ได้คำถามนี้มาจากคุณไอ้แป้นผู้โด่งดังใน exteen อ่านทีแรก งงไปเลยว่า การเม้นท์ตอบ ไม่เม้นท์ตอบ มันเป็นกิเลสด้วยหรือ เลยให้แนวทางไปคิดกันเอาเองว่า มันเป็นกิเลสหรือเปล่า กิเลส แปลว่า ความเศร้าหมองของจิต ซึ่งคนทั่วไป คงมองว่า ไม่ใช่กิเลส เช่นเดียวกับที่ข้าพเจ้ารู้สึกทีแรก แต่ครั้นคิดไปคิดมา เอ๊อะ...ถ้าจิตผ่องใส เขาคงไม่เก็บมาถามข้าพเจ้าหรอก นี่แสดงว่า จิตเขาหมองไปติ๊ดหนึ่งสิ เขาถึงค้างคาใจ เอามาถามข้าพเจ้า

ถ้าจิตหมองแล้วไซร้ มันก็ย่อมเป็นกิเลสซี ข้าพเจ้าก็ไปนึกทบทวน อ๊ะ...ความโลภ คงไม่ใช่แน่ ความโกรธ ก็คงไม่ใช่อีก แน่นอนเลยมันเหลืออยู่ตัวเดียว โมหะ-ความหลงแน่ ๆ

ทีนี้มันหลงกันอย่างไรล่ะ ความหลง คือ เห็นผิดจากทำนองคลองธรรม แต่ลึกลงไปแล้ว คือ เห็นค้านกับไตรลักษณ์ ละเอียดลงไปอีก ก็เห็นผิดไปจากอริยสัจ ๔

ข้าพเจ้าคงจะไม่ลงไปถึงอริยสัจ มันจะเว่อร์เกินไป แค่ตอบเม้นท์ ไม่ตอบเม้นท์ แค่เนี้ยะ ไล่ไปถึงอริยสัจ เชียว (แต่ความจริงก็ไล่ไปให้ถึงได้นะ)

พิเคราะห์ดูเหตุแห่งทุกข์นั้น น่าจะมาจาก พรหมวิหาร ๔ ได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา คงพอทราบกันดีอยู่ ทีนี้มาดูลักษณะของคุณไอ้แป้น คุณไอ้แป้นเป็นคนที่เจริญเมตตาพรหมวิหารธรรม หรือ ความรักในเพื่อนมนุษย์ อยากให้เขามีความสุข เป็นปกติ

ดูจากการ์ตูนที่คุณไอ้แป้นวาด โดยเอาตัวเอง เป็นตัวเดินเรื่อง เอานิสัยเสีย ๆ ของตัวเองมาแฉ เขียนเป็นการ์ตูนตลกโปกฮา นั่นเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่า คุณไอ้แป้นลงทุนเอาตัวเอง เป็นตัวตลก เพื่อต้องการเห็นรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ผ่านทางคอมเม้นท์ ของเพื่อน ๆ ชาว exteen และผู้แวะเวียนมาเยี่ยมเยียน จากที่อื่น ๆ

ในเมตตาพรหมวิหารนั้น มีสิ่งหนึ่งแฝงมาอย่างแนบเนียน และเบาบาง จนแทบไม่รู้สึก และมองไม่ออก สิ่งนั้นคือ สักกายทิฏฐิ-ความรู้สึกว่าเป็นเรา เป็นของเรา อ่านแล้วอาจจะงงว่า อะไรคือความรู้สึกว่าเป็นเรา เป็นของเรา ถ้าเปลี่ยนคำแปลเป็น ความรู้สึกว่ามีตัวตน จะเข้าใจง่ายกว่าไหม สักกายทิฏฐินั้น แนบแน่นกับเรา เหมือนเงาตามตัว ไม่ว่า เราจะทำตัวเช่นไร มันก็ติดตามเราไปได้เสมอ

สักกายทิฏฐิของคุณไอ้แป้น จะแปลกกว่าชาวบ้านสักหน่อย ชาวบ้านเขาพยายามทำตัวเองให้ดูดี มีคุณค่า น่านับถือ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี แต่ของคุณไอ้แป้นกลับตรงกันข้าม คือ ใครจะมองข้ายังไง ข้าไม่สนหรอก ขอให้เขาได้ยิ้ม ได้หัวเราะ ก็พอใจ ตรงนั้นละ ที่สร้างตัวตนของคุณไอ้แป้นขึ้นมา กลายเป็นว่า ทุกคนรับรู้ตัวตนของคุณไอ้แป้นว่า เป็นคนวาดการ์ตูน เป็นตัวตลก เป็นคนมีอารมณ์ขัน ทุกคนสามารถนึกภาพของคุณไอ้แป้นขึ้นมาได้ว่า หน้าตาคงเป็นอย่างนั้น ๆ ผิวคล้ำเป็นนิโกร ขนจมูกยาว พอ ๆ กับ ขนจักกะแร้ กินเก่ง กระเพาะคราก และหัวเราะร่าได้ตลอดเวลา ทั้งที่ความจริงคุณไอ้แป้นเอง อาจนิยามตัวเองไปอีกอย่างหนึ่ง ส่วนใหญ่ตัวตลก ดาราตลก นักแสดงคาเฟ่ ชีวิตจริงไม่ได้เฮฮาเหมือนตอนอยู่บนเวที บนจอโทรทัศน์ หรือหน้า exteen บนจอคอมฯ

การที่คนอื่นมีภาพของคุณไอ้แป้น และคุณไอ้แป้นเอง ก็นิยามความเป็น"ไอ้แป้น" นั่นแหละ คือ สักกายทิฏฐิ อัตตา หรือ ตัวตน หรือ

การมีตัวตนบนโลกไซเบอร์ หรือที่ไหนก็ตามแต่ในโลกนี้ จักรวาลนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เป็นเรื่องธรรมด๊า...ธรรมดา ไม่ใช่เรื่องน่าทุกข์แต่อย่างใด สิ่งที่เป็นทุกข์ คือ ตัวอุปาทาน ต่างหาก แล้วอุปาทานคืออะไร?

