เอาละเหวย ไม่ทำมาหากินอย่างอื่นแล้ว หากินอยู่กับเม้นท์นี่แหละ ความจริงเอ็นทรี่ที่แล้ว ไม่นึกว่า จะได้ขึ้นฮ๊อตโพสต์เลยนะเนี่ย ตั้งใจจะตอบคุณไอ้แป้นเท่านั้นเอง คำถามหัวเอ็นทรี่นี้มาจากคุณ hikaru โห...เอาใจลูกค้าน่าดู ถามมาในเม้นท์นิดเดียว เอามาขึ้นเอ็นทรี่ตอบเลย
อาการอยากได้เม้นท์แล้วจิตใจเศร้าหมองนี่ อธิบายง่ายกว่าเยอะ อันนี้เอาไปประยุกต์ใช้กับอย่างอื่นได้ด้วย เช่น อยากได้เงินเดือนเยอะ ๆ อยากได้ไอโฟน อยากได้ทีวีแอลซีดี อยากได้เครื่องเสียงโฮมเธียเตอร์ อยากได้โน้ตบุ๊ค อยากได้รถสปอร์ต อยากได้แฟนหล่อ ๆ อยากได้หนุ่มเกาหลีเป็นกิ๊ก อยากได้บ้าน สารพัดอยากนี่ มาจากตัวเดียวกันหมดเลย คือ ตัณหา
เชื่อว่า ชาวพุทธทุกคน คงจะรู้จักอริยสัจ ๔ กันดีอยู่แล้ว วันนี้ซูมมันมาดูใกล้ ๆ สักหน่อย
อริยสัจ ๔ ข้อที่ ๑ ทุกข์ ใด ๆ ในโลกล้วนเป็นทุกข์ วันนี้ขอผ่าน ยังไม่มีอารมณ์เขียน
อริยสัจ ๔ ข้อที่ ๒ สมุทัย เหตุแห่งทุกข์ ฮีโร่มัยซินของวันนี้
อริยสัจ ๔ ข้อที่ ๓ นิโรธ การดับทุกข์ ยังไม่มีอารมณ์เขียนอีกเหมือนกัน
อริยสัจ ๔ ข้อที่ ๔ มรรค ทางดับทุุกข์ หรือ มรรคมีองค์ ๘ มี สัมมาทิฏฐิ, สัมมาสังกัปปะ, สัมมาวาจา, สัมมากัมมันตะ, สัมมาอาชีวะ, สัมมาวายามะ, สัมมาสติ, สัมมาสมาธิ เยอะ เขียนไป ผู้อ่านหลับแน่นอน ขอกั๊กไว้ก่อน
ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหาอันเข้มข้นของอริยสัจ ขอนำประสบการณ์ตรงที่ไปพบมา จากการท่องไปในยุทธภพ ขอนำมาเล่าเป็นอุทาหรณ์ สอนใจ และไม่ควรลอกเลียนแบบ ข้าพเจ้าออกท่องยุทธภพไปในช่วงแรกของการบวช แล้วได้ไปพบกับ "ลูกอีช่างคิด" มา คุณลูกอีช่างคิด แทนที่จะทำความเข้าใจกับอริยสัจ แล้วเอาอริยสัจไปใช้ในชีวิตจริง คุณลูกอีช่างคิด กลับมานั่งคิดว่า ทำไมพระพุทธเจ้าจึงเรียงอริยสัจไว้แปลก ๆ
การเรียงลำดับตามคอมม่อนเซ้นส์ หรือ สามัญสำนึกของเรา ควรแล้วที่จะเรียงลำดับก่อนหลังเช่นนี้ ใช่หรือไม่
เหตุแห่งทุกข์ ---> ทุกข์ ---> ทางดับทุกข์ ---> การดับทุกข์
เหมือนปฏิกิริยาเคมี ที่ต้องมีเหตุ แล้วก็ตามด้วยผล คุณลูกอีช่างคิด มีความช่างสังเกตุมาก เหมาะแก่การเป็นนักวิทยาศาสตร์ หรือนักวิจัย ผิดกับข้าพเจ้า ที่ไม่ได้สังเกตุเล้ย สนใจแต่ว่า อริยสัจ เอาไปใช้ในชีวิตจริงอย่างไร
ถ้าเป็นนักวิทยาศาสตร์ ความช่างสังเกตุ เป็นเรื่องดีครับ แต่สำหรับนักปฏิบัติ บางทีอาจกลายเป็นเครื่องถ่วง เพราะดันเอาอารมณ์ไปติดกับ สิ่งที่สังเกตุได้นั้น ตั้งแต่ปีแรกของการบวช ข้าพเจ้าก็ได้ยินคุณลูกอีช่างคิด ถามถึงประเด็นนี้ จนปีที่สอง ก็ยังได้ยินซ้ำอีก ต่างสถานที่ ต่างวาระกัน และกระทั่งได้รับการแจงเหตุ และผลแล้ว ท่านเจ้าประคุณลูกอีช่างคิด ก็ยังไม่เชื่อ แล้วก็งมงายคิดต่อไป ตกลงการปฏิบัติก็ไปไม่ถึงไหน เพราะมัวแต่คิดเรื่องไร้สาระพวกนี้อยู่ แล้วที่ท่านไม่ยอมเชื่อ เพราะความจริงแล้ว ท่านมีคำตอบในใจของท่านแล้ว พยายามถามคนอื่น เพื่อให้คนอื่นตอบให้ตรงใจท่าน จักได้อุทานว่า "โอ้พระเจ้าจอร์จ...ความคิดของท่าน(ที่ตรงกับกรู) มันเยี่ยมมาก"
คำตอบในใจของท่านคือ ความจริงแล้ว นิโรธ-การดับทุกข์ เป็นสิ่งไม่จำเป็น ให้เดิน มรรค-ทางดับทุกข์ เลย นิโรธจะเกิดขึ้นเอง ทั้งที่คำตอบที่พระอาจารย์ชัยรัตน์ เจ้าอาวาสวัดถ้ำหมีนอน อ.แกลง จ.ระยอง ให้ความเห็นไว้ เข้าท่ากว่าตั้งเยอะ ท่านตอบว่าอย่างนี้ครับ
ท่านว่า เป็นลีลาการเทศน์ของพระพุทธเจ้า คือ ต้องชี้ให้เห็นทุกข์ก่อน ถ้าคนเราไม่เห็นทุกข์ จะมาฟังท่านเทศน์เรื่องอริยสัจทำไม จะมาสนใจปฏิบัติธรรมได้อย่างไร ชีวิตเขาก็คงมีความสุขดีอยู่แล้ว พระพุทธเจ้าเทศน์ชี้แจงก่อนว่า ไอ้สิ่งที่เขาเข้าใจว่า เป็นความสุขนั่น แท้จริงแล้ว เป็นภาวะที่ทุกข์น้อยลง ชั่วคราว เท่านั้น
พอเข้าใจ ทุกข์ แล้ว ยังไงต่อ ท่านก็แจงต่อไปว่า แล้วไอ้ทุกข์นั้นหน่ะ ที่เทศน์ไปแล้ว เข้าใจแล้วนั่น มันมีเหตุนะ เป็นปัจจัยให้เกิดทุกข์ ซึ่งก็คือ สมุทัย ถึงตรงนี้ คนฟังร้อง "อูยย์...จริงด้วยแฮะ มันมีเหตุอย่างนี้เอง"
ครั้นพอเห็นเหตุแห่งทุกข์แล้ว ท่านก็เทศน์ต่อไปว่า ทุกข์นั้น ดับได้นะ ไม่ใช่ดับไม่ได้ สนไหมล่ะ ซึ่งก็คือ นิโรธ
ถ้าสนจะดับทุกข์ขึ้นมา ก็แสดงอริยสัจตัวสุดท้าย นั่นคือ มรรค-วิธีดับทุกข์ อันเป็นวิธีปฏิบัติ ให้ทุกข์ดับ
บ๊ะ...ฟังดูเข้าท่ากว่า ของคุณลูกอีช่างคิดไหมล่ะ แต่คุณลูกอีช่างคิด ก็ไม่ได้เชื่อ และยังคงยึดมั่นถือมั่นในอุดมการณ์เดิม ยึดมั่นในสมมุติฐานเดิมของตน นี่เป็นตัวอย่างของ โมหจริต ยึดมั่นมากว่า ความคิดของตนถูกต้อง ดีแล้ว ทำตัวเป็นประหนึ่งน้ำเต็มแก้ว ใครเสนออะไรมา ก็ไม่ฟัง หรือ อาจจะฟัง แต่เหตุผลของอาจารย์ชัยรัตน์ ไม่ถูกจริตเขา ก็ได้ กระมัง จบเรื่องของเขา มาว่าเรื่องของเรา
วันนี้รายการธรรมะวันละนิด สนับสนุนรายการโดย ฮีโร่มัยซิน ออยเม้นท์เด้อ ขอเสนอ เหตุแห่งจิตเศร้าหมอง เพราะการไม่มีเม้นท์มาให้หนำใจ ที่เรียกว่า "สมุทัย"
เหตุแห่งทุกข์ คือ ตัณหา หรือ ความอยากครับ ซึ่งตัณหานี้ แบ่งได้ ๓ อย่าง

