พอดีกล่าวถึงไตรลักษณ์ในเอ็นทรี่ก่อน เกรงว่าจะเกิดความสับสนขึ้นได้ว่า ไตรลักษณ์คืออะไรกันแน่ เลยเอามาขึ้นเอ็นทรี่ใหม่ เพื่ออธิบาย ความจริงมันก็คือ ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา ที่พวกเราเคยเรียนกันมาแต่เด็ก ๆ นั่นแล ครั้นพอโตขึ้น ไตรลักษณ์ก็ซับซ้อนขึ้นเป็นเงาตามตัว

สำหรับนักปฏิบัติมือใหม่ หรือผู้เพิ่งจะเข้ามารู้จักธรรมะของพระพุทธองค์ อาจจะสับสนได้ว่า เอ๊ะ...ทำไมอาจารย์หนึ่ง แปลอย่างหนึ่ง อีกอาจารย์แปลอีกอย่างหนึ่ง ความจริงแล้วมันมีระดับของมันครับ เนื่องจากไตรลักษณ์ เป็นลักษณะสามัญร่วมกันของสิ่งทั้่งหลาย ดังนั้น ถ้าเอาไปอธิบายสิ่งที่ลึกซึ้ง ไตรลักษณ์ก็จะลึกซึ้งตามไปด้วย ถ้าเรียนรู้ศึกษาไปเรื่อย ๆ ก็จะมีไตรลักษณ์ขั้นละเอียดสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ

วันนี้เรามารู้จักไตรลักษณ์กันแบบพื้น ๆ กันก่อน

ครูบาอาจารย์ท่านสอนให้จำง่าย ๆ อย่างนี้ครับ

๑. ทุกขัง ให้จำ เป็นว่า การเกิด เป็นทุกข์

๒. อนิจจัง เมื่อเกิดแล้ว ก็แปรปรวนไป ไม่เที่ยง โตขึ้น แก่ลง

๓. อนัตตา ที่สุดแล้ว ก็สลายตัวไป คือ ตายนั่นเอง 

จำง่ายไหมครับ ทีนี้ท่านสอนให้มองทุกอย่างเป็นสามอย่างนี้ เอาตัวอย่างเป็นตัวเรา ก็คือ เมื่อเราคลอดจากท้องแม่ เราก็เป็นทุกข์ คลอดปุ๊บร้องไห้จ้าเลย ถูกไหมครับ ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะตอนที่เราอยู่ในท้องแม่ เราว่ายน้ำ ท่ากรรเชียงปูนึ่ง หรือท่าผีเสื้อสมุทร อยู่ในถุงน้ำคร่ำ อันมีน้ำเป็นส่วนประกอบเสียมาก ครั้นคลอดออกมา ปรากฏว่า ผิวอ่อน ๆ เบบี้(ด็อก)เฟส ของเรา กระทบกับอากาศ เกิดความรู้สึกแสบร้อนขึ้น ก็ร้องไห้ออกมา เห็นไหมครับ ทุกข์จริง ๆ ด้วย และไม่เพียงการเกิดนะครับ ทุกข์ทุกอย่างในชีวิตของเรา ล้วนมีต้นตอมาจากการเกิดทั้งสิ้น ดังนั้นเมื่อเจอทุกข์ในชีวิตประจำวัน ก็ต้องคิดว่า "เห็นไหมล่ะ เกิดมาทำไมเล่า เกิดมา มันก็ต้องทุกข์อย่างนี้แล"

ทุกขัง ยังแปลได้อีกอย่างหนึ่ง คือ ภาวะที่ทนได้ยาก หรือ ทนอยู่สภาพเดิมได้ยาก เกิดมาเป็นทารก ก็ไม่สามารถทนอยู่ในสภาพทารกได้ ต้องเปลี่ยนสภาพไป เป็นเด็กแบเบาะ เป็นเด็กเล็ก เด็กโต วัยใส วัยรุ่น วัยขบเผาะ วัยรุ่นใหญ่ วัยวะ(สะบัดได้) วัยกลางคน วัยหัวค่ำ วัยเงิน วัยตีนกา วัยตกกระ วัยดึก วัยทอง วัยรุ่นแรกแย้ม(ฝาโลง) วัยไส(หัวไปให้ไกล ๆ ไปอยู่บ้านพักคนชรา...ไป๊) ตามลำดับ ซึ่งการเปลี่ยนแปลง แปรสภาพไปนี้ เรียกว่า อนิจจัง

