เอ็นทรี่นี้สืบเนื่องมาจากเอ็นทรี่ที่แล้วเรื่อง
อะไรเอ่ย...คืองานศพ ตอนที่ ๗ - คุยกับผี ภาค ๒ มีผู้ถามปัญหาโลกแตกมา ข้าพเจ้าอึ้งอยู่นาน ไม่ใช่เพราะไม่รู้จะเขียนอะไร แต่งงไม่รู้จะเขียนอย่างไร ให้กระทบกระเทือนใจให้น้่อยที่สุด และเป็นกลางที่สุด
เพราะปัญหานี้ ต้องมีการพาดพิงศาสนาอื่นอย่างเลี่ยงไม่ได้
และถ้าจะเขียนว่า ข้าพเจ้าเป็นกลาง ก็คงไ่ม่ได้ เพราะข้าพเจ้าเอียงกระเท่เร่
ผู้ที่ต้องการอ่านเอ็นทรี่นี้ ขอให้เคารพกฏ ๓ ข้อดังนี้ครับ
๑.บทความนี้เป็นความเห็นของข้าพเจ้าผู้เดียว ไม่รู้ว่า ผิด หรือ ถูก ขอให้นำไปใช้วิจารณญาณกันเอง
๒.ขอให้ไปอ่านเรื่อง
อจินไตย ให้เข้าใจเสียก่อน (ให้ได้ข้อสรุปว่า ควรอ่านต่อหรือไม่ เพราะเรื่องอจินไตย เป็นเรื่องไม่ควรคิด)
๓.บทความนี้ไม่ได้เป็นไปเพื่อให้ถกเถียง หาข้อเท็จจริงใด ๆ เขียนขึ้นเพียงเพื่อตอบข้อสงสัย ของคนที่เม้นท์เข้ามา ตามความเชื่อ ความเข้าใจของผู้เขียนเท่านั้น
ก่อนอื่นขอโค้ดเม้นท์นั้นมาก่อน ดังนี้
อย่างการมีอยู่ของวิญญาณของคุณพิมวดีในเรื่องราวนี้
คุณพิมวดีได้กล่าวถึงสิ่งในอนาคตอย่างแม่นยำ ราวกับเธอได้พบผ่าน
ผ่านเรื่องราวในอนาคตมาแล้ว
ไม่้เรียกว่า พบผ่านครับ เรียกว่า มี "ทิพพเนตร" สามารถรู้เรื่องราวในอดีต ปัจจุบัน อนาคต(อันใกล้หรือไกล ตามความสามารถของเทวดานางฟ้าแต่ละองค์) ตามความเป็นจริง ในเรื่องอดีต กับปัจจุบัน คงไม่เป็นปัญหา ปัญหาอยู่ที่เรื่องของอนาคต ต้องขออิงพระพุทธเจ้าสักหน่อย เพราะพระองค์คือ ผู้ที่ประเสริฐที่สุด บางเรื่อง พระพุทธเจ้าเอง ยังตรัสเลยครับว่า ไม่สามารถพยากรณ์ได้ เช่น เวลาในการบรรลุมรรคผล ของคนใดคนหนึ่ง ถ้าพยากรณ์ว่า ณ ปัจจุบัน คนนี้เป็นพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ ย่อมกระทำได้ แต่จะให้พยากรณ์ว่า ผู้นี้จะถึง โสดาฯ สกทาคาฯ อนาคาฯ อรหันต์ "เมื่อไหร่" ท่านว่า ไม่สามารถพยากรณ์ได้ ขึ้นอยู่กับความขยันของบุคคล
นั่นแสดงว่า กรรมในปัจจุบัน ให้ผลมากกว่า กรรมในอดีต
ผมเลยนึกสงสัยไปว่า หากคุณหมอคนไข้นั้น ไม่เชื่อถือ
และไม่ยึดเอาคำพูดของคุณพิมวดีเป็นสาระสำคัญเสียล่ะครับ
สิ่งที่คุณพิมวดีกล่าวไว้นั้นจะยังถือเป็นสิ่งจริงอยู่อีกหรือครับ
สมมติเช่นคุณคนไข้ไม่ยอมเข้ารับการผ่าตัดที่หนสุดท้าย
เพราะกลัวความเจ็บปวดที่คุณพิมวดีกล่าวไว้ ภายใน 4 ปีต่อมา
เค้าจะหายจากความทุกข์อีกไหมครับ?
