วันนี้วันพระ มีใครไปใส่บาตรกันบ้าง เหงื่อตกทีเดียววันนี้สำหรับพระกรุงเทพฯ วันนี้ข้าพเจ้าบิณฑบาตได้ของแปลกมาหลายอย่าง อย่างแรกคือ "มุ้ง" ฉันไม่ได้แต่เท่ อย่างที่สองคือ "ยาสามัญประจำบ้าน" ๑ ถุงใหญ่ ความจริงยามันไม่แปลกหรอกครับ เพราะเป็นหนึ่งในปัจจัย ๔ ฉันได้ ก็ถือว่าใช้ได้ แต่มันแปลกตรงที่ข้าพเจ้าดันไม่มีลูกศิษย์ลูกหาคอยเดินตาม ข้าพเจ้าเดินบิณฑบาตแบบแรมโบ้ บุกเดี่ยว เพราะคงไม่มีใครบ้าพอ คิดจะเดินตามข้าพเจ้า เคยมีเพื่อนมหาลัย มาช่วยเดินตาม แบกย่ามบิณฑบาตให้ ๒ ครั้ง แล้วไม่มาอีกเลย

ที่ว่า ๒ ครั้งนั้น ครั้งแรกเขาก็ถอดใจแล้วครับ ครั้งที่ ๒ ที่มานี่ จำใจมาครับ เพื่อไถ่โทษ ที่คุยว่า จะขึ้นดอยไปร่วมด้วยช่วยกัน แล้วสุดท้ายไม่ยอมไป (แต่ความจริงเขาก็ไม่ได้ให้คำมั่นอะไรนะ แค่พูดเปรย ๆ ข้าพเจ้าเองต่างหากที่ตอนนั้นหน้ามืดตามัว กลัวไม่มีคนช่วย เลยเจอใครเป็นชวนดะ ที่เขามาเขาก็มาเอง เพื่่อชดเชยความรู้สึกผิดของเขาเอง ข้าพเจ้าไม่ได้เรียกร้องอะไร แค่ทำหน้า ทำเสียง เซ็ง ๆ เท่านั้นเอง) ข้าพเจ้าก็พาเขาแบกบุญหนักราว ๆ เกือบ ๒๐ กิโล(หรือกว่านั้น) ท่องไปในโลกกว้าง เดินจากวัดท่าพระ ไปสู่แมคโครบางขุนศรี

บุญอันหนักยิ่ง ส่งผลในชั่วข้ามคืน พอดีเพื่อนคนนี้เพิ่งกลับมาจากเยอรมัน จบปริญญาเอกสด ๆ ร้อน ๆ ทางโรบ็อต หรือ วิศวกรรมหุ่นยนต์ (แค่ฟังชื่อปริญญาก็รู้แล้วว่า หางานในเมืองไทยทำยาก) หางานมาได้สักระยะหนึ่งแล้ว กำลังกลุ้มใจไม่มีงานทำ คืนนั้นสมัครงานไปทางอีเมล์ และได้รับคำตอบรับในวันรุ่งขึ้น เวลานี้ข้ามทะเลไปทำงานอยู่เกาะญี่ปุ่นซะแล้ว โธ่...ขาดคนแบกย่ามเลย

ใครที่ยังตกงานอยู่ อยากทดลองอานุภาพของบุญเฮฟวี่เวทดังกล่าว ติดต่อมาได้ แล้วท่านจะได้รู้ว่า นรกมีจริง

เอาละ...มาเข้าเรื่องกันดีฝ่า เมื่อวานแอบป้วนเปี้ยนไปยังบล็อกของเกลอเก่า ไม่ได้ไปเยี่ยมเสียนาน เลยได้รู้ว่า ตัวเองถูกเอาไปเม้าท์โดยไม่รู้ตัว เลยจัดการเม้นท์ไว้เสียยาวเหยียด เพื่อนคนนี้เป็นแรงบันดาลใจให้เขียนเอ็นทรี่หลาย ๆ เรื่อง และวันนี้ก็เช่นกัน

ความจริงแล้วเรื่องดูดวง ดูฮวงจุ้ย ดูฤกษ์ดูยาม ดูลายมือ สารพัดดูนี่ พระพุทธเจ้าท่านว่า เป็นเดรัจฉานกถา(สำหรับพระ)

คำว่า "เดรัจฉาน" ในศาสนาพุทธ ไม่ใช่คำหยาบนะ เป็นชื่อเรียกภูมิภูมิหนึ่ง เป็นคำกลาง ๆ ไม่ใช่คำด่า เหมือนคำว่า "สัตว์นรก" ฟังครั้งแรก เฮ้ย...ด่ากรูป่าวฟะ พอฟังไปบ่อย ๆ แล้วเอามาพินิจพิจารณา ก็สิ่งมีชีวิตที่จุติในนรก มันไม่มีชื่อเรียกอื่นนี่หว่า ก็ต้องเรียกว่า "สัตว์นรก"

คำว่า "ฉิบหาย" ก็เช่นกัน ในบาลีแปลว่า ตายจาก สูญสิ้นไป อะไรเทือกนั้น ฉิบหายจากความดี ก็คือ ตายจากความดี และอีกหลาย ๆ คำ ที่พอมาเป็นภาษาไทยแล้ว โทนของศัพท์ให้ความรู้สึกด้านลบ เช่น คำว่า "ทิฏฐิ" เพราะมักได้ยินเสมอว่า คนนี้ทิฏฐิมาก ในความหมายว่า คนนี้ไม่ฟังใคร เชื่อมั่นในตัวเองสูง ทั้งที่ความจริง ทิฏฐิ เป็นคำกลาง ๆ แปลว่า ความเห็น จะให้บวก หรือลบ ต้องเติม prefix คำนำหน้าเข้าไปเช่น สัมมาทิฏฐิ ก็คือ ความเห็นชอบ, มิจฉาทิฏฐิ ก็ความเห็นผิด เป็นต้น

อ้าว...วันนี้ไม่ใช่รายการภาษาอังกฤษวันละนิด หรือ ธรรมะวันละหน่อย แต่กลายเป็นบาลีวันละจ้อยไปซะแล้ว

ต่อจากบาลี ก็จะเล่าเดรัจฉานกถา โอ๊ว...เจริญจริงเรา ในที่นี้แปลว่า คำพูดอันไม่เป็นไปเพื่อมรรคผลนิพพาน

พิจารณาแล้ว มีบางแง่ของเดรัจฉานกถา น่าจะมีประโยชน์แก่คนทั้งหลาย เลยหยิบยกขึ้นมาคุยโม้เสียหน่อย (ฟ่อด ๆ)

เดรัจฉานกถาว่าด้วย ฮวงจุ้ย

ไหน ๆ ก็ ไหน ๆ แล้ว จะว่าเดรัจฉานกถาทั้งที ก็ขอเท้่าความเดิมเสียหน่อยว่า เป็นไงมาไง ถึงมาโผล่เป็นเอ็นทรี่นี้ได้ อยากทราบว่า คุณเกลอเก่าเม้าท์ข้าพเจ้าว่ากระไร ไปดูที่เอ็นทรี่นี้ 029: หลอกลวงบุพการีรับวันแม่ แต่ถ้าขี้เกียจอ่าน จะโค้ดเฉพาะที่เกี่ยวกับเนื้อเรื่องในวันนี้มาดูกัน ดังนี้

และด้วยนิสัยเบสิคของทั้งสองท่านนี้ มันก็ส่งผลต่อมาว่า แม่เป็นคนเชื่อหมอดูง่ายสุดๆ ตลอดชีวิตของเรา มีหมอไม่รู้กี่ร้อยพันหมอ คนทรงไม่รู้กี่คน คนที่อ้างว่ามีองค์ บลาๆอีกมากมาย แวะเวียนมาที่บ้าน ไม่ได้ขาดสาย ในขณะที่พ่อ ก็จะไม่เชื่อเรื่องพวกนี้สุดๆ พ่อ เคยบอกว่า เวลาตั้งศาลพระภูมิที่ Site งาน (พ่อหนูเป็นวิศวกร) พ่อไม่เคยไปเชิญใครมาตั้งให้ด้วยซ้ำ กะๆเอาเอง ว่า เอาตรงนี้ละวะ เรียกคนงานมา เอ้า! สวดตาม แล้วพ่อก็สวดไรไปเรื่อยไม่รู้ พ่อบอก คิดเองสดๆ ="= ภาษาไทยนี่ละ ไม่ต้องบาลี คนงานก็สวดตาม ศาลก็ตั้งมาได้ด้วยดี ก็ไม่มีเหตุเภทภัยอะไร ^^; ในขณะที่ ถ้าเป็นแม่ ตอนนี้เราจะย้ายเข้าไปทำงานที่ใหม่ แม่จะหาฤกษ์แล๊วววววว หาฤกษ์อีก อัญเชิญหมอดูฮวงจุ้ย ไปดูตำแหน่งห้องทำงานใหม่เรา เฮงมั๊ย บลาๆขยันหาเรื่องมาให้เราทำโน่นทำนี่ กลัวเราจะดวงไม่ดี - -* พอ เราไม่เชื่อ ไม่ยอมทำพิธีตาม ก็หาว่าเราโดนทำของอีกตังหาก ="= ตอนน้องเราเล่นคัสตอมตุ๊กตาแรกๆ ก็โดนหาว่า โดนกุมารทองเข้าสิง ถึงเล่นตุ๊กตาไม่เลิก -*- พอเราได้รางวัลแกถึงได้เข้าใจว่า อ้อๆ มันเป็นงานอดิเรก

