ความจริงเอ็นทรี่นั้นเป็นฮ๊อตโพสต์ด้วยนะ ของคุณช็อคโกแล็ต แคชเมียร์ ข้าพเจ้าอารมณ์ค้าง เพราะเคยไปเม้นท์ไว้อย่างเมามันในเอ็นทรี่ดังกล่าว ถึงผลเสียของการเม้นท์โดยใช้อารมณ์โทสะเป็นเกณฑ์ ภายหลัง จขบค เอาเอ็นทรี่ออก เลยยังไม่ได้แนะนำ วิธีปฏิบัติต่อ พวกโจรหื่นกามเลย

แล้วก็มาคลิ๊ก เมื่ออ่านเอ็นทรี่ของคุณความรักสร้างฉัน เรื่อง ในวันที่ปลาตายพร้อมการมาของรอยไถแปร นึกขึ้นมาได้ว่า ยังมีความ ที่ตั้งใจจะเขียน ลงเอ็นทรี่นั้น แต่อารมณ์ค้างเติ่ง ไม่ได้เขียน

เนื้อความในเอ็นทรี่ ในวันที่ปลาตายฯ มีการสาปแช่ง เจ้าของรอยไถแปรอยู่ด้วย ซึ่งขัดกับหลักปฏิบัติของการแก้แค้นเลยครับ

ทราบไหมครับว่า ทำไมสมัยก่อน ไม่ค่อยมีขโมย ขโจร ฉกชิง วิ่งราว ชิงทรัพย์ ปล้น ฆ่า ข่มขืน หรือมี ก็ไม่รุนแรง ลามปามไปทุกหย่อมหญ้า เช่นปัจจุบัน

นอกจากปัจจัยหลาย ๆ อย่างที่ท่านทั้งหลายจะสรรหาคิดกันได้แล้ว มีปัจจัยอีกอย่างหนึ่งครับ ที่คนไม่ค่อยรู้ นึกว่า เป็นนิยายปรำปรา ปัจจัยนี้ถูกบันทึกไว้ในคัมภีร์โบราณของศาสนา ซึ่งบันทึกความจริงของจักรวาล อันเป็นอกาลิโก-ไม่ขึ้นกับกาลเวลา ที่คนพุทธทั่วไป ไม่ค่อยมีโอกาสได้อ่าน นั่นคือ พระไตรปิฎก ครับ (ความจริงอันน่าเศร้าของชาวพุทธ)

วิธีปฏิบัติกับพวกโจร ๕๐๐ พวกนี้ ได้เขียนไว้แล้ว ในเอ็นทรี่ก่อนหน้านี้ คือ อภัยทาน ในศาสนาพุทธ ว่าโดยย่อคือ ให้ไปแจ้งความโดยปราศจากความอาฆาตแค้น หรือเคืองโกรธ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้พิทักษ์กฎหมาย

ทีนี้ว่ากันตามความเป็นจริงในสังคมปัจจุบัน ส่วนใหญ่จับผู้ร้ายไม่ค่อยได้หรอกครับ ตามที่รู้ ๆ กัน และเขียนเม้นท์ไว้มากมาย ในเอ็นทรี่นั้นว่า ควรจ้างมือปืนไปเก็บพวกมัน จะดีกว่า นั่งรอตำรวจไปลากคอมันเข้าตาราง หรือรอให้เวรกรรมสนองพวกมันเอง

สิ่งที่ข้าพเจ้าจะแนะต่อไปนี้ อาจขัดต่อความรู้สึกมากมาย แต่มันได้ผลจริง ๆ และมีเขียนยืนยันในพระไตรปิฎก ครับ

มันเป็นวิธีล้างแค้นที่แสนจะแนบเนียน ไม่ต้องพึ่งศาสตราวุธใดใด ไม่ต้องจ้างมือปืนไปเก็บ ไม่ต้องไปยัดเงินให้ตำรวจ ไม่ต้องตั้งรางวัลค่าหัว ไม่ต้องเสี่ยงกับคุกตาราง และเราไม่ต้องมือเปื้อนเลือด ฆ่าคน หรือจ้างฆ่า ให้เมื่อยตุ้ม นอนกระดิกตีนดูโอลิมปิก อยู่กับบ้าน การล้างแค้นอันแสนโหดเหี้ยม เลือดท่วมจอ ก็ดำเนินไปของมันเอง

เคล็ด(ไม่)ลับ ของการล้างแค้น

วิธีแก้เผ็ดเจ้าฆาตกาม คือ อย่าไปโกรธ อย่าไปคิดแค้นเขาครับ คิดเสียว่า ชีวิตพวกเขา ละอัตภาพนี้ไปแล้ว ก็จะต้องไปทนทุกข์ในนรก อันแสนทรมานชั่วกัปป์ชั่วกัลป์ หรือคิดว่า มันเป็นกฏของกรรม บางที ชาติก่อน ๆ คุณอาจจะไปข่มขืนเขาไว้ (ซึ่งก็ทำใจเชื่อลำบากเหลือเกิน) หรือคิดไปในทางกุศลอย่างไรก็ได้ครับ (ซึ่งหาได้ยากเหลือเกินอีกเหมือนกัน เพราะคิดแทบตายแล้วได้มาแค่ ๒ เหตุผล แต่ละอันก็เชื่อยากทั้งคู่)  ให้เราหายโกรธ หายแค้น แล้วก็แผ่ส่วนกุศลให้เขาอย่างจริงใจ อย่าให้เหลือความโกรธ ความแค้น แม้สักธุลีเลยนะครับ อธิษฐานจิตว่า กรรมใดที่ท่านได้ทำแก่ข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าอภัยให้ทั้งหมด กรรมใดที่ข้าพเจ้าได้เคยทำผิดต่อท่าน ในชาติที่แล้ว ๆ มา ข้าพเจ้าขออโหสิกรรมด้วย ขออย่าได้จองล้างจองผลาญกันอีกเลย ขออย่าต้องเจอกันอีกเลย ตั้งแต่บัดนี้ จนกว่าจะเข้าพระนิพพาน

