เอ็นทรี่นี้ สืบเนื่องมาจากงานที่ตั้งใจจะเขียน หนังสือแจกงานศพ ค้างไว้หลายเดือนแล้ว ได้ยินมาว่า การไม่มีงานคั่งค้าง เป็นอุดมมงคล จึงนำมาปัดฝุ่น เรียบเรียงเสียให้เสร็จ เพือให้เป็นมงคลชีวิต แก่ตัวผู้เขียนเอง ดังนี้

แหม...กำลังตีบตันไอเดียในการเขียนหนังสือแจกงานศพ เห็นว่า อาจจะต้องจบไปในเร็ววัน ทั้งที่กลอนสด ข้อคิดจากงานศพ ที่พระมหาพรชัย เอื้อเฟื้อข้อคิดมา ยังเหลืออีกหลายตอน ก็มีผู้เมตตาจุดประกายกันมาอย่างสนุกสนาน ทั้งแนวการศึกษาความตายของธิเบตในตอนที่แล้ว และบทสนทนากับผี ซึ่งอันหลังนี้ อ่านดูแล้วก็เข้าที ดูแล้วน่าจะมีประโยชน์ มากกว่าโทษ น่าเอามาเผยแพร่ให้เป็นวิทยาทาน รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม จริงไม่จริงไม่อาจทราบได้ เพราะสมัยที่ตัวเองเป็นผีอยู่ ก็จำความเดิมไม่ได้เสียแล้ว

คำเตือน : การอ่านธรรมะมีความเสี่ยง โปรดอ่านฉลากข้างขวด(ว่าหมดอายุหรือยัง) และห้ามดื่มเกินวันละ ๒ เอ็นทรี่ หญิงมีครรภ์ และผู้ป่วยโรคหัวใจ(เพราะอ่านแล้วหัวใจจะเต้นแรง เด็กตกใจ) ไม่ควรอ่าน ผู้อ่านสมควรใช้วิจารณญาณในการอ่าน (เด็ก ๆ อายุต่ำกว่า ๑๘ ขวบ ควรอ่านโดยมีผู้ปกครองคอยแนะนำ)

ปริศนาธรรมในงานศพ ให้ข้อคิดสะกิดใจ โดย พระมหาพรชัย กุสฺลจิตโต

กลิ่นศพ

ก็สมัย ใครมี ชีวิตอยู่

เพียรเสาะสู้ เสาะแสวง หาน้ำหอม

เครื่องสำอาง หลากแบรนด์ แทนข้าวยอม

เพื่อถนอม ร่างไว้ ให้น่าโชว์

แม้บัดนี้ สิ้นลม กี่นาที

กลิ่นที่ดี สิ้นหาย สลายโต๋

คนเคยชม เจ้าสวย ดั่งแตงโม

 หอมจิโอ้ หอมคลั่ง อลังการ

จากคำชม กลับเป็น เจ้าเหม็นจัง

คิดซะมั่ง อย่าบ้าไป กับสังขาร

อย่าหลอกตัว เองเลย นะนงคราญ

อีกไม่นาน ก็ทุเรศ เศษธุลี

เพียรสร้างตัว ให้หอม ด้วยความดี

กลิ่นเจ้านี้ หอมทน ยลสุขศรี

มิจางแม้ เจ้าจาก  พรากโลกนี้

กลิ่นความดี หอมฟุ้ง ชั่วนิรันดร์ ฯ

ก่อนที่จะไปถึงการศึกษาชีวิตหลังความตายของธิเบต ซึ่งเนื้อหาหนักแน่น จนแผ่นดินทรุด แทบมุดดิน หินแตกแยกตัว กลัวเสาเข็มหัก <--- ป่าวหรอก ข้าพเจ้าเองแหละ ที่หนักแผ่นดิน ก็ขอว่าเรื่องเบา ๆ เป็นการอุ่นเครื่อง ไปดูเรื่องบทสนทนากับผีกันก่อน หากส่วนใดมีความเห็นเพิ่มเติม ก็จะทำเป็นสีไว้

ผีที่ว่านี่ เป็นผีฝรั่งเสียด้วยครับ ดังจะแสดงเนื้อหาไว้ ดังนี้

คัดลอกจากหนังสือกุญแจชีวิตของนายสัตวแพทย์สมชาย ศิริเทพทรงกลด

เกิดเป็นคน ถูกผีสอน อย่านอนนิ่ง...

เพราะทุกสิ่ง ที่บ่งบอก ทางออกให้...

ต้องหมั่นทำ อย่าประมาท พลาดพลั้งไป...

ผีสอนให้ ทุกคนนั้น หมั่นทำดี...

                                                                      น.สพ.สมชาย  ศิริเทพทรงกลด

ผู้เขียนได้ความรู้มากมาย... จากการที่ได้พูดคุยกับโลกวิญญาณ... ตลอดช่วงระยะเวลาสามปีที่ผ่านมา ...และได้นำบางส่วน ไปลงไว้ในหนังสือ... "ปลุกชีวิต...สู่เส้นทางบุญ" ที่พิมพ์มาแล้วก่อนหน้านี้ และคิดว่า...ความรู้เหล่านี้เป็นเรื่องที่หาได้โดยยาก... จึงรวบรวมเรื่องราวใหม่ ๆ เพิ่มเติมอีก... ซึ่งคิดว่าจะมีประโยชน์กับท่านผู้อ่านแน่นอน... ท่านจะเชื่อหรือไม่ ก็เชิญพิจารณา ด้วยตัวเองเถิด...

คน : ผมไปทำผ้าป่าที่โคราชคราวนี้ทำบุญไปเยอะเลย ตั้งใจอุทิศส่วนบุญส่วนกุศล... ให้คุณโดยเฉพาะเลยนะ ... แล้วคุณ ได้รับผลบุญที่ผมทำให้หรือเปล่า...

ผี :ได้รับแล้วขอบคุณมาก...

คน : แล้วคุณเป็นยังไงบ้าง... สบายขึ้นมากไหม...

ผี : ก็นิดหน่อย...

คน : อ้าว! ทำไมนิดหน่อยหละ... ผมทำบุญให้ตั้งเยอะ นึกว่าคุณจะสบายสุด ๆ ซะอีก...

ผี : ก็ฉันไม่ได้เป็นคนทำเอง... เพียงแต่คอยรับส่วนบุญเท่านั้น อย่างมากก็ได้แค่ 10% ของบุญทั้งหมด ได้แค่นี้ก็ดีแล้ว...

คน : ได้แค่ 10% เองเหรอ... ได้น้อยจัง ตอนที่มีชีวิตอยู่ ก็ต้องรีบทำบุญเยอะ ๆ ซินะ... ถ้าต้องมารอให้ลูกหลานทำให้ก็แย่แน่เลยซิ... แล้วคราวนี้คุณไปเที่ยวไหนมา... ถึงไม่ได้ติดต่อผมหลายวัน...

ผี : ไปเที่ยวเขาใหญ่...

คน : ไปเขาใหญ่อีกแล้ว ทำไมไปบ่อยจัง...

ผี : ก็สมัยที่ฉันยังมีชีวิตอยู่... ฉันเดินทางมาเที่ยวเมืองไทยบ่อยมาก... ฉันทำธุรกิจที่เมืองไทยหลายอย่าง... แต่เหตุผลสำคัญ ที่ทำให้มาเมืองไทยบ่อย ๆ .... คือ ฉันชอบช้าง เพราะเมืองไทยมีช้าง โดยเฉพาะช้างป่าที่เขาใหญ่ น่ารักมาก... เวลาเครียด ๆ ฉันจึงชอบไปคุยกับช้าง ที่เขาใหญ่...

คน : ตอนเป็นคน คุณชอบคุยกับช้าง... คนจะคุยกับช้างได้ยังไง ไม่เชื่อหรอก แถมยังเป็นช้างป่าอีกต่างหาก...

