พระเจ้าอุเทนเร่งให้พระนางขึ้นรถ
"เลือกผัวผิด คิดจนตัวตายแล้วกรู ไม่น่าเห็นแก่ความหล่อล่ำเล้ย...." พระนางแอบคิดในใจ แล้วขึ้นรถถังอย่างเสียไม่ได้
การณ์เป็นไปดังคาด รถถังวิ่งอืดเป็นเรือเกลือ ไปได้ครึ่งทาง พระเจ้าจันทร์ทราบความ รู้ว่า พระเจ้าอุเทนเอารถถังแสนเต่าไป ก็ยิ้มในใจคิดว่า "พระเจ้าอุเทน ใครว่าเก๋า โถ....สมองเท่าหางอึ่ง ดันเลือกรถถังแสนช้า ข้ามีพาหนะที่เร็วกว่านั้นตั้งมาก โง่จริง คราวนี้จับได้คงต้องเจื๋อนทิ้งให้หมด ทั้งพระเจ้าอุเทน และลูกไม่รักดี" ว่าแล้วก็สั่งว่า "ทหาร...เอาเฟอร์รารี่ ออกติดตามไป อย่าให้พลาดนะ"
ทหารหนัก ๘๕ กก. นำรถเฟอร์รารี่ซึ่งบรรทุกน้ำหนักได้ ๙๐ กก. ออกไล่ตาม ไม่นานก็ทัน เพราะสามารถวิ่งได้ถึง ๑๐๐ โยชน์ต่อวัน พอใกล้จะตามทัน พระเจ้าอุเทนก็จัดการ ฉีกห่อมาม่า เอ้ย ถุงเงินออกโปรย ๒๐ กก. ทหารเห็นเงินแล้วตาลุกวาว รีบจอดเก็บเงินแล้ววิ่งตามต่อ ปรากฏว่าน้ำหนักบรรทุกเกินขึ้นไปอยู่ที่ ๑๐๕ กก. ความเร็วตกวูบเหลือเพียง ๒๕ โยชน์ต่อวัน ไม่สามารถตามพระเจ้าอุเทนทันได้
พระเจ้าจันทร์เห็นท่าไม่ดี รีบสั่งให้เครื่องบินขับไล่ออกติดตามไปด้วยความเร็วสูงถึง ๑๒๐ โยชน์ต่อวัน เมื่อตามทัน พระเจ้าอุเทนก็เกือบจะถึงค่ายทหารของตนแล้ว พระเจ้าอุเทนก็จัดการฉีกถุงไวไว เอ้ย ถุงทองออกโปรย ๓๐ กก. นายทหารหนัก ๘๕ กก. ก็จอดเก็บทองด้วยความโลภ บัดนั้นเครื่องบินก็ความเร็วตกลงไปเหลือเพียง ๓๐ โยชน์ต่อวัน เพราะน้ำหนักเกินไป ๑๕ กก. ตามอย่างไรก็ตามไม่ทัน พระเจ้าอุเทนก็วิ่งเข้าวิน ถึงค่ายทหารของตนในที่สุด
พระนางวาสุลทัตตาลุ้นหัวใจแทบวาย ครั้นรอดมาได้ก็อารมณ์ดีกล่าวว่า "โห...พระเจ้าพี่ เก่งจัง คิดได้ไงเนี่ยะ มะให้รางวัล จุ๊บ จู๊บบบบบ"
ครั้นแล้วพระเจ้าอุเทนก็ได้ตั้งพระนางไว้ในตำแหน่งอัครมเหสี ให้บริวาร ๕๐๐ ดังที่ได้ลั่นสัจจวาจาไว้
จบเรื่องของพระนางวาสุลทัตตา ฯ
ต่อด้วยเรื่องของนางมาคันทิยา ขอให้ชื่อใหม่ว่า เจ๊มาคันคะเยอ เจ๊แกเกิดในตระกูลพราหมณ์ แคว้นกุรุ ทั้งพ่อแม่อาของเธอ ก็ชื่อมาคันทิยาทั้งสิ้น เจ๊แกงามชนิดที่เรียกว่า สี่สาวงามแห่งเมืองจีน เวอร์ชั่นโม้ค่อดๆ ภาคสาม ชิดซ้ายไปเลย เพราะใครได้ยลความงามของเธอแล้ว จะน้ำลายหกต่อเนื่อง จนดีไฮเดรต(ขาดน้ำ)ขาดใจตายทีเดียว ฉะนั้นจึงมีเศรษฐี ตระกูลใหญ่น้อย มาสู่ขอไม่เว้นแต่ละวัน จนต้องเปลี่ยนหัวกระได เป็นมามี่โป๊ะโกะ มิฉะนั้นหัวกระไดจะขึ้นรา เพราะความชื้น กระนั้นพ่อพราหมณ์ก็มิได้ยินดี ไม่เห็นใครคู่ควรแก่ลูกของเธอ ก็ตะเพิดไล่เสียสิ้น
