ข้อแนะนำ ถึงบทความถ้าถูกข่มขืนจะแจ้งความไหม - วิธีล้างแค้น
posted on 23 Aug 2008 16:51 by akkarakitt in Dharmaความจริงเอ็นทรี่นั้นเป็นฮ๊อตโพสต์ด้วยนะ ของคุณช็อคโกแล็ต แคชเมียร์ ข้าพเจ้าอารมณ์ค้าง เพราะเคยไปเม้นท์ไว้อย่างเมามันในเอ็นทรี่ดังกล่าว ถึงผลเสียของการเม้นท์โดยใช้อารมณ์โทสะเป็นเกณฑ์ ภายหลัง จขบค เอาเอ็นทรี่ออก เลยยังไม่ได้แนะนำ วิธีปฏิบัติต่อ พวกโจรหื่นกามเลย
แล้วก็มาคลิ๊ก เมื่ออ่านเอ็นทรี่ของคุณความรักสร้างฉัน เรื่อง ในวันที่ปลาตายพร้อมการมาของรอยไถแปร นึกขึ้นมาได้ว่า ยังมีความ ที่ตั้งใจจะเขียน ลงเอ็นทรี่นั้น แต่อารมณ์ค้างเติ่ง ไม่ได้เขียน
เนื้อความในเอ็นทรี่ ในวันที่ปลาตายฯ มีการสาปแช่ง เจ้าของรอยไถแปรอยู่ด้วย ซึ่งขัดกับหลักปฏิบัติของการแก้แค้นเลยครับ
ทราบไหมครับว่า ทำไมสมัยก่อน ไม่ค่อยมีขโมย ขโจร ฉกชิง วิ่งราว ชิงทรัพย์ ปล้น ฆ่า ข่มขืน หรือมี ก็ไม่รุนแรง ลามปามไปทุกหย่อมหญ้า เช่นปัจจุบัน
นอกจากปัจจัยหลาย ๆ อย่างที่ท่านทั้งหลายจะสรรหาคิดกันได้แล้ว มีปัจจัยอีกอย่างหนึ่งครับ ที่คนไม่ค่อยรู้ นึกว่า เป็นนิยายปรำปรา ปัจจัยนี้ถูกบันทึกไว้ในคัมภีร์โบราณของศาสนา ซึ่งบันทึกความจริงของจักรวาล อันเป็นอกาลิโก-ไม่ขึ้นกับกาลเวลา ที่คนพุทธทั่วไป ไม่ค่อยมีโอกาสได้อ่าน นั่นคือ พระไตรปิฎก ครับ (ความจริงอันน่าเศร้าของชาวพุทธ)
วิธีปฏิบัติกับพวกโจร ๕๐๐ พวกนี้ ได้เขียนไว้แล้ว ในเอ็นทรี่ก่อนหน้านี้ คือ อภัยทาน ในศาสนาพุทธ ว่าโดยย่อคือ ให้ไปแจ้งความโดยปราศจากความอาฆาตแค้น หรือเคืองโกรธ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้พิทักษ์กฎหมาย
ทีนี้ว่ากันตามความเป็นจริงในสังคมปัจจุบัน ส่วนใหญ่จับผู้ร้ายไม่ค่อยได้หรอกครับ ตามที่รู้ ๆ กัน และเขียนเม้นท์ไว้มากมาย ในเอ็นทรี่นั้นว่า ควรจ้างมือปืนไปเก็บพวกมัน จะดีกว่า นั่งรอตำรวจไปลากคอมันเข้าตาราง หรือรอให้เวรกรรมสนองพวกมันเอง
สิ่งที่ข้าพเจ้าจะแนะต่อไปนี้ อาจขัดต่อความรู้สึกมากมาย แต่มันได้ผลจริง ๆ และมีเขียนยืนยันในพระไตรปิฎก ครับ
มันเป็นวิธีล้างแค้นที่แสนจะแนบเนียน ไม่ต้องพึ่งศาสตราวุธใดใด ไม่ต้องจ้างมือปืนไปเก็บ ไม่ต้องไปยัดเงินให้ตำรวจ ไม่ต้องตั้งรางวัลค่าหัว ไม่ต้องเสี่ยงกับคุกตาราง และเราไม่ต้องมือเปื้อนเลือด ฆ่าคน หรือจ้างฆ่า ให้เมื่อยตุ้ม นอนกระดิกตีนดูโอลิมปิก อยู่กับบ้าน การล้างแค้นอันแสนโหดเหี้ยม เลือดท่วมจอ ก็ดำเนินไปของมันเอง