ผี : คุยได้ซิปกติช้างก็สื่อสารกันทางจิตได้อยู่แล้ว... ถ้าเรามีพลังจิตพอ ก็สามารถสื่อสารกับพวกเขาได้ ถ้าไม่เชื่อ ก็ลองถามท่านอาจารย์ดูซิ... อาจารย์ท่านก็ทำได้ คนที่มีชาญ<---น่าจะเป็น ฌาน แสดงว่า ผู้เขียนอาจไม่ใคร่ได้ศึกษาด้านปริยัติธรรมสักเท่าไหร่ เขาก็ทำได้กันหมด... ตอนมีชีวิตอยู่ ฉันก็มีพลังจิตสูงมาก... คุยกับสัตว์ก็ได้ อ่านใจคนก็ยังได้... ใครคิดอะไรฉันรู้หมดหละ... แค่การคุยกับช้างสบายมาก... <---ครูบาอาจารย์ที่เป็นพระอรหันต์ก็ทำได้ครับ แต่เป็นพระอรหันต์ ปฏิสัมภิทา (พระอรหันต์มี ๔ แบบ, สุกขวิปัสสโก-ไม่มีฤทธิ์, เตวิชโช-มีฤทธิ์ทางใจ, ฉฬภิญโญ-มีอภิญญา ๖ แสดงฤทธิ์ได้ทุกประการ สามารถท่องเที่ยวไปในภพต่าง ๆ โดยเอากายเนื้อไปด้วยได้, ปฏิสัมภิทัปปัตโต-ความสามารถครอบคลุมทั้ง ๓ แบบแรก และมีความฉลาดเฉลียวในธรรม เป็นพิเศษ) ถ้าเขาได้จริง สมัยเป็นคน คงปฏิบัติมาทางแนวสามอย่างหลัง ของเก่าเยอะน่าดู แต่ความสามารถจากฌานโลกีย์พวกนี้ เชื่อถือไม่ได้ครับ ยกเว้น ไปเป็นผีแล้ว จะมี "ทิพพเนตร" สามารถรู้เรื่องราวต่าง ๆ ไ้ด้ตามความเป็นจริง ไม่จำเป็นต้องมีของเก่า หรือฝึกฝนใด ๆ เลย

คน : น่าเสียดายจัง ผมอยู่กับช้างตั้งนาน... แต่คุยกับช้างไม่ได้...

ผี : ถึงคุณจะคุยกับช้างไม่ได้... แต่ช้างเขาก็รู้ว่า คุณคิดยังไงกับเขา... ไม่ว่าจะเป็นช้างหรือม้า... พวกเขาสามารถอ่านจิตคนได้ทั้งนั้น...

คน : แล้วตอนนี้ คุณไปทำอะไรที่เขาใหญ่...

ผี : ก็ไปคุยกับช้าง ในโลกวิญญาณซิ มีช้างป่ามากมาย ที่ถูกนายพรานยิงเสียชีวิต... พวกเขาเสียชีวิตก่อนอายุขัย จึงไม่ได้ไปไหนง่าย ๆ หรอก... ช้างเหล่านี้ เขายังใช้ชีวิตเป็นปกติในโลกวิญญาณ... เหมือนช้างป่าทั่วไป...<---ตรงตามที่ครูบาอาจารย์บอก พวกที่ตายก่อนอายุขัย จะกลายเป็น สัมภเวสี วิญญาณเร่ร่อน ไปเกิดไม่ได้ จนกว่าจะหมดอายุขัย ผลบุญก็สนองไม่ได้ ผลบาปก็สนองไม่ได้ ในที่นี้คงจะเป็น สัมภเวสีช้าง กระมัง

คน : มีช้างเผือก ถูกนายพรานยิงตายบ้างไหม...

ผี : ไม่แน่ใจเหมือนกัน มีช้างสวย ๆ เยอะ... ที่ถูกยิงตาย แต่มีตัวหนึ่ง ที่เห็นมีสีขาว เหมือนกระดาษเลยนะ...

คน : มีด้วยเหรอ ช้างสีขาวเหมือนกระดาษ...

ผี : มีจริง ๆ แต่ถูกคนยิงตายไปแล้ว... และยังมีสัตว์แปลก ๆ อีกหลายอย่าง ที่คนยังไม่รู้จัก... มีช้างแคระในเขาใหญ่ด้วยนะ...

คน : แล้วคนฆ่าช้างนี้ บาปมากไหม...

ผี : บาปมากด้วย... ช้างเป็นสัตว์ที่มีบุญมาก รองมาจากคนเลยนะ... แถมช้างบางตัวยังมีบุญคุณ กับคนเลี้ยงมากมาย... ถือเป็นรายได้หลักของครอบครัว... ช้างในสมัยก่อนยังได้ออกรบ กอบกู้ชาติบ้านเมือง... กู้แผ่นดินให้คนไทย ได้อยู่จนถึงทุกวันนี้...

คน : ถ้าฆ่าช้างด้วยเจตนาดีหละ จะบาปไหม...

ผี : บาป... ยังไงก็บาป แล้วคุณจะไปฆ่าเขาทำไม...

คน : แต่ผมทำด้วยเจตนาดีนะ... เขาแก่มาก และป่วยหนักจนลุกไม่ไหว... ผมพยายามช่วยเขาทุกวิถีทางเต็มที่แล้ว... แต่ก็ช่วยอะไรเขาได้ไม่มาก... ผมพิจารณาดูแล้วว่า เขาไม่ไหวจริง ๆ ...ไม่อยากให้เขาทรมานมากกว่านี้ ...จึงฉีดยาให้เขาหลับ และตายไปอย่างสงบ... ผมไม่น่าจะบาปนะ...

ผี : แล้วคุณมีสิทธิอะไร ไปตัดสินชีวิตของคนอื่น... สิ่งมีชีวิตทุกอย่าง เขามีอายุขัยของเขาเอง... เราควรปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ... สัตว์ทุกชนิดรักชีวิตของเขาเอง... แม้ว่าเขาจะอยู่ได้อีกเพียงวันสองวัน... นั่นก็เป็นชะตาชีวิตของเขาเอง... เราจะไปตัดสินชีวิตของคนอื่นไม่ได้หรอก...<---จริง

คน : ทีหลังผมไม่ยอมทำอีกแล้ว... กลัวบาปจริง ๆ หวังว่า เขาจะอโหสิกรรมให้ผมนะ...

ผี : อย่าว่าแต่ช้างเลย สัตว์ทุกชนิด คุณก็ไม่ควรไปฆ่าเขา... โดยเฉพาะ พวกวัว ควาย และหมากับแมว... กรรมที่ทำกับพวกนี้จะมาเร็วมาก... อย่าไปเบียดเบียน หรือรังแกพวกเขาเข้านะ...<---เห็นด้วย ๆ

คน : แล้วคนที่ไปทำแท้งหละ บาปขนาดไหน...

ผี : อันนี้บาปสุดๆ จนไม่รู้จะบอกยังไง... บาปมาก ๆ เพราะถือเป็นการฆ่าจิตที่ยังบริสุทธิ์... กรรมจะตามมาอย่างรวดเร็ว... ชีวิตคนที่เกี่ยวข้อง จะไม่พบความสุขเลย... ถ้าตายไปก็คงจะตกนรกนานแสนนาน... จนแทบจะไม่ได้ผุดได้เกิด...

คน : ถ้าใครบางคน ที่เขาเคยทำแท้งไปแล้ว... ควรจะทำยังไงต่อดี จะได้ผ่อนหนักให้เป็นเบาได้...

