ใครว่า พระไตรปิฎกน่าเบื่อ - นิทานอิงธรรมบท เรื่องพระนางสามาวดี ตอนที่ ๒๕
posted on 19 Aug 2008 15:15 by akkarakitt in Dharma
เนื่องด้วยมีผู้ติงเข้ามาว่า ผู้เขียนไม่ควรเอาพระไตรปิฎกมาล้อเล่น แต่ครั้นจะใช้ชื่ออื่น ก็จะกลายเป็นว่าผิดเป้าประสงค์ไป เพราะผู้เขียนมีวัตถุประสงค์หลัก ต้องการทำลายกำแพงใจ ของคนทั้งหลาย ที่รู้สึกว่า พระไตรปิฎก เป็นคัมภีร์โบราณ อ่านยาก ไม่น่าสนใจ ทั้งที่ความจริงแล้ว มีนิทานสนุก ๆ อ่านแล้วได้ข้อคิด อยู่ในนั้นมากมาย ทรงจำไว้ด้วยนะครับว่า นี่คือ "นิทาน" นิท๊าน....นิทาน และขอประทานอภัย หากมันออกจะโปกฮา เกินสมณวิสัยไปสักหน่อย เพื่ออรรถรสในการอ่าน ไม่ให้เบื่อเลิกอ่านไปก่อนเท่านั้นเองครับ ไม่ใช่เพื่อเหตุอื่นใด หากชื่อของตัวละครจะไปพ้องกับผู้ใด ข้าพเจ้าขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย เชื่อเถอะครับว่า มันเป็นเรื่องบังเอิญ บังเอิ๊ญ....บังเอิญ
ก่อนอื่นขอขมาพระรัตนตรัยกันไว้ก่อน
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต อุกาสะ ทวารัตตะเยนะ กะตัง ฯ
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเต ฯ
ความในตอนที่แล้ว แม่มดสาว เอ้ย แม่พราหมณีหมอดูลายเท้าแม่น ๆ นั่งพิจารณาลายเท้าของพระศาสดา ทำหน้าเครียดแล้วกล่าวกับพ่อพราหมณ์ว่า "ท่านพราหมณ์ นี้มิใช่รอยเท้าของผู้มักเสพกามคุณ ๕" แล้วอุทานเป็นคาถาว่า
"ก็คนเจ้าราคะ พึงมีรอยเท้ากระหย่ง (เว้ากลาง),
คนเจ้าโทสะ ย่อมมีรอยเท้าอันส้นบีบ (หนักส้น),
คนเจ้าโมหะ ย่อมมีรอยเท้าจิกลง (หนักทางปลายนิ้วเท้า),
คนมีกิเลสเครื่องมุงบังอันเปิดแล้ว มีรอยเช่นนี้ นี้"
(ว่าแล้วยกเท้าตัวเอง(ผู้เขียน)ดู แหม...มีครบทั้งสามอย่างเลย เว้าตรงกลางเท้า ลงส้นหนัก ปลายเท้าก็อูม แสดงว่ากิเลสทั้ง ๓ ยังอยู่ครบถ้วนดี)
พ่อพราหมณ์หัวเสีย แหม...อุตส่าห์พาเมียมาดูอนาคตลูกเขย กลับชักใบเรือให้เสีย กล่าวว่า "แม่จ๊ะ ความรู้หมอดูลายเท้าของแม่หน่ะ เหมือนกบขึ้นวอ ในกะลา (เฮ้ย....สำนวนวิบัติสมาสกันอีกแล้ว ระหว่างคางคกขึ้นวอ กับกบในกะลา) ไปสมัครเป็นหมอดูออนไลน์ ๑๙๐๐ ก็ถูกเขาปฏิเสธ สู้หมอดูใบไม้ ก็ไม่ได้ ไพ่ยิบซีก็แม่นกว่า แม่จะพูดมากอยู่ใย เงียบ ๆ ไปทีเถอะ"
"พ่อจ๊ะพ่อ แม่ก็ไม่ได้อยากอวดอ้างกระไร แต่นี่มิใช่รอยเท้าของผู้มักเสพกามคุณ ๕ จริง ๆ นะ แม่ว่า เรากลับบ้านถอยไปตั้งหลักก่อนเถิด นี่คนก็มาก เกิดท่านปฏิเสธขึ้นมา เราทั้งคู่จะได้เป็นนกกระจอกเทศ เอาหัวมุดดิน อับอายขายขี้หน้าประชาชีนะ" แม่พราหมณ์เตือนด้วยความหวังดี
พ่อพราหมณ์เบะปาก ทำท่าไม่เชื่อ แล้วชะเง้อชะแง้แลหา เห็นพระศาสดาแล้วจึงว่า "นั่นไง ชายผู้นั้นไง สุดหล่อที่ข้าว่า" แล้วตรงเข้าไปกล่าวว่า "ท่านสมณะ ข้าพเจ้าจะยกธิดานี้ให้แด่ท่าน"
พระศาสดามิได้ตรัสถึงว่า ความต้องการในตัวธิดาของพราหมณ์ มีหรือไม่มี กลับตรัสว่า "พราหมณะ ดูก่อน พราหมณ์ เราจักกล่าวเหตุอันหนึ่งแก่ท่าน"
พ่อพราหมณ์ตอบว่า "จงกล่าวเถิด ท่านสมณะ"
พระศาสดาจึงเล่าถึงสมัยที่พระองค์ถูกมารติดตาม ตั้งแต่ออกผนวช จนถึงโคนต้นอชปาลนโครธ และการประเล้าประโลมของธิดามารทั้งหลาย ที่อาสามาล้างแค้นแทนพ่อ ที่กำลังโศกเศร้าคร่ำครวญอยู่ว่า "บัดนี้ พระสมณโคดมนี้ ล่วงวิสัยแห่งเราเสียแล้ว" แล้วตรัสพระคาถานี้ว่า