เคล็ด(ไม่)ลับ ของการล้างแค้น
วิธีแก้เผ็ดเจ้าฆาตกาม คือ อย่าไปโกรธ อย่าไปคิดแค้นเขาครับ คิดเสียว่า ชีวิตพวกเขา ละอัตภาพนี้ไปแล้ว ก็จะต้องไปทนทุกข์ในนรก อันแสนทรมานชั่วกัปป์ชั่วกัลป์ หรือคิดว่า มันเป็นกฏของกรรม บางที ชาติก่อน ๆ คุณอาจจะไปข่มขืนเขาไว้ (ซึ่งก็ทำใจเชื่อลำบากเหลือเกิน) หรือคิดไปในทางกุศลอย่างไรก็ได้ครับ (ซึ่งหาได้ยากเหลือเกินอีกเหมือนกัน เพราะคิดแทบตายแล้วได้มาแค่ ๒ เหตุผล แต่ละอันก็เชื่อยากทั้งคู่) ให้เราหายโกรธ หายแค้น แล้วก็แผ่ส่วนกุศลให้เขาอย่างจริงใจ อย่าให้เหลือความโกรธ ความแค้น แม้สักธุลีเลยนะครับ อธิษฐานจิตว่า กรรมใดที่ท่านได้ทำแก่ข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าอภัยให้ทั้งหมด กรรมใดที่ข้าพเจ้าได้เคยทำผิดต่อท่าน ในชาติที่แล้ว ๆ มา ข้าพเจ้าขออโหสิกรรมด้วย ขออย่าได้จองล้างจองผลาญกันอีกเลย ขออย่าต้องเจอกันอีกเลย ตั้งแต่บัดนี้ จนกว่าจะเข้าพระนิพพาน
ในพระไตรปิฎกเขียนไว้ว่า ผู้ประทุษร้าย ผู้ที่ไม่คิดประทุษร้ายตอบ ย่อมถึงหายนะ ๑๐ ประการ เขียนไว้แล้วใน ใครว่า พระไตรปิฎกน่าเบื่อ - นิทานอิงธรรมบท เรื่องพระนางสามาวดี ตอนที่ ๑๐
อันนี้พระพุทธเจ้าตรัสไว้เองเลยนะ เป็นพุทธพจน์ เชื่อขนมกินได้แน่นอน
ไม่เกิน ๑ เดือน เจ้าโจรใจหื่น ต้องถึงแก่หายนะ อย่างใดอย่างหนึ่งใน ๑๐ อย่างนี้ แน่นอน (ระยะเวลาขึ้นอยู่กับว่า ละความโกรธแค้นได้มากแค่ไหน ละได้มาก ก็ส่งผลไว)
เป็นการช่วยไม่ให้มีเหยื่อ ผู้เคราะห์ร้ายถูกข่มขืนอีกด้วยนะครับ
ที่มันฟังดูเหลือเชื่อ ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะปกติแล้ว พอเราถูกทำร้ายร่างกาย หรือจิตใจ เรามักจะโกรธ แค้น และสาปแช่ง คนที่มาทำร้ายเรา เวรกรรมเลยไม่สามารถติดจรวด ไปสนองเขาให้ทันใจโก๋ หนักเข้า เรื่องกฏแห่งกรรม เลยกลายเป็นนิทานไป เพราะไม่ค่อยเกิดให้เห็น
ความจริงแล้ว การไปคิดโกรธ คิดฆ่าเขา นั่นละ ทำให้กฏแห่งกรรม ไม่สามารถสนองได้รวดเร็วทันใจ และกลายเป็นว่า ไปส่งเสริมให้เขาทำชั่วได้มากขึ้น เพราะทำชั่วไปเท่าไหร่ หายนะก็ไม่เกิดกับเขาเสียที ที่สำคัญ อย่างที่เกริ่นไปแล้ว ในเม้นท์เอ็นทรี่นั้นว่า ไอ้คนโกรธนั่นแล ที่เป็นทุกข์ ไอ้โจรหื่นชอบข่มขืน มันกลับบ้านไปนอนตีพุง กระดิกตีน ดูโอลิมปิกแล้ว เรายังเป็นเดือดเป็นร้อน นอนไม่หลับ โทรศัพท์ติดต่อมือปืน จะไปเก็บมัน ให้วุ่นวาย