๑. กามตัณหา ความอยากได้อยากมี ในกามคุณ ๕ มี รูปสวย กลิ่นหอม เสียงเพราะ รสอร่อย สัมผัสระหว่างเพศ ซึ่งหมายถึง ความอยาก ทางกายภาพทั้งหมด เช่น อยากได้กระเป๋าป้าดา อยากได้น้ำหอมกูฉี่(เองแหละ)  อยากฟังเพลงของAF5 อยากกินเกาเหลา(กับดารา) อยากเป็นกิ๊กกับนักร้อง วงดงบังชินกิ (ทั้งวง)

๒. ภวตัณหา ความอยากมีอยากเป็น เช่น เป็นเด็ก ก็อยากเป็นหนุ่ม พอโตแล้ว ก็อยากเป็นเด็ก ไม่หล่อก็อยากหล่อ ไม่สวยก็อยากสวย อ้วนก็อยากผอม ดำก็อยากขาว ผมหยักศก ก็อยากผมตรง ผมตรง ก็อยากผมหยิก ผมดำ ก็อยากให้ผมมีสี ทำงานอยู่ที่หนึ่ง ก็อยากไปทำงานอีกที่หนึ่ง(ที่เงินเดือนดีกว่า) อยากเป็นสาวรวยเม้นท์ อยากเป็นหนุ่มฮ๊อตโพสต์ สารพัดอยาก

๓. วิภวตัณหา ความไม่อยากมีไม่อยากเป็น เช่น มันจะแก่ แล้วไม่อยากแก่ มันจะต้องตายแล้ว ไม่อยากตาย ต้องเจอหน้าเจ้านายแล้วไม่อยากเจอ ไม่อยากเปิดบล็อกตัวเองมาเจอคำว่า 0 comments ก็ต้องเจอ เป็นต้น

จิตเศร้าหมอง เพราะขาดเม้นท์นี่ จัดเข้าได้ทั้งสองหมวดครับ ถ้าอยากได้เม้นท์มา่อ่านเล่น ๆ เม้นท์อะไรก็เม้นท์มาเฮอะ อย่างนั้นเป็น กามตัณหา แต่ถ้าต้องการเป็นบุคคลรวยเม้นท์แห่งปี โฉบไปที่ไหนใน exteen ก็มีแต่คนรู้จักเรา ในฐานะ ขวัญใจช่างเม้นท์ อย่างนั้นจัดเข้า ภวตัณหา พอแยกออกไหมครับ กามตัณหา เป็นรูปธรรม ภวตัณหา และ วิภวตัณหา เป็นสภาวะ