พระศาสดาได้ทรงตรวจดูสัตว์โลกในเพลาใกล้รุ่ง ทรงเห็นอุปนิสัยแห่งการได้ อนาคามีผล ของมาคันทิยะพราหมณ์ และภรรยา ทรงถือบาตรจีวรเสด็จไปสู่สถานบำเรอไฟของพราหมณ์นั้น พ่อพราหมณ์ได้เห็นลักษณะอันงามยิ่งของพระตถาคตแล้ว จึงคิดว่า "โอ้บุรุษอื่นงามยิ่งกว่าบุรุษนี้ ในโลก ไม่มี บุรุษนี้แล คู่ควรแก่ธิดาของเรา" แล้วกล่าวว่า "ท่านสมณะ ข้าพเจ้ามีธิดาอยู่ นางงามยิ่งนัก เลิศกว่าใครในหล้า ข้าพเจ้ายังไม่เห็นชายใด คู่ควรแก่นาง ยิ่งไปกว่าท่าน ขอท่านจงยืนอยู่ในที่นี้ก่อน เดี๋ยวข้าพเจ้าจะไปนำลูกสาวมาให้ยล" (คิดเข้าไปได้ เอาลูกสาวถวายพระ เดี๋ยวก็เสื่อมกันพอดี) พระศาสดาไม่ทรงตรัสกระไร นิ่งอยู่
พ่อพราหมณ์กลับไปสู่เรือนโดยเร็ว ไปถึงก็ตะโกนบอกพราหมณี "แม่เอ้ยแม่ พ่อเจอผู้ที่สมควรแก่ลูกของเราแล้ว แม่จงรีบแต่งตัวใส่ผ้าชีฟองให้มันโดยด่วน อย่าลืมปัดบีเอสซีมาสคาร่า โบะหน้าด้วยคลาแรงค์ เอาเกอแลงค์ทาตูด อาบกระฉูดด้วยน้ำหอมจีวองชี่ ให้มันด้วยนะ"
บีเอสซี มาสคาร่า เครื่องสำอางค์คลาแรงค์
ยาบำรุงแก้มก้นยี่ห้อ guerlain และน้ำอาบยี่ห้อ givenchy
ครั้งนั้น ทั้งพระนคร ฮือฮาอื้ออึงคนึงโสตว่า "ชายผู้นี้แต่ไหนแต่ไรมา ก็กล่าวแต่ว่า 'ชายผู้สมควรแก่ลูกสาวเรา ไม่มี' มาวันนี้กลับป่าวประกาศว่า 'เราเห็นชายผู้สมควรแก่ลูกสาวของเราแล้ว' ชายผู้นั้นจะมีรูปร่างหน้าตาเป็นประการใด พวกเราต้องขอไปดู ให้เห็นกับตา" ว่าแล้วมหาชนไทยมุง แขกมุง ฝรั่งมุง ก็เคลือนม็อบติดตามพราหมณ์ผู้นั้นไปด้วย
เมื่อไปถึงสถานที่นัด พระศาสดามิได้ทรงยืนคอยอยู่ที่นั้น แต่ทรงแสดงเจดีย์ คืออธิษฐานประทับรอยพระบาทไว้บนพื้นที่นั้น แล้วเสด็จไปประทับยืนในที่อื่น
ความจริงแล้ว เจดีย์ คือรอยพระบาทของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมปรากฏในที่ที่พระองค์ทรงอธิษฐานแล้วเหยียบไว้เท่านั้น ย่อมไม่ปรากฏในที่อื่น และหากทรงประสงค์ให้เห็นแก่คนหมู่เดียว รอยพระบาทจักปรากฏแก่ผู้ที่ทรงอธิษฐานเพียงพวกเดียวเท่านั้น แลภัยธรรมชาติต่าง ๆ ก็มิอาจทำอันตรายแก่รอยพระบาทนั้นได้
กาลนั้น พราหมณีได้ถามแก่สามีว่า "ไหนล่ะสุดหล่อที่ท่านว่า"
พ่อพราหมณ์เกาหัวแกร็ก "เอ...ก็ข้าว่า ข้าให้ท่านรอตรงนี้นะ.....นั่น....นั่นไง รอยเท้าของท่านผู้ประเสริฐ อยู่ตรงนั้น" แล้วชี้ให้นางพราหมณีดู
แม่พราหมณีหมอดูลายเท้าแม่น ๆ พิจารณาดูลักษณะรอยพระบาทแล้ว ทำสีหน้าเคร่งเครียด อุทานว่า...............
แม่หมอนวด เอ้ย หมอดูจะทำนายลักษณะรอยพระบาทว่าอย่างไร ติดตามได้ตอนหน้า
จบตอน ๒๔
อุทาหรณ์สอนใจให้รู้ว่า เครื่องสำอางค์ดี ๆ มีไว้ทาตูด ชะเอิงเอย....


ต้องวิปัสสนากี่ปีถึงจะมีบุญขนาดนั้นนะเรา
anyway หลวงพี่ กำลังจะไปถวายสังฆทานล้างซวยเสียหน่อย
แต่ว่าอยากเลือกของใส่ถังเอง
มีของอะไรที่จำเป็นต้องใส่บ้างรึ
ขนาดถังเกี่ยวมั้ย?
แล้วไปหลายคนถวายรวมกันได้มั้ย?
(เปล่างกนะ ถามดูเฉยๆ
#1 By MANA Cross on 2008-08-17 12:01