ซึ่งข้าพเจ้าได้ไปเม้นท์ไว้ดังนี้

ที่ว่า คุณพ่อ กะ ๆ เอา แล้วก็ตั้งศาลพระภูมิ และว่ากลอนสด เป็นภาษาไทยนั่น ถูกซะยิ่งกว่า ไปคาร์ฟูร์ อีกครับ พวกเหล่าพราหมณ์กำมะลอ และไม่กำมะลอ เขาก็ทำกันอย่างนี้แล คือใช้ความรู้สึกเอา

และที่ว่าพิธีเป็นภาษาไทยนั่น ก็ถูกยิ่งกว่า ไปบิ๊กซี ครับ อย่างที่เคยเขียนไปไว้ใน
ทำบุญอย่างไรให้ได้แฟนหน้าตาดี นั่นแล มันเป็นเรื่องของจิต ๒ ดวง ระหว่างคุณพ่อ กับเจ้าที่ การตั้งศาลพระภูมิ วัตถุประสงค์หลัก เพื่อเป็นสถานที่นัดพบ ประมาณว่า ถ้าอยากไหว้ฉัน ไปที่นี่นะ และเป็นสัญลักษณ์แห่งการยอมรับนับถือเจ้าของที่คนเก่า ที่ตายไปแล้ว

ภาษาเป็นเพียงแค่สื่อเท่านั้น ส่วนใหญ่ที่เขาใช้ภาษาที่ไม่ใช่ภาษาไทย ก็ด้วยต้องการให้เกิดสมาธิ สร้างความมั่นใจ หรือทำให้ดูขลังเป็นหลัก

ยิ่งไปกว่านั้น คุณพ่อเองก็อาจจะมีความสามารถเหมือนเหล่าพราหมณ์ทั้งหลาย เพียงแต่ท่านไม่สนใจ และไม่คิดจะเอามาเป็นเครื่องมือหากิน (กรูเป็นวิศวกร เก่งกว่าพราหมณ์โนเนมตั้งเยอะ หากินได้สารพัดแบบ)

เรื่องอย่างนี้พูดลำบาก เพราะท่านอาจมีความสามารถพิเศษเช่นนี้มาแต่เด็ก และคิดว่า คนอื่นก็คงมีเหมือนกัน เมื่อคิดว่า เป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนรู้กันเป็นธรรมดา ท่านจึงไม่ได้ใส่ใจเอามาสนทนา เมื่อไม่สนทนา จึงไม่ทราบว่า ความสามารถที่ตนมี พิเศษกว่าชาวบ้าน ที่สำคัญ ท่านไม่เชื่อเรื่องพวกนี้เสียด้วย ท่านก็จะว่า โอ้ย...เรื่องธรรมดา ใคร ๆ เขาก็มีกันทั้งนั้น

ข้าพเจ้าเคยเจอพระรูปหนึ่ง บวชมา ๘ พรรษา เฮียแกมีเจโตปริยญาณ-ญาณหยั่งรู้ใจคน แต่เฮียแกกลับบอกว่า เฮ้ย...มันเรื่องธรรมดา ใคร ๆ ก็ทำได้

ข้าพเจ้านั่งมองตาปริบ ๆ โห...ญาณตัวนี้ เขาอยากได้กันจะตาย เพราะมีแล้ว ขลังอย่าบอกใคร ไม่ต้องไปนั่งเรียนวิชาใดใด เพื่อจะได้เป็นจอมขมังเวทย์ คนเดินมาหา ทักตูมเดียว อะ...คุณมาหาผมเรื่องนี้ใช่ไหม จบข่าวเลยครับ ไม่ต้องเีสียเวลาโฆษณาช่วงไพรมไทม์ แค่นี้ก็ศรัทธากันหัวปักหัวปำ แต่ฝึกกันจนแทบจะแก่ตาย หัวหงอกไปครึ่งหัว ก็ยังไม่มีวี่แวว เฮียแกบอกเรื่องธรรมดา

นี่แหละน้า...เขาทำมาดี เขาทำมาเยอะ

ส่วนพราหมณ์กำมะลอพวกนั้น รู้นิด เห็นหน่อย ก็คิดว่าตัวเองเก่งเสียเหลือเกิน รีบเอาความสามารถเล็ก ๆ น้อย ๆ นั้นมาทำมาหากิน พวกเก๋าจริง เขาไม่ต้องมารับดูดวง หลอกลวงเขากินไปวัน ๆ อย่างนี้หรอก

อ่านแล้วอาจจะรู้สึกว่า ช่างงมงายได้ใจ ความจริงแล้ว ข้าพเจ้าพิจารณาความเก๋า ของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง จากความสามารถในการอธิบายเรื่องราวต่าง ๆ ได้เป็นเกณฑ์ 

ศึกษาไปศึกษามาพบว่า ศาสนาพุทธ อธิบายได้กว้างมากจริง ๆ รวมถึงอธิบายถึงศาสตร์ที่ดูงมงายเหล่านี้ได้ด้วย ข้าพเจ้าจึงยกย่องว่า ศาสนาพุทธนี่ เก๋าจริง

มาว่ากันต่อไปครับ ในพารากราฟดังกล่าว มีการพาดพิงถึงหมอดูฮวงจุ้ย เสียด้วย ข้าพเจ้าขอใช้สิทธิพาดพิง ณ บัดนี้

ศาสตร์ของหมอดู ถ้าว่ากันในแง่วิทยาศาสตร์ ความจริงแล้ว มันคือ วิชาสถิติ ครับ รวมถึงวิชาฮวงจุ้ยนี้ด้วย

คนจีนได้รวบรวมข้อมูล และทำการวิจัย ศาสตร์นี้มานับพันปีแล้วครับ กว่าจะตกทอดมาถึงรุ่นของเรา

หมอดูฮวงจุ้ย ในเมืองไทยรู้จักกันในนามของ ซินแส

ที่นำเรื่องราวของการดูฮวงจุ้ย มาสาธยาย มิใช่ให้ไปหลงงมงายนะครับ แต่ประสงค์เพื่อไม่ให้ถูกหลอก เพราะซินแสปลอม เดี๋ยวนี้ระบาดเยอะ และศาสตร์นี้ ก็ใช่ว่า จะไม่มีมูลความจริงเสียเลย

จากการศึกษาศาสตร์เกี่ยวกับภูมิโหราศาสตร์ หรือฮวงจุ้ย จากชมรมภูมิโหราศาสตร์แห่งประเทศไทย ก็พบว่า มันมีหลักการอันน่าเชื่อถือ และพิสูจน์ได้พอควร

การตั้งศาลพระภูมิ ก็อยู่ในการดูฮวงจุ้ยด้วย เป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ฮวงจุ้ย เพราะเป็นการเปลี่ยนทิศ ประธานของบ้าน หรืออาคารสิ่งปลูกสร้าง

ความสำคัญสุด ๆ หัวใจของฮวงจุ้ย อยู่ที่ทิศของประธานครับ

ถ้าบ้านโล่ง ๆ ไม่มีอะไรเลย ผนังหลังบ้าน จะเป็นประธานของบ้านครับ

เวลาไปเชิญท่านหมอดูมาดูฮวงจุ้ยของบ้าน ซินแสจะจัดการจับวัดมุมของผนังหลังบ้านว่าทำมุมกี่องศา เป็นอันดับแรก แล้วทำการคำนวณ ตามหลักวิชาการ (ซึ่งตรงนี้ ถ้าเราไม่ถาม ท่านก็จะจัดการของท่านไป ถ้าเราถาม ซินแสที่เก๋าจริง ก็จะบอกว่า ท่านกำลังทำอะไร และอาจอธิบายอะไรเพิ่มเติมมากมาย ส่วนซินแสกำมะลอ ส่วนใหญ่จะหวงวิชา ความรู้หางอึ่ง ก็นึกว่าตนรู้มาก หรือเกรงจะถูกจับไต๋ได้ ก็กลบเกลื่อนเสีย พูดเป็นอะไรที่ฟังไม่รู้เรื่อง หรือให้คำอธิบายประเภท นิ่งไว้ เดี๋ยวดีเอง บ้างก็ว่า เป็นเคล็ดลับเคล็ดขัดยอก จะมาเฉลยกันได้อย่างไร เดี๋ยวอั๊วะก็หากินไม่ได้ซี ซึ่งความจริงแล้ว ต่อให้สาธยายความจนหมดเปลือก ก็ไม่สามารถรู้ตาม หรือจับใจความวันเดียว ชั่วโมงเดียว แล้วจะเป็นซินแสได้) 