ผี : อาจจะเบาขึ้นได้บ้าง... ถ้าเขาสำนึกในบาปที่ทำลงไปจริง ๆ ... แล้วก็ต้องมานั่งคิดดูอีกทีว่า... จะทำอะไร หรือยังไง ให้ดวงวิญญาณ... ที่อาฆาตแค้นนั้น อโหสิกรรมให้... จะได้ไม่ต้องมาจองกรรมจองเวรกันต่อไปอีก...  แต่มันยากนะ ที่จะทำให้เขายกโทษให้แก่เรา... เธอลองคิดดูซิ เขาอาจรอที่จะมาเกิด เป็นพัน ๆ ปี... เพื่อที่จะมีโอกาสได้สะสมบุญ... แต่ดันมีคนไปฆ่าเขา ตั้งแต่อยู่ในท้อง... ทำให้เขากลายเป็นวิญญาณเร่ร่อน... ไม่มีที่อยู่ ที่กิน อดอยาก หิวโหย... ได้รับความทุกข์ทรมานแสนสาหัส... แล้วเขาจะปล่อยคนที่ทำให้เขาเป็นแบบนี้... ลอยนวลอยู่ได้ยังไง เพราะเขาก็มีความโกรธเหมือนกัน... ไม่รู้จะบอกยังไง ให้ทำบุญเยอะ ๆ ก็แล้วกัน... บุญเท่านั้นที่จะทำให้หนักกลายเป็นเบาได้...<---ไผคิดจะทำแท้ง อ่านไว้นะ

คน : เทศน์เก่งแบบนี้ ทำไมคุณถึงใช้ชีวิต...(ในโลกวิญญาณ) ดูลำบากจัง...

ผี : ก็แต่ก่อน ตอนที่มีชีวิตอยู่... ฉันไม่รู้จักพระพุทธศาสนา จึงไม่รู้ว่า... อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ... เพราะความที่ฉัน ไม่รู้จักกฎแห่งกรรม... จึงมีหลายอย่างเหมือนกัน ที่มันผิดพลาด... <---ตรงนี้เห็นด้วยล้านเปอร์เซนต์ครับ

คน : แล้วมารู้จักศาสนาพุทธได้ยังไง...

ผี : ก็อาจารย์ท่านสอน ท่านช่วยชี้ทาง... ให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร... พอรู้ความจริงก็เลยศรัทธา...

คน : แล้วคุณมาอยู่กับอาจารย์ได้ยังไง...

ผี : ท่านคงสงสาร เห็นว่าฉันไม่มีที่อยู่ ที่ไป... ถึงได้ให้ความช่วยเหลือหลาย ๆ อย่าง... ไม่น่าเชื่อว่ามหาเศรษฐีอย่างฉัน... จะตกอยู่ในสภาพนี้ได้ ต้องเป็นภาระให้กับคนอื่น...

คน : ถามจริง ๆ เถอะคุณเคยเป็นมหาเศรษฐีจริง ๆ เหรอ...

ผี : ใช่ซิ... พูดแล้วจะหาว่าคุย... คนที่คุณบอกว่ารวย ยังรวยสู้ฉันไม่ได้หรอก... แต่ก่อนฉันเดินทางไปไหนมาไหน... จะมีบอดี้การ์ดตาม อย่างน้อยสองคันรถ... ไปโรงเรียนที ก็มีคนคอยอารักขา ไม่ต่ำกว่า ๕ คน...

คน : โอ้โห... น่าสงสารจัง... ดูเหมือนติดคุกเลยนะ... เพราะมีคนคอยคุมประพฤติตลอดเวลา...

ผี : ปากไม่ดีอีกแล้วนะเรา... อย่าพึ่งพูดแทรกซิ อุตส่าห์เล่าให้ฟัง... แต่มันก็จริง อย่างที่คุณพูด... ชีวิตฉันไม่เคยมีอิสระเลย ฉันเบื่อที่บ้าน... จึงหนีมาเที่ยวเมืองไทยบ่อย ๆ... แต่ก็มีลูกน้องตามมาอีกเป็นสิบ... สุดท้ายก็เกิดอุบัติเหตุจนได้... ฉันจึงต้องติดอยู่ในเมืองไทยแบบนี้...

คน : น่าสงสารมากเลยนะ... คุณอายุยังน้อย ไม่น่าจะเป็นแบบนี้เลย... แต่ตอนเป็นคนก็น่าอิจฉามาก... เพราะน้องเปรมบอกว่า บ้านของคุณที่ต่างประเทศ... น่าอยู่มากมีพื้นที่ขนาดใหญ่เป็นพัน ๆ ไร่... คนแบบไหนนะ ที่มีโรงหนังห้าดาวส่วนตัว... แถมยังมีสนามแข่งรถส่วนตัวอีก... ถ้าไม่ใช่เปรมบอกผมไม่เชื่อแน่ๆ... คุณเคยมีทุกอย่างมากกว่าที่คนทั่วไปจะมีซะอีก...<---เปรมไหนฟระ คู่หมั้นทาทา ยัง(ไม่คิดจะแต่ง) อะป่าว

ผี : แต่ตอนนี้ซิกลับเป็นตรงกันข้าม...

คน : น่าเสียดายโอกาสนะ ถ้าเอาเงินไปทำบุญ... คงจะได้เป็นมหาเศรษฐีบนสวรรค์แน่ ๆ...

ผี : ที่ต้องมาลำบากอย่างนี้... คงจะเพราะเป็นกรรมจากการปั่นหุ้น... แล้วทำให้คนอื่น ๆ เขาลำบากเดือดร้อน...  แต่ยังดีนะ ที่ยังทำทานไว้เยอะ ถึงยังพอรักษาตัวรอดมาได้... คุณยังมีชีวิต มีโอกาสอยู่ ให้รีบ ๆ ทำบุญเข้านะ<---ว้า...คนปั่นหุ้นคงไม่ได้มาอ่าน exteen

คน : ครับ ๆ ผมจะพยายามทำให้มากที่สุด... เมื่อเช้าผมยังอุตส่าห์ตื่นมาทำวัตรเช้าเลยนะครับ... (นาน ๆ ทำทีขอโม้ไว้ก่อน)

ผี : พูดถึงเรื่องตอนที่เธอสวดมนต์ ไหว้พระ... จำได้ว่า เมื่อเช้านี้ ตอนสวดมนต์เสร็จ เธอไม่ได้แผ่เมตตาเลยนะ...

คน : สวดมนต์เสร็จแล้ว เราต้องแผ่เมตตาด้วยหรือครับ...

ผี : ต้องแผ่เมตตาด้วยซิ... โลกวิญญาณเขาถึงจะได้รับส่วนบุญด้วย... ทั้งผี ทั้งเจ้ากรรมนายเวร... อุตส่าห์มานั่งรอฟังเธอสวดมนต์... พวกเขามารอรับส่วนบุญกันนะ... พอเขารู้ตัวว่า เธอไม่ได้แผ่เมตตาให้... ก็นั่งหน้าเศร้า ได้แต่ถอนหายใจ เสียงดังไปหมด...

คน : ครับ ๆ ผมจะจำไว้ สวดมนต์คราวหน้า... ผมจะไม่ลืมแผ่เมตตาด้วย...

ผี : เกิดเป็นคนไทยโชคดีมากรู้ไหม... พอเกิดมาก็พบพระพุทธศาสนาเลย... ส่วนฉันซิพึ่งจะมารู้จักก็ตอนที่ตายไปแล้ว...<---ตรงนี้เห็นด้วยสุด ๆ อีกแล้ว

คน : แต่คนไทยบางคน ก็ไม่ค่อยรู้ตัวหรอกนะ ว่าตัวเองโชคดี อย่างผมแต่ก่อน... ก็ไม่ได้สนใจธรรมอะไรกับเขาเลย... นึกว่าตายแล้วสูญ ตายแล้วหมดเรื่องหมดราว... เกือบจะตายไปพร้อมกับความโง่เขลาเบาปัญญาแล้วซิ.... ดีนะที่ท่านอาจารย์มาช่วยชีวิตไว้... แล้วที่คุณบอกผมว่าตอนที่คุณยังมีชีวิตอยู่... คุณสามารถอ่านใจคนอื่นได้... แล้วอ่านใจสัตว์ก็ได้ด้วยใช่ไหม...

ผี : ใช่...

คน : แล้วตอนนั้น คุณมีตาทิพย์ด้วยหรือเปล่า...

ผี : มีซิ แต่ไม่ได้เก่งแบบอาจารย์นะ...

คน : ที่ผมสงสัยคือ คุณมีตาสั้นข้างหนึ่ง... ยาวข้างหนึ่ง แบบอาจารย์หรือเปล่า....

ผี : ใช่ สั้นข้าง ยาวข้าง... มีอะไรเหรอ...