ทีนี้พอรู้เหตุแห่งทุกข์แล้ว ไม่วาย ก็อยากรู้วิธีแก้ใช่ไหมล่ะ วิธีแก้ก็ต้องพูดถึงมรรค พูดถึงมรรค ก็ต้องพูดถึงทุกข์ โอ้ย...หลับกันหมดแน่ เอาอย่างนี้ วันนี้ไปดูฟากตะวันตกมั่ง เขาแยกแยะความอยาก หรือ ความต้ิองการของคนเราไว้อย่างไร ไปดูพีระมิดของมาสโลว์กัน

ไปแฮฟรูปมาจากเว็บนี้ครับ http://muallim.igetweb.com/index.php?mo=18&catid=27292&pid=79791

พีระมิดของมาสโลว์นี่ ถ้าใครเรียนเรื่องธุรกิจ ก็ต้องเจอพีระมิดนี้แน่นอน เพราะเป็นพื้นฐานของการทำธุรกิจหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการทำการตลาด หรือ การจูงใจลูกน้อง พนักงานธนาคารของรัฐบางธนาคาร หรือบริษัทขายประกันบางบริษัท มีวิธีจูงใจให้พนักงานทำงานในองค์กรไปนาน ๆ โดยมีการแจกแหวนทองคำ ประดับเพชร ซึ่งจะได้รับเมื่อทำงานไปครบ ๑๐ ปี ๑๕ ปี หรือ ๒๐ ปี

ช่วงใกล้ ๆ ปีที่สิบ เกิดมีเหตุให้ขุ่นข้องหมองใจ อยากลาออกเสียเหลือเกิน พนักงานก็จะคิดว่า เฮ้ย...รอเอาแหวนก่อนวะ แล้วค่อยออก พอได้แหวนรุ่นฉลอง ๑๐ ปี ตาเฒ่าประจำบริษัท บางทีเรื่องขุ่นข้องหมองใจ ก็หายไปแล้ว หรือถ้ามีอีก ก็คิดว่า เดี๋ยวรอได้แหวนรุ่นเก๋า ๑๕ ปีก่อนวะ เช่นนี้เรื่อยไป สุดท้ายก็ไม่ได้ออกซะที แก่เกินแกง

การใช้มวยไทยท่า หนุมานประเคนแหวน กับพนักงานนั้น มิใช่หวังผลเพียงว่า พนักงานอยากได้แหวนทอง อันเป็นความต้องการทางกายภาพเท่านั้น หากแต่แหวนนั้นมีความหมายยิ่งกว่า แหวนทองธรรมดา ใครเห็นปุ๊บก็รู้เลยว่า ไอ้นี่แก่ เอ้ย คุณคนนี้เป็นผู้อาวุโสของบริษัท ซึ่งเป็นตัวแทนของความต้องการใกล้ ๆ สุดท้ายของมนุษย์ ที่ชื่อว่า ความต้องการการยกย่อง

มาดูพีระมิดของมาสโลว์กันดีกว่า

ระดับที่ ๑ ความต้องการทางกายภาพ หรือ physiological needs ความต้องการปัจจัยพื้นฐานของชีวิต ซึ่งก็คือ ปัจจัย ๔ นั่นเอง เพื่อให้เข้าใจได้ง่าย ๆ ขออนุญาตอธิบายอย่างไม่ตรงตำราว่า อยากได้ตังค์นั่นแล เทียบกับโลกธรรม ๘ ทางพุทธ ก็คือ ความต้องการมีลาภ (น้ำตกไม่ต้อง) เช่นอยากมีตังค์สัก ๗ หมื่นล้าน เป็นต้น (ความหมายนี้เอาไปใช้สอบไม่ได้นะครับ)

ระดับที่ ๒ ความต้องการด้านความปลอดภัย และมั่นคง หรือ safety needs พูดง่าย ๆ ก็อยากได้บ้าน อยากมีแผ่นดินที่อยู่ โดยปลอดภัย (แต่ไม่มี)

ระดับที่ ๓ ความต้องการทางสังคม หรือ social needs  พูดง่าย ๆ ก็อยากเป็นนาย ก. ไง ความต้องการระดับนี้ ถ้าเทียบเป็นโลกธรรม ๘ ก็เรียกว่า ความต้องการมียศ

ระดับที่ ๔ ความต้องการการยกย่อง ชมเชย หรือ esteem needs พูดง่าย ๆ ก็คือเป็นนาย ก. แล้วได้รับการยอมรับ อยากเป็นคนของประชาชน หรือ อยากได้เม้นท์เยอะ ๆ คำชมแยะ ๆ หรือต้องการขึ้นฮ๊อตโพสต์ นี่ก็จัดอยู่ในความต้องการขั้นนี้เหมือนกัน ทางธรรมเรียกว่า ความต้องการคำสรรเสริญ

ระดับที่ ๕ ความต้องการบรรลุเป้าหมายของชีวิต หรือ self-actualization needs พูดให้เข้าใจง่าย ก็คือ การได้ไปเป็นชาวเกาะ มีชีวิตกลางแดด และคลื่นลม จะจูบอำลาสังคม แสงสีในเมืองนภา หรือ เข้าถึงจุดที่มีความพอใจในตัวเอง หรือสิ่งที่ตัวเองมี ทางโลก คือ การได้ครอบครอง เกาะสักเกาะหนึ่ง เช่น เกาะกง หรือ เกาะอื่น ๆ แล้วใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบสุขเงียบ ๆ ที่นั่น ทางธรรม คือ การได้บรรลุธรรม ได้มรรคผลนิพพาน นั่นเอง

