แล้วถ้าอยากให้เม้นท์ แต่เขาไม่เม้นท์ กลับเกิดความเศร้าหมอง จะทำอย่างไรดีคะ
posted on 27 Aug 2008 10:52 by akkarakitt in Dharma๑. กามตัณหา ความอยากได้อยากมี ในกามคุณ ๕ มี รูปสวย กลิ่นหอม เสียงเพราะ รสอร่อย สัมผัสระหว่างเพศ ซึ่งหมายถึง ความอยาก ทางกายภาพทั้งหมด เช่น อยากได้กระเป๋าป้าดา อยากได้น้ำหอมกูฉี่(เองแหละ) อยากฟังเพลงของAF5 อยากกินเกาเหลา(กับดารา) อยากเป็นกิ๊กกับนักร้อง วงดงบังชินกิ (ทั้งวง)
๒. ภวตัณหา ความอยากมีอยากเป็น เช่น เป็นเด็ก ก็อยากเป็นหนุ่ม พอโตแล้ว ก็อยากเป็นเด็ก ไม่หล่อก็อยากหล่อ ไม่สวยก็อยากสวย อ้วนก็อยากผอม ดำก็อยากขาว ผมหยักศก ก็อยากผมตรง ผมตรง ก็อยากผมหยิก ผมดำ ก็อยากให้ผมมีสี ทำงานอยู่ที่หนึ่ง ก็อยากไปทำงานอีกที่หนึ่ง(ที่เงินเดือนดีกว่า) อยากเป็นสาวรวยเม้นท์ อยากเป็นหนุ่มฮ๊อตโพสต์ สารพัดอยาก
๓. วิภวตัณหา ความไม่อยากมีไม่อยากเป็น เช่น มันจะแก่ แล้วไม่อยากแก่ มันจะต้องตายแล้ว ไม่อยากตาย ต้องเจอหน้าเจ้านายแล้วไม่อยากเจอ ไม่อยากเปิดบล็อกตัวเองมาเจอคำว่า 0 comments ก็ต้องเจอ เป็นต้น
จิตเศร้าหมอง เพราะขาดเม้นท์นี่ จัดเข้าได้ทั้งสองหมวดครับ ถ้าอยากได้เม้นท์มา่อ่านเล่น ๆ เม้นท์อะไรก็เม้นท์มาเฮอะ อย่างนั้นเป็น กามตัณหา แต่ถ้าต้องการเป็นบุคคลรวยเม้นท์แห่งปี โฉบไปที่ไหนใน exteen ก็มีแต่คนรู้จักเรา ในฐานะ ขวัญใจช่างเม้นท์ อย่างนั้นจัดเข้า ภวตัณหา พอแยกออกไหมครับ กามตัณหา เป็นรูปธรรม ภวตัณหา และ วิภวตัณหา เป็นสภาวะ
ทีนี้พอรู้เหตุแห่งทุกข์แล้ว ไม่วาย ก็อยากรู้วิธีแก้ใช่ไหมล่ะ วิธีแก้ก็ต้องพูดถึงมรรค พูดถึงมรรค ก็ต้องพูดถึงทุกข์ โอ้ย...หลับกันหมดแน่ เอาอย่างนี้ วันนี้ไปดูฟากตะวันตกมั่ง เขาแยกแยะความอยาก หรือ ความต้ิองการของคนเราไว้อย่างไร ไปดูพีระมิดของมาสโลว์กัน
ไปแฮฟรูปมาจากเว็บนี้ครับ http://muallim.igetweb.com/index.php?mo=18&catid=27292&pid=79791
พีระมิดของมาสโลว์นี่ ถ้าใครเรียนเรื่องธุรกิจ ก็ต้องเจอพีระมิดนี้แน่นอน เพราะเป็นพื้นฐานของการทำธุรกิจหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการทำการตลาด หรือ การจูงใจลูกน้อง พนักงานธนาคารของรัฐบางธนาคาร หรือบริษัทขายประกันบางบริษัท มีวิธีจูงใจให้พนักงานทำงานในองค์กรไปนาน ๆ โดยมีการแจกแหวนทองคำ ประดับเพชร ซึ่งจะได้รับเมื่อทำงานไปครบ ๑๐ ปี ๑๕ ปี หรือ ๒๐ ปี
ช่วงใกล้ ๆ ปีที่สิบ เกิดมีเหตุให้ขุ่นข้องหมองใจ อยากลาออกเสียเหลือเกิน พนักงานก็จะคิดว่า เฮ้ย...รอเอาแหวนก่อนวะ แล้วค่อยออก พอได้แหวนรุ่นฉลอง ๑๐ ปี ตาเฒ่าประจำบริษัท บางทีเรื่องขุ่นข้องหมองใจ ก็หายไปแล้ว หรือถ้ามีอีก ก็คิดว่า เดี๋ยวรอได้แหวนรุ่นเก๋า ๑๕ ปีก่อนวะ เช่นนี้เรื่อยไป สุดท้ายก็ไม่ได้ออกซะที แก่เกินแกง
การใช้มวยไทยท่า หนุมานประเคนแหวน กับพนักงานนั้น มิใช่หวังผลเพียงว่า พนักงานอยากได้แหวนทอง อันเป็นความต้องการทางกายภาพเท่านั้น หากแต่แหวนนั้นมีความหมายยิ่งกว่า แหวนทองธรรมดา ใครเห็นปุ๊บก็รู้เลยว่า ไอ้นี่แก่ เอ้ย คุณคนนี้เป็นผู้อาวุโสของบริษัท ซึ่งเป็นตัวแทนของความต้องการใกล้ ๆ สุดท้ายของมนุษย์ ที่ชื่อว่า ความต้องการการยกย่อง
มาดูพีระมิดของมาสโลว์กันดีกว่า