ในพระไตรปิฎกเขียนไว้ว่า ผู้ประทุษร้าย ผู้ที่ไม่คิดประทุษร้ายตอบ ย่อมถึงหายนะ ๑๐ ประการ เขียนไว้แล้วใน ใครว่า พระไตรปิฎกน่าเบื่อ - นิทานอิงธรรมบท เรื่องพระนางสามาวดี ตอนที่ ๑๐

อันนี้พระพุทธเจ้าตรัสไว้เองเลยนะ เป็นพุทธพจน์ เชื่อขนมกินได้แน่นอน

ไม่เกิน ๑ เดือน เจ้าโจรใจหื่น ต้องถึงแก่หายนะ อย่างใดอย่างหนึ่งใน ๑๐ อย่างนี้ แน่นอน (ระยะเวลาขึ้นอยู่กับว่า ละความโกรธแค้นได้มากแค่ไหน ละได้มาก ก็ส่งผลไว)

เป็นการช่วยไม่ให้มีเหยื่อ ผู้เคราะห์ร้ายถูกข่มขืนอีกด้วยนะครับ

ที่มันฟังดูเหลือเชื่อ ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะปกติแล้ว พอเราถูกทำร้ายร่างกาย หรือจิตใจ เรามักจะโกรธ แค้น และสาปแช่ง คนที่มาทำร้ายเรา เวรกรรมเลยไม่สามารถติดจรวด ไปสนองเขาให้ทันใจโก๋ หนักเข้า เรื่องกฏแห่งกรรม เลยกลายเป็นนิทานไป เพราะไม่ค่อยเกิดให้เห็น

ความจริงแล้ว การไปคิดโกรธ คิดฆ่าเขา นั่นละ ทำให้กฏแห่งกรรม ไม่สามารถสนองได้รวดเร็วทันใจ และกลายเป็นว่า ไปส่งเสริมให้เขาทำชั่วได้มากขึ้น เพราะทำชั่วไปเท่าไหร่ หายนะก็ไม่เกิดกับเขาเสียที ที่สำคัญ อย่างที่เกริ่นไปแล้ว ในเม้นท์เอ็นทรี่นั้นว่า ไอ้คนโกรธนั่นแล ที่เป็นทุกข์ ไอ้โจรหื่นชอบข่มขืน มันกลับบ้านไปนอนตีพุง กระดิกตีน ดูโอลิมปิกแล้ว เรายังเป็นเดือดเป็นร้อน นอนไม่หลับ โทรศัพท์ติดต่อมือปืน จะไปเก็บมัน ให้วุ่นวาย

และการคิดแค้นนั่น ก็กลายเป็นการสร้าง "ผู้จองเวร" หรือ "เจ้ากรรมนายเวร" ขึ้นมา กลายเป็นว่า ต้องไปชดใช้กันชาติหน้า หรือชาติต่อ ๆ ไป ที่เจ้าโจรคนนั้นไปเกิดใหม่เป็นหนุ่มสำอางอ้อนแอ้น ส่วนคุณไปเกิดเป็นเทพบุตรสุดเกย์ หล่อล่ำ แล้วจัดการข่มขืนอัดถั่วดำมัน แก้แค้น แล้วชาติต่อไป หนุ่มเจ้าสำอางก็กลับมาข่มขืนคุณ ไม่จบไม่สิ้น มาล้างแค้นเสียชาตินี้เลย แล้วชาติหน้าคุณไม่ต้องมาเจอมันอีก ไม่ดีกว่าหรือครับ

พระพุทธเจ้าท่านก็ทรงกำลังใจแบบนี้ครับ คือ ท่านไม่โกรธเสียแล้ว อธิกรณ์ใด ๆ ไม่ว่า ใครจ้างคนมาด่า นางจิญจมานวิกา มาใส่ความว่าท้องกับพระองค์ พระเทวทัตประทุษร้ายพระองค์ จนห้อพระโลหิต ท่านเฉยครับ สุดท้าย ไม่เกิน ๗ วัน พวกที่กล่าวมาทั้งหมดก็ถึงฆาตครับ

และไม่ใช่เกิดกับเฉพาะพระพุทธองค์นะครับ คนคิดร้ายกับพระนางสามาวดี(พอดียังเขียนไม่จบ) หรือ โฆสกเศรษฐี และอื่น ๆ อีกมากมาย ก็ม้วยมรณา ฉิบหายขายตัวไป หลังจากไปทำร้ายท่านทั้งหลายนี้ไม่นาน ทั้งที่ท่านทั้งหลายนี้ ก็ใช่ว่า จะเป็นอริยบุคคล กันทุกคน เพียงแต่ท่านไม่คิดประทุษร้ายตอบ หรือ คิดแก้แค้น เท่านั้นเอง

อารมณ์เฉยนี่ละ น่ากลัว ยิ่งกว่า อาวุธทั้งปวง และนี่เป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมคนสมัยก่อน เขาถึงไม่ค่อยมี ฉกชิง วิ่งราว ปล้น ฆ่า ข่มขืน ลองคิดดูนะครับว่า สังคมในอุดมคติ ที่ทุกคนถือศีล ๕ กันครบทุกคน ประตูบ้านก็ไม่ต้องล็อค ของวางไว้ก็ไม่มีใครเอา กิ๊กแก๊กกั๊ก ก็ไม่ต้องเกรงว่า ผัวเรา เมียเรา จะไปแอบมี แต่ถ้าเกิด มีคนทุศีล เข้ามาในสังคมนั้น เพียงคนเดียว เกิดอะไรขึ้นครับ ฉิบหายเลย มีขโมยขึ้นบ้านหนึ่ง ทุกบ้านเลยต้องซื้อกุญแจมาล็อคบ้านกันหมด อย่างนี้จะเป็นไปได้อย่างไรครับ สังคมอุดมคตินั้น(ซึ่งเคยเกิดขึ้นจริงแล้ว ในอดีต) จะอยู่ได้อย่างไร