อุปาทาน คือ การยึดมั่นถือมั่น อย่างกรณีคุณไอ้แป้น ก็ยึดมั่นถือมั่น ในตัวตน บนโลกไซเบอร์ ยึดมั่นในเมตตาพรหมวิหารธรรมที่ตัวเองมี ทุกคนต้องมีความสุข เมื่อเข้ามาเยี่ยมเยียนบล็อกของฉัน ทุกคนจะได้รับการดูแลอย่างดี ตอบทุกคอมเม้นท์ เพราะฉันต้องการให้เขามีความสุข เอาละสิ นี่ข้าพเจ้ากำลังจะบอกว่า คนเราไม่ควรมีเมตตาพรหมวิหารธรรม หรืออย่างไร?

ความจริงแล้ว ถ้าไปศีกษาให้ดี พรหมวิหารธรรม มี ๔ ตัว ครับ และตัวที่สำคัญที่สุด หาในศาสนาอื่นไม่ค่อยเจอ คือ "อุเบกขาพรหมวิหารธรรม" ครับ ตัวอุเบกขา หรือ ปล่อยวาง วางเฉย นี่ละครับ ที่ทำให้เรามีความสุข และไม่ต้องมาคอยกังวลว่า การตอบเม้นท์ หรือ ไม่ตอบเม้นท์ เป็นการละกิเลสหรือเปล่า

ยกตัวอย่างกรณีคุณไอ้แป้น เธอเจริญเมตตาพรหมวิหารธรรม อยากให้คนอื่นยิ้ม อยากให้คนอื่นหัวเราะ เธอก็ทำสำเร็จแล้ว ดูจากการมีเม้นท์เข้ามามากมาย จนตอบไม่หวาดไม่ไหว ซึ่งตรงนี้ถ้ามองด้วยปัญญา ก็จะเห็นว่า ก็เราตอบไม่ไหวจริง ๆ นี่หว่า ไม่ได้แกล้ง เราก็อยากตอบทุกคนนั่นแหละ อยากดูแลพวกเขาให้ดีที่สุด ตอบแทนที่เขาอุตส่าห์เข้ามาชมบล็อกของเรา แต่ในเมื่อมันเกินความสามารถ ก็ต้อง อุเบกขา หรือ ปล่อยวาง ครับ

ตรงนี้คุณตุ้มเป๊ะ ก็ได้เข้ามาตอบก่อนแล้ว ถึงอุเบกขาพรหมวิหารธรรม แต่ไม่ได้ใช้เทคนิคคอลเทอมอย่างที่ข้าพเจ้าทำ ด้วยการเม้นท์ว่า ของคุณแป้นคนมาเม้นท์เยอะ คนมาเม้นท์เค้าคงเข้าใจว่าเป็นไม่ได้ที่คุณแป้นจะไปตอบกลับทุำกๆคน ตรงนี้ถ้าน้อมใจเชื่อตาม หรือเห็นด้วยปัญญาว่า "เออ...จริงแฮะ" กิเลสโมหะ-ความหลง (หลงยึดนั่นยึดนี่) จะหายไป

ไหน ๆ ก็ว่าธรรมะมาเสียยาวขนาดนี้ ถ้ามีประโยชน์แค่เพียง การเม้นท์ตอบ หรือ ไม่เม้นท์ตอบ เป็นการละกิเลสหรือเปล่า ประโยชน์ก็คงจะน้อยเกินไป เรามาว่ากันต่อไปอีกสักนิด เกิดมันไม่ใช่การเม้นท์ล่ะ เป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ สาหัสกว่านี้ เราจะทำอย่างไร จะละอุปาทานอย่างไร

ยกตัวอย่างเช่น กรณีคุณไอ้แป้น วันดีคืนดี ก็มีคนเข้ามาเม้นท์หยาบคาย เม้นท์เสีย ๆ หาย ๆ หรือมีคนอิจฉา ว่าได้ขึ้นฮ็อตโพสต์บ่อยเหลือเกิน มาเม้นท์แดกดัน เสียดสี ความทุกข์มันจะไม่ใช่แค่ความกังวลเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างนี้แล้ว แต่เพิ่มระดับขึ้นไปจนเทียบกันไม่ได้

แต่ถ้าว่าถึงกลไกการเกิดทุกข์ มันก็คงเดิมครับ ไม่ว่า เรื่องราวจะหนักหนาสาหัส ซับซ้อนซ่อนเงื่อนแค่ไหน กลไกการเกิดทุกข์ ก็จะคงเดิม นั่นคือ เกิดจากอุปาทาน ยึดมั่นถือมั่น ในตัวตนของเรา หรือ สักกายทิฏฐิ นั่นเอง ยึดมาก ก็ทุกข์มาก

มีหลากหลายวิธีในการมองครับ ขึ้นอยู่กับว่า มองแบบไหนแล้วถูกจริตเรา ลองแนะให้สักสองสามอย่าง