คน : ก็ผมถามมาหลายคนแล้ว... คนที่มีตาทิพย์ทุกคนที่ผมเจอ... ทำไมมีตาสั้นข้างหนึ่ง ยาวข้างหนึ่งเป็นแบบนี้ทุกคนเลย...<---ไม่รู้เหมือนกัน ไม่เคยมีตาทิพย์

ผี : คงจะมีไว้สำหรับแยกภาพ จะได้ไม่สับสน... ระหว่างภาพในโลกมนุษย์ กับภาพในโลกวิญญาณ...

คน : แล้วเวลาที่คนเราย้ายจิตออกจากร่าง... ในหนังสือที่ผมเคยอ่าน เขาเขียนว่า... จะมีสายใยชีวิต ที่เชื่อมระหว่างจิตกับร่างกาย... คุณเคยสังเกตดูจิต ของพวกฝรั่งที่มาหาอาจารย์... ไหมว่ามีสายใยพวกนี้อยู่หรือเปล่า...

ผี : ไม่มีหรอก ไม่เคยเห็นสายใยอะไรเลย เวลาอาจารย์ย้ายจิตออก ก็ไม่เห็นมี... ของคนอื่น ที่มาหา ก็ไม่เคยเห็น... เห็นแต่แสงบารมีของแต่ละคน...<---ตรงกับในพระไตรปิฎก และที่ครูบาอาจารย์บอกไว้ว่า กายทิพย์จะมี รัศมีกาย สว่างมากน้อย ตามบุญบารมี มีคนเล่าให้ฟังว่า เขาเคยเห็นนิมิตคล้าย ๆ โอภาส(ซาลอน) จำได้ว่า สว่างมาก คล้ายกับ มีคนเอาสป็อตไลท์สักพันดวง มาจ่อที่หน้า แต่ไม่ร้อน สว่างขนาดนั้น ถ้ามองด้วยตาเนื้อ คงตาบอดไปเลย แต่ในนิมิต จะสว่างเท่าไหร่ ตาก็ไม่ยักบอด ไม่ปวด ไม่แสบใด ๆ แถม พอแอบลืมตาดู ก็ไม่เห็นมีแสงอะไรเลย

คน : แสงบารมีของอาจารย์ เป็นยังไงบ้าง...

ผี : ก็มีสีขาวใสสว่างกว้างหลายเมตร...

คน : แล้วของหลวงปู่หละ เคยเห็นหรือเปล่า... ว่าเป็นยังไงเวลาที่ท่านลงมาเยี่ยม...

ผี : หลวงปู่เป็นพระอรหันต์ แสงบารมี... ของท่านจะสว่างมาก ไม่มีขอบเขต ไม่มีที่สิ้นสุด...

คน : เคยคุยกับท่านไหม...

ผี : ใครจะไปกล้าคุยด้วย ได้มีโอกาส... กราบนมัสการท่าน ก็บุญมากแล้ว...

คน : ทำไมเทวดาถึงชอบมาพูดคุยกับอาจารย์... ตอนดึก ๆ เกือบทุกวัน...

ผี : ไม่เห็นจะแปลกเลยคนดี ๆ... เขาก็ต้องคบกับคนดีด้วยกัน ไม่เช่นนั้น... จะคุยกันรู้เรื่องเหรอ เทวดาเขาก็ต้องคุยกับคนดี... มีศีลมีธรรม จะได้มาร่วมอนุโมทนาบุญด้วย... อริยบุคคลในสมัยนี้มีไม่มากนักหรอกนะ... และที่สำคัญ การลงมาพบอริยบุคคล ที่โลกมนุษย์... มันง่ายกว่า ที่จะขึ้นไปในภพภูมิที่สูงกว่าตน... เทวดาชั้นที่ต่ำกว่า จะขึ้นไปหาเทวดาชั้นที่สูงกว่า... ถือเป็นเรื่องยาก ดังนั้นเวลาที่มีเทพชั้นสูง ลงมาเกิดในโลก... ก็ถือว่าเป็นโอกาสดี ที่จะเข้าพบประพูดคุยด้วย...<---ตรงกับเหตุผลที่พระพุทธเจ้า เสด็จไปโปรด พระพุทธมารดา ที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ไม่ไปโปรดถึงที่ ที่ชั้นดุสิต เหตุเพราะเทวดาชั้นที่ต่ำกว่า จะขึ้นไปฟังธรรมที่ชั้นดุสิต ได้ลำบากนั่นเอง

คน : เป็นแบบนี้เอง... แล้วคุณรู้ไหม... ว่าสวรรค์ชั้นแรก ๆ อยู่ตรงไหน...

ผี : สวรรค์ชั้นแรกเหรอ... น่าจะอยู่แถวดาวเนปจูน หรือดาวพลูโต นู้น...

คน : โอ้โห... อยู่ไกลเหมือนกันนะ... ตอนแรกนึกว่าอยู่ที่ชั้นบรรยากาศของโลกซะอีก... ไกลขนาดนี้ เทวดาเขาเดินทางนานไหม... กว่าจะไปถึงสวรรค์...

ผี : ไม่นานหรอก... แค่คิดว่าอยากจะไปก็ถึงทันที...

คน : คุณเคยเห็นนางฟ้าไหม...

ผี : เคยซิ...

คน : นางฟ้า สวยกันทุกคนเลยเหรอ...

ผี : ใช่...<---อยากเห็นมั่งจัง

คน : ผมอยากจะมองเห็นนางฟ้าบ้างจัง... น่าจะมีใครทำอุปกรณ์พิเศษ... ที่ทำให้คนทั่วไป มองเห็นโลกวิญญาณ... รับรองว่า คนจะทำบาปน้อยลงเยอะ...

ผี : มีซิ ทุกวันนี้ก็มีคนทำได้... เป็นนักวิทยาศาสตร์ในเยอรมัน... คนนี้เขาเก่งมากเลยนะ เขาชอบทำอุปกรณ์แปลก ๆ... ที่ทำให้คนทั่วไปสามารถสื่อสารกับวิญญาณได้...<---ไม่รู้จริงป่าว แต่เรื่องราวที่ครูบาอาจารย์เล่าให้ฟัง มันอัศจรรย์กว่านี้เยอะ แค่นี้เรียกว่า จิ๊บ ๆ แต่อย่างที่เราทราบกันดีว่า พระพุทธเจ้าท่านเคยกำใบไม้มากำมือหนึ่ง แล้วถามพระอานนท์ว่า ใบไม้ในมือของพระองค์ กับใบไม้ในป่า อย่างไหนมีเยอะกว่ากัน แล้วพระอานนท์ก็ตอบว่า ใบไม้ในป่า เยอะกว่าอย่างเทียบกันไม่ได้ พระพุทธเจ้าข้า แล้วพระพุทธองค์จึงทรงแสดงธรรมว่า ความรู้ที่พระองค์ทรงตรัสรู้นั้น เปรียบได้กับใบไม้ในป่า ส่วนที่พระองค์นำมาสอน ก็เปรียบได้กับ ใบไม้ในมือของพระองค์ซึ่งเป็นไปเพื่อมรรคผลนิพพาน ส่วนใบไม้ในป่า ไม่ใช่ ดังนี้แล้ว จึงมีศาสตร์ในจักรวาลนี้อีกมากมายมหาศาล ซึ่งเรายังไม่รู้ และอาจมีอยู่จริง ทว่าเป็นศาสตร์ที่ไม่ได้เป็นไปเพื่อ มรรคผลนิพพาน จึงควรพิจารณาเป็น สิ่งที่รู้ไว้ใช่่ว่า ใส่บ่าแบกหาม อย่าไปมัวนั่งพิสูจน์ หรือคิดใคร่ครวญว่า มันจะจริงหรือ เสียเวลาเปล่า

คน : เก่งขนาดนั้นเลยเหรอ... ไม่เห็นจะเคยได้ยินชื่อเลย...

ผี : มี... มีจริง ๆ ในอเมริกาก็มี... แต่เขาใช้วิธีจับคลื่นพลังงาน... สู้ของคนเยอรมันทำไม่ได้...

