ขอแผ่เมตตา

posted on 06 Sep 2008 11:17 by akkarakitt  in Dharma

ถามว่า ข้าพเจ้าอยากให้บทความของข้าพเจ้าขึ้นฮ็อตโพสต์ไหม ต้องแอบ ๆ กระซิบละครับว่า ก็อยากอยู่เหมือนกัน แต่เอ็นทรี่นั้นที่เขามาแนะนำให้ข้าพเจ้าแวะไปชม ทำให้ข้าพเจ้าหมดความอยากไปเลยครับ

เอ็นทรี่นั้น เปิดเข้าไป เป็นเอ็นทรี่ที่เขียนไว้นานแล้ว ราว ๆ เดือนมีนาคม เป็นภาพพระเดินพันธุ์ทิพย์บ้าง คลองถมบ้าง อื่น ๆ บ้าง อารมณ์แรก พบกับความเศร้าหมองครับ สงสารบุคคลในรูปจับใจ พอ ๆ กับรู้สึกยอมรับว่า ก็มันเป็นเช่นนั้นจริง ๆ ได้อ่านตั้งแต่เมื่อคืนแล้วครับ ไปนั่งคิด นอนคิด เช้ามาก็เอาเอ็นทรี่นั้น ไปเดินบาตรด้วย

สิ่งที่ได้รับจากการใคร่ครวญแล้ว พบว่า ผู้ที่น่าสงสารยิ่งกว่าบุคคลในภาพ คือ เจ้าของเอ็นทรี่ ครับ

เจตนาของเจ้าของเอ็นทรี่ ที่นำภาพมาไว้ในบล็อกของตน จะเป็นไปเพื่ออะไร ข้าพเจ้ามิอาจทราบได้ แต่ข้าพเจ้า คิดใคร่ครวญถึงผลที่ตามมาครับ

ผลของภาพ ประการหนึ่งที่แน่นอนว่า ผู้เห็นปุ๊บ จะรู้สึกทันที คือ จิตใจเศร้าหมองครับ รู้สึกผิดหวังว่า ท่านไม่น่าไปในสถานที่เช่นนั้น

ถ้าผู้ที่ชมภาพนั้น เป็นเด็กวัยกระเตาะ ไม่เคยพบพระดี ๆ เขาย่อมเกิดอคติว่า ทำไมพระสมัยนี้เป็นแบบนี้ และมีแนวโน้มว่า จะเหมารวมพระสมัยนี้ทั้งหมดว่า เป็นเช่นนั้น

โดยที่อาจลืมไปว่า พระทั่วประเทศ มีอยู่อย่างต่ำ ๆ เกินแสนรูป สิ่งที่เขาเห็น ถึง ๑๐๐ รูปหรือเปล่า แล้วเขาก็คิดว่า พระทั้งกว่าแสนรูป เป็นเหมือนในภาพถ่าย

และเมื่อเขามีอคติเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ครั้งหน้า เมื่อได้พบกับพระ ลักษณะนี้อีก เขาก็มีแนวโน้มจะตัดสินโช๊ะลงไปเลยว่า พระรูปนั้นเลว โดยปราศจากการพิจารณา ถูกไหมครับ เอ๊...แล้วเกิดพระรูปนั้นเป็นพระดี แต่คนตัดสินพิจารณาไม่ถ้วนถี่ เพราะความเคยชินที่ชอบตัดสินพระจากแว่บแรกที่เห็น หรืออคติที่เจ้าของเอ็นทรี่ไปสร้างไว้ล่ะ

นี่คือผลประการที่ ๑

ประการที่สอง ผลอันเกิดต่อจากผลประการที่ ๑ คือ พระศาสนาเศร้าหมองครับ เพราะคนทั่วไป มักจะไม่คิดว่า พระรูปใดรูปหนึ่ง เป็นเหตุให้ศาสนาเศร้าหมอง แต่คิดเหมารวมเลยว่า ศาสนาทั้งศาสนาเศร้าหมอง ไม่น่าเคารพ ไม่น่าศรัทธา

และเจ้าของเอ็นทรี่ ก็เป็นผู้จุดประกายความเศร้าหมองนั้น

หากพระรูปหนึ่ง ทำให้ศาสนาเศร้าหมองได้ ๑ เปอร์เซนต์ คุณเจ้าของเอ็นทรี่ ก็ทำความเศร้าหมองแก่พระศาสนาได้หลายเปอร์เซนต์ตามจำนวนภาพที่เอามาเผยแพร่ คูณด้วยจำนวนคนที่เข้าชม