๑. มองเป็นไตรลักษณ์ ทุกอย่างในโลก ล้วนมีสามัญญลักษณะ ร่วมกันอยู่ ๓ ประการ นั่นคือ ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา ทุกขัง คือ เป็นทุกข์ หรือ ทนอยู่ในสภาพเดิมได้ยาก อนิจจัง คือ ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลง ไปตามเหตุ และปัจจัย อนัตตา คือ สุดท้าย ทุกสิ่งก็สลายตัวหมด น้อมเข้ามาหาคุณไอ้แป้น ก็คือ มองว่า ตัวตนบนโลกไซเบอร์ของ "ไอ้แป้น" มันทนอยู่สภาพเดิมได้ยาก มันเปลี่ยนแปลงไปทุกวัน (บางวัน มุกอาจจะแป่่ก ภาพการ์ตูนอาจจะสวยขึ้น หรือแย่ลง) และสุดท้ายตัวตนของ "ไอ้แป้น" ก็อาจจะหายไป คือ เซิร์ฟเวอร์ล่ม น้ำท่วมกรุงเทพฯ คุณไอ้แป้นหมดไฟเขียนต่อ หรือ อะไรก็แล้วแต่ วันหนึ่งมันต้องเกิดขึ้นอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่มีสิ่งใดในโลกคงอยู่ถาวร ฉะนั้น ถ้ายอมรับในกฎของไตรลักษณ์ การที่มีคนเข้ามาเม้นท์ด่า ทั้งที่ไม่มีมูลความจริง ก็ไม่ใช่เรื่องน่าทุกข์ร้อนอะไร เพราะความเห็นของคนไม่เที่ยง วันหนึ่งเขาอาจจะชอบการ์ตูนของเรา อีกวันเขาอาจจะเกลียด ก็ในเมื่อมันไม่เที่ยงสักอย่าง จะไปเอาอะไรกับมัน ความคิดที่เห็นว่ามันเที่ยงนั่นแหละ ทำให้เกิดทุกข์ ทุกข์ว่ามันจะต้องเรียกเสียงฮาได้ตลอดไป การมองเป็นไตรลักษณ์ ภาษาเป็นทางการ เรียกว่า ไตรลักษณญาณ

๒. มองเป็นเรื่องธรรมดา พระพุทธเจ้าตรัสเป็นพุทธพจน์ว่า นินทา ปสังสา การนินทา เป็นเรื่องธรรมดาของโลก นัตถิ โลเก อนินทิโต คนไม่เคยถูกนินทา ไม่มีในโลก คนเรามีปาก ก็พูดกันไป มีมือก็พิมพ์กันไป มีเน็ตก็เม้นท์กันไป ตามใจตัว เราต้องเห็นด้วยปัญญาว่า แม้เขาว่าเราเลว แต่เรารู้ว่า เราดี เราก็ไม่ได้เลวไปตามปากเขา และต่อให้เขาว่าเราดี แต่เรารู้ว่า เราเลว เราก็ไม่ได้ดีไปตามปากเขาเช่นกัน

๓. มองเทียบกับคนอื่นที่เป็นคนดีกว่าเรา แต่ถูกด่าว่า ได้รับผลเลวร้ายกว่าเรา อาจจะมองคนใกล้ตัว ใกล้บ้าน เพื่อนฝูง พี่น้อง ญาติ พ่อแม่ ใครก็ได้ ที่เขาทำความดีมากกว่าเรา แต่ผลที่ได้กลับเป็นตรงกันข้าม ในที่นี้ลองยกตัวอย่าง พระพุทธเจ้า ก็แล้วกัน มีใครปฏิเสธบ้างว่า พระพุทธเจ้าเป็นผู้ประเสริฐ ดีอย่างชนิดหาใครเสมอเหมือนได้ยาก พระสมัยนี้ อยากให้ไปเทศน์ ต้องมีกัณฑ์เทศน์ ต้องมีซอง ต้องมีราชรถมาเกย ต้องมีโน่นมีนี่ พระพุทธเจ้ามีอะไรครับ เวลาจะไปเทศน์โปรดใคร ท่านต้องเดินไปเองนะครับ ทรัพย์สินกัณฑ์เทศน์อะไรก็ไม่เคยมี และไม่เคยเลือกว่า จะไปโปรดคนจน หรือ คนรวย บางทีถ้าต้องเลือกระหว่างเข้าไปฉันในวัง กับไปโปรดคนยากจน ที่มีโอกาสได้มรรคผล ท่านยังไม่เสด็จเข้าวัง แต่ไปโปรดคนยากจนแทนเลย พระองค์ดีขนาดนี้ กระนั้น ก็ยังมีคนนินทา ให้ร้าย พระพุทธเจ้า มีคนอิจฉา จ้างคนมาด่าจนพระอานนท์ทนไม่ไหว ชวนพระศาสดาหนีไปเมืองอื่น มีคนคิดจะปลงพระชนม์ มีคนทำร้ายจนห้อพระโลหิต เอ๊ะ...แล้วเราดีเท่าพระพุทธเจ้าหรือยัง พุทโธ่... ถ้ายังไม่ดีเท่าพระพุทธเจ้า ทำไมเสียงนินทาแค่นี้ทนไม่ได้