คน : เขาน่าจะเผยแผ่เรื่องนี้ให้คนอื่นได้รับรู้นะ... คนจะได้ทำบุญกันเยอะ ๆ ตายไปจะได้ไม่ลำบาก... ถ้าพวกเขาได้รับรู้เรื่องโลกหลังความตาย... ว่ามีอยู่จริงหลาย ๆ อย่างในโลกก็คงจะดีขึ้น...

ผี : ศาสนาแทบทุกศาสนา เขาก็บอกก็สอนแล้วนะ... แต่คนเราไม่สนใจกันเอง...

คน : ในโลกนี้มีผีดิบแบบในหนังไหม...

ผี : มีซิ... มีในหลายประเทศ... ไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซีย จีน อินเดีย มีหมด...

คน : แล้วผีดิบจีนเวลาไปไหนมาไหน... กระโดด ดึ๋ง ๆ แบบในหนังหรือเปล่า...

ผี : ใช่...<---เย้ย...อย่างงี้ก็มีแดร็กคิวล่า กับแฟรงเก้นสไตน์ ด้วยซี

คน : แล้วในประเทศอื่น ๆ เป็นแบบไหน...

ผี : ก็แล้วแต่วิชาอาคมของแต่ละท้องถิ่น... บางพื้นที่ก็มีการปลุกผีดิบเอามาไว้เป็นทาสรับใช้... เขาใช้ทำอะไรก็ต้องทำหมดไม่ว่าจะเป็นงานหนักขนาดไหน... แม้กระทั่งใช้ไปฆ่าคน ก็ต้องทำตามที่เจ้านายสั่ง...<---อันนี้เมืองไทยก็มี พวกเลี้ยงกุมารทอง ลูกกรอก(ไม่ใช่ไส้กรอกนะ อันนั้นอยู่ในเซเว่น เลี้ยงเมื่อไหร่มานิมนต์ข้าพเจ้าไปด้วย) หรือพวกเลี้ยงผี ก็คือ เลี้ยงพวกสัมภเวสี ที่ยังไม่สามารถไปเกิดได้ ต้องรอหมดอายุขัย พวกนี้น่าสงสารมาก ถ้าไม่มีใครคิดถึง พวกญาติทั้งหลาย คิดว่า ตายแล้ว แล้วกัน หรือ อยู่นอกศาสนา ไม่รู้วิธีทำบุญ วิญญาณพวกนี้จะโหยหิว แห้งแล้ง จึงถูกพวกหมอผี จับไปเลี้ยงไว้ใช้งานได้ง่าย พวกนี้บางทีถูกใช้ให้ไปทำงานที่เป็นบาป ไม่เต็มใจ ก็ต้องทำ

คน : เอาผีมาใช้งานแบบนี้ จะบาปหรือเปล่า...

ผี : บาปซิ...

คน : ดีนะที่บ้านเราไม่มีวิชาแบบนี้... อย่างมากก็แค่ขอน้ำมัน มาทำน้ำมันพราย...

ผี : นั่นก็บาปมากเหมือนกัน... เอาวิญญาณเขามากักขังไว้ในน้ำมัน... ใช้เขาทำในสิ่งที่ไม่ดีไม่งามต่าง ๆ อย่าไปยุ่งกับเรื่องแบบนี้ เด็ดขาดนะ...<---ตรงตามที่ครูบาอาจารย์เล่าให้ฟัง ท่านว่า น้ำมันพรายนี่ เอาไปเติมในน้ำมันอะไร ก็กลายเป็นน้ำมันพรายหมด คนโดนเข้าไปนี่ เป็นบ้าได้ น่ากลัวมาก อย่าได้ไปยุ่งเชียว

คน : คุณคิดยังไงกับร่างกายมนุษย์... มันเหม็นแบบที่ผมเคยได้ยินมาหรือเปล่า...

ผี : เหม็นซิเหม็นมากด้วย... ร่างกายของมนุษย์ เต็มไปด้วยสิ่งสกปรกต่าง ๆ... ทั้งอุจจาระปัสสาวะ เหงื่อไคล ขี้หู ขี้ตา... เต็มไปด้วยสารพัดขี้เลยหละ... เห็นแล้วก็เหมือนถุงขี้ที่เดินได้... ถ้าจิตใจสกปรกด้วยแล้วก็ โคตรเหม็นเลย... เหม็นไปไกลหลายสิบเมตร... เหมือนกับที่ตัวเธอได้กลิ่นเหม็นของหมาเน่า... ยังไงยังงั้น ยิ่งเวลาที่ฉันไปเที่ยวห้างสรรพสินค้านะ... โอ้โห... เหม็นสุด ๆ เห็นแต่งตัวสวย ๆ ที่แท้เน่าใน... เหม็นจนปวดหัวเลยนะ... ในทางตรงกันข้ามถ้าเป็นคนจิตใจดี มีศีลมีธรรม... กลิ่นตัวจะไม่เหม็นเลย แถมยังหอมไปได้ไกลด้วย...<---ตรงกับในพระไตรปิฎก ท่านว่า เทวดาจะเหม็นกลิ่นตัวของมนุษย์มาก หนีห่างออกไปให้ไกลที่สุด ไม่จำเป็นจะไม่มาเมืองมนุษย์เลย และอีกตอนหนึ่งว่า กลิ่นของศีล หรือ กลิ่นของพรหมจรรย์นั้น หอมทวนลม

คน : มิน่าละ ชวนไปเที่ยวห้างด้วย... ไม่เห็นยอมไปซักที ที่แท้ก็เหม็นคนนี่เอง... ผมไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมถึงเหม็น... ก็เห็นเขาแต่งตัวสะอาดสะอ้านกัน... แถมยังใส่น้ำหอมด้วยนะเห็นแล้วสบายตา สบายใจ จะตาย... ก็คุณเห็นแต่ร่างกายภายนอก หยาบ ๆ... ส่วนกลิ่น คุณก็ได้แต่กลิ่นหยาบ ๆ...มันยังมีรูป และกลิ่น ที่ละเอียดกว่านั้น... และยังมีอีกหลายอย่าง ที่คนทั่วไปไม่รู้... อย่างคนบางคน ที่มีชื่อเสียงมาก ๆ... มีคนเคารพนับถือกราบไหว้บูชามากมาย... แล้วคุณรู้เหรอว่า เขาดีจริงหรือเปล่า... ลาภสักการะ ชื่อเสียงภายนอก... เป็นเพียงมายาของโลก... มันรับรองคุณธรรมความดีของคนไม่ได้หรอก... แต่ผีรู้ เทวดารู้ ว่าใครดีไม่ดีอย่างไร... ดังนั้น ส่วนใหญ่แล้ว คนที่โลกสรรเสริญเยินยอ... กับคนที่เทวดาสรรเสริญเยินยอ จะเป็นคนละคนกัน... คนฉลาด คนมีปัญญา ต้องสรรเสริญคนที่ควรสรรเสริญ... ถ้าไปสรรเสริญคนชั่ว หรือไปตำหนิคนดี ก็จะบาปได้...<---โด่เอ้ย...ก็ชวนไปเที่ยวห้างขาย ยาตราใบโพธิ์ เสียก็สิ้นเรื่อง ไม่เหม็นคน แต่เหม็นยาแทน

คน : ขอบคุณที่ชี้แนะ... แล้วผมจะรู้ได้ยังไงว่าใครเป็นคนดีจริง... หรือไม่ดีจริง...

ผี : ก็ให้ดูนาน ๆ ซิอย่าไปเชื่อตามคนอื่น... แต่ให้พิจารณาดูว่า เขาเป็นคนมีศีลมีธรรมจริงไหม... เขาเดินตามแนวคำสอนของพระผู้มีพระภาคหรือเปล่า...

คน : ครับ... ขอบคุณครับ... วันนี้คุยกันแค่นี้ก่อนนะครับ... ผมซักจะมึน ๆ แล้วได้ความรู้เต็มไปหมดเลย... ขอบคุณมากนะครับ...