คนบางคน มีความต้องการอยากได้ระดับที่ ๕ แต่ไม่คิดไม่ฝันว่า จะต้องแลกด้วยความต้องการระดับที่ ๒ ฉะนั้นอย่าได้สงสัยในพฤติกรรมแปลก ๆ ของเขา ที่อาจจะฟูมฟาย พยายามทุ่มเทใช้ความต้องการระดับที่ ๑ ซื้อ ความต้องการระดับ ๒ และ ระดับ ๕ คืน

เอ๊ะ...เพ้อเจ้อไปเรื่องอะไรนี่ โดยสรุปแล้ว ทั้งสมุทัย และ พีระมิดของมาสโลว์ สามารถทำให้มุมมองต่อโลกของเรา กว้างขึ้น เข้าใจอะไร ๆ ในโลก และในประเทศไทยได้มากขึ้น (จริงมะ)

วกกลับมาที่วิธีแก้ อะ...อยากให้มีเม้นท์เยอะ ๆ แต่มันไม่มี จะทำอย่างไร ความจริงเรื่องมรรค หรือ ทางดับทุกข์นี่ พูดกันยาว เอาหลักการง่าย ๆ ไปก่อน ความจริงหลักการมองใน เอ็นทรี่ที่แล้ว ก็ใช้ได้ มาเพิ่มเติมอีกสักหน่อยมะ

สัมมาทิฏฐิ มีความเห็นชอบ ความเห็นชอบนี่สำคัญที่สุดเลย ท่านถึงเรียงไว้ตอนต้น อย่างที่พระอัสสชิ เทศน์ให้เฮียอุปติสสะฟังนั่นแล ว่า "ธรรมใด เกิดแต่เหตุ ตถาคตตรัสเหตุแห่งธรรมนั้น และความดับไปแห่งธรรมนั้น พระมหาสมณเจ้า มีปกติตรัสอย่างนี้" ฉะนั้น ทุกข์ มันเกิดแต่ความอยาก ก็ดับความอยากนั้นเสีย ทุกข์ก็ดับ หรือ มองให้เห็นว่า เอ็นทรี่ของเรา อยู่เฉย ๆ ก็มีความสุขดีอยู่แล้ว เพราะเราเป็นคนชอบเขียน การอยากได้คอมเม้นท์ หรืออยากขึ้นฮ๊อตโพสต์นั่นแล คือ ความทุกข์ ก็เลิกอยากเสีย จบข่าว ต่อไปเป็นละครหลังข่าว 

วันนี้พอแค่นี้ก่อน เดี๋ยวจะไม่ใช่รายการธรรมะวันละนิด

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

โอ้ อ่านเหนื่อยมากคร่า
แล้วอยากให้เม้นต์รึป่าวค่ะ
แต่ไม่เป็นไร เม้นต์ให้แล้วน่ะ

#1 By ยัยตูดเป็ด on 2008-08-27 15:24

อ่านยากแฮะ ภาพใหญ่ไปหรือไม่ เลยทำให้ entry เบี้ยวไปหมดครับ มือใหม่เดาไม่ถูกเหมือนกัน

#2 By mahaoath on 2008-08-27 15:25

หายแล้ว รวดเร็วทันใจ

#3 By mahaoath on 2008-08-27 15:28

อยากได้เมนท์มั้ยไม่รู้ แต่มาเมนท์เรื่อยๆ ไม่ขาด
สาระแนว่างั้น open-mounthed smile

ง่ายๆ ถ้าอยากได้เมนท์ก็ต้องเขียนเรื่องให้สนุก ถูกใจคนอ่าน
แล้วก็จะมีขาประจำ มีคนมาเมนท์ มาอ่าน มาเข้าบล๊อกอยู่เรื่อยๆ

อย่างบล๊อกข้าเจ้าเองก็ยังทำไม่ได้ เพราะชอบเขียนแบบตามใจฉัน
ฉันจะเขียน ฉันอยากเล่า คนไม่เข้าใจ ไม่เป็นไร confused smile

ที่้คนเลยไม่มาเมนท์เท่าไหร่
มันก็เป็นเหตุเป็นผลกันดีอยู่แล้ว หุหุหุ

ว่าแต่...ทำไมหลวงพี่รู้จักดงบังชิงกิ embarrassed

#5 By MANA Cross on 2008-08-27 15:51

ตอบความเห็นที่ ๑

ป๊าว...ไม่ได้อยากได้เม้นท์หรอก

อุ๊บ...ต้องอาบัติปาจิตตีย์ (มุสาวาท) sad smile sad smile sad smile

ตอบความเห็นที่ ๒ และ ๓

อัพปุ๊บ เม้นท์มาปั๊บเลยเทียว ในไอ้อี ไม่เป็น แต่ในหมาไฟเป็น โชคดีเปิดอยู่ทั้งสองตัว เลยแก้ไขอย่างรวดเร็ว

อย่างไร รบกวนดูความเรียบร้อยของอริยสัจให้ด้วยนะขอรับ บ่แม่น บ่แม่น (แปลว่า เด็กเอ๋ยเด็กน้อย ความรู้เรายังด้อยเร่งศึกษา เมื่อเติบใหญ่เราจะได้มีภรรยา เป็นแมงดาหาเลี้ยงชีพ สำหรับตน ได้ประโยชน์หลายสถานเพราะการเกาะ จงเพียรเสาะไปเถิดจะเกิดผล ถึงลำบากหาแฟนรวยต้องอดทน เกิดเป็นคนควรหมั่นขยันเกาะแฟน) เอิ๊ก sad smile sad smile sad smile ความรู้เรายังเด็กหนอ ๆ

#6 By Dhammasarokikku on 2008-08-27 15:52

ตอบความเห็นที่ ๕

ทำไมรู้จักวงดงบังชินกิ หาคำตอบได้ใน
http://akkarakitt.exteen.com/20080716/entry

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#7 By Dhammasarokikku on 2008-08-27 15:59