"เรามิได้มี แม้ความพอใจในเมถุน
เพราะเห็นนางตัณหา นางอรดี และนางราคา
ไฉนเล่า จักมีความพอใจ เพราะเห็นธิดาของท่านนี้
ซึ่งเต็มไปด้วยมูตรและกรีส
เราไม่ปรารถนาจะถูกต้องธิดาของท่านนี้ แม้ด้วยเท้า"
แปลไทยเป็นไทย อีกทีว่า พระองค์ไม่ปรารถนาจะแตะต้องตัวธิดาของพราหมณ์ ซึ่งร่างกายเต็มไปด้วยขี้ และเยี่ยว แม้ด้วยเท้า
ที่สุดแห่งคาถานั้น พราหมณ์ และพราหมณี ก็ตั้งอยู่ในอนาคามีผล (คาดว่า เป็นเพราะทั้งสอง เป็นคนที่ยึดติดกับเนื้อหนังมังสาเป็นอันมาก ประกอบกับคนที่เรียกว่า พราหมณ์สมัยนั้น ก็ย่อมถือศีล ๘ เป็นปกติ คงจะมีอาสวะกิเลสหยาบอันเบาบางแล้ว ติดอยู่แค่ความฝังใจในความสวยความงามของร่างกาย หรือ ราคะจริต นั่นเอง ครั้นได้สดับพระศาสดาเปรียบร่างกายกับถุงขี้ ถุงเยี่ยว ซึ่งเปรียบได้กับ อสุภกรรมฐาน ก็มีดวงตาเห็นตามความเป็นจริงว่า ร่างกายนี้สกปรกจริง หมดซึ่งกามราคะ ความใฝ่ฝันหา การสัมผัสจากเพศตรงข้าม บรรลุอนาคามีผล) ฝ่ายนางมาคันคะเยอเล่า ได้ฟังคำของพระศาสดาแล้ว ก็ลมออกตูด ....ปู๊ด.... (ลมออกหู มันออกไม่ทัน) ส่งกลิ่นแผ่กระจายไปในทิศทั้งสี่ ผูกอาฆาตด้วยมิจฉาทิฏฐิว่า "สมณะนี้ แม้ไม่ต้องการเรา(ก็เรานั้นสวยน้อยเสียที่ไหน) ก็ควรบอกปัดโดยธรรมดา แต่นี่กลับเอาเราไปเปรียบด้วยถุงขี้ถุงเยี่ยว สมณะนี้ ต้องการจะฉีกหน้าเราต่อหน้ามหาชนเป็นแน่ เอาเถอะ เวลานี้ฉันยังเด็กนัก อะไร ๆ ก็ไม่พร้อม ไว้ฉันถึงพร้อมด้วย ชาติ, ตระกูล, ประเทศ, โภคะ, ยศ และวัย เมื่อไหร่ แล้วเราจะได้เห็นดีกัน.....ฮึ่ม"
ในส่วนนี้มีคำถามว่า พระพุทธเจ้าไม่รู้หรือว่า จะเกิดความอาฆาตขึ้น
ได้รับคำอธิบายจากอรรถกถาฎีกาจารย์ว่า ย่อมทราบดี แต่พระองค์ไม่ได้ใส่ใจใครจะอาฆาต สนใจแต่เพียงความสามารถในการบรรลุอริยมรรค อริยผล ของคนทั้งหลายเท่านั้น
จากนั้นพราหมณ์ และพราหมณี ไปพานางมาคันคะเยอไปฝากอาของเธอ ชื่อ จูฬมาคันทิยะ (มาคันทิยะเล็ก) แล้วไปสู่สำนักของพระศาสดา บวชแล้วได้อรหัตตผล
ฝ่ายจูฬมาคันทิยะ เห็นว่า ธิดาของพี่ชาย ชื่อเสียงระบือไกล อย่างกับ ยัยแม่มด ดูตัวมา ร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ ขืนยกให้ใครสุ่มสี่สุ่มห้า คงมีเรื่องปวดหัวตามมาพะเรอเกวียน จึงตัดสินใจพานางไปสู่เมืองมาบุญครองซิตี้(โกสัมพี) ตกแต่งด้วยผ้าชีฟองเช่นเคย ปัดแก้ม(ก้น)ด้วยเกอแลงค์ แล้วพาไปถวายแด่พระเจ้าอุเทน กล่าวว่า "ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท นางแก้วนี้ ควรแก่สมมติเทพ"
พระเจ้าอุเทน ได้ยลแก้มปัดด้วยเกอแลงค์แล้ว ก็พิศวงหลงใหลอย่างแรงกล้า ประทานการอภิเษก ให้บริวารเธอ ๕๐๐ ตั้งเธอไว้ในตำแหน่งอัครมเหสีแต่นั้น
จบเรื่องของพระนางมาคันคะเยอ
พระเจ้าอุเทนก็ได้มีอัครมเหสี ๓ นาง ประดับด้วยหญิงฟ้อน ๑,๕๐๐ นาง เป็นบริวาร ด้วยประการฉะนี้ ฯ
จบตอน ๒๕
อุทาหรณ์สอนใจให้รู้ว่า เสน่ห์สาวอยู่ที่แก้ม



พระเจ้าอุเทนนี่ก็กระไร เจ้าชู้เหลือกินเหลือใช้จริงๆ
ดูท่าจะเป็นพวกหล่อเลือกได้ ชิ
#1 By SLeePiNg FoReSt on 2008-08-19 17:26