๔. มองว่ามันเป็นแค่ โลกธรรม โลกธรรม ๘ คือ ธรรมของโลก มีอยู่เฉพาะบนโลก เราจากโลกนี้ไปแล้ว เราก็ทิ้งมันไว้ในโลก เอาไปด้วยไม่ได้ นั่นคือ มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ สุข ทุกข์ ๘ อย่างนี้ ท่านแนะว่า มันเข้ามา ก็อย่าไปยินดียินร้าย คนเรามักจะดี๊ด๊าเวลาได้รับสิ่งดี ๆ เช่น ได้ลาภ น้ำตก หรือ ส้มตำ, ได้ยศ, ได้รับการสรรเสริญ (ได้เม้นท์ตูมเลย), หรือ ได้สุข แต่พอสิ่งไม่ดี เช่น เสื่อมลาภ, เสื่อมยศ, นินทา, ทุกข์ เข้ามาก็ทำหน้าเหี่ยว คอตก หมดอาลัยตายอยาก ความจริงแล้ว พระพุทธเจ้าว่า ทั้ง ๘ อย่างนี้เสมอกันครับ ถ้าเรายังดี๊ด๊ากับความสุข ถึงเวลาความทุกข์เข้ามา เราก็จะเหี่ยวสิ้นราศี ครับ ท่านจึงแนะให้ว่า แม้เวลาสุขเข้ามา ก็เฉยเสีย คราวนี้พอทุกข์เข้ามา มันจะเฉยเองครับ ไม่ต้องไปพยายามเฉย เพราะเราเฉยกับสุขเสียแล้ว ทุกข์มันก็เฉยตามไปเอง

๕. มองเป็นมรณานุสสติ คิดว่า อีกไม่เกินร้อยปีข้างหน้า พวกเราคนที่เขียนเอ็นทรี่บน exteen คนที่อ่านเอ็นทรี่บน exteen คนที่เขียนเม้นท์ด่าเราบน exteen หรือกระทั่งมาสเตอร์แชมป์แห่ง exteen ก็ตายเรียบ ไม่เหลือหลอครับ จะไปซีเรียสอะไรนักหนา เดี๋ยวก็ตายกันหมดแล้ว

มีวิธีมองเป็นหมื่นเป็นแสนครับ อย่างลึกลงไป มองว่า ร่างกายนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เขาด่า เขาด่าร่างกายของเรา แต่ความจริงเราเป็นจิต เขาด่าจิตเราไม่ได้ ก็มองได้ สุดแท้แต่ว่า เราจะชอบแบบไหน แบบไหนทำให้เราละความยึดมั่นถือมั่นได้

 การมองไม่ใช่ว่า จู่ ๆ พอความทุกข์บุกเข้ามา ค่อยมาเริ่มหัดมองนะครับ ถึงตอนนั้นมันเกือบจะสายไปแล้วละครับ ความทุกข์มันทะลุทะลวงเข้าไปในใจ จนยากจะห้ามได้ คนเราพอความทุกข์เข้าครอบงำจิตใจแล้ว บางทีสติหลุด ปัญญาหายครับ มัวแต่ทุกข์โศกเศร้า ข้อปฏิบัติ ข้อแนะนำอะไรที่เคยรู้ ลืมหมดสิ้น นึกไม่ออก

ข้อแนะนำคือ ให้เจริญอยู่เนือง ๆ ครับ ถ้าจะมองเป็นไตรลักษณ์ ก็มองทุกอย่างเป็นไตรลักษณ์ให้หมด ไม่มีอะไรเที่ยงสักอย่าง พ่อด่า ก็ไม่เที่ยง แม่ด่า ก็ไม่เที่ยง เจ้านายด่า ก็ไม่เที่ยง คอมฯเสีย ก็เพราะมันไม่เที่ยง ขนจักกะแร้ร่วง ก็เพราะมันไม่เที่ยง ผิวขาวขึ้น ไม่ดำเหมือนก่อน ก็เพราะมันไม่เที่ยง ขนจมูกพันกัน หรือขนจักกะแร้แตกปลาย ก็เพราะมันไม่เที่ยง ตดไม่ออก มันก็ไม่เที่ยง ไม่นานเดี๋ยวก็ตดออก แล้วทุกอย่างสุดท้าย ก็สลายตัวหมด อะไร ๆ ก็มองเป็นไตรลักษณ์เสียให้หมด ให้เกิดอารมณ์ชิน ทีนี้พอทุกข์ตัวจริงโผล่เข้ามา เราก็หัวเราะ เฮ้อะ...เฮ้อะ...เฮอ มาแล้วเรอะ เจ้าตัวทุกข์ ข้ารอเอ็งมานานแล้ว กว่าเอ็งจะโผล่ ข้าจัดการ "ปลดทุกข์" ล่วงหน้ากดชักโครกไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อเช้านี้ เฮอ..เฮอ..เฮอ

ถ้าเรายังละอุปาทาน-การยึดมั่น ถือมั่นไม่ได้ พระพุทธองค์สอนให้เรายึดสิ่งที่เที่ยง ที่เป็นกุศลครับ จะสุขกว่าไปยึดสิ่งไม่เที่ยง หรือเป็นอกุศล แล้วอะไรเที่ยงบ้างหนอ ข้าวเที่ยงหรือเปล่า อุ๊ย...พูดถึง หิวขึ้นมาเลย ท่านว่า ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง ความตายเป็นของเที่ยงครับ ให้เรายึดไว้เสมอว่า เราตายแน่ ๆ เขาตายแน่ ๆ แต่ยึด มันหนักแน่นเกินไป ท่านเลยให้ยึดเบา ๆ แล้วเรียกใหม่ว่า ระลึกถึงความตาย เนือง ๆ ซึ่งก็คือ มรณานุสสติ นั่นเอง อะไรหนอเที่ยงอีก ท่านว่า นิพพานเที่ยงครับ ถึงแล้ว ไม่ต้องกลับมาเกิดอีก เป็นอมตะครับ ยึดนิพพานไว้ เป็นหลักชัย อุ๊ย...ยึดมันกำแน่นเกินไป ท่านเลยให้กำหลวม ๆ แล้วเรียกใหม่ว่า ระลึกถึงนิพพานเป็นอารมณ์แทน ซึ่งก็คือ อุปสมานุสสติ นั่นเอง