และการคิดแค้นนั่น ก็กลายเป็นการสร้าง "ผู้จองเวร" หรือ "เจ้ากรรมนายเวร" ขึ้นมา กลายเป็นว่า ต้องไปชดใช้กันชาติหน้า หรือชาติต่อ ๆ ไป ที่เจ้าโจรคนนั้นไปเกิดใหม่เป็นหนุ่มสำอางอ้อนแอ้น ส่วนคุณไปเกิดเป็นเทพบุตรสุดเกย์ หล่อล่ำ แล้วจัดการข่มขืนอัดถั่วดำมัน แก้แค้น แล้วชาติต่อไป หนุ่มเจ้าสำอางก็กลับมาข่มขืนคุณ ไม่จบไม่สิ้น มาล้างแค้นเสียชาตินี้เลย แล้วชาติหน้าคุณไม่ต้องมาเจอมันอีก ไม่ดีกว่าหรือครับ
พระพุทธเจ้าท่านก็ทรงกำลังใจแบบนี้ครับ คือ ท่านไม่โกรธเสียแล้ว อธิกรณ์ใด ๆ ไม่ว่า ใครจ้างคนมาด่า นางจิญจมานวิกา มาใส่ความว่าท้องกับพระองค์ พระเทวทัตประทุษร้ายพระองค์ จนห้อพระโลหิต ท่านเฉยครับ สุดท้าย ไม่เกิน ๗ วัน พวกที่กล่าวมาทั้งหมดก็ถึงฆาตครับ
และไม่ใช่เกิดกับเฉพาะพระพุทธองค์นะครับ คนคิดร้ายกับพระนางสามาวดี(พอดียังเขียนไม่จบ) หรือ โฆสกเศรษฐี และอื่น ๆ อีกมากมาย ก็ม้วยมรณา ฉิบหายขายตัวไป หลังจากไปทำร้ายท่านทั้งหลายนี้ไม่นาน ทั้งที่ท่านทั้งหลายนี้ ก็ใช่ว่า จะเป็นอริยบุคคล กันทุกคน เพียงแต่ท่านไม่คิดประทุษร้ายตอบ หรือ คิดแก้แค้น เท่านั้นเอง
อารมณ์เฉยนี่ละ น่ากลัว ยิ่งกว่า อาวุธทั้งปวง และนี่เป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมคนสมัยก่อน เขาถึงไม่ค่อยมี ฉกชิง วิ่งราว ปล้น ฆ่า ข่มขืน ลองคิดดูนะครับว่า สังคมในอุดมคติ ที่ทุกคนถือศีล ๕ กันครบทุกคน ประตูบ้านก็ไม่ต้องล็อค ของวางไว้ก็ไม่มีใครเอา กิ๊กแก๊กกั๊ก ก็ไม่ต้องเกรงว่า ผัวเรา เมียเรา จะไปแอบมี แต่ถ้าเกิด มีคนทุศีล เข้ามาในสังคมนั้น เพียงคนเดียว เกิดอะไรขึ้นครับ ฉิบหายเลย มีขโมยขึ้นบ้านหนึ่ง ทุกบ้านเลยต้องซื้อกุญแจมาล็อคบ้านกันหมด อย่างนี้จะเป็นไปได้อย่างไรครับ สังคมอุดมคตินั้น(ซึ่งเคยเกิดขึ้นจริงแล้ว ในอดีต) จะอยู่ได้อย่างไร
จะว่า ทุกคนถือศีล ๕ กันหมดร้อยเปอร์เซนต์ ข้าพเจ้าคนหนึ่งละที่ไม่เชื่อ เพราะทุกสังคม ก็มีคนดี คนเลว อยู่ปะปนกัน เพียงแต่มีปัจจัยนี้ครับ ที่ข้าพเจ้ากำลังแนะนำอยู่นี้ ทำให้สังคมอุดมคติ อยู่เรียบร้อย สงบสุขอยู่ได้ นั่นคือ คนสมัยนั้น เขาไม่ค่อยโกรธกันครับ คำสอนของพระศาสดา แพร่หลายมาก มีคนเชื่อถือมาก และก็มีตัวอย่างให้เห็น ถึงคนที่ได้รับหายนะ เพราะทุศีล แล้วเผอิญ ไปทำร้ายผู้ที่ไม่คิดทำร้ายตอบเข้า