ขณะที่ข้าพเจ้าพยายามแก้ไข ไม่ให้คนคิดเหมารวมเช่นนั้น เพราะมันเป็นโทษ อีกทางหนึ่งกลับพยายามป้อนข้อมูลให้คนคิดแบบเหมารวมมากขึ้น เป็นโทษมากขึ้น

น่าเศร้าจริง ๆ

ผู้ที่ทำให้ศาสนาเศร้าหมองมักไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่า ตนเองนั่นแล เป็นคนทำใ้ห้ศาสนาเศร้าหมอง และที่สำคัญ ผู้ที่ทำให้ศาสนาเศร้าหมองมักไม่รู้จริง

คิดเอาเองว่ามันน่าจะเป็นเช่นนั้นเช่นนี้กระมัง แล้วก็ป้อนข้อมูลผิด ๆ สู่สังคม เช่น

อโคจร คือ บุคคล และสถานที่ที่ภิกษุ ไม่ควรไปมาหาสู่ มี ๖ ประเภท คือ

๑. หญิงแพศยา หมายเอาหญิงโสเภณี หรือหญิงที่ค้ากามทุกประเภท รวมถึงซ่อง หรือสถานเริงรมย์ทั่วไป

๒. หญิงหม้าย หมายเอาหญิงที่สามีตาย หรือหย่าขาดจากกัน

๓. สาวเทื้อ หมายถึง สาวแก่ที่ยังไม่เคยแต่งงานมาก่อน

๔. ภิกษุณี หมายถึง หญิงที่อุปสมบทในพระพุทธศาสนา

๕. บัณเฑาะก์ หมายถึง กระเทย และชายที่ถูกตอน มีความประพฤติวิปริตทางเพศ

๖. ร้านสุรา หมายเอาสถานที่จำหน่ายสุรา ยาเสพติด แหล่งมั่วสุม และแหล่งอบายมุขทั่วไป

ผู้ที่ทำให้ศาสนาเศร้าหมอง มักไม่ทราบด้วยซ้ำว่า ที่อโคจรที่พระพุทธเจ้าห้ามไม่ให้ภิกษุไปเดินฉุยฉายนั้น คือ ๖ ประเภทนี้ แต่มักฟังตาม ๆ กันมา เขาว่า อโคจร ก็ว่า อโคจร ตามเขาไป แนะให้ไปอ่าน กาลามสูตร ครับ

และแม้วิเคราะห์ตามเจตนาแล้ว ถามว่า พระพุทธเจ้าไม่ทราบหรือว่า ในอนาคตจะมีห้างสรรพสินค้า คำตอบคือย่อมทราบดี แล้วทำไมไม่บัญญัติไว้เสียเลยว่า ไ่ม่ควรให้ภิกษุแวะเวียนเข้าไป แม้ว่าสมัยนั้น จะยังไม่มีห้างสรรพสินค้า แต่ก็สามารถบัญญัติเอากับสิ่งใกล้เคียงในสมัยนั้น เช่น ตลาดสด ได้นี่ ทำไมไม่กำหนดไว้เสียเลยว่า ภิกษุห้ามเฉียดเข้าใกล้บริเวณคนพลุกพล่าน เช่น ตลาดสด เป็นต้น

อโคจร ๖ ประเภทนี้ ดูตามเจตนาแล้ว ไม่เห็นใกล้เคียงกับคำว่า คนพลุกพล่านเลย ถ้าเป็นว่า แหล่งมั่วสุมนั่น ยังพอทำเนา แต่นี่แปลความอย่างไร ก็ไม่เห็นจะไปเข้ากับห้างสรรพสินค้าได้ ดังนี้แล้ว ข้าพเจ้าจึงคิดว่า น่าจะมีคนคิดขึ้นมาเองว่า ภิกษุไม่ควรไปในที่คนพลุกพล่าน แล้วก็บอกต่อ ๆ กันไป จนกลายเป็นความเข้าใจของคนหมู่มากในสังคม

ซึ่งถ้าจะวิเคราะห์ให้ลึกกว่านี้ ต้องไปดู มหาปเทส ๔ ซึ่งไม่ใช่ประเด็น ข้าพเจ้าไม่ได้อยากตัดสินว่า ใครผิด ใครถูก แต่อยากวิเคราะห์ ให้เห็นโทษ ของการทำให้ศาสนาเศร้าหมอง

หากเทียบโทษกันแล้ว โจรใต้ที่ฆ่าพระภิกษุ ยังมีโทษน้อยกว่า คนที่ทำให้พระศาสนาเศร้าหมองอีกครับ เพราะแม้โจรใต้ จะฆ่าพระสัก ๑๐ รูป พระศาสนา ก็ไม่ได้เศร้าหมอง คนทั้งหลายไม่ได้ลดความศรัทธา อายุพระศาสนาก็ไม่ได้สั้นลง