สงสัยอะไรโทรมาที่ 081 9165299

ปริศนาธรรมในงานศพ ให้ข้อคิดสะกิดใจ โดย พระมหาพรชัย กุสฺลจิตโต

เมรุ (อ่านว่า เมน)

เมรุมาศ สวยบาดตา รู้ไหมว่า ไว้ทำไร

ชีวิตคน ก็แค่นี้ ไม่ฝังผี ก็เผาไฟ

เห็นแล้ว รีบปลงใจ ไม่วันใด ถึงตาเรา 

เดินตรง ลงจากเมรุ ความคิดเต้น เรื่องการงาน

เรื่องเงิน เรื่องการบ้าน วุ่นคิดนาน ไม่ลงตัว

มัวคิด แต่เรื่องนอก จะขอบอก อย่าเมามัว

เมาคิด ติดพันพัว ย้อนดูตัว รั่วจริงเรา

 ฉลาดคิด มิโฉดเขลา ว่า "คนเรา ไม่พ้นเมรุ" 

เพื่อความสมบูรณ์ของ เนื้อหา ข้าพเจ้าขอขันอาสา หากใครมีข้อสงสัย ข้อปฏิบัติเกี่ยวกับเรื่องงานศพ เชิญคอมเม้นท์เข้ามา ข้าพเจ้าจะพยายามไปค้นคว้าหาคำตอบให้ และแม้หาไม่ได้ ก็จะได้ไถ่ถามผู้รู้ แล้วนำมาบันทึกไว้ เพื่อประโยชน์ของสาธุชน สืบไป ฯ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

โอ้ว... อ่านแล้วเสียวๆ sad smile
แต่ถึงตรงที่เค้าว่าเกิดเป็นคนไทยนี่ดีเพราะได้เจอศาสนาพุทธเลยนี่แอบพยักหน้านิดๆ..แบบว่าเห็นด้วย -w-

แล้วคนที่มีตาทิพย์จะตาสั้นข้างยาวข้างจริงเปล่าอ่ะ..
ถ้าเป็นงั้นจริงจะไปบอกแม่ แม่ตาสั้นข้างยาวข้าง =O=!

#1 By แป้งจิกี้ on 2008-09-03 14:54

ตอบความเห็นที่ ๑

ต้องไปถามคนเขียนเอานะ เบอร์อยู่ข้างบนแล้ว

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#2 By Dhammasarokikku on 2008-09-03 14:59

*** อายุต่ำกว่า 18

คุยกับผี..
เรื่องจริง?

embarrassed

#3 By YognNoop on 2008-09-03 15:12

คุยกันสนุกดีจังเลย ^_^
Hot!

หลวงพี่เคยเห็นแสงอะไรบ้างมั๊ยคะ เวลาปฏิบัติ *-* จริงๆก็รู้ละนะ ว่านิมิตพวกนี้เป็นสิ่งไม่ควรไปสนใจ แหะๆ อยากรู้อยากเห็นเฉยๆค่ะ

#4 By Rinna ♥ on 2008-09-03 15:54

ตอบความเห็นที่ ๔

อ๋อ ไอ้ที่ว่า "มีคนเล่าว่า" นั่นแหละ
(ฮ่วย อุส่าห์ เลี่ยงอาบัติปาจิตตีย์ แล้วนะนี่)

ความอยากรู้อยากเห็นนี่แหละ ที่เป็นตัวขวางความก้าวหน้าในการปฏิบัติ ดูซี ขนาดยังไม่เคยเห็น ยังอยากเห็นเลย พอเห็นแล้ว มันสวยสดงดงามเหลือจะเอ่ย คราวนี้เลยติดนิมิตกันงอมแงม เขาว่า มันคล้ายกับเรื่อง what dreams may come นั่นแล แต่อาจจะสวยกว่า เพราะไม่มีข้อจำกัด ด้านแสง สี ฟิล์ม เหมือนภาพยนตร์

แม้เป็นเรื่องราว ก็สนุกยิ่งกว่าหนังฮอลีวู๊ด แสง สี เสียง เต็มสตรีม ตื่นเต้น เร้าใจ และแฟนตาซี ยิ่งกว่า วอล์ทดีสนีย์ ฟิซซ่า ดรีมเวิร์ค และอื่น ๆ ผสมกัน

ใครได้เห็นครั้งหนึ่ง ต้องติดใจ อยากเห็นอีก

คราวนี้กลายเป็นเกิดความโลภ นั่งสมาธิเพื่อให้เห็น
ก็เลยไม่เห็น พอไม่เห็นก็เครียด การปฏิบัติก็ถอยหลัง

หรือยังเห็นอยู่ ก็ดูไปเรื่อย ฟังไปเรื่อย เพลินอยู่กับนิมิตนั้น ก็ไม่ต้องไปไหนเหมือนกัน

ฉะนั้นท่านจึงว่า สมควรยิ่งแล้ว ที่จะละนิมิตทิ้งเสีย

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#5 By Dhammasarokikku on 2008-09-03 16:12

แหะๆๆๆ

โอเช ไม่สนใจดีก่าเนอะ

#6 By Rinna ♥ on 2008-09-03 16:49

"กลิ่นของพรหมจรรย์นั้น หอมทวนลม"
จริงหรอ หลวงพี่ เค้าก็ยัง เวอจิ้น นะ หอมทวมลมจิงหรอ
ย้อเย่นน่ะ

คุยกับผีนี่ดูน่าสนุกดีนะ ได้ความรู้ใหม่ๆ เยอะแยะ

ว่าแต่ว่า เรื่องสวดมนต์แล้วต้องแผ่เมตตานี่จริงรึป่าวหลวงพี่
เพราะปกติก็สวดมนต์ก่อนนอนทุกคืน (ส่วนใหญ่จะแบบสั้น)
แต่ไม่ได้แผ่เมตตา ถ้ารู้ว่าผีมารอจะได้แผ่เมตตาไปให้
ไม่งั้นมารอเก้อกันหมด


#7 By MANA Cross on 2008-09-03 17:33

ตอบความเห็นที่ ๗

เย้ย...

พรหมจรรย์ในที่นี้ หมายถึง การประพฤติพรหมจรรย์เจ้าค่ะ

มะชะ สาวพรหมจรรย์

อย่างงี้ เดะ ๆ ก็หอมกันหมดดิ

เรื่องแผ่เมตตาหน่ะ ทำบ่อย ๆ ยิ่งบ่อยยิ่งดี อาจไม่จำเป็นต้องเป็นการสวดมนต์ก็ได้ ทำอะไรแล้วมีความสุข ก็แผ่ให้หมด ทำความดีทุกอย่าง ก็แผ่ให้หมด อะ วันนี้ตัดใจไม่เล่นเน็ต เพื่อทำการบ้านให้เสร็จ

ตัดใจแล้ว ก็แผ่เมตตาได้

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#8 By Dhammasarokikku on 2008-09-03 17:47

อุอุ นึกว่าหมายถึง virgin open-mounthed smile จะได้เวอจิ้นต่อไป

แล้วเวลาแผ่เมตตานี่จำเป้นต้องเป็นบทสวดแบบภาษาบาลีมั้ยหลวงพี่
หรือว่า นึกๆ ภาษาไทยเอาก็โอเค

มีแบบสั้นๆ มั้ย หลวงพี่ จะได้แผ่ได้บ่อยๆ แบ่งๆ กันไปนะ big smile

#9 By MANA Cross on 2008-09-03 18:00

ตอบความเห็นที่ ๙

ชอบแบบไหนเอาแบบนั้นละ

ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ โอเค

ภาษาบาลี ก็ไม่ห้าม

อย่างที่ข้าพเจ้าใช้ประจำคือ ขอบุญทั้งหลายที่ข้าพเจ้าบำเพ็ญแล้ว ตั้งแต่ต้น จนถึงปัจจุบัน จงสำเร็จแก่ท่านทั้งหลาย ทั่วสากลพิภพ (จบ)

หรือ อยากต่อไปอีกว่า ท่านที่ได้ทุกข์ ขอท่านจงมีความสุข ท่านที่ได้สุข ขอให้สุขยิ่ง ๆ