อุปกรณ์หากิน ที่สำคัญโคตร ๆ ของซินแส เรียกภาษาจีนว่าอะไรไม่รู้ จำไม่ได้ แต่ภาษาไทยคือ "เข็มทิศ"

ว่ากันว่า การจับองศาที่แม่นยำที่สุด ใช้เข็มทิศแดด

เพราะในการวัดองศา ประธานของอาคารนั้น ความละเอียดว่ากันระดับ ครึ่งองศา เพี้ยนไปเพียงครึ่งองศา ฮวงจุ้ยเปลี่ยนหมดเลย เข็มทิศของซินแส จึงแพงซาด...ด

เข็มทิศแม่เหล็กที่ว่าเจ๋งนักเจ๋งหนา ดีแสนดี แพงแสนแพงเท่าไหร่ พออยู่ในบ้าน บางทีใกล้โครงสร้างที่เป็นเหล็ก เข็มก็กระดิกแล้วครับ เขาจึงไ่ม่ใช้กัน และการวัดองศาของผนัง ที่เป็นแผ่นกว้างบะเฮิ่ม บางทีก็ต้องใช้ฉากจับ เพื่อความแม่นยำของการวัด เข็มทิศแดด ไม่มีปัญหาในเรื่องนี้ แต่กลับไปมีปัญหาเล็กน้อยเชิงเทคนิค ในเรื่องแดด เพราะฤดูร้อน กับฤดูหนาว พระอาทิตย์โคจรไม่เหมือนกัน แต่เรื่องเข็มทิศนี้ ช่างเฮอะ เรื่องของซินแสเขา เรามีหน้าที่สังเกตุสังกาสักหน่อย ว่าเครื่องมือหากิน ที่เรียกว่า เป็นหัวใจของการดูฮวงจุ้ยของท่าน มีระดับหรือเปล่า ก็จะสามารถบ่งบอก ความเก๋า หรือ ความเป็นโปร ของซินแส ได้เล็กน้อย (เล็กน้อยเท่านั้นนะครับ เพราะเข็มทิศดี ๆ ใครก็ซื้อได้ ถ้าของง่าย ๆ ใช้ตังค์ซื้อได้ และเป็นของสำคัญในอาชีพตัวเอง ยังไม่ลงทุน ใช้เข็มทิศคลองถม อันละสองร้อย ก็พอจะประเมินอะไรได้บ้างละครับ)

ทีนี้ถ้าประธานทำมุมไม่ดี ไม่โฉลกกับเจ้าของบ้าน จะทำอย่างไรที่เปลี่ยนแปลงน้อยที่สุด คงไม่ใช่ทุบผนังหลังบ้านเป็นแน่

เขาจึงใช้ศาลพระภูมิ มา้แก้องศาของทั่นประธานครับ

หลักการของทั่นประธานคือ เมื่อคนเข้ามาในบริเวณบ้าน เห็นอะไรก่อน หรือรู้สึกว่า อะไรสำคัญ สิ่งนั้นเป็นประธานครับ ถ้าเดินเข้ามาไม่มีศาลพระภูมิ ทะลุเข้ามาถึงในบ้าน สายตาก็ต้องจับจ้องไปที่ผนังหลังบ้านก่อนเป็นอันดับหนึ่ง ถูกไหมครับ

แต่อาจไม่เคยได้ยิน ความคิดแนวนี้ว่า ศาลพระภูมิสามารถแก้ฮวงจุ้ยได้ เพราะส่วนใหญ่ เขาจะตั้ง ตี่จู่เอี้ยะ กันแทนศาลพระภูมิ เพราะคนที่จะเชื่อซินแส ส่วนใหญ่จะเป็นคนจีน

ตี่จู่เอี้ยะ ก็คือ ศาลเจ้า สีแดง ๆ ของคนจีน ที่วางอยู่กับพื้นนั่นแล

หน้าที่ของ ตี่จู่เอี้ยะ ไม่ต่างอะไรจาก ศาลพระภูมิ เลยครับ คือ เป็นศาลของเจ้าที่เหมือนกัน 

จบความที่เม้นท์ไว้ในบล็อกของเกลอแล้ว เรามาลุยกันต่อ ถึงการจับผิดซินแส

ต้องขออ้างประวัติ ปรัชญา และแนวคิด ของผู้ก่อตั้งชมรมภูมิโหราศาสตร์เสียนิดหนึ่งก่อน

ความเดิมนั้น อ.เกรียงไกร เป็นคนจีนโพ้นทะเล เสื่อผืน หมอนใบ เช่นเดียวกับ พ่อเรา ก๋งเรา นั่นละครับ

มาอยู่เมืองไทยไม่นาน ก็สามารถตั้งโรงงานน้ำปลาได้ ด้วยคุณสมบัตินักธุรกิจของคนจีนคือ ขยัน ซื่อสัตย์ อดทน วันดีคืนดี ทางเมืองจีนส่งข่าวมาว่า ให้กลับไปสืบทอดอารยธรรม ศาสตร์ "ฮวงจุ้ย" นี้มาหน่อย อาม่าที่เป็นกูรู หรือ โคตรเซียนซินแส ใกล้มรณัง และไม่มีผู้สืบทอดศาสตร์นี้

อ.เกรียงไกร ไม่ได้เชื่อในศาสตร์ด้านนี้เลยแม้น้อยนิด ตอนนั้น กิจการทำน้ำปลา ก็ร่อแร่ ดูไม่ค่อยดี ก็จำใจ ต้องบินกลับไปอย่างเสียไม่ได้ ตามใบสั่ง

ครั้นอยู่เรียน ฝึกปรือจนช่ำชอง เรียนไปซังกะตาย อย่างนั้นเองแหละ ตามคำขอร้องของอาม่า จบแล้วก็หวนกลับสู่เมืองไทย จัดการทดลองความรู้สรรพวิชาที่เพิ่งเรียนมา กับกิจการของตัวเอง "มันจะได้ผลจริงเรอะ"

ปรากฏว่า ดูม ดูม ครับ

กิจการโรงงานน้ำปลา พุ่งทะลุปลายปรอท รวยเละเทะ

คนเรา(ที่เป็นคนดี)พอรวยแล้ว ก็เริ่มนึกถึงคนอื่นว่า ศาสตร์นี้ น่าจะเป็นประโยชน์แก่คนหมู่มาก เพราะมีผลจริง จึงริเริ่มตั้งชมรมภูมิโหราศาสตร์แห่งประเทศไทยขึ้น เพื่อฝึกอบรมศาสตร์ดังกล่าวนี้ ให้เป็นไปโดยสุจริต และเพื่อช่วยเหลือผู้คนอย่างแท้จริง

ชมรมนี้ เป็นองค์กรไม่หวังผลกำไรครับ เปิดการเรียน การสอน ผลิตซินแสมือใหม่ ออกไปป้อนตลาด ไม่รู้กี่รุ่นต่อกี่รุ่น

ข้าพเจ้าเอง ก็มีโอกาสได้ไปเรียนกับเขาเหมือนกัน ด้วยคำเชื้อเชิญของเืพื่อนคนหนึ่ง ซึ่งรุ่นน้องของเขา ที่ลงทะเบียนเรียนด้วยกัน ไม่สามารถเข้าเรียนได้ เขาจึงเอาข้าพเจ้าไป "เสียบ" แทน เพื่อไม่ให้เสียตังค์ไปโดยเปล่าประโยชน์

พอเรียนไปก็เส้นโลหิตสมองปูดครับ ทำไมมันยากจัง

คำนวณไม่ยากเท่าไหร่ครับ แต่ไปยากตรงอักษรภาษาจีน

เพื่อนที่ชวนไปด้วยกัน กลับแนะว่า ที่ให้มาเรียนนี่ ไม่ใช่ให้เรียนเพื่อไปเป็น ซินแส แต่เรียนเพื่อให้ไม่ถูกหลอก