และผู้ที่เอามาทำเอ็นทรี่ ก็สร้างความเศร้าหมองให้พระศาสนาได้มากกว่า บุคคลในรูปหลายเท่า ดังกล่าวไปแล้ว

ประการที่ ๓ แน่นอนว่า หลังจากพระศาสนาเศร้าหมองแล้ว ผลที่จะตามมาก็คือ ชาวพุทธทั้งหลายคลายศรัทธา ไม่ใส่บาตร ไม่ทำบุญ และที่สำคัญที่สุด ไม่ส่งกุลบุตร มาบวชในพระพุทธศาสนา ศาสนาก็เสื่อมไปตามลำดับซีครับ พระใหม่ ๆ นับวันก็น้อยลง ๆ ทุกปี ในต่างจังหวัดบางพื้นที่ ถึงกับขาดแคลนพระสงฆ์ ข้าพเจ้าเคยเดินทางไปพบมาด้วยตัวเอง ชาวบ้านบอกว่า ไม่ต้องรักษาศีลให้เคร่งมากก็ได้ครับ ถ้าท่านอยากได้อะไร พวกกระผมจะไปหามาให้ ขอให้ท่านอยู่ ให้พวกกระผมได้มีที่ทำบุญ ให้พวกกระผมได้มีผู้ประกอบพิธีทางศาสนา ออฟเฟ่อร์ยื่นข้อเสนอกันขนาดนั้นเลย

เจ้าของเอ็นทรี่ คงอยากให้กรุงเทพฯ หรือประเทศไทย เป็นเช่นนั้นบ้างกระมัง ถึงพยายามทำให้พระศาสนาเศร้าหมองมาก ๆ ทำให้พระศาสนาเสื่อมไว ๆ พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ล่วงหน้าไว้แล้วครับว่า ศาสนาของพระองค์ จะเสื่อมก็เพราะลูก ๆ ของพระองค์เอง คือ พุทธบริษัท ๔ มี ภิกษุ, ภิกษุณี, อุบาสก, อุบาสิกา น่าสงสัยว่า เจ้าของเอ็นทรี่ก็เป็นหนึ่งในนั้น ด้วยหรือเปล่า

ประการที่ ๔ ข้าพเจ้ายังมองไม่เห็น ประโยชน์ อันเกิดจากเอ็นทรี่นั้น นอกจากการทำให้ภาพรวมของพระสงฆ์ดูแย่ลง คนศรัทธาน้อยลง และโทษอันสาหัสสากรรจ์ของเจ้าของเอ็นทรี่ จะได้รับในภายภาคหน้า ซึ่งจะนับเข้าเป็น ประโยชน์ คงไม่ได้ เพราะมีแต่โทษล้วน ๆ

ถ้าหากเจ้าของเอ็นทรี่ รักพระศาสนาของตัวเอง รักชาติของตัวเอง รักพระมหากษัตริย์ของตัวเอง เขาย่อมไม่ทำเช่นนี้ เขาน่าจะทำสิ่งเหล่านี้ดีกว่าครับ

๑. ออกบวช ตั้งใจประพฤติ ปฏิบัติธรรม อย่างดี เป็นตัวอย่างที่ดีแก่พระภิกษุสงฆ์ไทย หรือถ้าทำไม่ได้

๒. เฟ้นหาพระที่ดีสักรูปหนึ่ง แล้วให้การอุปัฏฐาก จักเป็นการช่วยอุดหนุนค้ำชูพระศาสนา ให้พระภิกษุปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ มีกำลังใจในการศีกษาปฏิบัติพระธรรมวินัย เป็นกำลังเผยแผ่พระธรรมคำสอน หรือถ้าทำไม่ไหว

๓. หาเวลาไปเป็นลูกศิษย์วัด ไปดูซิว่า พระขาดเหลืออะไร เพราะส่วนหนึ่งของปัญหา เกิดจากการที่พระไม่มีลูกศิษย์ที่ใช้งานได้ ลูกศิษย์ดี ๆ ก็ต้องใช้เงินจ้าง เป็นรายเดือน เหมือนลูกจ้างคนหนึ่ง ส่วนลูกศิษย์ไม่ดี หาได้เกลื่อนไป ใช้อะไรนิดหน่อย สักพัก ก็ขึ้นหัวพระ บางทีจึงรู้สึกว่า ไม่มีดีกว่า

เหล่านี้ยังดูสร้างสรรค์มากกว่าสิ่งที่เขาทำอยู่ครับ ที่เขาทำอยู่นี้ ไม่ต่างอะไรจากการสาดโคลนไปวัน ๆ เหมือนนักการเมืองบางคน หรือนักเคลื่อนไหวบางคน ที่ด่าไปวัน ๆ ไม่เห็นเกิดประโยชน์อะไร หรือมีการเปลี่ยนแปลงอะไร นอกจากสร้างความร้าวฉานให้แก่หมู่คณะ หรือสร้างความเศร้าหมองแก่สถาบันหลักของชาติ