พอแปรสภาพไปจนถึงที่สุด ทนอยู่ต่อไปอีกไม่ได้ ก็ตาย ซี้ม่องไป ก็เรียกว่า อนัตตา

เมื่อ อนัตตา-ความไ่ม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ถูกนิยามเช่นนี้ จึงไปเชื่อม กับ มรณานุสสติ คือการระลึกถึงความตาย งงไหมครับ

พี่สาวของข้าพเจ้า เคยเล่าให้ฟังว่า เธอเรียนนิติศาสตร์ ม.รามคำแหง มา ๘ ปี พอถึงปีสุดท้าย ปรากฎว่า ทุกวิชาที่ร่ำเรียนมาตั้งแต่ปี ๑ มารวมกัน เชื่อมโยงเป็นวิชาเดียว ตอนนี้ข้าพเจ้าก็รู้สึกประมาณนั้น ว่าธรรมะทั้งหลายที่เรียนกัน หัวแทบระเบิด ศึกษาไปเรื่อยแล้ว มันนำมาทอรวมเป็นผ้าผืนเดียวกันได้

ตรงนี้แปลเอาความเพื่อนำไปปฏิบัตินะครับ ใครเรียนธรรมะตรงนี้อยู่ เอาไปใช้สอบไม่ได้นะครับ ถ้าทางปริยัติเขาจะแปลไปอีกอย่างหนึ่ง

ทางการปฏิบัติแล้ว เราก็จะเห็นได้ง่าย ๆ เลย คนเราเกิด แล้วก็แก่ แล้วก็ตาย การเห็นตามความเป็นจริงนี้ เรียกว่า วิปัสสนา ทีนี้ทำไมเขาต้องเรียกว่า วิปัสสนา ฟังดูมันยาก ๆ ชอบกล เพราะจริงแล้ว คนเราจะมีอวิชชา-ความไม่รู้ หรือ ความโง่ ครอบงำตลอดเวลา

โง่อย่างไร โง่ที่ไม่เห็นไตรลักษณ์นี้ไงครับ สมมุติว่าเป็นน้องชายของเราละกัน นอนอยู่ห้องข้าง ๆ กัน ตื่นเช้ามาก็เห็นมันทุกวัน ทะเลาะกันทุกวันก่อนไปโรงเรียน ตอนเย็นก็เจอกัน ตอนแม่มารับกลับบ้าน กลับมาถึงบ้านก็กินข้าวด้วยกัน ทำการบ้านด้วยกัน เสร็จแล้วก็ไปนอน เป็นกิจวัตรอย่างนี้ เห็นกันอยู่ทุกวันอย่างนี้ แต่ไม่เคยรู้สึกว่า เขา หรือ เรา แก่ลงไปอีก ๑ วัน แล้วนะ ด้วยความเคยชินที่เห็นกันทุกวัน แล้วแต่ละวัน ก็แทบไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง จึงทำให้เราหลงลืมไปว่า จริง ๆ แล้ว เราแก่ลงทุกวัน อันเป็นลักษณะของ อนิจจัง

นาน ๆ เข้า ความรู้สึกก็กลายเป็นว่า ไอ้น้องเราคนนี้ มันจะอยู่กับเราไปตลอดกาล เพราะความเคยชินที่เห็นกันอยู่ทุกวัน และความแก่ ก็แก่ลงอย่างช้า ๆ แทบไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง อุปาทาน-ความ ยึดมั่นถือมั่นจะเริ่มเกาะกินใจ ตั้งแต่วันแรกที่น้องชายเกิดมา ก็จะเริ่มยึดมั่นถือมั่นอย่างอ่อน ๆ และเหนียวแน่นขึ้นทุกวันทุกวินาทีที่ผ่านไป จนที่สุดผ่านระยะเวลาบ่มเพาะยาวนาน ก็กลายเป็นความรู้สึกว่า น้องชายจะอยู่กับเราไปตลอดกาล ยังไม่ตายหรอก คิดไปเองว่า ก็มันยังเด็กอยู่ จะตายได้อย่างไรเล่า