ศาสตร์ทั้งหลายนี่ ไปหาซินแสเก่ง ๆ จัดการให้ดีกว่า เขาอยู่ในอาชีพของเขา ประสบการณ์ย่อมมากกว่าเรา ความผิดพลาด และความอ่อนต่อโลก ก็น้อยกว่าเรา จะไปเรียนรู้เอง เพื่อดูเอง ให้เมื่อยตุ้มทำไม

ซึ่งก็ได้หลักการสังเกตุ มาโม้ให้ท่านทั้งหลายอ่านอยู่นี่แล

หลักการสังเกตุ ซินแส อีกประการหนึ่ง ที่ดูง่าย และสำคัญมาก คือ ซินแส ท่านจะไม่มีการรีเค้วทส์ หรือ เรียกร้องเงิน จำนวนมาก ๆ ครับ ประเภทดูครั้งละ ๔ พัน ๕ พัน หมายหัวไว้ก่อนเลยครับว่า ของเก๊

เพราะศาสตร์นี้มีไว้เพื่อช่วยเหลือผู้คนครับ ไม่ใช่มีไว้เพื่อให้ซินแสรวย

คนที่เขาไม่มีปัญหา เขาจะมาควานหาตัวซินแส ไปดูฮวงจุ้ยหรือครับ

แน่นอน คนที่มาหาซินแสนี่ เขาต้องมีปัญหาอะไรบางอย่าง ซึ่งถ้าซินแสไปโขกเอาตังค์กับเขามาก ๆ มันก็คือ การรีดเลือดกับปู ทำนาบนหลังคน ไปซ้ำเติมคนที่เขาเดือดร้อนอยู่แล้ว เช่นนี้ คนคนนั้นจะมีคุณธรรมพอ ให้เราเรียกท่านอย่างยกย่องว่า ซินแส หรือครับ

ประเด็นนี้แหละ ที่ข้าพเจ้าอยากจะกล่าวถึง

คนที่พิจารณาด้วยปัญญา ย่อมเป็นผู้ถูกหลอกได้ยาก

ที่ชมรมฯ นี่เขาประกาศเป็นกฎเลยครับว่า ซินแส ที่ได้รับการติดต่อมาผ่านทางชมรมฯ ให้เรียกร้องได้มากที่สุด คือ ส้ม ๔ ผล และค่ายานพาหนะ หรือให้ผู้ที่ติดต่อมารับซินแสไปเอง ที่เหลือ แล้วแต่ผู้ที่มาติดต่อว่า เขาพอใจให้อะไร เท่าไหร่ เรียกมากกว่านี้ ถ้าถูกร้องเรียน จะต้องถูกขับออกจากชมรมฯ ครับ

อีกประการหนึ่ง ถ้าว่ากันจริง ๆ ถึงศาสตร์นี้นะครับ ต้องไปหาซินแสหนุ่ม ๆ ครับ ถ้าเป็นซินแสแก่ ๆ ก็ต้องตรวจดูประวัติให้ดีว่า ทำอาชีพนี้มาตลอด ทำมาตั้งแต่เป็นหนุ่ม ไม่ใช่เพิ่งมาทำไม่กี่ปี ไปเข้าคอร์สเรียนมางู ๆ ปลา ๆ แล้วก็เอาความหน้าแก่ เอาลีลาทำทีเป็นเก๋าเกม เป็นจุดขาย

ศาสตร์นี้บอกได้เลยครับว่า ถ้าหัวไม่ดี ความจำไม่ดี คำนวณไม่ได้ หาดีทำยายากครับ และนอกจากการคำนวณอันซับซ้อน อักขระจีนยุ่บยับ พอถึงตอนแก้ฮวงจุ้ย ยังขึ้นกับประสบการณ์ของซินแสอีกครับ อาชีพนี้ก็เหมือนหมอทั่วไปละครับ ไม่ว่าจะเป็นหมอผ่าตัด หรือ หมอความ ถ้าเจอเคสเยอะ ๆ คนไข้เยอะ ๆ ฝีมือก็จะเก่งกาจขึ้นตามชั่วโมงบิน

พวกเก๋าเกมจะมีจุดสังเกตุอีกอย่าง เมื่อถึงเวลาแก้ฮวงจุ้ย คือ เขาจะแก้อะไรไม่มาก จนดูเหมือนไม่ได้แก้ เขาว่า การที่แก้ฮวงจุ้ยแล้วดูเหมือนไม่ได้แก้ เป็นทั้งศาสตร์ และศิลป์ ครับ พวกมือใหม่ ๆ ตรวจองศาเสร็จ เฮ้ย...องศาไม่ดี ทุบกำแพง ทุบพื้น ย้ายห้องน้ำ อย่างนั้นมันซินแสอนุบาลครับ อาจจะไม่ได้หลอกลวง และรู้จริง แต่ประสบการณ์การแก้ ยังอยู่ขั้นทารกครับ

พวกที่เอาศาสตร์นี้มาทำเป็นธุรกิจ มีสาขาขายของบ้า ๆ บอ ๆ อยู่ที่เวิร์ดเทรด และที่อื่น ๆ ออกหนังสือ เฟง ชี่ อะไรสักอย่าง มีวางขายเกลื่อนกลาดนั่น เปิดหนังสือมา มีแต่โฆษณาขายของ ไม่ต่างอะไรจาก เซเว่นแค็ทตาล็อก คุณจะได้พบกับความงมงายล้วน ๆ ครับ แทบไม่หลงเหลือศาสตร์ของแท้ดั้งเดิมอยู่เลย

ศาสตร์ที่เอาความงมงาย มาทำการค้าเหล่านี้ ยังไปผนวกเข้ากับศาสนาพุทธนิกายหนึ่ง ซึ่งหาความเป็นพุทธได้น้อยเต็มที หลอกขายของศักดิ์สิทธิ์ ที่ช่วยให้ทำมาค้าขึ้น รวยล้นฟ้า อีกครับ

ของแต่ละชิ้นนั้น แพงหูดับตับไหม้เลยครับ เพราะมาจากประเทศที่เขาทำมาหากินอะไรไม่ได้ นอกจากเป็นนักบวช และทำของหลอกลวงพวกนี้ขาย (ของหลอกลวงพวกนี้ ศักดิ์สิทธิ์จริง ๆ ก็มี แต่ราคาก็โขกเสียจนไม่ควรค่าแก่การซื้อหามาครอบครอง เพราะแทนที่จะรวย กลับกลายเป็นจนเพราะเอาเงินไปซื้อของพวกนี้ละครับ)

ซึ่งกลุ่มคนที่เข้าไปสนใจเรื่องฮวงจุ้ย เกินครึ่ง ก็เป็นคนเชื่ออะไรง่าย หรือมีแนวโน้มจะงมงายอยู่แล้ว เลยตกเป็นเหยื่อ กลุ่มธุรกิจข้ามชาติจากฮ่องกงนี้ อย่างง่ายดาย

แต่ไม่ว่า ศาสตร์นี้ จะทำให้คนรวยฉิบหาย(เพราะเจอของจริง) หรือจนแทบตาย(เพราะถูกหลอก) ศาสตร์ทั้งหลายนี้ ก็ไม่ได้ช่วยให้เรามีความสุขมากขึ้น(เพราะความสุข มันขึ้นกับ "ความพอ" ในใจของเราเอง ไม่ใช่ปัจจัยภายนอก) ไม่ได้เข้าใจธรรมะมากขึ้น หรือละกิเลสใด ๆ ได้

และโดยที่สุดแล้ว ศาสตร์นี้ก็ไม่ช่วยให้พ้นจาก "ความตาย"

เข้าใจหรือยังครับว่า ทำไม พระพุทธองค์ ถึงเรียกว่า "เดรัจฉานกถา"

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ

ปล.มุ้ง และยาสามัญประจำบ้าน ถ้าไม่มีใครในวัดใช้ ก็คงสำเร็จแก่ชาวเขานั่นแล ขอท่านทั้งหลาย จงโมทนา

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เมื่อก่อนก็ชอบดูดวงนะ sad smile
แต่หลังๆมา ยุ่งๆ ไม่ได้ไปดู
บวกกับที่ไปดูครั้งล่าสุด
แล้วรู้สึกว่าหมอดูไม่ได้บอกอะไรเราได้มากขนาดนั้นเลย

เราเองที่เอามาคิด มาเติมมาแต่ง เลยคิดว่าเค้าดูแม่น
ดีที่ค่าดูไม่ได้แพงมาก sad smile
เลยได้เรียนรู้อะไรไปในตัว

หลังๆ มาอ่านหนังสือธรรมะเยอะๆ
ยิ่งได้เห็นว่า จะไปดูทำไมให้ยุ่งยากให้เสียตังค์
ชีวิตเรา สุดท้ายเราก็ตัดสินใจเองอยู่ดี