ไม่อยากจะคิดเลยว่า หรือที่เจ้าของเอ็นทรี่ ทำไปเพื่อต้องการความสะใจ หรือ ต้องการขึ้นเป็นฮ็อตโพสต์ เพราะถ้าเจตนาเป็นเช่นนั้น เขาก็เลวเกินไป ที่เอาพระศาสนา มาเป็นเครื่องมือสนองตัณหาของตัวเอง และนั่นก็ทำให้ความอยากขึ้นฮ็อตโพสต์ ของข้าพเจ้าหมดไปเลย

มิใช่ว่า ข้าพเจ้าไม่เคยคิดถึงการทำอย่างไร ให้คณะสงฆ์ดูดีกว่าปัจจุบันที่เป็นอยู่ จุดอ่อนของพระศาสนาคือ การคัดเฟ้นตัวผู้บวชครับ นักบวชศาสนาคริสต์ทำไมเขาไม่เคยมีข่าว เหมือนนักบวชศาสนาพุทธ ประการหนึ่งเพราะเขามีประชากร รวมกันแล้วทั้งนักบวช ทั้งผู้นับถือ ไม่ถึงห้าแสนคนทั่วประเทศ และประการที่สอง กว่าจะได้เป็นบาทหลวง มิใช่เป็นกันได้ง่าย ๆ เหมือนบวชพระในศาสนาพุทธ ของไทยนะครับ นาคบางคน ขานนาคยังไม่ได้เลย ก็สามารถบวชจนสำเร็จได้ แต่ทางนั้น เขาต้องคัดตัวกันตั้งแต่เด็ก ต้องไปอยู่บ้านเณรหลายปี รักษาพรหมจรรย์ตลอด กว่าจะได้บวชเป็นบาทหลวง ต้องผ่านบททดสอบมากมาย แล้วทางพุทธเรานี่มีอะไรครับ ทุกวันนี้ไม่มีโจรห่มผ้าเหลือง ดักปล้นโยมก่อนออกจากวัด ก็ดีเท่าไหร่แล้ว

คิดแล้วก็ตีบตันครับ เพราะความนิยมในการบวชเรียนสมัยนี้ ไม่เหมือนเมื่อก่อน ขนาดบวชกันง่ายขนาดนี้ ฆราวาสเอาอกเอาใจขนาดนี้ อยู่กันเป็นสุขสบายขนาดนี้ ยังไม่ค่อยมีคนอยากบวชเลยครับ

ประการที่ ๕ สมมุติว่า ภาพพจน์ของศาสนาดูแย่ไปมากแล้ว ข้าพเจ้าเป็นภิกษุบวชใหม่เข้ามาในพระธรรมวินัย ข้าพเจ้ามาเจอเอ็นทรี่นั้นเข้า ข้าพเจ้าจะรู้สึกอย่างไรครับ ถ้าข้าพเจ้าอินทรีย์ยังไม่แก่กล้าพอ ข้าพเจ้าอาจรู้สึกว่า ผ้าเหลืองเป็นอะไรที่ไม่น่าพิศมัยเสียแล้ว ไปที่ไหนก็มีแต่คนดูถูก อย่ากระนั้นเลย สึกเสียดีกว่า

ทราบไหมครับว่า ระหว่างช่วงเข้าพรรษา พระภิกษุต้องจำพรรษาอยู่ที่ใดที่หนึ่งเป็นเวลา ๓ เดือน ไม่อนุญาตให้ไปค้างที่อื่นได้ หากละเมิด โทษคือ ให้ขาดพรรษา หรือไม่นับพรรษาให้ทีเดียว แต่มีข้อยกเว้น ให้ภิกษุสามารถทำสัตตาหกรณียะ ขอลาไปค้างแรมที่อื่นได้ ๗ วัน หนึ่งในสี่ของเหตุผลที่ภิกษุสามารถทำสัตตาหะได้คือ ไปเพื่อกล่อมสหธรรมิกผู้กระสันอยากสึก พระพุทธองค์ให้ความสำคัญขนาดนั้น แล้วผู้ที่กล่อมให้ภิกษุบวชใหม่ ลาสิกขาไป เพราะถูกทำลายความน่าเคารพ น่าศรัทธา เขาน่าจะมีโทษไหมครับ