อ่อ ตอนนั้นน่ะเอง sad smile
แต่ว่า วงนี้เค้าร้อง A cappella นะหลวงพี่
มันไม่มีนักร้องนำ ต้องประสานเสียงกันนะฮิ
(พอดีเป็นแฟนเพลง เคื๊อกๆๆๆ open-mounthed smile )

วันอาทิตย์นี้จะไปทำสังฆทานแล้ว
ชวนเพื่อนไปล้านแปด
เผื่อไปนิพพานไม่ทันชาตินี้
ชาติหน้าจะได้เกิดมาป่วนกันอีกรอบ sad smile
ศุกร์นี้ต้องเตรียมไปซื้อของ

อุตส่าห์ไปหาข้อมูลมาจากหลายที่
ว่าเดี๋ยวพระต้องใช้ของอะไรบ้าง
แล้วอะไรใช้ได้ใช้ไม่ได้ open-mounthed smile

ทำครั้งแรก ต้องให้ดี
ไว้เดี๋ยวจะเอาบุญมาฝากชาว exteen เด้อ

#8 By MANA Cross on 2008-08-27 16:43

ตอบความเห็นที่ ๘

อ้าวเหรอ...ปล่อยไก่ตัวเบ้อเฮิ่มเลย เอ๊ก อี๊ เอ๊ก เอ่ก

เริ่มต้นดี มีชัยไปกว่าครึ่ง

ลองไปสำรวจที่นี่ดูสิ
http://kohsija.exteen.com/20080621/entry

ว่าแต่ ทำครั้งแรก "ต้อง" ให้ดี
คำว่า "ต้อง" นี่เป็นอุปาทานนะ
ทำบุญ ก็ทำใจสบาย ๆ ใครจะมาสาย รถจะติด ของไม่ครบ ก็ท่องไว้ว่า ช่างมัน ๆ

ตั้งใจทำให้ดีที่สุด แต่ไม่จำเป็น "ต้อง" ดีที่สุด

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#9 By Dhammasarokikku on 2008-08-27 16:58

Hot!

#10 By mahaoath on 2008-08-27 17:40

ชอบแนวคิดหลวงพี่นะครับ อ่านแล้วได้คิดbig smile

Hot!
แต่ผมก็ชอบตามมาเมนต์อยู่ดี เพราะอ่านสนุกดีครับ จับคู่กับทฤษฎีมาสโลว์ได้ลงตัวพอดีเลยแฮะ...

เรื่องเม้น ผมมองไปอีกทาง เม้นมาก ไม่ได้แปลว่ามีคนสนิทมาก ไม่ได้เอาไปแลกเป็นเงินได้... ถ้าเขียนบล็อกเพื่อล่าเมนท์ เอาเวลาไปทำมาหากินเถอะ - -"

#12 By on 2008-08-27 18:41

big smile เอาแบบไม่แสร้งว่านะ ใจจริงลึกๆ ต้องการให้คนมาเม้นท์ค่ะ แต่พอคิดไปคิดมา....เราก็ไม่ได้เขียนอะไรที่มันดีเด่เลย....สาระก็ไม่มี มีแต่บันเทิงใจตัวเองฝ่ายเดียว

ความอยากก็เลยลดลง แต่ยังคงมีอยู่ ลดเหลือคล้ายการทักทาย พูดคุยแทน....sad smile ตัดกิเลสยังไม่หมด

#13 By ตุ้มเป๊ะ on 2008-08-27 19:08

มาขอสมัครเป็นแฟนคลับหลวงพี่ครับ

#14 By Eddy on 2008-08-27 19:27

บางครั้ง...
ก็หวังเหมือนกันนะครับ
แต่...หากไม่ได้ดั่งหวัง
ก็ไม่ได้เสียใจอะไรมากมาย...
ก็คิดแค่ว่า...เรื่องที่เราเขียน
ยังต้องการการพัฒนาอีกมาก คนเลยยังไม่คอมเม้น

ขอสมัครมาติดตามด้วยคนนะครับ...

#15 By ซับบาธ... on 2008-08-27 19:34

ถ้าอยากจะ ขออโหสิกรรม กับเจ้ากรรมนายเวร
แบบอยากให้มันหมดๆ ไปซะชาตินี้ ไม่ติดค้างกันชาติหน้า
ทำอย่างไร บ้าง

#16 By Sweetword (58.147.4.129) on 2008-08-27 19:36

http://polldaddy.com/pollRSS.aspx?id=C627BBBC314927B4

#17 By (124.120.67.18) on 2008-08-27 19:38

เม้นท์แล้ว เม้นท์แล้ว เม้นท์แล้ว

ถ้าตัวหนังสือใหญ่กว่านี้คงจะดี

#18 By Devil Girl (222.123.21.30) on 2008-08-27 20:09

พูดได้คำเดียวเลยว่า เจ๋งครับ

#19 By การ์ตูน (125.27.112.243) on 2008-08-27 20:13

แนวคิดนี้แจ่มจรัสมากเลยค่ะ open-mounthed smile Hot!

#20 By นางมาร eVeZaa on 2008-08-27 20:20

ช่วงนี้หลวงพี่ฮอตจริงๆเลย ^^; Hot!

#21 By Rinna ♥ on 2008-08-27 20:29

สาธุ big smile

#22 By ไอ้แป้น : i-phan on 2008-08-27 20:47

อ่านแล้วทำให้ได้คิดเลยค่ะ เข้าใจได้ง่ายด้วย Hot!