จะว่า ทุกคนถือศีล ๕ กันหมดร้อยเปอร์เซนต์ ข้าพเจ้าคนหนึ่งละที่ไม่เชื่อ เพราะทุกสังคม ก็มีคนดี คนเลว อยู่ปะปนกัน เพียงแต่มีปัจจัยนี้ครับ ที่ข้าพเจ้ากำลังแนะนำอยู่นี้ ทำให้สังคมอุดมคติ อยู่เรียบร้อย สงบสุขอยู่ได้ นั่นคือ คนสมัยนั้น เขาไม่ค่อยโกรธกันครับ คำสอนของพระศาสดา แพร่หลายมาก มีคนเชื่อถือมาก และก็มีตัวอย่างให้เห็น ถึงคนที่ได้รับหายนะ เพราะทุศีล แล้วเผอิญ ไปทำร้ายผู้ที่ไม่คิดทำร้ายตอบเข้า

คนสมัยนั้น ไม่ต้องมีตำรวจมาก เหมือนสมัยปัจจุบัน แต่สังคมก็สงบเรียบร้อยยิ่งกว่า ปัจจุบัน เพราะอะไรครับ เพราะเขามี หิริ กับ โอตตัปปะ ธรรมคุ้มครองโลก ไงครับ หิริ คือ ความละอายต่อบาป และ โอตตัปปะ คือ ความเกรงกลัวผลของบาป ไอ้ตัวโอตตัปปะนี่ละครับ ที่คนสมัยนั้นเขาเหวอกัน เพราะทำชั่วแล้ว เห็นผลทันตา เป็นใคร ใครไม่เหวอบ้างละครับ สมัยนี้ยังต้องรอกระบวนการยุติธรรม ซึ่งต้องรอนาน บางทีก็จับคนร้ายไม่ได้ จนดูเหมือนว่า กฎแห่งกรรม ไม่มีจริง แต่สมัยนั้น ทำปุ๊บเห็นผลปั๊บเลยครับ ไม่เกิน ๗ วัน

น่าเสียดายที่ปัจจุบัน คนไม่ค่อยศึกษาคำสอนของพระศาสดากัน มีแต่การยั่วยุโทสะกันในสังคม สังคมเลยฟูฟ่องไปด้วยความโกรธ ความแค้น ความอาฆาต ความพยาบาท ไม่ต้องดูอื่นไกลหรอกครับ ในเว็บที่ให้แสดงความคิดเห็นทั้งหลาย อ่านดูก็จะทราบว่า ส่วนใหญ่ มักจะเขียนเม้นท์กัน ด้วยอารมณ์ที่มากไปด้วย ราคะ โทสะ โมหะ แทบทั้งนั้น โจรทั้งหลายก็เลยได้ใจ และคนทั้งหลายจึงเห็นว่า กฏแห่งกรรม เป็นเรื่องเหลือเชื่อ

จำไว้เลยนะครับว่า ยิ่งจิตสะอาดเท่าไหร่ ยิ่งไม่โกรธเท่าไหร่ ยิ่งเฉยเท่าไหร่ การล้างแค้นของเรา จะยิ่งสยดสยองพองขน จนหาที่เปรียบมิได้ ถ้าอยากล้างแค้นให้สมอยาก ก็ต้องทำลายความโกรธ ความอาฆาตพยาบาท ให้เหลือน้อยที่สุด หรือหมดไปเลย ถ้าหมดไปเลยนี่ ข้าพเจ้ารับรองได้ ไม่เกิน ๗ วัน

ถ้าอยากพิสูจน์นะครับ ลองหาอ่านตามหน้าหนังสือพิมพ์ ไอ้กรณีที่เวรกรรมสนองทันตาเห็นหน่ะ ประเภท ปล้นปุ๊บ วิ่งไปสะดุดท่อน้ำ ถูกจับได้ปั๊บหน่ะ คุณรีบไปสัมภาษณ์เจ้าทุกข์ที่ถูกทำร้ายเลย ว่าเขาตั้งใจอย่างไร มีความเห็นอย่างไร ต่อเรื่องที่ถูกทำร้าย

รับรองว่า ต้องเป็นอย่างที่ข้าพเจ้าสาธยายมาแน่นอน

มาล้าง "แค้น" กันดีกว่าครับ 

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ

ปล. รูปน้องหมานี่ไม่เกี่ยวกับเอ็นทรี่นี้เลย แต่สังเกตุว่า ถ้าเอ็นทรี่มีรูปผสมอยู่สักรูปหนึ่ง ถ้าดูด้วย IE เวอร์ชั่นใหม่ ๆ เนื้อหามันจะไม่ไปกองด้านขวา (เห็นคนเม้นท์ว่าปวดตา) เลยเอามาแปะเล่น ๆ แม่มันคลอดมา ๖ ตัว น่ารักโคตร ๆ ใครสนใจเอาไปเลี้ยงมั่งไหมล่ะ อยู่วัดสงสัยขี้เรื้อนก็กินอีกตามเคย ส่วนใหญ่ตัวเมียทั้งนั้นเลย มีใครรับสงเคราะห์บ้างไหมคร๊าบ เลี้ยงกันไม่หวาดไม่ไหว ฯ

edit @ 12 Oct 2008 13:28:50 by Dhammasarokikku

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ถ้าเค้าคอมเม้นต์มา เราไม่คอมเม้นต์ตอบ
ถือว่าเป็นการละกิเลสไปอีกแบบนึงหรือเปล่าคะembarrassed