ระดับที่ ๑ ความต้องการทางกายภาพ หรือ physiological needs ความต้องการปัจจัยพื้นฐานของชีวิต ซึ่งก็คือ ปัจจัย ๔ นั่นเอง เพื่อให้เข้าใจได้ง่าย ๆ ขออนุญาตอธิบายอย่างไม่ตรงตำราว่า อยากได้ตังค์นั่นแล เทียบกับโลกธรรม ๘ ทางพุทธ ก็คือ ความต้องการมีลาภ (น้ำตกไม่ต้อง) เช่นอยากมีตังค์สัก ๗ หมื่นล้าน เป็นต้น (ความหมายนี้เอาไปใช้สอบไม่ได้นะครับ)
ระดับที่ ๒ ความต้องการด้านความปลอดภัย และมั่นคง หรือ safety needs พูดง่าย ๆ ก็อยากได้บ้าน อยากมีแผ่นดินที่อยู่ โดยปลอดภัย (แต่ไม่มี)
ระดับที่ ๓ ความต้องการทางสังคม หรือ social needs พูดง่าย ๆ ก็อยากเป็นนาย ก. ไง ความต้องการระดับนี้ ถ้าเทียบเป็นโลกธรรม ๘ ก็เรียกว่า ความต้องการมียศ
ระดับที่ ๔ ความต้องการการยกย่อง ชมเชย หรือ esteem needs พูดง่าย ๆ ก็คือเป็นนาย ก. แล้วได้รับการยอมรับ อยากเป็นคนของประชาชน หรือ อยากได้เม้นท์เยอะ ๆ คำชมแยะ ๆ หรือต้องการขึ้นฮ๊อตโพสต์ นี่ก็จัดอยู่ในความต้องการขั้นนี้เหมือนกัน ทางธรรมเรียกว่า ความต้องการคำสรรเสริญ
ระดับที่ ๕ ความต้องการบรรลุเป้าหมายของชีวิต หรือ self-actualization needs พูดให้เข้าใจง่าย ก็คือ การได้ไปเป็นชาวเกาะ มีชีวิตกลางแดด และคลื่นลม จะจูบอำลาสังคม แสงสีในเมืองนภา หรือ เข้าถึงจุดที่มีความพอใจในตัวเอง หรือสิ่งที่ตัวเองมี ทางโลก คือ การได้ครอบครอง เกาะสักเกาะหนึ่ง เช่น เกาะกง หรือ เกาะอื่น ๆ แล้วใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบสุขเงียบ ๆ ที่นั่น ทางธรรม คือ การได้บรรลุธรรม ได้มรรคผลนิพพาน นั่นเอง
คนบางคน มีความต้องการอยากได้ระดับที่ ๕ แต่ไม่คิดไม่ฝันว่า จะต้องแลกด้วยความต้องการระดับที่ ๒ ฉะนั้นอย่าได้สงสัยในพฤติกรรมแปลก ๆ ของเขา ที่อาจจะฟูมฟาย พยายามทุ่มเทใช้ความต้องการระดับที่ ๑ ซื้อ ความต้องการระดับ ๒ และ ระดับ ๕ คืน
เอ๊ะ...เพ้อเจ้อไปเรื่องอะไรนี่ โดยสรุปแล้ว ทั้งสมุทัย และ พีระมิดของมาสโลว์ สามารถทำให้มุมมองต่อโลกของเรา กว้างขึ้น เข้าใจอะไร ๆ ในโลก และในประเทศไทยได้มากขึ้น (จริงมะ)
วกกลับมาที่วิธีแก้ อะ...อยากให้มีเม้นท์เยอะ ๆ แต่มันไม่มี จะทำอย่างไร ความจริงเรื่องมรรค หรือ ทางดับทุกข์นี่ พูดกันยาว เอาหลักการง่าย ๆ ไปก่อน ความจริงหลักการมองใน เอ็นทรี่ที่แล้ว ก็ใช้ได้ มาเพิ่มเติมอีกสักหน่อยมะ
สัมมาทิฏฐิ มีความเห็นชอบ ความเห็นชอบนี่สำคัญที่สุดเลย ท่านถึงเรียงไว้ตอนต้น อย่างที่พระอัสสชิ เทศน์ให้เฮียอุปติสสะฟังนั่นแล ว่า "ธรรมใด เกิดแต่เหตุ ตถาคตตรัสเหตุแห่งธรรมนั้น และความดับไปแห่งธรรมนั้น พระมหาสมณเจ้า มีปกติตรัสอย่างนี้" ฉะนั้น ทุกข์ มันเกิดแต่ความอยาก ก็ดับความอยากนั้นเสีย ทุกข์ก็ดับ หรือ มองให้เห็นว่า เอ็นทรี่ของเรา อยู่เฉย ๆ ก็มีความสุขดีอยู่แล้ว เพราะเราเป็นคนชอบเขียน การอยากได้คอมเม้นท์ หรืออยากขึ้นฮ๊อตโพสต์นั่นแล คือ ความทุกข์ ก็เลิกอยากเสีย จบข่าว ต่อไปเป็นละครหลังข่าว
วันนี้พอแค่นี้ก่อน เดี๋ยวจะไม่ใช่รายการธรรมะวันละนิด
เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ


แล้วอยากให้เม้นต์รึป่าวค่ะ
แต่ไม่เป็นไร เม้นต์ให้แล้วน่ะ
#1 By ยัยตูดเป็ด on 2008-08-27 15:24