ประการที่ ๖ เมื่อพระศาสนาอ่อนแอ จากการทำให้พระศาสนาเศร้าหมอง และทำให้ผู้คนเสื่อมศรัทธา ชาติก็คงอยู่ไม่ได้ครับ  หากได้ลองศึกษาประวัติศาสตร์ไทย สมัยกรุงศรีอยุธยาแตก กำลังของอาณาจักรก็อ่อนแอ กำลังของศาสนจักรก็อ่่อนแอ ทุกยุคทุกสมัยครับ ถ้าฝ่ายอาณาจักรอ่อนแอ ฝ่ายศาสนจักรเข้มแข็ง ชาติก็คงพอเอาตัวรอดได้ หรือ ถ้าฝ่ายอาณาจักรเข้มแข็ง ฝ่ายศาสนจักรอ่อนแอ ก็ยังรอดเช่นกัน แต่ถ้าอ่อนแอทั้งคู่ ส่วนใหญ่ก็เอวัง พระเจ้าตาก จึงคิดการณ์กอบกู้เอกราช ให้ไทยเป็นไท ถวายแผ่นดินเป็นพุทธบูชา

ทุกยุคทุกสมัยครับ ที่กษัตริย์ไทย ตรัสอย่างนี้ มิใช่แค่เพียงพระเจ้าตาก

เพราะอะไรครับ สังเกตุดูนะครับว่า ประเทศไทย เป็นหนึ่งในเพียงไม่กี่ประเทศที่พระพุทธศาสนาเฟื่องฟู จนต่างชาติต้องเข้ามาศึกษาศาสนาพุทธในเมืองไทย ประเทศญี่ปุ่นต้องมานิมนต์พระไทยไปจำพรรษาที่ประเทศเขา เพราะศาสนาพุทธของเขา มันเพี้ยนไปมากแล้ว ความสำคัญของศาสนาพุทธในเมืองไทย จึงไม่เพียงสำคัญต่อคนไทย แต่สำคัญต่อคนทั่วโลก หากศาสนาพุทธในเมืองไทยล่ม ที่อื่นก็ล่มเหมือนกัน พุทธศาสนาในเมืองไทย สำคัญขนาดนี้ แต่คนไทยด้วยกันเอง กลับไม่คิดทะนุบำรุงพระศาสนา กลับต้องการให้มันเสื่อมไว ๆ ด้วยการช่วยกันเผยแพร่ภาพ ไม่ดี ไม่งามของพระสงฆ์ เพียงไม่กี่รูป คนต่างศาสนาเขาเห็นแล้ว เขาคงสมเพชครับ ว่าคนพุทธเขาฆ่ากันเอง ทำลายความน่าเชื่อถือ น่าเคารพกันเอง ยิ่งหากเขาคิดจะกลืนศาสนา เขาเห็นคนพุทธชอบทำลายศาสนาตัวเองแบบนี้ เขายิ่งชอบใจใหญ่

ถ้าโดมิโน่นี้ มีพระศาสนาล้มเป็นอย่างแรก โดมิโน่ตัวต่อไปคือชาติ และไม่พ้นโดมิโน่ตัวสุดท้่ายคือพระมหากษัตริย์

ข้าพเจ้าไม่ได้เขียนเกินเลยไปหรอก เพราะท่านเห็นหรือไม่ว่า เวลานี้ ประเทศไทย ฝ่ายอาณาจักรก็อ่อนแอ เหตุการณ์กำลังย้อนรอยอดีต

โดยมีเจ้าของเอ็นทรี่นั้น เป็นคาตาไลท์ส หรือตัวเร่งปฏิกิริยา

เมื่อท่านเจ้าของเอ็นทรี่นั้น จากโลกนี้ไป ท่านคงยิ้มกริ่ม ยืดอกอย่างภูมิใจ ไปหาบรรพบุรุษของไทย แล้วประกาศอย่างสง่าผ่าเผยว่า ข้าพเจ้านี่แหละ หนึ่งในตัวการที่ทำให้ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ไทย ล่มจม

เขาถึงว่า "เด็ดดอกไม้ กระเทือนถึงดวงดาว" ก็เพราะเหตุนี้แล

ขอให้ทุกท่าน ได้แผ่เมตตา ให้กับเจ้าของเอ็นทรี่ด้วย เพราะเขาทำไปโดยที่เขาไม่รู้

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ

ปล. ข้าพเจ้าไม่ได้ห้ามท่านที่กำลังคิด อยากเผยแพร่รูปพวกนี้บ้างนะ และไม่ได้ออกมาปกป้องภิกษุสงฆ์ที่อยู่ในภาพถ่ายด้วย ไม่ได้เขียนขู่เพื่อให้เกรงกลัวพระ กลัวบาป กลัวนรก แค่ต้องการชี้ให้เห็นโทษของการทำเช่นนั้น ตามความเป็นจริงเท่านั้น ส่วนท่านจะตัดสินใจอย่างไร จะเลือกปฏิบัติอย่างไร เป็นเรื่องของท่าน อยากประฌาม อยากทำอะไร เลวร้ายแค่ไหน เชิญตามสบายเลยครับ คนเราย่อมมีกรรมเป็นของตัว ฯ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!
อ่านแล้วสงสารตั้งแต่คนถ่ายรูปเลยละค่ะ สงสารเจ้าของเอนทรี่นั้น สงสารคนที่มีส่วนร่วมในการทำให้คนอื่นๆเข้าไปอ่านเอนทรี่นั้นเป็นจำนวนมากกันด้วย