#1 By ไอ้แป้น : i-phan on 2008-08-23 18:35

ตอบความเห็นที่ ๑

กิเลส คือ ความเศร้าหมองของจิต
มี ความโลภ ความโกรธ ความหลง

ลองพิจารณาดูซีครับว่า การตอบ หรือ ไม่ตอบเม้นท์
ไปเข้าข้อไหน ใน ๓ ข้อ

ถ้าเข้าข้อใดข้อหนึ่ง ก็แสดงว่า มันเป็นกิเลส ละได้ ก็หมายถึง ละกิเลส

แต่ถ้ามันจัดไม่เข้า ๓ ข้อนี้ มันก็ไม่ใช่กิเลสซีครับ

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#2 By Dhammasarokikku on 2008-08-23 18:42

big smile

ของคุณแป้นคนมาเม้นท์เยอะ คนมาเม้นท์เค้าคงเข้าใจว่าเป็นไม่ได้ที่คุณแป้นจะไปตอบกลับทุำกๆคน confused smile

#3 By ตุ้มเป๊ะ on 2008-08-23 18:51

อยากจองเวรเหมือนกันค่ะ แต่เดี๊ยนเป็นคนจองเวรคนไม่ขึ้น เวลาโกรธหรือโมโหหรือเครียดจะปวดหัวมาก บางทีล้มป่วยไปเลย หมอห้ามค่ะ

แต่เจ็บแล้วจำเนี่ย ถือว่าอาฆาตรึเปล่าคะ อย่างเช่นคนคนนี้เคยทำให้เรารู้สึกแย่ เราก็ตัดเขาออกจากสารบบเพื่อน ไม่คบหาอีกเลย แต่ไม่โกรธ ไม่ใส่ใจ ทำเหมือนเขาไม่มีตัวตน ใครถามว่าทำไมเกิดอะไรขึ้น ก็เล่าให้ฟังแบบเฉยๆ เหมือนเป็นเรื่องตลก เหมือนเราโง่เองที่ไปคบกับเขา แต่จะว่าไป... มันก็เป็นการแฉความเลวเหมือนกันแฮะ แต่ถ้าไม่ถูกถามก็ไม่พูด หรือพูดเฉพาะกับคนที่เราไว้ใจได้ เท่ากับอาฆาตหรือก่อกรรมมั้ยคะ?

#4 By ++ r o s i f i x ++ on 2008-08-23 19:20

ฆ่าความโกรธได้ย่อมอยู่เป็นสุข
สาธุ สาธุ อนุโมทามิ Hot!
ดีใจที่ได้เจอบล็อกนี้ครับ big smile

#6 By -=[MAD]=- on 2008-08-23 19:38

ตอบความเห็นที่ ๔

ถ้ายังนินทาเขาอยู่ ก็แสดงว่า จิตยังไม่บริสุทธิ์พอครับ

จริง ๆ แล้ว ต้องดูที่ใจเป็นหลักครับ ใจคิดก่อน แล้วถึงออกมาเป็นวจีกรรม(การแสดงออกทางวาจา) และกายกรรม(การแสดงออกทางกาย)

ถ้าวิเคราะห์เอาตามที่เล่ามา ก็แสดงว่า ยังมีตัว ปฏิฆะ ความชัง อยู่ในใจ ถ้าอยากให้เกิดหายนะกับเขา ต้องทำลายตัวปฏิฆะนี้ทิ้งเสียด้วยครับ เหมือนกับว่า เหตุการณ์ที่เขาทำให้เราชัง ไม่เคยเกิดขึ้น คุณ ๒ คน เพิ่งมาเจอกัน รู้จักกันเมื่อวาน หรือเมื่อเช้า

และที่สำคัญต้องแผ่เมตตาให้เขาด้วยครับ แผ่เมตตาออกมาชนิดออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจนะครับ ไม่ใช่สักแต่ปากกว่า "ขอท่านจงเป็นสุข เป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย" ว่าปาว ๆ เหมือนเด็กป.๔ อย่างนั้นใช้ไม่ได้นะครับ

แผ่เมตตา คือ การแผ่ความรัก ทำอย่างไรเราถึงจะรักเขาได้ ต้องมองให้ออกครับว่า ที่เขาทำไม่ดีกับเรา ไม่ใช่ว่า เขาตั้งใจ หรือเจตนาจะทำไม่ดีกับเรา คนเรา ไม่มีใครอยากให้คนอื่นมาเกลียดหรอกครับ ทุกคนก็อยากให้คนอื่นมารักทุกคน เพียงแต่เขาถูกกิเลสตัณหาครอบงำบีบบังคับ ทำให้เขาทำไม่ดีกับเรา โธ่... เราเองก็ถูกกิเลสตัณหาครอบงำ และบีบบังคับ เหมือนกัน จะไปโกรธเขาทำไมละครับ เราทั้งหลายต่างก็ทุกข์กันมาเต็มปรี่ด้วยกันทั้งนั้น จะไปเพิ่มทุกข์ให้แก่กันและกันทำไม

และอีกไม่เกิน ๑๐๐ ปีข้างหน้า ทุกคนที่เรารู้จักบนโลกนี้ ก็ม้วยมรณา เป็นผีไปกันหมด จะไปยึดมั่นถือมั่นอะไรมากมาย อะไร ไม่ดี ๆ ก็ทำเป็นลืม ๆ หรือ แกล้งลืมเสีย ชีวิตก็จะมีความสุขขึ้นมาก ใช้ชีวิตอันน้อยนิดนี้ให้มีความสุขเถอะครับ

ความโกรธ ความเกลียด มันกัดกร่อน อารมณ์ใจ ของตัวเราเอง ไม่ใช่ไปกัดกร่อน อารมณ์คู่ปรับของเรา สักหน่อย

คิดได้ดังนี้ เราก็จะรู้สึกรัก และสงสารเขาขึ้นมา เหมือนกับที่เรารัก และสงสารตัวเองครับ นั่นละครับ การแผ่เมตตาที่แท้จริง

รับรองครับ ทำได้ดังนี้ ไม่นาน สำเร็จแน่

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#7 By Dhammasarokikku on 2008-08-23 19:40