#2 By MANA Cross on 2008-08-30 12:31

ตอบความเห็นที่ ๒

ตั้งแต่เจอหักเหลี่ยมเจ้าพ่อไปเมื่อปีที่แล้ว

ไอ่พวกเรื่องญาณวิเศษ หมอดู คนทรง รู้สึกว่า มันปญอ.สิ้นดีครับ

คนเราพอเริ่มฉลาด(หลังจากโง่มานาน) ก็เริ่มรู้จักสังเกตุสังกา มันจะมีอะไรแพล็มออกมา ให้ได้รู้เสมอแล

ล่าสุดนี้ก็มีคนที่อ้างว่า เป็นคนทรงของพ่อปู่ชีวก โกมารภัจจ์ หมอของพระพุทธเจ้า (แมร่ง ชอบทรงแต่คนไฮโซ นะเมิง)

ก็ออกแนวสร้างบุญ สร้างกุศล ก็ไม่เป็นไรครับ ถ้าเป็นการสร้างบุญ สร้างกุศล (แต่อย่ามายุ่งกับกรู)

ล่าสุด เธอไป จ.เลย เลยฝากแนวข้อสอบนักธรรมตรี ไปให้เจ้าคณะจังหวัดเลยด้วย

พบกันครั้งต่อมาเธอจึงดี๊ด๊าเข้ามาทักทายว่า แหม...แจกเรียบร้อย แต่เหมือนทางเจ้าคณะจังหวัดจะรู้จักหนังสือเล่มนี้แล้ว

อืม...อ๋อ...อาจจะเห็นจากจังหวัดอื่นกระมัง เพราะส่งไปหลายจังหวัด แถวอีสาน พวกชัยภูมิ...

ชีเสนอหน้าขึ้นมาเลย อ๋อคะ...คงจะไปเห็นจากที่ชัยภูมิ(ก็กรูบอกเมิงไปเมื่อกี่) ที่ขอนแก่น (อ้าว...ปากพาจนแล้วไหมล่ะ)

เลยสวนไปทันที อ๋อ...จังหวัดขอนแก่นไม่ได้ส่งไปครับ

จืดไปครับ คุณคนทรง

หมอดู เดาไม่ถูก ก็เอวังด้วยประการฉะนี้ ฯ

#3 By Dhammasarokikku on 2008-08-30 12:47

อ้างถึง #1 spam นี่เป็นผลพวงมาจาก hot post หรือเปล่าครับเนี่ย ?

กระผมว่าคนไทยโบราณก็เก่งเรื่องฮวงจุ้ยนะขอรับ อย่างเช่นทิศของเรือน หรือ เรื่องการเลือกปลูกต้นไม้ ฯลฯ สมัยหลังนี่เอาของฝรั่งมาเยอะ ปลูกบ้านติดดิน น้ำท่วมซ้า sad smile

#4 By mahaoath on 2008-08-30 13:50

ตอบความเห็นที่ ๔

นั่นสิขอรับ

เอ็นทรี่นี้ ไม่ได้มีวี่แววจะขึ้นฮ๊อตกับเขาเลย

โกร๊ ดันโผล่มาก่อนเลย

แหม...ท่านอยู่อยุธยาแดนน้ำท่วมเลยนี่ขอรับ

แต่ตามหลักฮวงจุ้ย บ้านยกสูง ผัวตายก่อนเมียนะครับ

คุณตาของกระผมตายไปนานแล้ว แต่คุณยายยังอยู่

แม่นนะนี่

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#5 By Dhammasarokikku on 2008-08-30 14:12

อิอิ
ขอบคุณหลวงพี่ที่ขยายเม้นออกมาซะยาวยืดเลยนะคะ ^^;

หมอดูฮวงจุ้ยที่มาดูให้แม่เจา เค้าบอกว่า เรียกทีละ 5 หมื่นค่ะ แต่พอสนิทกัน แกลดให้เหลือ 2 หมื่นห้า สนิทมากขึ้นไปอีก (โดนหลอกหลายรอบ) แกก็ลดให้เหลือหมื่นนึง แต่นี่นับว่าโอเคมากกว่า อีกคนนึงที่บอกว่า ให้ทุบพื้นชั้นล่าง (ประเมินมูลค่ามา แสนห้า จะเป็นลม)แล้วให้ช่างของคุณหมอดูทุบให้นะคะ เอิ๊กๆ

เวลามาดู แกนั่งรถเบนซ์สปอร์ตใช้อุปกรณ์แต่งรถ Brabus มาเลยค่ะ ^^;
แล้วแกก็จะแนะอยู่นั่น ว่าให้เลี้ยงปลา 9 ตัว ตรงนี้ๆ ไปทุกที่ เหมือนกันหมด (แม่เจาให้ไปดูบ่อยมากค่ะหลวงพี่ ทั้งออกเงินเอง ทั้งเงินคนอื่น ทั้งที่บ้านตัวเอง ที่ออฟฟิสคนอื่น หลายแห่ง ฯลฯ)

ทีนี้ ไอ้เลี้ยงปลา 9 ตัวตามฮวงจุ้ย แม่เจาก็เลี้ยงปลาไม่เป็น ใช้วิธีสั่งให้เจาไปหามา - -* เจาก็อิดออดแหละ เพราะเจากลัวปลา -..- รู้สึกว่ามันบอบบาง ไม่กล้าจับอ้ะ เหมือนเกี้ยวน้ำต้ม ที่ว่ายไปมาได้ไม่มีผิด ตอนเด็กๆแม่ก็เคยเลี้ยงนะ แต่เลี้ยงไม่เป็น ไม่ใส่ออกซิเจน ฯลฯ เด็กน้อยกุ๊กกิ๊กอย่างเจา ตื่นขึ้นมาหลั่นล๊า ตอนเช้าด้วยความดีใจว่าจะเจอปลา ก็เจอศพลอยอืดดดดด อยู่หลายครั้ง เลยคิดว่า จะไม่เลี้ยงอีกแล้ว

พอต้องเลี้ยง ก็เลยต้องหาข้อมูลในเน็ต หัวแทบแตก เจาไม่อยากให้ปลามันมาป่วยตายเพราะความไม่รู้ของเรา อย่างน้อยก็ให้มันมีชีวิตที่สบายๆหน่อย ได้ความรู้มาประมาณนึงก็นะ โอเค เลี้ยงก็เลี้ยง มันก็ดูน่ารักกันดี แต่ต้องเปลี่ยนน้ำมันทุกอาทิตย์

มาเหนื่อยอีกทีตอนที่วันนึง อยู่ๆมันก็ลอยพุงพ้นน้ำ เลือดออกแดงฉาน! เครียดเลยค่ะ ว่าเราเลี้ยงทำไรไม่ดี ฯลฯ หาข้อมูลอุตลุด ถามผู้เชี่ยวชาญมากมาย จนมาเจอว่า มันถุงลมผิดปกติ วิธีรักษา มีแต่วิธีปลายเหตุ คือให้จับมันมาทายาที่เลือดออก แล้วก็ทาวาสลีน ตรงที่ผิวโผล่พ้นน้ำ เป็นมากๆก็แยกถังออกมาอยู่ตัวเดียวไปก่อน หายแล้วก็กลับตู้ตามเดิม

ไอ่คนกลัวปลาอย่างเจา ก็จำเป็นต้องมาจับปลาก็วันนี้ละค่ะ >< ไม่ทำมันก็ตายง่ะ ตอนนี้ก็เลยมีกิจวัตร มานั่งสอดส่องดูทุกวัน ว่าวันไหนมันลอย ต้องจับมันมาทายา จนทุกวันนี้สนิทกันละ แล้วปลาพวกนี้ก็คุณนู๊ คุณหนู~ ปล่อยลงบ่อธรรมชาติไปตายแหงแก๋ ปลาทองเป็นปลาโง่ๆ ที่ถ้ามีก้อนหินแหลมๆอะไรอยู่ในตู้ มันงี่เง่ามากพอที่จะ เอาตัวมันไปครูดกับก้อนหินตายทีเดียว - -*

หลังๆมา ตัวที่ลอยเหนือน้ำ ชักไม่ลอยแล้ว จมน้ำแทน จมไม่จมเปล่า ดันจมแบบตะแคง -*- ทำให้เวลาให้อาหาร มันฮุบไม่ถึง ตัวอื่นกินหมด

โอเค ตอนนี้เลยมีกิจกรรมอีกอย่าง คือ ป้อนอาหารปลาทุกวัน ทุกเย็น ก็จับมันมาใส่ขัน ค่อยๆเขี่ยอาหารทีละเม็ด เข้าปากมัน รอมันย่อย แล้วป้อนต่อ ="= แต่มันก็มีชีวิตแบบนั้นมาหลายเดือน ไม่ตายนะคะ อึดกว่าที่คิด นี่ตั้งแต่ป่วย ก็อยู่มาได้กว่า 6 เดือนแล้ว