ซึ่งความเป็นจริงแล้ว ความตายมาเยือนเราได้ทุกขณะครับ ไม่เลือกเพศ วัย สถานที่ อิริยาบถ แต่เราเองนั่นแหละ ที่คิดไปเอาเองว่า แก่แล้วค่อยตาย ป่วยแล้วค่อยตาย ทีนี้จู่ ๆ เกิดน้องชายถูกรถชนตายขึ้นมา เป็นอย่างไรครับ โศกเศร้าโศกาอาดูร ถามว่า ความทุกข์จากการโศกเศร้านั้น แท้จริง เกิดจากการที่น้องชายตาย หรือเกิดจากการที่เรายึดมั่นถือมั่นว่า น้องชายจะไม่ตายเมื่อยังเด็ก แต่จะตายเมื่อแก่ หรือเมื่อป่วยเท่านั้น ความทุกข์นั้น แท้จริง เกิดจากการที่น้องชายตาย หรือเกิดจากความรู้สึกว่า พลัดพรากจากน้องชาย ไม่ได้พบพูดคุยกันเช่นเดิม

คิดดูให้ดีจะพบว่า ความทุกข์นั้น เกิดจากการพลัดพราก เกิดจากการยึดมั่นถือมั่นครับ อันมีความตายเป็นเหตุปัจจัย ความตายนั้นเราเลี่ยงไม่ได้ แต่ความทุกข์ อันเกิดจาก ความยึดมั่น ถือมั่นว่า เขาจะไม่ตาย เราจะไม่ตาย เลี่ยงได้ครับ ด้วยการละซึ่งความเห็นผิดนั้น การไม่ยอมรับในกฏธรรมชาติทั้งหมดนี้ เรียกว่า อวิชชา หรือ ความโง่ครับ

เคยได้ยินไหมครับว่า ทุกข์นั้น เกิดจาก อวิชชา ตัณหา อุปาทาน ๓ ตัว อุปาทาน อธิบายไปแล้วใน

ถ้าเค้าเม้นต์มา เราไม่เม้นต์ตอบ ถือว่าเป็นการละกิเลสไป อีกแบบนึงหรือเปล่าคะ

ตัณหาอธิบายไปแล้วใน

แล้วถ้าอยากให้เม้นท์ แต่เขาไม่เม้นท์ กลับเกิดความเศร้าหมอง จะทำอย่างไรดีคะ

เหลือตัวอวิชชา

อะไรคืออวิชชา แปลตรงตัว ก็แปลว่า ความไ่ม่รู้ ไม่รู้อะไรครับ

๑. ไม่รู้จักทุกข์

๒. ไม่รู้จักเหตุแห่งทุกข์

๓. ไม่รู้จักความดับทุกข์

๔. ไม่รู้จักทางดับทุกข์

๕. ไม่รู้จักอดีต

๖. ไม่รู้จักอนาคต

๗. ไม่รู้จักทั้งอดีต ทั้งอนาคต

๘. ไม่รู้จักปฏิจจสมุปบาท

ความไม่รู้ ๘ ประการนี้ วันนี้จะยังไม่ขออธิบาย เพราะถ้าอธิบายคงจะยาวเกิน ให้รู้ว่า อวิชชา ๘ ประการนี้ ปิดตาของเราไว้ ทำให้เราไม่เห็นโลกตามความเป็นจริง เราจึงต้องมาเจริญ วิปัสสนา เพื่อให้เราเห็นโลกตามความเป็นจริง และอวิชชานี่ก็ยิ่งใหญ่ ครอบจักรวาลเลยเทียว ประมาณว่า แม้่ตัณหา อุปาทาน ก็เป็นสับเซต หรือ เป็นส่วนหนึ่งของ อวิชชา