ขอบคุณสำหรับคำตอบนะคะ ต่อจากนี้คงต้องระวังใจตัวเองมากขึ้นเหมือนกัน

เอ่อ... ถ้าไม่นับเรื่องวจีกรรม... จริงๆ ก็ไม่ได้อยากให้เกิดหายนะกับคุ่กรณีคนใดๆ หรอกค่ะ เรื่องจบ คนก็จบ ถ้าเกิดหายนะกับเขาจริง อย่างมากก็สงสารเห็นใจในฐานะเพื่อนมมนุษย์ แต่อย่างน้อยก็คงเฉยๆ ไม่เอามาใส่ใจ แต่ก็ไม่คิดจะสะใจ แต่จะไม่คบหากันต่อไปเพื่อไม่ให้เขามาทำร้ายเราซ้ำๆ ซากๆ หรือใช้วิธีที่เหนือชั้นกว่าเดิมอีก เอาตามความรู้สึกแล้ว เราก็รู้สึกผิดเหมือนกันที่ไปทำให้เขาเสียหน้าหรือรู้สึกเหมือนโดนรังเกียจอ่ะ (ปรึกษาปัญหาคาใจซะงั้น sad smile)

เดี๊ยนเป็นพวกใจดี (แต่โง่) จนได้เรื่องบ่อยๆ ระบบการป้องกันตัวเองมันเลยแข็งแกร่งขึ้นตามประสบการณ์ที่โดน ^^; ที่บอกว่าให้เหมือนกับเรากับเขาเพิ่งเจอกันมันทำได้ยากยิ่งกระทิงแดงจริงๆ ค่ะ


อืม... วกเข้าเรื่องในเอ็นทรี... แต่ถ้าข่มขืนเนี่ย ท่าทางจะเรื่องใหญ่สำหรับลูกผู้หญิง ถ้าโดนจริงๆ ก็ไม่รู้ว่าจะทำใจได้มากน้อยแค่ไหนแฮะ

#8 By ++ r o s i f i x ++ on 2008-08-23 20:28

ตอบความเห็นที่ ๘

ความจริง เรื่องรู้สึกผิดนี่ อันตรายเหมือนกันนะครับ

ถ้าทางพระนี่เขาเรียกว่า ต้องอาบัติ คือใจไปติดกับความผิดอันนั้น

ทีนี้ ถ้าเกิดมีอันต้องตาย ในระหว่างที่ใจ ยังติดอยู่กับความผิดอันนั้น ซวยครับ ซวยอย่างบอกไม่ถูก

เรื่องมีมาแล้วดังนี้ครับ

มีพระอยู่รูปหนึ่ง ไปเกาะเรือเล่น แล้วไปทำตะไคร่น้ำหลุดออกจากเรือ (ต้องอาบัติพรากของเขียว)

พอกลับมาที่พำนัก ก็รอเพื่อนพระ จะปลงอาบัติ ใจคิดครุ่นอยู่กับอาบัตินั้น เกิดลมขึ้น ตายขึ้นมาปัจจุบันทันด่วน

ใจที่ครุ่นคิดเรื่องอาบัตินั้นอยู่ เลยพาให้ไปเกิดเป็นพญานาค ซึ่งอยู่ในภูมิของอบาย คือ เดรัจฉานภูมิ

ซึ่งความจริงอาบัติพรากของเขียวนี่ เป็นอาบัติเบามาก ๆ แต่ทำให้พระรูปนั้น ต้องไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน

ทำนองเดียวกัน ถ้าเกิดคุณเป็นอะไรไปตอนนี้ แล้วจิตยังยึดกับความรู้สึกผิดนั้น....sad smile sad smile sad smile

พระพุทธเจ้าท่านถึงตรัสว่า ท่านทั้งหลาย จงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม ไงครับ

เขียนสั้น ๆ ก็คือ อย่าประมาท นั่นเอง

วิธีแก้

ถ้าทางพระนี่ เขาให้ไปปลงอาบัติ คือ ไปสารภาพกับพระรูปอื่นเสียว่า ไปทำความผิดอะไรมา การสารภาพนี่ทำให้อารมณ์ที่เราติดอยู่ หลุดออกครับ

ทีนี้ถ้าเป็นฆราวาส น่าจะใช้วิธี ไปสารภาพกับเจ้าตัวเลยว่า อีชั้นเคยทำอย่างนั้น ๆ ขอโทษนะเคอะ (อะ...พูดยากไปไหมนี่)

หรือมิฉะนั้น ก็ไปจัดการแก้ข่าวให้เขา พูดไปในทางที่ดี

ทั้งหลายนี้ ดูใจของคุณเป็นหลักแหละครับ ว่ามันหลุดหรือยัง ถ้าทำแล้ว สบายใจแล้ว แสดงว่าหลุดแล้วครับ แต่ถ้าแก้แล้ว ยังรู้สึกผิดอยู่ แสดงว่า ยังไม่หลุดครับ

เรื่องความโกรธนี่ ในพระไตรปิฎก เขียนไว้เหลือเชื่อมากกว่านี้อีกครับ อย่าว่าแต่เรื่องถูกข่มขืนเลย ลูกถูกตัดแขน ยังไม่โกรธเลย ถ้าคนปัจจุบันอ่านแล้ว ต้องว่า บ้าไปแล้ว ไม่ก็โง่บัดซบละ ถึงทำอย่างนั้น แต่คนสมัยก่อน เขาทำอย่างนั้นจริง ๆ นะครับ

พอดีได้อ่านตอนอยู่บนดอย แล้วก็ทิ้งหนังสือไว้บนดอย ไว้จะหามาลงบล็อกให้อ่านกันครับ

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#9 By Dhammasarokikku on 2008-08-23 20:57

มันเป็นเรื่องที่ดูอภัยได้ยากมากเลยนะครับ - -" คงต้องฝึกให้อภัยอยู่เป็นประจำเลยสินะครับถึงทำได้