ไม่รู้เหมือนกัน ว่าเลี้ยงแล้วมันดีต่อฮวงจุ้ยมั๊ยเนี่ย -..- น้องเซียนปลาที่เรารู้จัก เค้าบอกว่า ถ้ามันเริ่มจะตาย ให้เอามันใส่น้ำที่มีน้ำแข็งเยอะๆพี่.. เจาถามว่า น้ำแข็งช่วยรักษาเหรอ น้องบอกป่าวพี่.. อย่างน้อยมันก็ได้ตายอย่างไม่ทรมาน หยุดหายใจไปเอง -..- คิดว่า ปลาทองมันเป็นสัตว์ที่มีเยอะๆ เวลาที่มันป่วยกัน เค้าก็อาจจะใช้น้ำแข็งนี่ แล้วก็หาตัวใหม่มาเปลี่ยน ให้ตู้มันดูสวยๆ = =

เครียด...
ไม่ใช่ไรหรอกนะคะ เจาไม่อยากเอาสัตว์มาตายมาทรมาน เพราะกะอิแค่ว่า เราไม่สบายใจ อยากจะเปลี่ยนฮวงจุ้ยของบ้าน ตอนแรกมี 9 ตอนนี้เหลือ 7 ตายไปแบบเจาไม่ทันตั้งตัวรักษาซะ 2 ส่วนไอ่ตัวที่ไม่ป่วย มันก็ดูอึดกันมาก คิดว่าแข็งแรงทนทาน -0- เวลาจะกินอาหาร ดันเอาหัวพุ่งเข้าชนตัวที่นอนพะงาบๆอยู่ก้นบ่อ -..- ตะกละมากมาย

ยาวไปหน่ิอย แต่อยากฝากไว้ให้ใครที่จะเลี้ยงปลาแก้ฮวงจุ้ย อยู่เฉยๆตัวเราก็สบายดีอยู่แล้วอะค่ะ ^^; แต่ถ้าใครมีความรู้เรื่องปลาดีๆ อาจจะเลี้ยงแล้ว Happy ทั้งคนทั้งปลาก็ได้นะ ส่วนเจายอมแพ้แล้วค่ะ ที่มีอยู่ก็ดูแลมันให้ดีที่สุด แต่หลังจากนี้จะไม่เลี้ยงแล้ว


Hot!

#6 By Rinna ♥ on 2008-08-30 15:14

sad smile ผมถูกเพื่อนๆ ในคณะเรียกพ่อหมอซะแล้ว มันคือเดรัจฉ่นกถา

#7 By Thep-aksorn : The Aria Auditor on 2008-08-31 07:55

ส่วนใหญ่โชคชะตาก็เกิดจากคนนี่แหละนะconfused smile

#8 By on 2008-08-31 14:23

เหอ ๆ ๆ คุณหลอกดาววว
เด๋วนี้ร่างทรงมีเยอะ จริงบ้างหลอกบ้าง
ส่วนมากจะหลอกมากกว่า เพราะอยากได้ลูกศิษย์เยอะๆ
เงินทองไหลมาเทมาก็ลูกศิษย์แหละหามาให้
แต่คนที่ทรงแท้ๆน่ะเขาไม่ค่อยเต็มใจเท่าไหร่หรอก
แล้วเขาก็ชอบอยู่เงียบๆมากกว่า
จะไปเหมารวมเอาซะหมดก็คงไม่ได้
รู้สึกของพระจะมีอยู่เอนทรี่หนึ่งที่เกี่ยวกับเทวดานะ
นั่นแหละอย่างที่รู้ว่ามีเทวดาหลายระดับ
ความสามารถของโอปปาติกะย่อมแตกต่างกัน
ญานของร่างทรงนะครับเกิดจากการเพ่งญานของโอปปาติกะที่อยู่กับเขา
เรียกว่าญานแฝงก็ได้คือโอปปาติกะเขาแอบแฝงอยู่ใกล้ๆคน
ไม่ใช่ญานแท้ของเขาหรืออย่างทางพระที่มี
นั่นหมายความว่าความสามารถของหมอดูจะเกิดขึ้นได้
ก็ต้องมีโอปปาติกะคอยช่วย
พวกที่ไม่ศึกษาให้ดีก็จะเกิดอุปทานได้ง่ายนึกว่ากรูรู้
แล้วจะคาดเดาเอาเองบ้างก็มี
เพราะโอปปาติกะเขาจะมาเฉพาะเวลาต้องช่วยคนจริงๆครับถ้าชั้นสูงนะ
แต่ถ้าชั้นพื้นดินเขาจะอยู่ตลอดแต่ถ้าไม่เรียกก็ไม่มามั่ง
ก็เหมือนกับคนนี่แหละอยู่กับที่นานๆก็เบื่อ
บางทีพวกชั้นพื้นดินเขากลัวคนไม่ยอมรับเขาหลอกร่างว่าเป็นชั้นสูงบ้างก็มีนะ
กรณีนี้คือตัวร่างเองก็ไม่รู้จริงๆ ด้วยมานะอัตตาเลยนึกว่ากรูดีกว่าคนอื่น

แต่ถ้าศาสตร์แห่งดวงดาวอย่างที่หมอลักษณ์ใช้
หรือหมอดูฮวงจุ้ยนี่ก็ต่างหากนะครับ
ไม่เหมือนกับหมอดูที่เป็นร่างทรง
ถ้าจะให้เล่าก็ยาวเลยล่ะ
เอวัง ฯ ด้วยประการละฉะนี้ก่อนดีกว่าขอรับ
angry smile sad smile surprised smile

#10 By สมมุติบัญญัติ (117.47.125.253) on 2008-08-31 16:23

ตอบความเห็นที่ ๑๐

ขอบคุณสำหรับความรู้ใหม่ครับ เวลาฟูมฟายจะได้มีหลักเกณฑ์เพิ่มขึ้นอีกหน่อย

ที่เขียนว่า ปญอ. นี่ ข้าพเจ้าหมายถึงตัวข้าพเจ้าเอง
สมัยก่อน เชื่อมันตะพึดไปหมด
ตอนนี้เริ่มฉลาดขึ้นมาหน่อย หลังจากหมดไปหลายแสน กับความวัวที่ไม่มีให้หาย แต่ความควายนั้นถูกเขาสวมเขาให้หลายคู่

คนเราไม่มีใครฉลาดมาแต่ต้นหรอกครับ ต้องเจอหลอกกันมาทั้งนั้น แต่การเป็นคนโง่ก็มีข้อดีนะครับ มีเรื่องให้มาฟูมฟายใน exteen เยอะดี ว่า "อย่ามาโง่เหมือนกรู"

กับอีกประเภทหนึ่ง คือ กูไม่เชื่ออะไรเลย เชื่อยากโคตร ๆ ต้องพิสูจน์แล้วพิสูจน์อีก พวกนี้ก็ดีครับ ไม่ค่อยถูกหลอก แต่คงหาเรื่องมาฟูมฟายยากพอควร

เพราะชีวิตเขา เพอร์เฟ็คไปเสียหมด ปราศจากจุดด่างพร้อย ถ้าเอาชีวิตอันโคตรสมบูรณ์ไปทุกกระเบียดนิ้ว ของเขามาเล่า ก็คงได้รับการหมั่นไส้ แทนการชื่นชม

และคนพวกนี้ บางทีก็จะพลาดอะไรบางอย่างไป บางอย่างที่เขาไม่เคยเจอในชีวิต แต่ัมันมีอยู่จริง

และบางทีสิ่งที่เขาไม่เคยเจอในชีวิต อาจเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุดของการเกิดเป็นมนุษย์

คนเราเมื่อถูกหลอกหนัก ๆ เข้า จนถึงขั้นฉิบหายขายตัว ปัญญาก็จะเกิดครับ อาการเชื่อง่ายจะทุเลาลง แล้วเริ่มหัดสังเกตุสังกา ตามความเป็นจริง

แค่หัดสังเกตุเท่านั้นแหละ ก็พบว่า ไอ่ของหลอกลวงนี่ มันมีพิรุธมากมาย ไม่เกินปัญญาของเราที่จะจับผิดหรอก เพียงแต่ว่า ถ้าเราไปหลงเชื่อเสียตั้งแต่ช่อตแรก เวลาสังเกตุอะไรได้ ก็จะมองโลกในแง่ดีไปเสียหมด

ไปคิดข้ออ้างแทนเขาหมดเลย เฮ้ย...เขาคงไม่สบายมั๊ง เลยมีพฤติกรรมแปลก ๆ เฮ้ย...เขายังเด็กกระมัง เลยยังติดโน่นติดนี่ เฮ้ย...เขาคงไม่ใช่อย่างนั้นอย่างนี้หรอกนะ เข้าข้างให้เขาเองเสร็จสรรพ