#23 By Echizen Ryoma on 2008-08-27 21:32

ตอบความเห็นที่ ๑๖

แนะนำให้ไปอ่าน http://akkarakitt.exteen.com/20080825/entry ก่อน ตรงปัตติทานมัย หน่ะ

ความจริงแล้ว เรื่องเจ้ากรรมนายเวร เป็นเรื่องที่ไม่น่าไปใส่ใจมากนัก คือ ทำเท่าที่ทำได้ การที่เขาจะเลิกจองเวร ไม่ได้ขึ้นกับเรา แต่ขึ้นกับเขาว่า เขาจะอโหสิให้เราหรือยัง ถูกไหม เราขอโทษให้ตาย เขาไม่ยกโทษให้ เรื่องมันก็ยังไม่จบ

ถ้าให้แนะนำ ก็หมั่นทำบุญหนัก ๆ บ่อย ๆ บุญที่เป็นอามิสทาน(ทำทานด้วยวัตถุ) หนักสุด คือ สังฆทาน กับ วิหารทาน รายละเอียด ไปอ่านเอาใน
http://akkarakitt.exteen.com/20080811/entry-2และ http://akkarakitt.exteen.com/20080813/entry-2 ขี้เกียจฉายหนังซ้ำ

แต่ถ้าบ่จี้ แต่มีเวลา แนะนำให้ไปเข้าคอร์สเจริญสมถะวิปัสสนากรรมฐาน เพราะบุญหนักกว่า อามิสทาน มาก

หรือถ้าไม่มีเวลา แต่อยากเจริญพระกรรมฐาน ขอแนะนำให้ไปอ่าน http://akkarakitt.exteen.com/20080726/entryขี้เกียจฉายหนังวนอีกเหมือนกัน

และมีอีกอย่างคือ หาผู้ที่สื่อกับเจ้ากรรมนายเวรได้ ว่าเขาต้องการอะไร ถ้าสื่อได้ บางทีปุ้งเดียว จบเลย ปัญหาอยู่ที่ ใครล่ะ จะสื่อได้ ถูกต้อง? เพราะร้อยละเกินเก้าสิบเก้า ของผู้ที่อ้างว่า ติดต่อกับโลกวิญญาณได้ เอาเฉพาะพวกที่ไม่ได้หลอกเขากินไปวัน ๆ นะ พวกที่ได้จริง ๆ นานเข้า มักทนโลกธรรม ๘ ไม่ไหว เอาแค่ลาภตัวเดียวนี่ ก็เสื่อม ไม่รู้จะเสื่อมยังไง ข้าพเจ้าท่องยุทธภพไป เห็นพวกนี้ตายอนาถ เป็นโกดัง ๆ เพี้ยนมั่ง บ้ามั่ง อุปาทานกินมั่ง หาหลักยึด เอาแน่เอานอนไม่ได้ ผู้ที่จะเป็นหลักยึดได้ อย่างน้อยต้องได้พระโสดาบัน ให้ชัวร์ก็ต้องเป็นพระอรหันต์

เฮ้ย...ตอบเม้นท์ทีไรยาวทุกที เอาไปขึ้นเอ็นทรี่ใหม่ซะดีไหมนี่

สรุปก็ทำบุญแล้วอุทิศส่วนกุศลไปเรื่อย ๆ นั่นละ

อ้อ...ลองไปหาหลวงพ่อจรัญ ที่สิงห์บุรีดูก็ได้

ตอบความเห็นที่ ๒๑

นั่นดิ นึกว่าเมื่อวานขึ้นแล้ว วันนี้จะไม่ได้ขึ้นซะอีก ความจริง ใจเชียร์เรื่อง http://akkarakitt.exteen.com/20080825/entryมากกว่า เพราะตั้งใจเขียนชนิดต้องกางตำรากันทีเดียว ผนวกกับผลงานวิจัยของตัวเองอีกต่างหาก

เอ็นทรี่หลัง ๆ นี่ ไปจำขี้ปากเขามา หรือเอาคำสอนหลวงพ่อมาทั้งดุ้น มาประยุกต์ให้เข้ากับเหตุการณ์ปัจจุบัน เท่านั้นเอง

ไม่นึกไม่ฝันว่า เรื่องเม้นท์ เรื่องตุ่มแดง เรื่องฮ๊อตโพสต์ จะเป็นที่สนใจกันขนาดนี้ ความจริง เรื่องอะไรก็เอามาเขียนเป็นธรรมะได้หมดแหละ ไม่จำกัด แค่เรื่องเม้นท์ มันโดนใจคนส่วนใหญ่เท่านั้นเอง

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#24 By Dhammasarokikku on 2008-08-27 21:52

สาธุ...ถ้าใจเราเย็นไม่ร้อนไม่รนก็เป็นสุขแต่ทำไมใจต้องวิ่งหาทุกข์เสมอน้อ...embarrassed

#25 By Lily Pixel on 2008-08-27 21:57

ผมอยากใหคนเม้นครับ
ไม่ปิดบัง อิอิ

#26 By ยังคง... on 2008-08-27 21:59

เอามาชเมลโล

เอ๊ย!

มาสโลวออกไป!!!

เจอมันเกือบทุกวิชาเลย T^T

#27 By Cubbyhole on 2008-08-28 04:03

หลวงพี่ขอรับ เนื่องจากไปอ่านบทความเก่าๆของหลวงพี่แล้วเกิด
คำถามขึ้นมาว่า การทำบุญนั้น ต้องเกิดจากใจอันบริสุทธิ์
แล้วในตัวอย่างของหลวงพี่ ได้กล่าวถึงชาวนาคนหนึ่งที่ได้ใส่บาตรทำบุญ พระที่เพิ่งออกจากมรรค จากส่วนนี้ขอรับ ชาวนาคนนี้ได้รับผลบุญมากมายเนื่องมาจากที่ มีใจอันบริสุทธิ์ คำถามเกิดจาตรงนี้ขอรับ ในเมื่อตัวข้าพเจ้าในขณะนี้รู้ว่าการทำบุญนั้นจะก่อให้เกิด สิ่งดีๆตามมา อย่างนี้ถือว่าการทำบุญนั้นไม่บริสุทธฺ์ ใช่หรือไม่ แล้วถ้าหยั่งนี้ทำไมพุทธศาสนาถึงสอนในเรื่องผลของบุญ
หละขอรับ ถ้าไม่สอนเลย คนก็จะไม่คิดในเรื่องผลของบุญ จิตใจก็จะบริสุทธิ์ กว่าใช่หรือไม่
ถามต่ออีกนิด การที่ผมไม่ทำทานให้ เด็กขอทาน ที่มีแขนขาครบถ้วน เพราะไม่อยากให้เค้ามาใช้ชีวิตแบบนี้ บาปหรือ บุญ ขอรับ