ซึ่งหากเขาไม่หายจากความทุกข์ เพราะไม่รับการผ่าตัดครั้งสุดท้าย
แล้วคำกล่าวที่คุณพิมวดีว่าไว้ว่าจะสิ้นทุกข์ใน 4
ปีนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร
แล้วคุณพิมวดีจะยังได้ผ่านภพไปเป็นเด็กผู้ชายอยู่อีกไหม
หลายสิ่งหลายอย่างทีุ่คุณพิมวดีได้ทราบแล้วบอกกล่าวแก่คุณคนไข้
นั้นดูเป็นขั้นเป็นตอน ราวกับอนาคตนั้นเป็นสิ่งที่วางไว้
เรียงไว้เรียบร้อย เหมือนเป็นภาพยนต์เรื่องหนึ่ง
ถ้าอธิบายตามหลักกฎแห่งกรรม อาการปวดหัวนั้นเลี่ยงไม่ได้ครับ อ่านดูแ้ล้วเหมือนกับว่า อาการเจ็บปวดอย่างสาหัสในการผ่าตัดครั้งนั้นแล ช่วยให้กรรมเบาบางลง ซึ่งถ้าคนไข้ปฏิเสธ เขาก็จะยังไม่หายจากอาการนั้นใน ๔ ปีต่อมาครับ และอาจต้องทนทรมานด้วยอาการปวดหัว เหมือนตอนแรกของเรื่อง ตลอด ๔ ปีด้วยครับ(เผลอ ๆ อาจจะตายก่อน ได้รับการผ่าตัดครั้งต่อไป ซึ่งกรรมก็จะยังไม่หมด ต้องไปชดใช้กันต่อในภพภูมิต่อไป) และหลังจากอดทนมา ๔ ปี ก็อาจต้องเข้ารับการรักษาอันแสนเจ็บปวด น่าสะพรึงกลัวเช่นเดิม เพื่อให้หายขาดจากโรค
ตามเนื้อเรื่องแล้ว ถ้าคนไข้ปฏิเสธการผ่าตัด เชื่อเหลือเกินว่า คุณพิมพวดี ต้องกลับมาเปลี่ยนคำพยากรณ์ใหม่ แลอาจจะหนักกว่าเดิม ลองจินตนาการตามไปด้วยนะครับว่า ในโลกแห่งความเป็นทิพย์ คุณพิมพวดีสามารถรู้เรื่องราวต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี รู้ใจคนอื่นได้เป็นปกติ หากพิจารณาแล้ว เห็นว่า คนไข้จะปฏิเสธการผ่าตัด ถ้าเธอบอกล่วงหน้า เธอคงจะไม่บอกคนไข้หรอกครับ แต่เธอรู้ล่วงหน้าแล้วว่า คนไข้จะยอมเข้ารับการผ่าตัดโดยดี เธอจึงบอก
เรื่องราวของการพยากรณ์นี่ ถ้ามันไปฝืน หรือ ขัดกฏแห่งกรรม เท่าที่ทราบ จะมีโทษแก่ตัวผู้บอกเองครับ
เรื่องกฏแห่งกรรม ขอยกตัวอย่าง เรื่องพระโมคคัลลานะ อัครสาวกเบื้องซ้าย ผู้เป็นเอตทัคคะด้านฤทธิ์ บั้นปลายของชีวิต ถูกเขม่นจากเหล่าเดียร์ถีย์ นักบวชต่างศาสนา วางแผนกันว่า พวกเราปองร้ายพระพุทธเจ้าอย่างไรก็ไม่สำเร็จ เหตุเพราะมีพระโมคคัลลานะเป็นเสี้ยนหนาม แม้พระพุทธเจ้าเสด็จไปที่ใด พระโมคคัลลานะจะเดินทางไปก่อนล่วงหน้า ไปแสดงฤทธิ์เพื่อยังความเลื่อมใส ให้บังเกิดก่อน แล้วพระพุทธองค์เสด็จตามไป