ขอร่วมแผ่เมตตาด้วยคนนะคะ

อะไรที่เป็นที่เผยแพร่สาธารณะสำหรับคนหมู่มาก จรรยาบรรณของผู้เผยแพร่เป็นสิ่งสำคัญมากเลย ยิ่งอะไรที่จะได้รับฮอตโพส ยิ่งต้องถูกกลั่นกรองมากๆ เพราะมันมีผลกับสาธารณะนี่เองละน๊าาา

#1 By Rinna ♥ on 2008-09-06 19:22

นมัสการ...

เห็น header ของ blog แล้วคิดถึงน้ำโขง...
หากใช่..ไม่ใช่..วานพระคุณเจ้า...แถลงไข...
Hot!
ตอบความเห็นที่ ๑

สาธุ

ตอบความเห็นที่ ๒

ถ่ายแบบพาโนราม่าที่สบเมยครับ ที่มาอยู่ใน Episode V ครับ ลองไปอ่านดูได้ อยู่ตรงเมนูข้างบนนี้แล ^ ^ ^

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#3 By Dhammasarokikku on 2008-09-06 20:43

นมัสการ....
คงเป็นเพราะมายา....ในใจ...
เห็นเพียงน้ำ..ก็คิดแต่ว่าเป็นน้ำโขง....

บัดนี้...ความสว่างเริ่มสาดส่องเข้าในจิคใจ...

สบเมย.....
สบธรรม....

สาธุ...สาธุ...
บางทีความเชื่อมันก็ทำให้เผลอไปทำอะไรไป...
- เชื่อว่ามือถือเป็นอุปกรณ์จีบกันของหนุ่มสาว
พระไปซื้อก็เลยผิด เพราะฟันธงว่าต้องใช้จีบสาวแหงๆ
เอาไขสันหลังคิดหรืออย่างรายยsad smile
ไหนว่าการติดต่อสื่อสารไร้พรมแดนหนอ

- เชื่อว่าคอมพิวเตอร์ไว้ดูเว็บโป๊วว
นั่นไงsad smile เอาล่ะสิ
แค่คิดกับพระท่านก็ผิดแล้วsad smile

คืนนี้จะแผ่ให้ดึกๆ..
เขายังมีโอกาสแก้ไขตัว
ตอบความเห็นที่ ๔

สบเมยเป็นชื่อสถานที่ครับ

แม่น้ำนั้นชื่อ แม่น้ำสาละวิน ครับ

ที่เขาเรียกสบเมย เพราะ แม่น้ำเมย มาสบพบกับ แม่น้ำสาละวิน ครับ

โห...ไม่ยอมอ่านเลยแฮะ สงสัยยาวไปหน่อย

ตอบความเห็นที่ ๕

โห...ใจตรงกันเลย กำลังคิดเรื่อง พระเล่น hi5 ว่าจะเทียบกับโทรศัพท์มือถือ เพราะเห็นเขาตราหน้าพระที่เล่น hi5 ว่าเลวเหมือนกัน ทั้งที่มันก็เป็นช่องทางสื่อสารทางหนึ่งเท่านั้น เหมือนโทรศัพท์ เหมือนอีเมล์ เหมือนอินเตอร์เน็ต

มันขึ้นกับใครเอาไปใช้อะไรมากกว่า

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#6 By Dhammasarokikku on 2008-09-06 21:46

การคิดแบบเหมารวม เหมือนจะกลายเป็นสิ่งพบได้ทั่วไป
หลายๆคนก็ตีความแบบเหมารวมไป โดยไม่รู้ตัว
หลายหน เราก็เผลอเหมารวมแบบไม่รู้ตัว

การเล่นกับธรรมชาติตรงนี้ของคน ในเกมการเมืองชอบใช้กันนักแล
อีกมุขที่การเมืองชอบใช้ คือทุกอย่าง แบ่งได้เป็น ขาว/ดำ เท่านั้น
ไม่มีสี "เทา" หรือ แดง แสด เหลือง เขียว น้ำเงิน ม่วง อยู่ในระบบความคิด