แล้วยึดอะไรอีกดี ถ้าสองรายการแรก ยึดไม่ไหว ท่านว่า ให้ยึด พระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์ ให้มั่นครับ ท่านทั้งหลายนี่ทั้งเที่ยง ทั้งเป็นกุศล เลยครับ เรียกยึดมันไ่ม่เท่ เลยเรียกใหม่ว่า เป็นสรณะ หรือ พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ อย่างไรล่ะครับ ข้อควรระวัง พระสมมุติสงฆ์ทั่วไป ที่ไม่ใช่ พระอริยสงฆ์ ยังไม่เที่ยงนะครับ (รวมถึงข้าพเจ้าด้วย) ยึดไปอาจจะเป็นทุกข์ยิ่งกว่าเดิม ดู ๆ เลือก ๆ เสียหน่อยนะครับ

ว้า... ยึดไป ๕ อย่างแล้ว ไม่ประทับใจจอร์จเลย มีอะไรยึดได้อีกไหมล่ะ มีครับ ยึดศีลครับ ศีล ๕, ๘, ๑๐ หรือ ๒๒๗ ยึดไว้ได้เลย เป็นสุขแน่ ระลึกถึงศีลของตัวเองเป็นอารมณ์ เรียกว่า สีลานุสสติ ครับ

ยัง... ยังไม่กิ๊บเก๋พอ ชอบห้อยพระอะ ประเภทจตุกาม รามคำแหง จะพอยึดได้ไหมล่ะ ได้ครับ ยึดคุณของเทพ หรือ เทวดา เป็นอารมณ์ หรือที่เขาเรียกว่า เทวธรรม มี หิริ-ความละอายบาป โอตตัปปะ-ความเกรงกลัวต่อผลของบาป คุณธรรม ๒ ประการนี้ ทำให้คนเดินดินอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ เป็นเทวดาครับ ระลึกถึงท่านบ่้อย ๆ เรียก เทวตานุสสติ ครับ

หูยย์... งมงาย ไม่ชอบอะ เทวดง เทวดา เทพเทือก อะไร ไม่เอา มีอะไรให้ยึดอีกมะ มีครับ ยึดการให้ทาน เป็นอารมณ์ คิดว่า จะให้ทาน ๆ อยู่เนือง ๆ เรียกว่า จาคานุสสติ ครับ

โอ้ย...ไม่เอา จนจะตายอยู่แล้ว จะให้มาทำทานอีก มีอะไรให้ยึดง่าย ๆ แบบไม่เสียตังค์ไหมล่ะ มีครับ ยึดลมหายใจครับ หายใจเข้ารู้อยู่ว่า หายใจเข้า หายใจออก รู้อยู่ว่า หายใจออก เรียก อานาปานุสสติ ครับ

เอื๊อก...ยากจัง ไม่มีอะไรที่มันยึดง่าย ๆ กว่านี้แล้วหรือ มีอีกตัวหนึ่งครับ ยึดการพิจารณาร่างกาย เป็นอารมณ์ ดูอิริยาบถก็ได้ มี ๔ อย่าง นั่งอยู่ ก็รู้ว่า นั่งอยู่ ยืนอยู่ ก็รู้ว่า ยืนอยู่ เดินอยู่ ก็รู้ว่าเดินอยู่ นอนอยู่ ก็รู้ว่านอนอยู่  เรียกว่า กายานุปัสสนามหาสติปัฏฐาน หรือดูว่ามันประกอบด้วยอะไรบ้าง มีผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นต้น หรือดูเป็นสิ่งโสโครก สกปรก ปฏิกูล ไม่สวยไม่งาม ก็คือ อสุภะ หรือ แยกมันเป็นธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ ก็คือ จตุธาตววัตถาน ทั้งหมดนี้เรียกว่า กายคตานุสสติ ครับ

เฮือก...เป็นลม (เพราะเจอถล่มด้วย อนุสสติ ๑๐)

หง่า...

อะ ง่าย ๆ ยึด exteen เป็นอารมณ์ละกัน แม้ไม่เที่ยง ก็ยังอยู่เป็นสุขดีนะครับ

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ

edit @ 15 Oct 2008 16:59:19 by Dhammakapolokikku

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

.. กว่าจะอ่านจบ เล่นเอา เหนื่อย !!