#10 By on 2008-08-23 21:00

สาธุฯ

มิน่า
สงสัยมานานในทศชาติพระเวสสันดร
นางมัทรีกลายเป็นทาน
ทำไมนางถึงไม่โกรธ
...
แต่ก็อาจเป็นเพราะเป็นนางแก้วคู่บารมีมานานก็ได้big smile

ไม่โกรธนี่ยากค่ะ(สำหรับเราsad smile )
โกรธแต่ไม่จองเวรได้ไหมคะ
โกรธเสร็จแล้วให้อภัยเลย
..ดันเป็นคนโกรธง่ายหายเร็วsad smile

แต่ถ้าไม่โกรธเพื่อล้างแค้นโดยเฉพาะนี่...
เราก็ไม่ต่างจาก"โกรธๆๆๆแล้วแช่งๆๆๆ"ไม่ใช่หรอembarrassed
หรือหลวงพี่คิดเห็นว่าจะใด

#11 By SEsai*im อิ่มๆ on 2008-08-23 21:08

ตอบความเห็นที่ ๑๐

ด้วยความที่มันเป็นเรื่องยากมากนี่ไงครับ มันถึงไม่ค่อยได้เห็นกัน จนกฎแห่งกรรม กลายเป็นนิยายไป

ความจริง อย่าให้ไปถึงเรื่องถูกข่มขืนเลยครับ เอาแค่ขโมยขึ้นบ้านนี่ก่อน อภัยเรื่องแบบนี้ให้ได้ก่อน ถ้าทำกันได้มาก ๆ พวกขโมยขโจร ก็ซิกหาย กันหมด

ขนาดคนทำกรรมชั่ว แค่เล็กน้อย ยังซิกหายขายตูด พวกที่คิดจะทำกรรมชั่วหนัก ๆ ประเภทข่มขืน ก็คงจะเหวอ ๆ กันบ้างละครับ

ในพระไตรปิฎกก็มีเรื่องพระอรหันต์ถูกข่มขืนครับ เรื่องของพระอุบลวรรณาเถรี ถูกนันทมาณพข่มขืน สำเร็จกามกิจบนแคร่ ไม่ต้องรอให้ถึง ๗ วันหรอก พอนันทมาณพลงจากแคร่ แผ่นดินก็แยกออก หรือที่เขาเรียกว่า ธรณีสูบ แฟร๊บ ไปโผล่ในอเวจีมหานรก

นี่แหละครับ พระอรหันต์คือผู้ที่ละความโกรธได้หมดสิ้นแล้ว โทษจึงเห็นทันตา

เรื่องนี้มีฮาต่อไป คือ คนทราบก็เอาไปโพทนาว่า พระเถรี ต้องรู้สึกอะไรบ้างแล ขณะที่ถูกข่มขืน

แต่พระพุทธเจ้าตรัสแก้ว่า ทำอะไรกับพระอรหันต์ ก็เหมือนทำกับตุ๊กตา พระอรหันต์ไม่เหลือความรู้สึกทางเพศแล้ว

แล้วถามต่อไปว่า พระอุบลวรรณาเถรี ไม่ทราบหรือว่า นันทมาณพคิดมิดีมิร้าย อรรถกถาฎีกาจารย์แก้ว่า ย่อมทราบดี เพราะ เป้นภิกษุณีเอตทัคคะด้านฤทธิ์ แค่นี้ทำไมจะไม่ทราบ เพียงแต่ ต้องการทำให้เป็นแบบอย่าง ให้อนุชนรุ่นหลัง ไม่คิดทำชั่วกับภิกษุณีอีก

ตอบซะยาวเลยเรา

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#12 By Dhammasarokikku on 2008-08-23 21:20

ตอบความเห็นที่ ๑๑

เรื่องพระนางมัทรี หรือมาเกิดเป็น พระนางพิมพา ในชาติสุดท้ายนี่ สุดยอดเลย

คือพระนางพิมพานี่ คู่บารมีกับพระพุทธเจ้ามานานแสนนานแล้ว พระพุทธเจ้าทำอะไร เธอโมทนา หรือ เห็นชอบไปหมด ไม่ได้ทำบุญด้วยตัวเองเลย ประมาณว่า เชื่อผัว ผัวว่าไง ว่าตามกัน

ที่เขาว่า ปัตตานุโมทนามัยหรือ บุญสำเร็จด้วยการให้ทาน มันได้บุญเหมือนคนทำก็จริงอยู่ แต่มันมีข้อเสียอยู่นิดหนึ่ง ก็ตรงที่ เราต้องรอเจ้าของบุญ สำเร็จอรหันต์นั่นแหละ เราถึงจะสำเร็จตาม ไปเองไม่ได้

ตอนที่พระพุทธเจ้าเสด็จโปรดพระพุทธบิดา และเหล่าประยูรญาติ พระองค์เสด็จพร้อมอัครสาวก และภิกษุตั้งหมื่น ซึ่งความจริง การโปรดพระนางพิมพาให้คนอื่นโปรด ก็น่าจะสมควรกว่า เพราะเป็นเมียเก่า

แต่พระพุทธเจ้าต้องเสด็จโปรดเอง ก็เพราะพระนางทำบุญด้วยการโมทนาบุญของผัว มาตลอดนั่นเอง คนอื่นโปรดไม่ได้

ไม่โกรธเพราะต้องการล้างแค้นนี่ ต่างซี
เพราะเมื่อคุณไม่โกรธแล้ว ความอยากล้างแค้นมันก็ไม่มีที่อยู่เหมือนกัน

สรุปแล้ว ก็คือ เอากิเลสล้างกิเลสไง

คนที่โมโหโกรธาจากการถูกข่มขืนขนาดนั้น ถ้าไม่เอาเรื่องแก้แค้น มาแนะให้ปฏิบัติแล้ว คงถอนความแค้นได้ยาก

และแม้เขาถอนกิเลสโทสะได้จริง ก็จะเกิดผลจริง ตามที่ข้าพเจ้าสาธยายมาทุกประการ เป็นผลดีแก่คนอื่นด้วย ที่ฆาตกามนั้น ต้องม้วยมรณาไป ไปทำบาปต่อไม่ได้ ได้บุญ ๒ ต่อ