มีข้อสงสัยเล็กน้อย เข้ากระแสการเมืองวันนี้
จำได้ว่า มีกฏห้ามภิกษุ ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมือง การปกครอง
ทางธรรมะ มีแนวคิดอย่างไรสำหรับเรื่องนี้ครับ
จริงๆแล้ว การเมืองนั้น ควรสนใจ หรือ ไม่ควรสนใจ
หรือว่า นักบวช ไม่ควรสนใจ , แต่ฆราวาส ควรสนใจ
และถ้าฆราวาสต้องสนใจ การใช้กาลามสูตร 10 ก็ยากนัก เพราะกว่าจะคิดเสร็จก็ช้า อาจไม่ทันเหตุการณ์ตรงหน้า

พิมพ์มาจนจบ ลืมสงสารคนในเอนทรี่นู้น sad smile

#7 By Detonator on 2008-09-06 21:47

นมัสการพระคุณเจ้า...

อ่านแล้วขอรับ....
ทราบขอรับ....
เคยไปขอรับ....

กำลังเห็นภาพในมโนคติขอรับ....
เพีบงแต่จิตหยาบทำงานมากไปหน่อยขอรับ....
ตอบความเห็นที่ ๗

มีกฏไหม...ต้องเรียนในนักธรรมเอก เรื่อง พรบ.ปกครองคณะสงฆ์ ตอนนี้ กำลังหน้ามืดกับนักธรรมโท อยู่คับ ไว้ปีหน้า เรียนจบแล้ว จะมาตอบให้ sad smile

แต่ถ้าเป็นพุทธพจน์ การเมืองถือเป็นเดรัจฉานกถาสำหรับพระครับ คือวาจาที่ไม่เป็นไปเพื่อมรรคผลนิพพาน

สำหรับฆราวาส ไม่มีกล่าวถึงครับ คงตามอัธยาศัยแหละครับconfused smile confused smile confused smile

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#9 By Dhammasarokikku on 2008-09-06 21:55

ขอแสดงความเห็นต่างครับ

ท่านลองแทนคำว่าพระ ด้วยคำว่านักการเมืิอง และัแทนคำว่าคนเขียนเอนทรี่ ด้วยคำว่านักข่าวซีครับ

มันจะไำด้ว่า
การกระทำดังกล่าว ทำให้สถาบันดูแย่ คนไม่อยากเป็นนักการเมือง สถาบันทางการเมืองเสื่อมโทรม ฯลฯ

ดังนั้นแล้วท่านควร
1. ไปเป็นนักการเมือง
2. หานักการเะมืองที่ดีซักคนหนึ่ง
3. หาเวลาไปเป็นเลขานักการเมือง

จะเห็นได้ว่า ไม่เข้าเรื่องเลยซักนิดเดียว การออกมาเผยแพร่ว่า "คุณผิด" หรือไม่นั้น ไม่ได้ ทำให้สิ่งนั้นดีงามขึ้น หรือต่ำต้อย แต่การเห็นสิ่งผิด แล้วเพิกเฉย ไม่ตักเตือน ไม่ออกมาบอกกล่าวสิ ที่น่าจะทำให้สิ่งนั้นต่ำต้อยลงในระยะยาว

หากมองว่า สถาบันสงฆ์กับอุบาสก อุบาสิกา เป็นเยี่ยงกัลยาณมิตร มิตรเห็นมิตรทำผิด ไม่ตักเตือน ยังถือเป็นมิตรได้หรือ

ความเสื่อมในศาสนาพุทธจะมาจากไหน หากอุบาสก อุบาสิกา เห็นพุทธบุตร ทำผิดอยู่เห็นๆ แล้วยังพูดไมไ่ด้ แสดงออกไม่ได้ บอกกล่าวไม่ได้ ?

การออกมาแสดงออกให้เห็นว่ามีคนรู้นะ ในทางกลับกัน อาจจะทำให้สถาบันสงฆ์ระมัดระวังตัวมากขึ้น และหากเถรสมาคมออกมากำจัดเหลือบศาสนาอย่างรวดเร็วก็ยิ่งจะได้รับความศรัทธายิ่งๆขึ้นไปมากกว่า การเงียบเฉย ไม่แสดงออก แผลกลัดหนองที่ไม่ผ่า วันหนึ่งก็ต้องลุกลาม ทำลายพระศาสนาอยู่ดี