ถ้าว่าเป็นบาลีสั้น ๆ ก็

อะหัง สุขิโต โหมิ ขอให้ข้าพเจ้ามีความสุข
อิทัง เม ญาตีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย
ขอบุญนี้จงสำเร็จ แก่ญาติทั้งหลาย ของข้าพเจ้าเถิด
ขอญาติทั้งหลายจงเป็นสุข ๆ เถิด

แนะนำว่า ภาษาไทยดีกว่า ได้ฟีล
บาลีว่าไปปาว ๆ ไม่ได้คิดตาม ไม่ค่อยได้ผล

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#10 By Dhammasarokikku on 2008-09-03 18:18

ชอบตอนนี้จังแฮะbig smile

น่าเสียดาย...
บางวิญญาณ(ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรดี)ตายแล้วรู้กฎแห่งกรรม
แต่เกิดใหม่ก็ลืมอีก ตายก็รู้อีก
วนอยู่อย่างนี้ไม่จบไม่สิ้น

แผ่เมตตา..
บางทีนึกอิ่มใจ แผ่ไปไม่เป็นบทก็มี
ไม่พูด แต่กำหนดจิตเอาว่า"แด่สรรพสัตว์ทั้งหลาย"
เพราะช่วงอิ่มบุญเกิดแป๊ปเดียว
อีกอย่าง..ตั้งแต่เด็กแล้ว
ถ้าไม่ดูเนื้อ ก็สวดแผ่เมตตาไม่ถูกสักทีsad smile
ไม่ก็ผิดๆถูกๆ

บางวันเนียน
ไม่สวดมนต์ตอนเช้าท่บ้าน
ไปสวดแล้วน้อมจิตที่หน้าเสาธงแทน
แต่ก็ได้บ้างไม่ได้บ้างล่ะนะ
เวลาเข้าแถวเคารพธงชาติ
เด็กๆวุ่นวายจะตายopen-mounthed smile

#11 By SEsai*im อิ่มๆ on 2008-09-03 20:05

หวายๆๆๆ

ดีจายเจงๆ ที่เรื่องที่ส่งไปให้มีประโยชน์กะเขาบ้าง

ง้าๆๆๆ อนุโมทนาเน้อ

โยมดั้นด้นไปที่พะเยามาแว้วล่ะ
สำนักปฏิบัติธรรมแม่ชีอรุณีวิเวกาศรมใช่ม๊า
แต่ไม่ได้เจออาจารย์แม่ชีหรอกนะ
ไปเยี่ยมชมและพูดคุยกับลูกศิษย์ท่านที่ชื่อหมอพรทิพย์
พอดีว่าตอนนั้นมีกลุ่มคนมาพัฒนาจิตพอดี
ก็ไปดูแนวและสอบถามข้อปฏิบัติเพื่อแก้ไขตัวเองน่ะ
ขอบคุณหลายๆเน้อค้าบsurprised smile

#12 By โยมฟ้า (117.47.125.222) on 2008-09-03 20:32

ตอบความเห็นที่ ๑๒

เย้...ได้บุญแล้ว โมทนาด้วย

เดี๋ยวออกพรรษาคงได้เจอ อ.แม่

วิปัสสนาล้วนนะขอบอก เข้มสุด ๆ

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#13 By Dhammasarokikku on 2008-09-03 20:36

สวดมนต์ แล้วต้องแผ่เมตตาด้วย -- จริงหรือ?
พอดีพึ่งกลับมาท่องได้เดือนนึง
แล้วก็ขอบคุณสำหรับบทแผ่เมตตา+เรื่องราวที่เอามาฝาก

ส่วนเรื่องนิมิตนี่เห็นแล้วมันงง ถึงไม่ตั้งใจจะเห็นมันก็เห็นอะ ไปต่อไม่เป็นเลยทิ้งไป แล้วเวลาที่จิตเป็นสมาธิ นิมิตที่เคยได้มันจะปรากฏใช่หรือป่าว?

พอดีเมื่อวานนั่งไล่อ่านบล็อกของหลวงพี่(เรียกถูกมั้ย?)ไปเจอคอมเมนต์ของคุณมนตราเรื่องหนังของธิเบต(ถ้าเข้าใจพลอตเรื่องไม่ผิด)ก็เลยนึกไปถึงหลวงพ่อฤาษีลิงดำตอนที่กินเจบ้าง ฉันจังหันบ้าง จากนั้นท่านก็มาสำรวจดูใจแล้วว่ากิเลสมันไม่ลดลงเหมือนกัน ต่อจากนี้ ลืม
คือคิดว่า มันต้องไปฝึกที่ใจรึเปล่า?(ฝึกยังไงอะ)

รบกวนมากไปมั้ยsad smile

#14 By klu (124.121.185.124) on 2008-09-03 20:53

ตอบความเห็นที่ ๑๔

สวดมนต์ แล้วต้องแผ่เมตตาด้วย -- จริงหรือ?

-จริง

พอดีพึ่งกลับมาท่องได้เดือนนึง
แล้วก็ขอบคุณสำหรับบทแผ่เมตตา+เรื่องราวที่เอามาฝาก

-โมทนาสาธุ

ส่วนเรื่องนิมิตนี่เห็นแล้วมันงง ถึงไม่ตั้งใจจะเห็นมันก็เห็นอะ ไปต่อไม่เป็นเลยทิ้งไป แล้วเวลาที่จิตเป็นสมาธิ นิมิตที่เคยได้มันจะปรากฏใช่หรือป่าว?

-ทิ้งไปก็ได้ แต่เก็บไว้ก็มีประโยชน์(มาก)
เท่าที่ศึกษามา พบว่า คนไปหลงติดนิมิตกันเยอะ เลยมักจะแนะให้ทิ้งนิมิตดีกว่า นิมิตเป็นดาบสองคม ถ้าจับมันไม่ถูก มันก็มาฟันเรา ตายเอง

ถ้าจับถูก ก็จะเป็นเครื่องประหารกิเลสที่ดีมาก ที่เขาเรียกว่า ตัดกิเลส เป็นสมุทเฉทปหาน คือ ตัดแบบถอนรากถอนโคน ทีเดียวเหี้ยนไปเลย

เดี๋ยวแบบละเอียด เอาไปขึ้นเอ็นทรี่ใหม่ดีกว่า ท่าจะยาว

ตรงนี้เอาย่อ ๆ ก่อน

ที่ว่าจิตเป็นสมาธิแล้ว ของเก่าจะโผล่มา ตามความเข้าใจของข้าพเจ้า(ไม่ชัวร์นะ) คิดว่า ใช่ แต่ก็ต้องดูนิมิตด้วยว่า โผล่มาเป็นอะไร ถ้าเป็นนิมิตไร้สาระ ก็ทิ้งมันไปเลย แต่ถ้าโผล่มาเป็นกระดูก เป็นซากศพ อย่างนี้น่าสนใจ

พอดีเมื่อวานนั่งไล่อ่านบล็อกของหลวงพี่(เรียกถูกมั้ย?)ไปเจอคอมเมนต์ ของคุณมนตราเรื่องหนังของธิเบต(ถ้าเข้าใจพลอตเรื่องไม่ผิด)ก็เลยนึกไปถึง หลวงพ่อฤาษีลิงดำตอนที่กินเจบ้าง ฉันจังหันบ้าง จากนั้นท่านก็มาสำรวจดูใจแล้วว่ากิเลสมันไม่ลดลงเหมือนกัน ต่อจากนี้ ลืม
คือคิดว่า มันต้องไปฝึกที่ใจรึเปล่า?(ฝึกยังไงอะ)

-พอดีเรื่องนี้ เตรียมจะขึ้นเอ็นทรี่ใหม่ แต่เนื้อหาหนักมาก เลยหนีไปเขียนเรื่องการเมือง เสีย ๒ วันแล้ว ตามที่คุณเข้าใจ ก็ถูกแล้ว คือ ไปทรมานร่างกาย มันไม่มีประโยชน์ สู้ฉันด้วยการพิจารณา ฉันด้วยความมีสติ ให้เกิดปัญญาไม่ได้

ทั้งการปฏิบัติให้เข้มข้นนั้น เสี่ยงต่อการสร้างสักกายทิฏฐิ หรือ อัตตา หรือ ตัวตน ด้วย