คนสมัยนั้น ไม่ต้องมีตำรวจมาก เหมือนสมัยปัจจุบัน แต่สังคมก็สงบเรียบร้อยยิ่งกว่า ปัจจุบัน เพราะอะไรครับ เพราะเขามี หิริ กับ โอตตัปปะ ธรรมคุ้มครองโลก ไงครับ หิริ คือ ความละอายต่อบาป และ โอตตัปปะ คือ ความเกรงกลัวผลของบาป ไอ้ตัวโอตตัปปะนี่ละครับ ที่คนสมัยนั้นเขาเหวอกัน เพราะทำชั่วแล้ว เห็นผลทันตา เป็นใคร ใครไม่เหวอบ้างละครับ สมัยนี้ยังต้องรอกระบวนการยุติธรรม ซึ่งต้องรอนาน บางทีก็จับคนร้ายไม่ได้ จนดูเหมือนว่า กฎแห่งกรรม ไม่มีจริง แต่สมัยนั้น ทำปุ๊บเห็นผลปั๊บเลยครับ ไม่เกิน ๗ วัน
น่าเสียดายที่ปัจจุบัน คนไม่ค่อยศึกษาคำสอนของพระศาสดากัน มีแต่การยั่วยุโทสะกันในสังคม สังคมเลยฟูฟ่องไปด้วยความโกรธ ความแค้น ความอาฆาต ความพยาบาท ไม่ต้องดูอื่นไกลหรอกครับ ในเว็บที่ให้แสดงความคิดเห็นทั้งหลาย อ่านดูก็จะทราบว่า ส่วนใหญ่ มักจะเขียนเม้นท์กัน ด้วยอารมณ์ที่มากไปด้วย ราคะ โทสะ โมหะ แทบทั้งนั้น โจรทั้งหลายก็เลยได้ใจ และคนทั้งหลายจึงเห็นว่า กฏแห่งกรรม เป็นเรื่องเหลือเชื่อ
จำไว้เลยนะครับว่า ยิ่งจิตสะอาดเท่าไหร่ ยิ่งไม่โกรธเท่าไหร่ ยิ่งเฉยเท่าไหร่ การล้างแค้นของเรา จะยิ่งสยดสยองพองขน จนหาที่เปรียบมิได้ ถ้าอยากล้างแค้นให้สมอยาก ก็ต้องทำลายความโกรธ ความอาฆาตพยาบาท ให้เหลือน้อยที่สุด หรือหมดไปเลย ถ้าหมดไปเลยนี่ ข้าพเจ้ารับรองได้ ไม่เกิน ๗ วัน
ถ้าอยากพิสูจน์นะครับ ลองหาอ่านตามหน้าหนังสือพิมพ์ ไอ้กรณีที่เวรกรรมสนองทันตาเห็นหน่ะ ประเภท ปล้นปุ๊บ วิ่งไปสะดุดท่อน้ำ ถูกจับได้ปั๊บหน่ะ คุณรีบไปสัมภาษณ์เจ้าทุกข์ที่ถูกทำร้ายเลย ว่าเขาตั้งใจอย่างไร มีความเห็นอย่างไร ต่อเรื่องที่ถูกทำร้าย
รับรองว่า ต้องเป็นอย่างที่ข้าพเจ้าสาธยายมาแน่นอน
มาล้าง "แค้น" กันดีกว่าครับ
เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ
ปล. รูปน้องหมานี่ไม่เกี่ยวกับเอ็นทรี่นี้เลย แต่สังเกตุว่า ถ้าเอ็นทรี่มีรูปผสมอยู่สักรูปหนึ่ง ถ้าดูด้วย IE เวอร์ชั่นใหม่ ๆ เนื้อหามันจะไม่ไปกองด้านขวา (เห็นคนเม้นท์ว่าปวดตา) เลยเอามาแปะเล่น ๆ แม่มันคลอดมา ๖ ตัว น่ารักโคตร ๆ ใครสนใจเอาไปเลี้ยงมั่งไหมล่ะ อยู่วัดสงสัยขี้เรื้อนก็กินอีกตามเคย ส่วนใหญ่ตัวเมียทั้งนั้นเลย มีใครรับสงเคราะห์บ้างไหมคร๊าบ เลี้ยงกันไม่หวาดไม่ไหว ฯ
edit @ 12 Oct 2008 13:28:50 by Dhammasarokikku
)


ถือว่าเป็นการละกิเลสไปอีกแบบนึงหรือเปล่าคะ
#1 By ไอ้แป้น : i-phan on 2008-08-23 18:35