เข้าใจเปรียบเทียบดีค่ะ

ปล.เรามาเมนท์ แต่ไม่ต้องเมนท์ตอบเราก็ได้นะ เราไม่ถือbig smile

#1 By C-C on 2008-08-26 11:51

Hot!
ขอบคุณมากค่ะ
เจริญยิ่งในธรรม ขออนุญาต
ทำลิงค์ มาที่บล็อกนะคะ big smile

#2 By ไอ้แป้น : i-phan on 2008-08-26 11:56

open-mounthed smile ทุกสิ่งทุกอย่างก็ต้องเปลี่ยนแปลง
หนึ่งวินาทีที่แล้วก็เป็นอดีต อย่าไปเครียดเลยเนอะ
แรกๆก็แอบเครียดว่า ทำไมฉันเขียนแล้วไม่มีคนมาอ่านเท่าไหร่เลย

แต่หลังๆ ขี้เกียจจะสนใจ เพราะว่าถ้าอยากเขียนก็เขียน
ถ้ามีคนมาเมนท์ก็ดี ถ้าไม่มีก็แล้วไป
open-mounthed smile

นั่นเป็นความเครียดแบบของคนที่บล๊อกไม่ดัง
ส่วนคนที่บล๊อกดังๆ คนอ่านนับร้อย คนเมนท์กันมากมาย
ก็คงทุกข์ไปอีกแบบสินะ sad smile เพราะว่าเยอะเกินตอบกันไม่หมด

ใครบ้างไม่ทุกข์ big smile

#3 By MANA Cross on 2008-08-26 11:59

โอ้ว ข้าน้อยจะเข้ามาอ่านนำไปประยุกต์ใช้ ในส่วนนึงนะครับconfused smile

#4 By เอกน้อย on 2008-08-26 12:22

confused smile

#5 By ตุ้มเป๊ะ on 2008-08-26 12:30

Hot! ขอบคุณมากครับ อ่านแล้วรู้สึกโล่งใจยังไงบอกไม่ถูก

#6 By manop on 2008-08-26 12:39

"ข้อแนะนำคือ ให้เจริญอยู่เนือง ๆ ครับ ถ้าจะมองเป็นไตรลักษณ์ ก็มองทุกอย่างเป็นไตรลักษณ์ให้หมด พ่อด่า ก็ไตรลักษณ์ แม่ด่า ก็ไตรลักษณ์ เจ้านายด่า ก็ไตรลักษณ์ คอมฯเสีย ก็ไตรลักษณ์ ขนจักกะแร้ร่วง ก็ไตรลักษณ์ ผิวขาวขึ้น ไม่ดำเหมือนก่อน ก็ไตรลักษณ์ ขนจมูกพันกัน หรือแตกปลาย ก็ไตรลักษณ์ ตดไม่ออก ก็ไตรลักษณ์ อะไร ๆ ก็มองเป็นไตรลักษณ์เสียให้หมด ให้เกิดอารมณ์ชิน"

ต้องเจริญปัญญาด้วยนะครับ เดี๋ยวจะเผลอปฏิเสธสมมติสัจจะ ซะหมด กลายเป็น นัตถิกทิฏฐิ ละตัวใครตัวมันละครับ

เจริญยิ่งในธรรมครับ

#7 By maha-oath (125.26.2.240) on 2008-08-26 13:03

"ต้องเจริญปัญญาด้วยนะครับ เดี๋ยวจะเผลอปฏิเสธสมมติสัจจะ ซะหมด กลายเป็น นัตถิกทิฏฐิ ละตัวใครตัวมันละครับ"

รบกวนแปลไทยเป็นไทยด้วยได้มั๊ยคะ ><
ขอบคุณค่ะ ^^;

#8 By Rinna ♥ on 2008-08-26 13:28

ตามมาอ่านจากลิ้งค์ในบล็อกของแป้นค่ะ
เหมือนถูกเตือนสติไปด้วยเหมือนกัน
ขอบคุณค่ะ

#9 By MamiLuv on 2008-08-26 14:16

Hot!

ชอบครับbig smile อ่านแล้วรู้สึกดีขึ้น
ท่าน ว.วชิรเมธีหรือเปล่าเจ้าคะHot!

#11 By 2spot studio on 2008-08-26 14:59

ตอบความเห็นที่ ๗

เอ่อ...หมายถึงเอา อนัตตสัญญา เป็นอารมณ์หรือเปล่าครับ
ความจริง อยากสื่อถึงความไม่เที่ยงมากกว่า ใช้คำว่า ไตรลักษณ์ มันเลยรวม อนัตตา-ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน เข้าไปด้วย

เลยจัดการแก้ใหม่แล้ว น่าจะดีขึ้นนะขอรับ

ขอบพระคุณสำหรับคำแนะนำ

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

ปล.ฝากรบกวนช่วยตอบคุณรินนาหน่อยครับ กระผมก็ไม่สันทัดศัพท์เทคนิคเหมือนกัน

#12 By Dhammasarokikku on 2008-08-26 15:39

อ่านเเล้วน้ำตาไหลฮะ
กำลังเรียนเรื่องนี้อยู่
พอเอามาเทียบกับเหตุการณ์จริงในบล็อคแล้วก็ทำให้จำง่ายขึ้นนะครับ ต้องขอบคุณ
แต่บางทีพอลืมระลึกถึง กิเลสก็กลับมาครอบงำอยู่ดีsad smile
จิตใจทางธรรมคงยังไม่แก่กล้าแน่นอน...

#14 By cvane on 2008-08-26 17:08

เราเม้นไป เขาไม่เม้นตอบ เป็นเรืีองเล็กน้อย จึงอย่าไปคิดมาก


เจริญยิ่งในธรรม big smile

#15 By whiteberries on 2008-08-26 17:15

สาธุ...เป็นบทความดีๆ ที่ทำให้เข้าใจจิตใจดีขึ้นมาก ขอบคุณค่ะ

#16 By Lily Pixel on 2008-08-26 17:33

โห

#17 By book on 2008-08-26 17:34

ตอบความเห็นที่ ๑๑

โห...เล่นของสูง ท่าน ว. นั่น ปธ.๙ แล้วมิใช่หรือ

ข้าพเจ้า ปธ.๑ ยังไม่รอดเลย

กำลังเรียน นธ.โท อยู่

เป็นพระฟูมฟาย เขียนธรรมะง่าย ๆ ขำ ๆ ลง exteen อยู่เนือง ๆ

เชื่อได้มั่ง ไม่ได้มั่ง ต้องใช้วิจารณญาณ

คือข้าพเจ้าหนักไปทางสัทธาจริต เชื่ออะไรง่าย ครูบาอาจารย์ว่าอย่างไร ก็ว่าตามกัน

ที่เอามาเขียนนี้ ของครูบาอาจารย์ทั้งนั้นแหละ ไม่ได้คิดเอง

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#18 By Dhammasarokikku on 2008-08-26 17:39