สติมาปัญหาเกิด ด้วยประการนี้แลsad smile

#28 By ปริ๊นๆๆซ์ on 2008-08-28 04:43

สาธุพระคุณเจ้า
แล้วเจอกันใหม่ด้วยความห่วงใย..confused smile Hot!
อืม... จะบอกว่า
ท่านอธิบายเกี่ยวกับพีระมิดของมาสโลว์ ออกจะเพี้ยนๆจากตำราที่สอนในภาควิชาจิตวิทยาไปบ้างอยู่น่ะครับ ^^! โดยเฉพาะตรง physiological needs

เข้าใจว่าต้องการสรุปสั้นๆ แต่อาจจะทำให้คนอ่านคนอื่นๆ เข้าใจผิดในเนื้อหาจิตวิทยาตรงนี้ได้น่ะครับ m(_ _)m

#32 By Detonator on 2008-08-28 21:23

ธรรมะๆๆๆbig smile


เรื่องเม้น..ผู้เขียนเองก็ต้องพัฒนาการเขียนกันต่อไปbig smile

#33 By ยัยหัววุ๊น on 2008-08-28 22:38

ตอบความเห็นที่ ๓๒

เออจริงด้วยแฮะ...แหม...ดันเอาตัวอย่างมาเป็นเกณฑ์ เลยเพี้ยนไปนิดหน่อย

เดี๋ยวลองแก้ไขดู แล้วช่วยมาเม้นท์ใหม่ให้ด้วยนะ ว่าถูกหรือยัง

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#34 By Dhammasarokikku on 2008-08-29 10:56

จากความเห็นที่ 24 ไม่ได้ตั้งใจร่วงเกินแต่มีคำถามขอรับ

ทำบุญเพื่อหวังผลบุญ เป็นการทำบุญเพื่อหวังผลตอบแทน
แล้วมันจะดีหรอครับ
แบบว่าไหว้พระ แล้วขอพรนี่ นี่ก็ทำหวังผลทั้งนั้น

คือ ผมก็อยากทำบุญอะนะ แต่ มันก็ติดคิดเรื่องนี้อยู่เสมอเลย บางคนก็บอกทำแล้วสบายใจก็พอ แต่พอคิดเรื่องนี้ปุ๊บ ก็ไม่สบายใจอยู่ดีนะครับsad smile

#36 By ۞тнαιgrαff۞™ on 2008-08-29 15:58

ง่า...จริงๆแล้ว #28 ก็ถามเหมือนกันเลย...
sad smile

#37 By ۞тнαιgrαff۞™ on 2008-08-29 16:01

ตอบความเห็นที่ ๓๖

ก็นั่นละ ที่ทำบุญแล้ว ยังติดอยู่ตรงนั้น ก็แสดงว่า

ก่อนทำบุญ มีใจยินดี
ขณะทำบุญ มีใจยินดี
แต่หลังทำบุญแล้ว เกิดความสงสัยขึ้น

ถามว่าผิดไหม ไม่ผิดหรอก เพียงแต่อานิสงส์ มันจะแปรเปลี่ยนไป ถ้าตามพระนิพนธ์ของสมเด็จพระญาณสังวรฯ ท่านว่า คนทำบุญแล้วรู้สึกเช่นนี้ ชาติต่อ ๆ ไป จะร่ำรวยในปฐมวัย และมัชฌิมวัย แต่มาล้มละลายตอนแก่ตัว

อายุขัยคนเราปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ ๗๕ ปี

ปฐมวัย ก็ เกิดถึงอายุ ๒๕
มัชฌิมวัย ก็ ๒๖ ถึง ๕๐
ปัจฉิมวัย ก็ ๕๑ ถึง ๗๕

ความรู้สึกทำนองนี้ บางทีเราก็เป็นมาหลายชาติแล้ว
ระวังดี ๆ นะ

ความเห็นที่ ๒๘ นำไปตอบเป็นเอ็นทรี่ใหม่แล้วครับ http://akkarakitt.exteen.com/20080828/entry-1
ลองไปอ่านดูนะครับ

และแนะนำ ๒ เอ็นทรี่นี้ด้วยครับ http://akkarakitt.exteen.com/20080519/entry-3และ http://akkarakitt.exteen.com/20080811/entry-2

จบแล้ว ถ้ายังไม่เข้าใจ ลองเอ็นทรี่นี้ดู
http://akkarakitt.exteen.com/20080502/episode-iv-1
น่าจะแจ่มแจ้งชัดเจน

แต่ถ้ายังข้องใจอยู่อีก ลองมาถกกันต่อครับ

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#38 By Dhammasarokikku on 2008-08-29 16:29

ตอบ #34
ก็ยังไม่ตรงซะทีเดียวครับ แต่เข้าใจว่าหลวงพี่ฯ ไปเอามาจากสายวิชาของพวกบริหารธุรกิจ(สายนี้ก็ชอบทำเรื่องเทคนิคยากๆ เป็นเรื่องง่าย ก็จะมีอะไรเพี้ยนไปบ้าง)
แต่ผมอิงตามสายวิชาจิตวิทยาตรงๆ สำหรับรายละเอียด คงต้องขอนิมนต์หลวงพี่ไปดูตาม link นี่ซักหน่อยครับ

http://en.wikipedia.org/wiki/Maslow%27s_hierarchy_of_needs

Physiological needs
คำว่า Physio แปลว่า "สรีระ" เป็นคนละคำกับคำว่า Physic ซึ่งแปลว่า "กายภาพ"