แต่ไอ่คนเสร็จกัน นั่นมันเราเอง ตายหยังเขียด

รู้ตัวอีกทีก็ถูกรูดทรัพย์ไปแล้วร่วมแสน ด้วยความหน้ามืดตามัว

อีกอย่างหนึ่ง ที่โดนมากับตัวเอง คือความคิดที่ว่า แหม...เรามีบุญจริงหนอ ที่ได้มาพบกับพระผู้มากด้วยบุญญาบารมี ตัวเป็น ๆ

ไอ่ "เรามีบุญจริงหนอ" นี่ละ ทำเอาตาบอด

เห็นกงจักรเป็นดอกบัว

เห็นถั่วดำเป็นถั่วแดง

เห็นฟักแฟงเป็นแตงกวา

เห็นคนบ้าเป็นเทพเจ้า ฯ

แล้วมันก็ผ่านไป

แต่จะไม่มีวันที่คนคนนี้ จะเห็น คนบ้าเป็นเทพเจ้าอีกเลย

ชั่วชีวิตนี้

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#11 By Dhammasarokikku on 2008-08-31 17:22

ตอบความเห็นที่ ๗

อ่านดี ๆ นะครับ ข้าพเจ้าเขียนว่า เป็นเดรัจฉานกถา "สำหรับพระ" เพราะภิกษุ คือ ผู้เห็นภัยในวัฏสงสาร เมื่อเห็นภัยแล้ว ย่อมมุ่งหน้่าหาทางหลุดพ้น ไม่สมควรมาว่อกแวกกับธรรมที่ไม่ได้เป็นไปเพื่อหลุดพ้น

สำหรับฆราวาส มันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#12 By Dhammasarokikku on 2008-08-31 18:16

ขอถามหน่อยครับ ทำไมวรรณยุกต์หายเยอะจัง

ซึง ขึน นี นัน ที

เต็มไปหมด หรือว่าเป็นภาษาน่ารักครับsad smile พอดีผมโดนทักบ่อยว่าไม่เข้าใจภาษาวัยรุ่น

#13 By เสกเรนเจอร์ on 2008-08-31 18:53

ตอบความเห็นที่ ๑๓

สงสัยจะเป็นบั๊กของหมาไฟ เพราะอัพเอ็นทรี่บนหมาไฟครับ มิใช่ภาษาวัยรุ่นแต่อย่างใด

ภาษาวัยรุ่นบางทีก็ใช้เพื่ออรรถรสเท่านั้นครับ มิได้ใช้พร่ำเพรื่อ เกรงว่า ภาษาไทยจะวิบัติกันหมด

คือเห็นคำเขียนผิดมาก ๆ เข้า จนเข้าใจไปว่า คำคำนี้ เขียนเช่นนี้ถูกต้องแล้ว อันตรายมากครับ

เพราะอีกหน่อยคงมีนักเขียนหน้าใหม่ ที่พกภาษาไทยวิบัติ(แต่เข้าใจว่า เขียนอย่างนี้ถูกต้องแล้ว) ทำหนังสือออกขายกันเกลื่อนตลาด

แล้วใครจะเอาบ่าไปให้พ่อขุนรามฯซับน้ำตาละครับ

ข้าพเจ้าเรียนบาลีแล้วซึ้งเลยว่า การประดิษฐ์ภาษาหนึ่งขึ้นมา ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลย

ทั้งภาษาไทยยังมีวรรณยุกต์ที่น่าอัศจรรย์ ทำให้ออกเสียงสูงเสียงต่ำได้ เหมือนโน้ตดนตรี

ข้าพเจ้าขอรณรงค์ให้คนไทยใช้ภาษาไทยกันให้ถูกต้องครับ

ท่านสร้างมาอย่างยากลำบาก ให้พวกเราได้สื่อสารกันรู้เรื่อง แต่ไฉนพวกเราเอาภาษาไทยมาปู้ยี่ปู้ยำกันจนถึงขนาดดูไม่ออกว่า นี่คือภาษาไทย

แต่ภาษามันก็เป็นของไม่เที่ยง ไปยึดมาก ก็ทุกข์มาก

ก็ได้แต่นั่งดูโศกนาฏกรรมภาษาไทยที่นับวันจะเลวร้ายลงทุกที อย่างละเหี่ยใจ

ทางที่รณรงค์ได้ดีที่สุด คือ จะพยายามให้บทความของข้าพเจ้า มีคำผิดน้อยที่สุดครับ

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#14 By Dhammasarokikku on 2008-08-31 19:10

อ่าน ธรรมะ ที่นี่ แล้วเบิกบานใจค่ะ..

big smile

#15 By MomMom on 2008-08-31 19:50

เมื่อก่อนก็เชื่อพวกแนวๆฮวงจุ้ยเหมือนกัน แต่หลังๆมานี่เริ่มไม่เชื่อ ฮวงจุ้ยนี่ออกแนวสถาปัตย์ ตกแต่ง มากกว่า
แต่ทำดีได้ดีนี่เชื่อคับ surprised smile

#16 By ungtaman on 2008-08-31 21:45

อยากจะบอกว่าอิชั้นเป็นหมอดูมือสมัคเล่น
.....
รู้สึกกระจ่างขึ้นเยอะ*
-------
ในความเห็นของอิชั้น
การดูดวง ดูหมอ
คนที่ดูแม่นที่สุด คือคนที่พูดสิ่งที่ผู้ฟังอยากได้ยิน
.....

#17 By GroundFloor on 2008-08-31 22:27

ตอบความเห็นที่ ๑๗

โอ้โฮ...อย่างนี้ได้เป็นเทพธิดาพยากรณ์ แข่งกับหมอดูฟันธง แน่ ๆ

ต้องรีบขอลายเซ็น เดี๋ยวดังแล้ว ขอเข้าพบลำบาก

บางทีหมอดูที่เคยเจอ พูดอะไรก็ได้ครับ ที่เป็นเรื่องดี ๆ ของผู้มาดู

ผู้มาดูก็คิดเอาเองครับว่า หมอดูนี่แม่นจริง

ยิ่งคนดู หลงตัวเองมาก นโยบายนี้ยิ่งให้ผลทรงพลัง

ภาษาประกิตเขาถึงเรียกว่า soothsayer
soothe แปลว่า บรรเทา โล่งใจ
sayer ก็คือ ผู้พูด

ดูตามรูปศัพท์แล้ว แปลว่า ผู้พูดให้ผู้อื่นสบายใจ

โห...คำแปลแม่นยิ่งกว่าหมอดูอีก

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#18 By Dhammasarokikku on 2008-08-31 22:54

สอนผมบ้าง

#19 By otto on 2008-09-01 15:18

^
|
|
ไปลงทะเบียนเรียนเลยฮับ

หาเว็บเอาในเน็ตไม่ยาก

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#20 By Dhammasarokikku on 2008-09-01 15:20

ฉันได้เรียนรู้ว่า : รักแรกก็เหมือนฟันน้ำนมที่วันหนึ่งต้องหลุดไปเพื่อรอฟันแท้เข้ามาแทนที่

ฉันได้เรียนรู้ว่า : รักเราไม่เก่าเลย

ฉันได้เรียนรู้ว่า : คนที่รักกันจะเป็นอะไรอื่นไปไม่ได้ นอกจาก...คนที่รักกัน

ฉันได้เรียนรู้ว่า : บางครั้งคนที่รักกัน ก็รักกัน จนโกรธกันไม่ลง

ฉันได้เรียนรู้ว่า : สำหรับคนที่เข้าใจชีวิต...คนที่รักกันก็ทะเลาะกันได้ “แต่สุดท้ายก็ดีกัน”

ฉันได้เรียนรู้ว่า : การที่คนที่รักกันทะเลาะกัน ไม่ได้แปลว่าพวกเค้าไม่มีความสุข

ฉันได้เรียนรู้ว่า : คนที่รักกัน ยังไงก็รักกัน

ฉันได้เรียนรู้ว่า : คำว่า “แฟน” กับคำว่า “รักแท้” คนละคำกัน แต่บางครั้งก็เป็นคำเดียวกัน ถ้าคุณเจอรักแท้กับแฟนของคุณ

ฉันได้เรียนรู้ว่า : คนรักกันไม่จำเป็นต้องคุยกันตลอดเวลา

ฉันได้เรียนรู้ว่า : “ใครๆก็ผิดพลาดได้ในอดีต รวมทั้งคนรักของเรา”