ข้าพเจ้าทดลองกับตัวเอง พบว่า มันเกิดจริง ๆ เวลาเราปฏิบัติเข้มกว่าคนอื่นแล้ว เราจะรู้สึกว่า เราเคร่งกว่าคนอื่น

ทางที่ลัดตรงที่สุด คือ ไปแอบปฏิบัติซะ อย่าให้คนอื่นเห็นเวลาเราปฏิบัติ คนอื่นเห็นแล้ว มันเกิด "มานะ"

ไม่ใช่ มานะ มานี ชูใจ ปิติ เจ้าโต สีเทา เจ้าแก่ นะ

ไม่ใช่ เป็นเพื่อนกับ มามะมาซิจ๊ะ

และไม่ใช่ความหมายในภาษาไทยว่า มานะ คือ ความพากเพียร วิริยะ อุตสาหะ ด้วย

มานะ ในที่นี้ คือ ทิฏฐิมานะ หรือ ความคิดว่า เราดีกว่าคนอื่น เมื่อเราปฏิบัติเข้มข้นขึ้น มันจะตามเรา เหมือนเงาตามตัว หากทำลายมันเสียได้ ก็เป็นอันจบ หรือแม้ทำลายไม่ได้ แต่ทำให้เบาบาง ชีวิตก็มีความสุขเช่นกัน

ทีนี้ถ้าปฏิบัติ แบบธิเบต แล้วไม่เจริญปัญญา ก็ไม่ต่างอะไรจากศาสนาพราหมณ์ หรือศาสนาเดียร์ถีย์อื่น ๆ ซึ่งเรื่องการทรมานร่างกายนั้น เขาคิดค้นกันให้มหัศจรรย์กว่าธิเบตมากมาย และมีประวัติศาสตร์ยาวนานยิ่งกว่า ศาสนาพุทธเสียอีก

ทำกันจนแทบไม่รอดชีวิต แต่ก็ไม่ได้บรรลุอะไร แม้มหาบุรุษเองก็เคยลอง ทำอย่างชนิดที่ว่า ถ้าเป็นผู้อื่นทำ ก็มรณัง กันไปหมดแล้ว

ท่านอุตส่าห์ตรัสรู้สำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วบอกทางที่ลัดตรงเข้านิพพาน คือ ทางสายกลาง สบายด้วย ง่ายด้วย เร็วด้วย แต่ก็ยังมีคนที่คิดว่า ทางสุดโต่ง คือ ทางแห่งการหลุดพ้น

แล้วก็มีคนไปศึกษาวิธีทรมานร่างกายของเขา แล้วก็เอาเขามานับถือว่า เขาช่างเป็นผู้ที่ทุ่มเทในการฝึกตนมากมาย ว่าแล้วก็ เอาคนที่ตัวเองนับถือ ไปข่มคนอื่นว่า คนที่ชั้นนับถือนี้ เคร่งกว่าใครทั้งหมด

มันน่าสงสารไหมเล่า

ยังไม่ทันเริ่มปฏิบัติ ก็เริ่มพอกมานะ แล้ว

แค่ไปเลือกพระมานับถือ ก็คิดว่า ฉันเลิศเสียเต็มประดา

นี่ถ้าได้เดินจงกรมสักรอบหนึ่ง คงคิดว่า ตัวเองตรัสรู้เลยกระมัง

คนที่มีจิตเป็นกุศล แล้วมีความคิดเช่นนี้อันตรายครับ

เพราะเขากำลังก้าวสู่การปฏิบัติ ถ้าก้าวแรกเหยียบพลาด ก็มีแนวโน้มหลงทางได้สูง

เคยพบมาเยอะแล้ว ถึงขนาดเขียนหนังสือชื่อเรื่องว่า "นิพพาน" ก็มี

อ่านดูแล้ว พุทโธ๋...แค่อุปจารสมาธิเท่านั้น คิดว่าเป็นนิพพาน แล้วก็เอาประสบการณ์นิพพานของเขาไปเผยแพร่ว่า นี่ละ คือนิพพาน

โอ้โห...ท่านทราบไหมว่า การทำให้คนเข้าใจผิด เรื่องพระนิพพานนี่ โทษมันหนักขนาดไหน

อย่ากระนั้นเลย อย่าให้เขาชั่วต่อไปในอนาคตเลย ต้องตัดไฟเสียแต่ต้นลม

รบกวนมากไปมั้ย
-ไม่เลยครับ ด้วยความยินดี

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#15 By Dhammasarokikku on 2008-09-03 22:16

ดีจังเลยครับ เหมือนนายสัตวแพทย์เจอผี?

หลวงพี่เคยมีประสบการณ์แบบนี้กับตัวไหมครับ หรือไม่เคยคิดถึงเรื่องปลีกย่อยเกินไปแบบนี้?

#16 By on 2008-09-03 23:34

ตอบความเห็นที่ ๑๖

ความจริงมีผีที่ศิริราชอีกครับ ได้เป็นฟอร์เวิร์ดเมล์มา ไม่รู้เคยอ่านกันบ้างหรือยัง อ่านแล้วได้ความรู้ดีครับ

ประสบการณ์เรื่องผี อยากเจอจะแย่ แต่ก็ไม่ได้เจอ

จนคิดว่า ตนเองคงมีเสาอากาศที่คลื่นไม่ตรงกับโลกวิญญาณ ไปนอนที่ที่ว่าน่ากลัวแค่ไหน ก็ไม่เจอสักที กระทั่งไปนอนในป่าช้า ก็เงียบกริ๊บ

เลยสรุปว่า ชาตินี้คงไม่มีโอกาสได้เจอ

แต่คาดผิดไป เรื่องเสาอากาศก็เป็นทฤษฎีที่ผิด

เพราะสุดท้ายก็เจอเข้าเหมือนกัน

ไม่ได้เจอตรง ๆ แต่เจอถูกผีอำ

มาเล่าตรงคอมเม้นท์คงจะยาว

ถ้าเป็นเรื่องน่าสนใจ ก็จะเอาขึ้นเอ็นทรี่ใหม่ให้อ่านกัน

พอดีเป็นส่วนหนึ่งในอัตตโนชีวประวัติ

เลยไม่ต้องเขียนใหม่ ก๊อป เพสต์ ได้เลย ไม่ลำบาก

เรื่องชีวิตหลังความตาย ข้าพเจ้าไม่เห็นว่าเป็นเรื่องปลีกย่อยนะ สมควรที่เราจะศึกษาไว้มาก ๆ ด้วยซ้ำ เพราะนั่นคือความหมายที่แท้จริง ของการเกิดเป็นมนุษย์

แต่ต้องแยกให้ออกว่า อันไหนเป็น เดรัจฉานกถา อันไหนไม่ใช่

อย่างไรก็ดี การศึกษาเรื่องราวที่เราไม่อาจรู้ได้ด้วยประสบการณ์ตรง ต้องอาศัยปากชาวบ้าน จมูกชาวบ้าน ต้องมีวิจารณญาณที่ดี

เรื่องไม่จริง เราไม่เชื่อ ก็รอดตัวไป
เรื่องไม่จริง เราเชื่อ ก็ถูกหวยไป
เรื่องจริง เราไม่เชื่อ ก็พลาดรายการเด็ดไป
เรื่องจริง เราเชื่อ ก็เพอร์เฟ็ค แต่ทำไงจะเพอร์เฟ็คละนี่

โยนิโส มนสิการ ละกัน การพิจารณาอย่างแยบคาย

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#17 By Dhammasarokikku on 2008-09-04 08:34

ู^
^

อยาก อยาก ฟังเรื่องผีอำง่ะ

#18 By VaNneSSa on 2008-09-05 11:03

ได้ความรู้มากๆค่ะหลวงพี่

ครั้งหน้าถ้าสวดมนต์จะไม่ลืมแผ่เมตตาค่ะbig smile
ตอบความเห็นที่ ๒๐

สาธุ ครับ

#21 By Dhammasarokikku on 2008-10-25 22:54

อิอิ ... big smile

#22 By น้ำหอม (118.172.56.107) on 2009-01-19 20:19

Favourites