#10 By house on 2008-09-06 21:58

ช่วงนี้แรงกันจัง อะไรก็เข้าการเมืองหมดเลย

#12 By Rinna ♥ on 2008-09-06 23:17

ตอบความเห็นที่ ๑๐

ปล.เขียนไว้ชัดแล้วครับ

ท่านเห็นดีเห็นงามอย่างไร ก็ปฏิบัติไปเลยครับ

เพิ่มเติมนิดหน่อย

เปรียบอาชีพนักข่าว เป็นอาชีพคนฆ่าไก่

ทั้งชีวิตคนฆ่าไก่ เขาอาจไม่เคยทราบเลยว่า การฆ่าไก่เป็นบาป

เพราะเกิดมาเขาก็เห็นพ่อแม่เขาฆ่าไก่
ใคร ๆ ที่ประกอบอาชีพเดียวกับเขา ก็ฆ่าไก่

ข้าพเจ้าเขียนเอ็นทรี่นี้ ก็เพียงเพื่อจะบอกว่า ฆ่าไก่มันบาปนะ ฆ่าไก่มันมีโทษอย่างนี้นะ

ส่วนคนฆ่าไก่ จะฆ่าไก่ต่อไป หรือ เปลี่ยนไปยึดอาชีพอื่น ก็เรื่องของเขา

คนบางคนรู้ทั้งรู้ว่า อาชีพฆ่าไก่มันบาป แต่ก็ต้องจำใจทำ เพราะอะไร?

เพราะคนเรามีกรรมเป็นของตนไงครับ

แม้ในอาชีพนักข่าวเอง เขาก็สามารถเลือกได้ว่า จะหยิบตรงไหนมาเสนอข่าว

ระหว่างข่าวพระสุปฏิปันโน ทำความดีอย่างนั้นอย่างนี้ กับข่าวพระมั่วสีกา อย่างไหนคนอ่านมากกว่ากันครับ

แค่ลำดับหน้าในหนังสือพิมพ์ก็พอจะบ่งบอกได้แล้วครับว่า อย่างไหนน่าสนใจกว่ากัน

ข่าวพระมั่วสีกา ที่มีอยู่ไม่ถึง ๑ เปอร์เซนต์ของจำนวนพระทั้งหมด ขึ้นข่าวหน้าหนึ่ง

ข่าวพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ที่มีอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง ไปอยู่เกือบท้ายเล่ม (และในบางเล่ม ก็ไม่มีเลย)

ข่าวดี ๆ ของพระมันขายไม่ได้ คนไม่สนใจ นี่ไงจรรยาบรรณนักข่าว เขาเลือกข่าวคุณธรรม ข่าวจริยธรรม ข่าวที่จรรโลงใจ หรือข่าวที่ขายได้

ฉะนั้นนักข่าวที่เลือกจะฆ่าไก่ต่อไป เพราะข่าวฆ๋าไก่มันขายได้ ก็ตามอัธยาศัยละครับ เพราะเรามีกรรมเป็นของตน ข้าพเจ้าได้ชี้แจงแล้ว

ยิ่งบอกว่าเป็นกัลยาณมิตร มีสิทธิ์ตักเตือนกัน ยิ่งไม่เข้าท่าใหญ่ กัลยาณมิตรเขาไม่เตือนกันอย่างนี้ครับ

กัลยาณมิตรเห็นอะไรไม่ถูกไม่ควร ตรงเข้าไปบอกพระรูปนั้นเลยครับว่า ท่านมาเดินที่นี่มันไม่ควร อย่างน้อยก็ผมคนนึงล่ะที่เห็นว่า ไม่ควร

ไม่ใช่ถ่ายรูป เอามาทำเอ็นทรี่ แล้วใส่ไฟเพิ่มเข้าไปอีกหน่อย

ในรูปเป็นพระรูปหนึ่ง ยืนมองตู้โชว์ไอพ็อต ถ้ามองในแง่ดี ท่านอาจจะกำลังดูสินค้าชิ้นหนึ่งอยู่ กำลังพิจารณาว่ามันคืออะไร และไอพ็อตก็สามารถนำมาฟังธรรมะได้ เก็บข้อมูลได้ ไม่ใช่ว่าฟังเพลงได้อย่างเดียว แล้วท่านซื้อหรือเปล่าก็ไม่รู้

แต่นักข่าวหัวเห็ดเขียนในเอ็นทรี่ว่า "ipod nano ตัวใหม่น่าสนใจแฮะ เอาไปฟังพระไตรปิฎก format lossless อวดเด็กวัดซะหน่อย"

ท่านนักข่าวมีเจโตปริยญาณหยั่งรู้ใจพระรูปนั้นหรือกระไร จึงเอามาเขียนอย่างนี้ ข้อความนี้แสดงเจตนาชัดเจนว่า ต้องการชี้นำ ให้ศาสนาเศร้าหมองครับ ไม่ใช่ตักเตือน

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#13 By Dhammasarokikku on 2008-09-07 09:56