ฉันได้เรียนรู้ว่า : อย่าเสียดายเวลากับรักไม่แท้ ถือเสียว่าเวลาเหล่านั้น เป็นประสบการณ์ชีวิตให้เราค้นพบตัวเองมากขึ้น

ฉันได้เรียนรู้ว่า : ความรักยืนยงต่อไปได้ไม่จบสิ้น ถ้ามีคำว่า “เห็นอกเห็นใจ” กัน

ฉันได้เรียนรู้ว่า : คนที่พูดว่า “ไม่มีใครรักคุณมากกว่าผม” สักวันเค้าอาจทิ้งคุณไป

ฉันได้เรียนรู้ว่า : วิธีตัดสินว่าผู้ชายคนไหนดีที่สุดเห็นจะต้องพึ่งสิ่งเดียว “เวลา”

ฉันได้เรียนรู้ว่า : ไม่จริงที่ผู้ชายน้อยใจไม่เป็น และผู้หญิงขี้น้อยใจกว่าผู้ชายเสมอ

ฉันได้เรียนรู้ว่า : คนที่อยู่ด้วยกันแต่ไม่มีใจให้กัน ท้ายที่สุดก็ไม่ได้อยู่ด้วยกัน

ฉันได้เรียนรู้ว่า : อย่าใช้เหตุผลกับคนรัก แต่ใช้ความเห็นใจกับคนรัก

ฉันได้เรียนรู้ว่า : บางครั้งอารมณ์ที่หงุดหงิดก็หายไปหมดแค่ได้คุยกับคนที่เรารัก

ฉันได้เรียนรู้ว่า : ความรักทำให้โลกสดใส จริงจริง

ฉันได้เรียนรู้ว่า : ผู้ชายต่อสู้เพื่อให้ได้คนที่ตัวเองรักและต้องการ

ฉันได้เรียนรู้ว่า : ถึงคนคนนึงจะดีเท่าไหร่ ตรงสเป็กตามที่เราต้องการเท่าไหร่แต่ยังไงก็ไม่ใช่คนที่เรารัก...ก็เป็นได้แค่คนที่เราได้เจอ แต่ยังไงก็ไม่ใช่คนที่เรารัก

ฉันได้เรียนรู้ว่า : ฉันได้รู้ว่าอย่าลองใจคนรักด้วยการพูดถึงแฟนเก่า ใช่...คุณได้รู้ว่า เค้ารักเรา แต่...เค้าเจ็บ

ฉันได้เรียนรู้ว่า : คนรักถึงเกิดมาเพื่อรักเราแต่บางครั้งก็ไม่ได้เป็น “คนรักสำเร็จรูป” เพราะฉะนั้นบางครั้งไม่อาจได้ดั่งใจเรา ต้องอาศัยการพูดและการปรับตัวเพื่อแก้ไขกัน

ฉันได้เรียนรู้ว่า : เราควรจะมีวิธีบอกคนที่เรารักว่า บางครั้งบางเรื่องยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสม

ฉันได้เรียนรู้ว่า : ถ้าเรายังเด็กจะคิดว่าฟันน้ำนม นั้นคือฟันตลอดไปของเรา แต่เมื่อโตขึ้นจะรู้ว่าไม่ใช่ แต่ ณ เวลานั้นเรามักคิดว่า...ใช่

ฉันได้เรียนรู้ว่า : ผู้หญิงหลายคนเจอประสบการณ์ตรงกัน ผู้ชายที่จีบเราอยู่ดีดีก็หายไปเฉยๆเลย...งง...เค้าเป็นกันหลายคนนะ

ฉันได้เรียนรู้ว่า : ผู้ชายหลายคนเมื่อ “ต้องการ” จะพูดว่า “รัก”

ฉันได้เรียนรู้ว่า : ไม่มีใครอกหักแล้วไม่เจ็บ เหมือนถอนฟัน แต่วันหนึ่งก็หาย แต่หายแล้วจะเป็นยังไงต่อ ค่อยว่ากัน

ฉันได้เรียนรู้ว่า : มนุษย์เราต้องการความอบอุ่นและครอบครัว หลายคนเมื่อขาดตรงนี้พยายามหาสิ่งอื่นมาชดเชย แต่จะพบว่ามันชดเชยกันไม่ได้ เพราะเป็นคนละเรื่องกัน

ฉันได้เรียนรู้ว่า : ถ่านไฟเก่าจะเกิดได้กับคนที่เลิกกันเพราะไม่เข้าใจกันแต่ยังรักกัน แต่สำหรับคนที่เค้าเลิกกัน เพราะไม่รักกัน...”ถ่านไฟดับ”

ฉันได้เรียนรู้ว่า : ...ดีแล้วที่เราได้เลิกกับคนที่เราไม่แน่ใจมาตลอด เมื่อแผลหาย เราจะรู้ว่า เราทำถูกที่สุด... รึป่าว

ฉันได้เรียนรู้ว่า : ความรักเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในชีวิตได้จริงจริง

ฉันได้เรียนรู้ว่า : ความรัก...มันมีอยู่จริง

ฉันได้เรียนรู้ว่า : ความรักเหมือนความสวย ซึ่งพระเจ้าไม่ได้ประทานมาให้คนทุกคน

ฉันได้เรียนรู้ว่า : สุดท้าย...รักก็คือรัก...ไม่รักก็คือไม่รัก

ฉันได้เรียนรู้ว่า : ถ้ายังไม่รู้ว่าคุณต้องการใคร มิวิธีพิสูจน์ “เวลา”

ฉันได้เรียนรู้ว่า : คนที่ไม่พูดว่า “หึง” ไม่ได้แปลว่า “ไม่หึง”

ฉันได้เรียนรู้ว่า : ผู้ชายบางคนไปจีบผู้หญิงอื่น เพียงเพื่อประชดแฟนตัวเอง ไม่ใช่เพราะชอบจริงๆ ผู้หญิงหลายก็เป็นแบบนี้ (รวมทั้งตัวฉันด้วย)

ฉันได้เรียนรู้ว่า : ถ้ารักกันต้องคุยกันการคุยกันอย่างเปิดเผย ทำให้ไม่ระวงกัน นั้นแหละดีที่สุด

ฉันได้เรียนรู้ว่า : บทสรุปของความรักไม่ใช่การแต่งงาน นั้นเป็นตอนจบของละครเรื่องนึง แต่บทสรุปของความรักคือ

“การที่เราสองคนได้ใช้ชีวิตร่วมกัน เติมเต็มกันและกัน ชั่วชีวิตของเรา”...

#21 By otto on 2008-09-01 15:21

ตอบความเห็นที่ ๒๑

เอ...มันเกี่ยวอะไรกับฮวงจุ้ยครับนี่

เป็นงง

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#23 By Dhammasarokikku on 2008-09-03 15:03

เห็นว่าท่านสนับสนุนการใช้ภาษาไทยที่ถูกต้อง
ผมจึงขออนุญาตชี้แจงมา ณ ที่นี้

คำว่า "สังเกต" คำนี้ไม่มี สระอุ นะครับ
คนมักจะสับสนกับคำว่า "สาเหตุ" ที่มีสระอุ

ที่ต้องชี้ขึ้นมาเพราะเอนทรี่นี้เขียนสังเกตุแบบมีสระอุทุกคำเลย
จึงคาดว่าไม่น่าจะใช่การพิมพ์ผิดเป็นครั้งคราว

----------

เพื่อนผมส่ง URL ของหน้านี้มาให้แล้วบอก

"สนุกได้ความรู้ ลองอ่านดูสิ"

เมื่ออ่านแล้วก็พบว่าเป็นจริงดังคำโฆษณา(?)
เพลิดเพลินและได้แง่คิดดีๆ หลายอย่างครับ
ต้องขอขอบพระคูณท่านมา ณ ที่นี้ด้วย

ส่วนตัวแล้วคงจัดได้ว่าอยู่ในกลุ่ม "คนเชื่อยาก" (ไปเสียทุกเรื่อง)
สิ่งใดที่ตรองดูแล้วไม่เป็นไปตามหลักเหตุผลที่ตนได้ทราบมา
ก็จะไม่ปักใจเชื่อเด็ดขาด หรือจะเรียกว่า "คนหัวแข็ง" น่าจะถูกกว่า

เรื่องดูดวง หรือแม้แ่ต่ฮวงจุ้ยก็ด้วยเช่นกัน
ไม่ได้พูดเพื่อดูหมิ่นดูแคลน แต่คิดว่ายังไงเสีย
ก็คงไม่มีโอกาสได้ทำความเข้าใจกับมันในชาตินี้เป็นแน่

หรือว่าเราพลาดสิ่งดีในชีวิตไปแล้วหนอ?

#24 By Genocide Fang (58.9.189.157) on 2008-11-15 03:06

Favourites