ดีกว่ามานั่งคิดแค้น ตำรวจก็จับมันไม่ได้ จ้างมือปืนก็ไม่สำเร็จ ไฟแค้นรุมสุมทรวงเช่นนั้น มีประโยชน์อะไรครับ ลองวิธีนี้ โจรหื่นก็ม้วย เราเองก็ไม่เป็นทุกข์ มีแต่บวก กับบวกครับ ไม่เห็นมีข้อเสีย

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#13 By Dhammasarokikku on 2008-08-23 21:35

บุญคุณ ต้องทดแทน
แค้น ต้องชำระ
"ชำระ" ให้หมดไปจากใจนะขอรับ

สาธุ สาธุ

#14 By maha-oath (117.47.190.170) on 2008-08-23 22:11

ตอบความเห็นที่ ๑๔

ชำระแล้ว อย่าลืมกดชักโครกนะขอรับ

ปล.หมาไฟนี่เร็วจริง ๆ รู้แล้วว่าทำไมเขาถึงใช้แล้วติดใจ

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#15 By Dhammasarokikku on 2008-08-23 22:50

พอดีเป็นคนแค้นคนยาก
แต่แปลก ที่เวลาแค้นใคร แช่งใคร
แบบ ทำกับเราไว้หนักแล้วเราแช่งให้ล่มจมถึงตาย
มันดันตายจริง!! หลายครั้งแล้วด้วยอะ
อย่างนี้บาปกรรกมมันก็คงตกที่เราล่ะนะ
----------------
ละความโกรธความแค้นได้คงจะดี

#16 By groundfloor on 2008-08-24 02:15

ไม่อาววว ไม่อยากคิดเลย
คงรับไม่ได้ บ้าไปเลย

sad smile
อ่านแล้วก็มานั่งนึก...
อืมมม เรานี่ก็เลวใช่ย่อย เอิ๊กๆ
เวลาใครมาทำอะไรให้เรารู้สึกแย่
คงต้องหัดทำใจร่มๆกว่านี้

เจาเคยนะ มีกิ๊กเก่า ทำตัวแย่ๆ แอบคบคนอื่นพร้อมกันทีละหลายๆคน ฯลฯ เคยคิดว่า โกรธเค้ามากๆเลย แต่พอเลิกกันไปก็ไม่ได้ใส่ใจ แบบ ช่างหัวแก -..- ก็ไม่ได้อาฆาตหรอกนะคะ แค่เสียใจ แล้วก็สงสาร ว่าแกมัวแต่ทำตัวแบบนี้ เมื่อไหร่จะเจอคนดีๆเนี่ย อะไรทำนองนั้น จนผ่านไปหลายปี เจอกันอีกทีถึงได้รู้ตัวว่า เออ ไม่ได้โกรธมันแล้วนี่หว่า พอรู้ว่าไม่โกรธแล้วนี่นะ รู้สึกเหมือนสิ่งแย่ๆเหล่านั้น ไม่เคยเกิดขึ้นมาเลยอะค่ะ เป็นเพื่อนกันปกติ

เชื่อเลยว่า ถ้าอภัยกันได้นี่ คนที่สบายใจที่สุดคือตัวเราเองละนะ ^^ Hot!

#18 By Rinna ♥ on 2008-08-24 03:52

ตอบความเห็นที่ 1 ภาค 2

มานั่งคิดเดินคิด การที่คุณไอ้แป้นกังวลเรื่องตอบเม้นท์นี่ ความจริงก็เป็นกิเลส(ความเศร้าหมองของจิต)เหมือนกัน ถ้าจิตผ่องใสจะไม่เก็บมาถามแบบนี้ ตัวนี้มองยาก เพราะเป็นกิเลสตัวโมหะ ความหลง ต้องใช้ปัญญาเป็นตัวแก้ ซึ่งเดี๋ยวขอกลับกรุงเทพฯก่อน จะเม้นท์ให้ฟัง (ตอนนี้อยู่อุทัยฯ)

#19 By Dhammasarokikku on 2008-08-24 13:48

สาธุค่ะ
เข้าใจมากขึ้นแล้วbig smile

ถึงตอนนั้นพอกรรมล้างแค้นให้
ใจมันก็ไม่ยินดียินร้ายกับผู้กระทำแล้ว
เพราะไม่โกรธ ไม่คิดอาฆาตแล้ว
ถือเป็นการเอากิเลสมาล้างกิเลสอย่างนี้ถูกไหมคะsurprised smile

คิดๆไปเป็นกุศโลบายที่เยี่ยมจริงๆ
แต่เกมกรรมแอบซุกไว้
ให้คนมัวมาสาปแช่งเผาพริกเผาเกลือกันเอง
แหม่.. อยากนี้สิถึงเรียกว่าปล่อยให้ "หลง"
บ่ะ! แล้วจะหลงต่อทำไมbig smile
--
ส่วนเรื่องอนุโมทนา
ได้ผลบุญเท่ากัน แต่ต้องให้คนทำเป็นอรหันต์ก่อน
จึงบรรลุอรหันต์ตาม
งี้เกิดอนุโมทนาหลายคน
มิต้องรอหลายคนเป็นอรหันต์ก่อนรึคะsad smile

อ่านอนุโมทนาแล้วสะดุ้ง
ฮ่าๆ คราวหน้าหาเรื่องบุญๆให้คนอื่นอนุโมทนามั่งดีกว่า
ตามเขามานานแล้วquestion

#20 By SEsai*im อิ่มๆ on 2008-08-25 00:35

ตอบความเห็นที่ ๒๐

ได้ยินคำว่า "เกมกรรม" เข้าสะอึกทีเดียว
เข้าใจถูกต้องแล้วแล

การที่เขามาทำร้ายเรา ยั่วโมโหเรา ถ้าเราไปโกรธตามที่เขายั่ว ทำร้ายเขาเพื่อแก้แค้น ก็เท่ากับเราเปิดประตูเข้าสู่ "เกมกรรม"