โห ธรรมะนี่ล้ำลึกมากเลยนะคะ
เสียดายที่คนห่างเหินจากศาสนาขึ้นทุกวัน
(เราก็ด้วย T_T)
ศาสนาพุทธเหมือนยาก เหมือนมีเรื่องให้จำยุบยับ (เวลาสอบพระพุทธทีก็กุมขมับ)
แต่ทุกอย่างเป็นเหตุเป็นผล เป็นตรรกศาสตร์
ตั้งสติอ่านไป ทำความเข้าใจไป แล้วรู้สึกว่าคำสอนของพระพุทธองค์นี่ยิ่งใหญ่จริงๆค่ะ
เฮ้อ..ยอมแล้วปวดตาง่ะsad smile

#20 By Nookang on 2008-08-26 17:58

ตอบคุณ Rinna

อย่างที่ท่าน Dhammasarokikku บอกนั่นแหละครับ คือในครั้งแรก ท่านว่าอะไร ๆ ก็ ไตรลักษณ์ พอดี ไตรลักษณ์ รวมความถึง ๓ ประการ คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และ ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน คือ อนัตตา เข้าไว้ด้วยกัน

ที่นี้พอมีความไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่บุคคล เรา หรือ เขา เมื่อมาอธิบายรวมกับบุคคล ที่เป็นตัวตน เป็นเรา เป็นเขา ที่มีอยู่จริง ( ตามสมมติ-สมมติสัจจะ) ในประโยคที่ว่า "พ่อด่า ก็ไตรลักษณ์ แม่ด่า ก็ไตรลักษณ์" ถ้าไม่อธิบายให้เข้าใจ ผู้ที่หลงผิดอาจคิดว่า อ๋อ พ่อ-ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีตัวตน แม่-ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีตัวตน แล้วจะเข้าใจผิดได้ว่าท่านสอนให้เห็นว่า พ่อ แม่ ไม่มีอยู่จริง การทำดี หรือทำชั่ว กับพ่อ แม่ ก็ต้องไม่มี ขยายไปถึง ใคร ๆ อะไร ๆ ก็ไม่มีอยู่จริง การทำดี ทำชั่ว ต่อ ใคร ๆ อะไร ๆ ก็ต้องไม่มี การกระทำต่าง ๆ ไม่มีดี ไม่มีชั่ว ไม่มีกรรม ไม่มีอะไรทั้งนั้น ดังนั้นจะทำอะไรก็ไม่มีผล ทำดีก็ได้ ทำชั่วก็ได้
ซึ่งเรียกอาการอย่างนี้ว่า นัตถิกทิฏฐิ คือเห็นว่าอะไร ๆ ก็ไม่มีอยู่จริง

ความเห็นอย่างนี้มาจาก การเข้าใจความไม่มีตัวตน หรือ อนัตตา คลาดเคลื่อน หรือเรียกว่าอนัตตาด่วนได้

คือในเบื้องต้นนั้นต้องยอมรับในความจริงที่เป็นเรื่องสมมติก่อน เช่น ดิน น้ำ ไฟ ลม ที่มารวมกันนี้ สมมติว่า Rinna ว่า Dhammasaro ว่า mahaoath ว่าพ่อ ว่าแม่ เป็นเรื่องจริง สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา มีอยู่จริง ๆ โดยสมมติ การกระทำหรือ กรรม ที่กระทำกับ สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา มีอยู่จริง ๆ ทำกรรมแล้วก็ได้ผลกรรมตอบจริง ๆ

ต่อเมื่อถึงเวลาอันสมควร คือมีการขัดเกลาจิตใจ ไปได้ระดับหนึ่งแล้ว จึงเริ่มพิจารณาว่า สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา นั้น ไม่มีอยู่ เป็นแค่สังขารที่ประกอบขึ้นด้วยสิ่งต่าง ๆ มารวมกันเข้า จริง (ปรมัตถสัจจะ)แล้วเป็นแค่ธาตุต่าง ๆ มารวมกัน ไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล ไม่มีตัวตน ไม่มีเรา ไม่มีเขา

ทั้งสมมติ และปรมัตถ์ ต่างก็จริงทั้งคู่ อยู่ที่จะมองละเอียด ค้นคว้า เจาะลึกแค่ไหน

ถ้าปฏิเสธสมมติสัจจะ หรือทิ้งสมมติ ก่อนกาลอันควร ก็จะกลายเป็น นัตถิกทิฏฐิ อย่างที่ว่าไว้นั่นเอง

ยิ่งอธิบายยิ่งงงหรือเปล่าหนอ ท่าน Dhammasaro แก้ภาษาใหม่เป็นสำนวนท่านก็ดีนะขอรับ sad smile

ท่าน Dhammasaro หาทางออกได้อย่างชาญฉลาด แก้ไขนิดเดียว โล่งเลยครับ confused smile

#21 By maha-oath (117.47.191.60) on 2008-08-26 18:29

ไม่
เม้นแล้ว ต้องเม้นตอบนะ ไม่งั้นบาป
555confused smile
นั่นซิคะ..