"สรีระ" เป็นคำที่พบบ่อยในสายวิชาสาธารณสุข หมายถึงระบบร่างกายล้วนๆ ไม่เกี่ยวกับจิตใจ

Physiological needs มีความหมายตรงกับคำว่า Biological needs ซึ่งรูปจากใน link ที่อ้างอิงไปนั้น สรุปได้ดังนี้คือ
- หายใจ
- กินอาหาร
- ดื่มน้ำ
- ขับถ่าย
- ผสมพันธุ์
หรือก็คือ แรงขับจากสัญชาติญานพื้นฐาน"บางส่วน"ของสัตว์ทุกชนิด แบบตรงๆทื่อๆ ไม่ต้องผ่านกระบวนความคิด

ความต้องการเงินนั้น เงิน อาจจะเป็น solution อีกทีหนึ่งของแต่ละชั้น ทุกๆชั้นในพีระมิดนี้ได้
ซึ่งเป็นความต้องการที่เกิดจากผ่านกระบวนการเรียนรู้บางอย่างจากสังคมมาแล้ว

แต่ใน physiological needs เองนั้น สังเกตว่า เป็นสิ่งที่มีโดยไม่ต้องมีการเรียนรู้ใดๆเลย เป็นแรงขับรากฐานที่ถ่ายถอดทางพันธุกรรม
(ถ้าเปรียบกับคอมฯ มันก็เป็นเหมือนโปรแกรมหรือวิธีการคิดคำนวณที่ฝังมาใน Hardware ตั้งแต่แรกเริ่ม, ซื้อคอมเปล่าๆมายังไม่ลง windows มันก็มีอยู่แล้วแต่ต้น เช่น bios หรือ instruction set)

ผมไม่สันทัดคำศัพท์ที่ใช้สนทนากับพระสงฆ์องคเจ้าเท่าไหร่ sad smile ที่โพสต์ไม่ได้มีเจตนาอื่นนอกจากคงความถูกต้องของเนื้อหาวิชาเท่านั้นครับ m(_ _)m ถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้กัน เพราะผมเองก็ไม่สันทัดเรื่องพระไตรปิฎก ในเชิงเนื้อหาอักษรเช่นกัน sad smile

#39 By Detonator on 2008-08-29 19:04

ตอบความเห็นที่ ๓๙

เช่นนั้น ก็ไปตรงกับ id ในทฤษฎีของซิกมุนด์ ฟรอยด์ ซีเนี่ยะ

เอ...งั้นข้าพเจ้าก็เข้าใจผิดมาตลอด ได้ A วิชา Intro. Bus. มาได้งัยไม่รู้แฮะ

เชื่อไหมว่า เรียนเอแบคมา ๑๒ ปี จำไดอะแกรมของมาสโลว์ได้แค่อย่างเดียว กับเค้กในวิชา Ethics นอกนั้น คืนอาจารย์หมด

ว่าแต่ถ้าอธิบายเป็น id ข้าพเจ้าจะยกตัวอย่างอย่างไรดี???

และมันคงมาโยงกับโลกธรรม ๘ ได้ลำบาก

ที่สำคัญข้าพเจ้ามิได้อยากนำเสนอบทความในเชิงเนื้อหา แต่ต้องการให้คนนำไปปฏิบัติ เพื่อให้ชีวิตเป็นสุข

เรื่องคำพูดใช้กับพระ ตามสบายเถอะ เพราะก็ไม่ได้รู้สึกว่า ตัวเองเป็นพระสักเท่าไหร่ ขอนิยามตัวเองว่า เป็นผู้กำลังศึกษาดีกว่า

ที่เขียนเอ็นทรี่อยู่ทุกวันนี้ ก็เพียงเป็นผลพลอยได้ จากการศึกษาค้นคว้าหาทางให้ตัวเองหลุดพ้นเท่านั้นเอง มิใช่มานั่งค้นคว้าเพื่อตอบปัญหาให้ใครเลย

ครั้นพอศึกษาไปมาก ๆ เข้า วันหนึ่งก็หยุดศึกษา เพราะรู้สึกว่า ความรู้มากมายมหาศาลนี้ แม้เพียงขี้เล็บของการปฏิบัติ ข้าพเจ้าก็ยังทำไม่ได้ เลยไม่รู้จะศึกษาไปทำไมมากมาย

วันนี้ที่นำมาฟูมฟายใน exteen ก็หวังให้เป็นประโยชน์แก่ท่านทั้งหลาย จากวัตถุดิบที่ข้าพเจ้าสั่งสมมามากมาย แต่ตัวเองเอาไปใช้อะไรไม่ได้สักอย่าง

ข้าพเ้จ้านั้น ก็ประหนึ่ง ฮาร์ดดิสก์มีความจุมหาศาล จุเรื่องราวต่าง ๆ ไว้มากมายหลายเทอร่าไบต์ แต่มีไมโครโปรเซสเซอร์สุดเต่า พวก 386SX จึงไปตรงกับสำนวนไทยว่า "ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด"

สิ่งที่ข้าพเจ้าจะแทนคุณพระศาสดา แผ่นดินไทย และพระมหากษัตริย์ไทย ก็ทำได้เพียง คั้น เค้น รีด เอาข้อมูลหลายเทอร่าไบต์นั้น ออกมาเพื่อเป็นประโยชน์แก่สาธุชน

หวังเท่านี้แหละ

อาเมน ฯ

#40 By Dhammasarokikku on 2008-08-29 21:36

#41 By room22 (125.27.93.133) on 2008-09-03 00:44

#42 By (125.27.93.133) on 2008-09-03 00:50

Favourites