ซึ่งส่วนใหญ่ของผู้ที่ถูกทำร้าย มักเป็นผลเนื่อง ที่เขาเคยไปทำร้ายคนอื่นไว้ ในชาติก่อน ๆ หรือชาติปัจจุบัน

การโกรธแค้น อาฆาต แล้วไม่สามารถแก้แค้นได้ในชาติปัจจุบัน ทำให้ความอาฆาตแค้น ติดจิตของเราไป และเมื่อกาลเวลาเหมาะสม เราก็จะเปลี่ยนบทบาท เป็นผู้ไล่ล่า หรือผู้จองเวร แทน วนเวียนกันอยู่อย่างนี้ไม่สิ้นสุด

คนเราเกิดซ้ำเกิดซากเช่นนี้มามิใช่เพียง ล้านครั้ง หรือล้าน ๆ ครั้ง แต่เป็นจำนวนที่นับไม่ได้ทีเดียว

แต่ถ้าเราระงับความโกรธ เลิกอาฆาต หันมาให้อภัย ก็คือการปิดประตู "เกมกรรม" นั่นเอง และกรรมที่เขาทำ ก็จะกลับไปสนองตัวผู้กระทำเอง เร็วราวติดจรวด

นอกจาก "เกมกรรม" จะสนุกสนานจนเลิกเล่นไม่ได้ ยิ่งกว่าเกมออนไลน์ ที่น็อคหัวหน้าใหญ่ ได้ยากโคตร ๆ แล้ว ยังมีหัวหน้าใหญ่อีก ๒ ตัว ที่มีลีลาหลอกล่อคล้าย ๆ กัน

เกมกรรมนี่ ชื่อเป็นทางการว่า กัมมวัฏฏะ หรือ วนกรรม เป้นหัวหน้าใหญ่ตัวที่ ๑ ตัวที่สองชื่อว่า กิเลสวัฏฏะ หรือ วนกิเลส และตัวสุดท้ายชื่อ วิปากวัฏฏะ หรือ วนวิบาก หัวหน้าใหญ่สามตัวนี้ ท่านว่า เราต้องเป็นคนหยุดมัน มันหยุดเองไม่ได้ ปล่อยมันไป มันก็จะวน ๆ อยู่ไม่จบ ไม่สิ้น

ซึ่งจะได้นำมาสาธตา และสาธยาย ในโอกาสต่อไป

ส่วนเรื่อง โมทนาบุญ ไม่ต้องไปกังวลหรอก โมทนาเข้าไปเฮอะ พอโมทนาจนเต็มแล้ว จะรู้สึกอยากทำเองขึ้นมาเอง

ที่ยกตัวอย่างนี้ เป็นกรณีที่เอาแต่โมทนาใคร คนใด คนหนึ่ง เป็นประจำ ลักษณะนี้เขาเรียกว่า เป็นบริวาร โมทนาบุญเจ้านาย เลยต้องรอเจ้านายจบกิจเสียก่อน จึงได้จบกิจตาม

แต่ถ้าเราโมทนาบุญสะเปะสะปะ ไม่ได้เจาะจง ใครทำบุญมาเฮอะ อั๊วะโมทนาแหลก อย่างนั้นก็ไม่เข้าเกณฑ์

ถ้าถูกใจใครเป็นพิเศษ เนี่ยะ ถ้าคนนี้ทำบุญนะ เราจะโมทนาบุญเขา โดยเฉพาะ คนอื่นทำบุญ ก็รู้สึกเฉย ๆ อย่างนี้ โดนแน่ ๆ

เรื่องนางฟ้าขี้เหนียว ก็เคยมีปรากฏ เจ๊แกเป็นเพื่อนกับนางวิสาขามหาอุบาสิกา นางวิสาขาทำอะไร เจ๊แกโมทนาเรียบ แต่ไม่เคยออกตังค์ทำบุญเอง ตายแล้ว ไปเป็นนางฟ้า วิมานสวยโคตร ๆ จนใครเห็นก็อดเอ่ยถามไม่ได้ว่า เจ๊แกไปทำบุญอะไรมา เจ๊แกก็เขินดิ เพราะไม่เคยออกตังค์ทำบุญเลย ม้วนหน้า ม้วนหลัง ตีลังกา หมุนรอบตัวเอง ๑๘ รอบ แล้วตอบเสียงอ้อมแอ้มว่า อีชั้นโมทนาบุญเพื่อนเจ้าค่ะ อย่างนี้แลที่เข้าข่าย ต้องรอนางวิสาขาสำเร็จอรหันต์ก่อน ตัวเองถึงจะจบกิจได้บ้าง

ไว้เดี๋ยวจะเขียนเอ็นทรี่เรื่องโมทนาบุญนี่จั๊กกะหน่อย รอติดตามละกัน

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#21 By Dhammasarokikku on 2008-08-25 11:40

เข้าแล้วใจค่ะ double wink

#22 By ไอ้แป้น : i-phan on 2008-08-26 11:22

สวัสดี ฉันชื่อ www. Topsonghit.com
อ่านแล้วก็รู้สึกดี แต่ไม่รู้นะคะ ว่าจะทำได้อ่ะเปล่า

แบบว่าเป็นมนุษย์เลือดร้อน ชกมาก็เตะกลับอะไรประมาณนั้นนะคะ
แต่จะพยายามปรับปรุงตัวเองนะbig smile

#24 By Death moon on 2010-04-15 16:36

ดีใจ ที่ได้รู้จัก Blog นี้ค่ะ

big smile

#25 By Be (119.31.126.73) on 2010-08-08 21:20

#24-#25

สาธุ ๆ

#26 By Dhammasarokikku on 2010-08-09 20:28

Favourites

Favourites

Dhammasarokikku View my profile