ความยิ่งใหญ่ของอวิชชา จักได้นำเสนอต่อไปในโอกาสหน้า

วันนี้กลับมาดูเรื่องไตรลักษณ์กันก่อน

ข้าพเจ้าเคยได้รับปัญหาจากหลวงตาพวง วัดถ้ำหินผาแดง ให้เอาไปขบเล่น ว่า เดินบิณฑบาต ขาไปก็ได้ ขากลับก็ได้ ไม่นานสำเร็จ แปลว่าอะไร

ตายละหว่า ขากลับได้อาหารมาฉันนี่มันไม่แปลก แต่ขาไปนี่ได้อะไร ไม่นานสำเร็จ สำเร็จอะไร แล้วสำเร็จได้อย่างไร ใครสำเร็จ

ขบอย่างไรก็ขบไม่ออก ได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน เส้นโลหิตสมองปูด ไม่นานท่านก็เฉลย ท่านว่า ท่านขบอยู่เป็นปีทีเดียวปัญหานี้

ที่ว่าขาไปก็ได้ คือ เวลาเดินบิณฑบาตไป ก็เดินจงกรม ภาวนาไป ได้สมาธิ เดินไปเห็นสัตว์เล็กสัตว์น้อยตายอยู่ข้างทาง ก็น้อมเข้ามาใส่ตัวว่า เราเองวันหนึ่ง ก็จะเป็นเช่นสัตว์เหล่านี้ เป็นมรณานุสสติ ควบวิปัสสนา

ที่ว่าขากลับก็ได้ คือ ขากลับก็แบกบุญ ที่ได้โปรดคนใส่บาตร กลับมา แบกอาหารกลับมา มองให้เห็นทุกข์ของคนที่เขาใส่บาตรเรา เขาต้องตื่นแต่เช้าตรู่มาทำงาน ไม่ว่าจะตื่นมาหุงหาอาหาร หรือตื่นมาเพื่อซื้อของใส่บาตร แล้วรีบไปทำงาน แล้วก็เดินจงกรม ภาวนากลับมาด้วย จิตก็เป็นสมาธิอีก เจอคนทั้งหลายที่เขาตื่นมาทำงาน ก็พิจารณาให้เห็นทุกข์ของเขา และแม้เราเองจะทุกข์น้อยกว่าฆราวาสมากแล้ว ก็ยังเป็นทุกข์ ต้องออกมาเดินบิณฑบาต แต่เช้ามืดทุกวัน บางทีได้เยอะ บาตรก็หนัก ย่ามก็หนัก เจ็บเท้า บางวันเจอเศษแก้วตำ ทุกข์จริงหนอ บางวันได้น้อย เดินสบายก็จริง แต่บางทีก็ไม่พอฉัน เห็นทุกขสัจ

ที่ว่าไม่นานสำเร็จ ก็คือ ทำเช่นนี้ทุกวัน วันหนึ่ง ก็จะเกิดนิพพิทาญาณ-ความเบื่อหน่าย ในความไม่มีสาระของโลก ละอุปาทาน ความยึดมั่น ถือมั่น ในขันธ์ ๕ หรือ ร่างกายของเราเสียได้ ก็สำเร็จ จบกิจ เป็นพระอรหันต์นั่นเอง

การพิจารณาเช่นนี้ คืออะไรครับ ก็คือ ทุกสิ่งเป็นทุกข์ ทุกสิ่งไม่เที่ยง ทุกสิ่งสูญสลาย ถูกไหมครับ ซึ่งก็คือ การพิจารณาเป็นไตรลักษณ์อยู่เนือง ๆ นั่นเอง พิจารณาหนัก ๆ เข้่่า ก็ไม่พิจารณาแค่เพียงตอนบิณฑบาต แต่พิจารณาทุกสิ่งรอบกายของเรา ให้เป็นไตรลักษณ์เสียให้หมด

เห็นขอทาน นั่นไง ทุกข์

เห็นสัตว์ตาย นั่นไง อนัตตา สลายตัวไป

เห็นคนด่าเรา นั่นไง อารมณ์ ไม่เที่ยง เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย

เห็นรถเสีย นั่นไง อนัตตา เจ๊ง ไม่เที่ยง

เห็นเม้นท์ นั่นไง อารมณ์ ไม่เที่ยง เขาอยากเม้นท์เขาก็เม้นท์ เขาไม่อยากเม้นท์ เราก็จ๋อย ข้อความที่เม้นท์ก็ไม่เที่ยง เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย ไปยึดอะไรที่มันไม่เที่ยง ก็เป็นทุกข์ซีครับ

เห็นฮ๊อตโพสต์ นั่นไง ไม่เที่ยง เดี๋ยวพรุ่งนี้ ก็ลงจากชาร์ตแล้ว วันดีคืนดี ก็ได้ขึ้นอีก

เห็นดาร์ก้อนบอล นั่นไง ทุกข์ ได้แล้ว อยากได้เพิ่มอีก

การเจริญมุมมองเช่นนี้ เรียกว่า การเจริญไตรลักษณญาณ ทำ้ให้ถึงที่สุด ก็จบได้เหมือนกัน

แม้เราไม่ได้หวัง การจบกิจ เป็นพระอรหันต์ แต่้ถ้าเจริญเนือง ๆ ชีวิตเราก็มีความสุขเพิ่มขึ้นเหมือนกัน เวลาความทุกข์เข้ามา ก็คิดว่า โอ้...จอร์จ ความทุกข์นั้นเหรอ ซาร่าเกิดมาเพื่อมัน โดยเฉพาะอยู่แล้ว โอ้...ซาร่า ไอ้ของไม่เที่ยง มาเล่นงานจอร์จอีกแล้ว จอร์จว่า เดี๋ยวมันก็ผ่านจอร์จไป โอ้...พระเจ้าจอร์จ แม้เราสองคน และท่านผู้อ่านทั้งหลาย ไม่นานก็ต้องตาย มรณังกันหมด แต่มุกจอร์จกับซาร่านั้น จะคงอยู่ไปอีกแสนนาน ฮ่า ฮ่า ฮ่า เอิ๊ก

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ต้องหาทางดับทุกข์เสียแล้ว
โดยการถือศีลอด ไม่เม้น15นาที...cry
สาธุconfused smile confused smile
ตอบความเห็นที่ ๑

หง่า... งั้นข้าพเจ้าคงต้องถือศีลอด ไม่เขียนเอ็นทรี่ใหม่สัก ๑๕ นาที เป็นการตอบแทนcry

อิ อิ

#2 By Dhammasarokikku on 2008-08-29 11:03

หาทางดับทุกข์ด้วยการไม่เมนท์ก็แล้วกันquestion (แต่ก็เมนท์ไปแล้วsad smile)
แต่มุกจอร์จกับซาร่านั้น จะคงอยู่ไปอีกแสนนาน!!!



Hot!

#4 By Rinna ♥ on 2008-08-29 14:23

โอว รอบนี้อ่านแล้วซึ้งเป็นพิเศษ
ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน

anyway วันนี้ไปบริจาคโลหิตมา
เอาบุญมาฝาก ทั้งคนเมนท์ ทั้งเจ้าของเอนทรี่ อิอิ confused smile

#5 By SLeePiNg FoReSt on 2008-08-29 23:45

ตอบความเห็นที่ ๕

โอ๊ว...โมทนาสาธู๊ว์....ว์ ครับ

บริจาคเลือดนี่ ทานบารมีเข้มข้นนะครับ

บางตำราว่า

บารมีต้น ให้สิ่งนอกกาย
อุปบารมี หรือบารมีขั้นกลาง ให้อวัยวะ
ปรมัตถบารมี หรือบารมีขั้นสูง ให้ชีวิต

เลือดนี่น่าจะจัดเข้าอวัยวะ

แปะ ๆ ๆ ๆ ยินดีด้วยครับ คุณโชคดี ได้บารมีขั้นกลางไปเชยชม

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#6 By Dhammasarokikku on 2008-08-29 23:50

ส๊าธุ...
เห้อ...ตอนนี้ชีวิตมีแต่ทุกข์
เพราะว่าเอา ความสุข ลงบล็อก หมดแว้ววว