ขอบคุณ ที่ทำให้รู้สึกดีขึ้น หลายๆ อย่างค่ะ
big smile Hot!

#23 By MomMom on 2008-08-26 21:14

Hot! ให้ความรู้ดีครับ

#24 By T o' M @ ZZ u ครับ on 2008-08-26 21:15

ขอบคุณครับ

#25 By GuGGGar on 2008-08-26 21:25

ตอบความเห็นที่ ๒๒

อุ๊ย... กัวบาป มาเม้นท์ตอบแล้วนะ อิ อิ

ถึงทุกความเห็น

ดีใจจังที่ได้สื่อ ความหมายที่แท้จริงของ "ศาสนา"

"ศาสนา" มีไว้เพื่อให้เราดำเนินชีวิต อย่างมีความสุข ครับ ใครจะนิยามคำว่า "ศาสนา" ว่าอย่างไรไม่รู้ แต่ ข้าพเจ้าว่า นิยามนี้หน่ะ ตรงที่สุดแล้ว

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#26 By Dhammasarokikku on 2008-08-26 21:34

เขียน ยาวมากจ้า
ยอมรับว่าอ่านไม่จบ
แหะๆ อดทนต่ำ
เรื่องแม้นนี่ ไม่เครียดนะ
เขาจะเม้นไม่เม้น ยังไงเราก็บังคับเขาไม่ได้อยู่แล้ว
ถ้าเราเข้าไปอ่าน เขา แล้วถูกใจหรือเป็นยังไง
เม้นซะหน่อย ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรconfused smile

#27 By Adrias on 2008-08-26 23:13

กราบขอบคุณท่านมหาที่มาช่วยตอบให้กระจ่างขึ้นค่ะ ^^;

คิดว่าคำศัพท์เหล่านี้ ผ่านตาไว้บ่อยๆ เดี๋ยวน่าจะชินแล้วก็ค่อยๆเข้าใจไปทีละนิดอะค่ะ ^^

#28 By Rinna ♥ on 2008-08-26 23:29

แล้วถ้าอยากให้เขาเม้นท์ แต่เขาไม่เม้นท์บล็อกเรา กลับเกิดความเศร้าหมอง จะทำอย่างไรแทนดีคะ

#29 By hikaru on 2008-08-26 23:29

อันนี้ตรงใจมากครับ Hot!

เอ่อ... แล้วถ้ามีคนถามมาในบล็อกเราแบบนี้ เราควรจะใส่ใจขั้นไหนดีครับ - -" ตอบในบล็อก รึตามไปตอบถึงบล็อกเค้า รึไม่สนใจก็ได้?

#30 By on 2008-08-27 00:41

โอ..ตามมาจากบลอกไอ้แป้น

สาธุ

#31 By iDoi* on 2008-08-27 02:32

สาธุ ครับท่าน =/\=

บรรยายธรรมด้วยสิ่งใกล้ตัวมันช่างเห็นภาพ
ซาบซึ้ง
ขอถวายไก่ย่าง Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!
ตอบความเห็นที่ ๓๐

จะตอบ ไม่ตอบ จะไปตอบที่ไหน ตามอัธยาศัยครับ

ข้าพเจ้าเพียงเล่าให้ฟังว่า ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ กลไกการเกิดทุกข์เป็นอย่างไร

ต้องขอโค้ดพุทธพจน์มาสักหน่อย

ท่านว่า อกฺขาตาโร ตถาคตา
อันแปลเป็นใจความว่า ตถาคต เป็นเพียงผู้บอก

ข้าพเจ้าเป็นลูก(กระจ๊อก) ก็ต้องว่าตามพ่อละครับ

เรื่องตัดสินใจ ทำอย่างไร ต้องตามอัธยาศัยท่านแล้วแล

อย่างคุณไอ้แป้น ข้าพเจ้าเชื่อว่า เธอคงพยายามตอบเม้นท์ในบล็อกของเธอเอง อย่างสุดความสามารถ เกินกว่านั้น ก็ต้อง อุเบกขา ครับ

ส่วนบล็อกข้าพเจ้าเอง ไม่ได้มีคนมาเม้นท์มากมายขนาดนั้น ก็พยายามตอบทุกเม้นท์แหละครับ บางทียังได้ไอเดียไปขึ้นเอ็นทรี่ใหม่ด้วยซ้ำ เช่น เอ็นทรี่นี้ เป็นต้น ได้จากเม้นท์ของคุณไอ้แป้นในเอ็นทรี่นี้ครับ http://akkarakitt.exteen.com/20080823/entry-1

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#33 By Dhammasarokikku on 2008-08-27 10:48

ชอบข้อ5...

อิอิ

#34 By palermos on 2008-08-27 11:06

โอ้พระเจ้า


จรรโลงใจยิ่งนัก

ขอบคุณมากครับconfused smile

#35 By iNum~* on 2008-08-27 11:26

Hot!
อ่านแล้ว...บรรยายไม่ถูก
แต่รู้สึกดีจังเลยครับ big smile

#36 By C I-I i p S a I< u on 2008-08-27 11:41

ขอขอบพระคุณ

สำหรับความรู้ที่เป็นประโยชน์

#37 By yawaiam (118.172.166.234) on 2008-10-13 19:53

อนุโมทนา big smile

ได้รับความรู้เยอะเลย

#38 By ~Lemon~cicerO~ on 2009-08-28 16:32

Favourites