หากพวกเรากำจัดพระโมคคัลลานะได้ การกำจัดพระพุทธเจ้า ก็คงเบาแรงขึ้น ว่าแล้วก็จัดการ จ้างโจรไปดักตี พระโมลคัลลานะ ดักครั้งแรกก็ไม่สำเร็จ พระโมคคัลลานะใช้ฤทธิ์เหาะหนีไป ครั้งที่สอง ก็ตามมาราวีอีก พระโมคคัลลานะก็เหาะหนีไปอีก พอครั้งที่สาม พระโมคคัลลานะเกิดสงสัยว่า เอ๊...นี่มันเรื่องอะไรกันหนอ จึงใช้ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ย้อนกลับไปดู ปรากฏว่า ไปพบชาติหนึ่ง ท่านเคยไปทุบพ่อแม่ซึ่งตาบอดตาย อย่างโหดร้าย และนี่เป็นกฏแห่งกรรม ท่านจึงยอมให้โจรทุบ ทุบจนเรียกว่า เละเป็นโจ๊ก เหมือนเนื้อทุบ เตีย หงี่ เฮียง กระดูกป่น ไม่มีชิ้นดี โจรนึกว่า ท่านตายแน่แล้ว ลากศพไปทิ้งข้างทาง แล้วหนีไป พระโมคคัลลานะก็จัดการอธิษฐานจิต ต่อกระดูกดังเดิม แล้วเหาะไปกราบทูลลาพระพุทธเจ้าไปนิพพาน
มีคาถาพระโมคคัลลาน์ต่อกระดูกมาฝากกันด้วยครับ
เถโร โมคคัลลาโน อันตะระธายิตวา
ภูมิสุขุมัง ปะระมาโน ภะคะวะโต
อิทธิยา อัตตะโน สะรีเรมังสังโลหิตัง
อยากรู้ว่า ต่อกระดูกได้จริงหรือเปล่า ก็ลองเอาไปภาวนาดูครับ ทำให้ถึงทีุ่สุดนะครับ ที่สุดคือ ลมหายใจหายไป เหมือนไม่ได้หายใจ และหูไม่ได้ยินเสียงภายนอก
จากเรื่องพระโมคคัลลานะนี่ เห็นได้ชัดว่า กฏแห่งกรรม เลี่ยงไม่ได้ แต่เลื่อนไปได้ ซึ่งเลื่อนไป ก็ได้รับผลอย่างเดิม ถ้าเปรียบกรณีคนไข้ปฏิเสธการผ่าตัด ก็เหมือนพระโมคคัลลานะเหาะหนีไปนั่นเอง
ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว ถ้าทุกอย่างถูกจัดเรียงไว้เรียบร้อยแล้ว
นั่นน่าจะเป็นหลักฐานถึงการมีอยู่ของผู้สร้างนะครับ
ที่เรียบเรียงทุกอย่างไว้่ อดีต ปัจจุบัน อนาคต
ไม่สามารถถูกเปลี่ยนแปลงได้ เอ่อ ผมมีความคิดว่า
ผมออกนอกเรื่องไปค่อนข้างไกลมากๆทีเดียว
อนึ่ง ขออนุญาตถามอีกสักนิดครับ
พระอาจารย์เชื่อในการมีอยู่ของ นรก-สวรรค์ ไหมครับ
เพราะตอนนี้ที่โรงเรียนของผม ในวิชาพระพุืทธศาสนากำลังเข้าเรื่องนี้อยู่
ค่อนข้างตะขิดตะขวงใจในการยอมรับมากๆเลยล่ะครับ
สองเรื่องสุดท้ายนี่แล ที่ทำให้ต้องขึ้นเอ็นทรี่ใหม่ เพราะน่าจะยาวเหลือเกิน
ขอเริ่มด้วยเรื่อง จริต ๖ กันเสียก่อน
พระพุทธเจ้าจำแนกจริตของคนเราออกเป็น ๖ จริต ว่าโดยย่อ ดังนี้
๑. ราคจริต - ไม่ใช่หื่นกามนะครับ อันนั้นเรียกกามราคะ ราคจริตนี่ หมายถึง ชอบอะไรเรียบร้อย เป็นระเบียบแบบแผน สวยงาม แบบ ชิราโทริ เรโกะ สวย เฉียบ เนี้ยบ หรือชิซูกะ
๒. โทสจริต - ขี้โมโห ช่างโกรธ หงุดหงิดง่าย คล้ายไจแอนท์ละกัน
๓. โมหจริต - มักหลง หลงยึดโน่น ยึดนี่ หลงคิดว่า ตัวเอง หรือ คนอื่นจะไม่ตาย เป็นต้น อาจจะคล้ายซูเนโอะ หลงยึดว่า บ้านตัวเองรวย
๔. สัทธาจริต - เชื่อง่าย ใครว่าอะไรมาก็เชื่อหมด เหมือนโนบิตะ
๕. วิตกจริต - โลเล ตัดสินใจอะไรยาก เหมือนโนบิตะ
๖. พุทธจริต - ฉลาด ช่างคิด รอบคอบ เช่นเดียวกับ เดคิสึงิ
จริตทั้ง ๖ นี้ คนเราทุกคนมีครบทั้ง ๖ จริตเลยครับ เพียงแต่เวลาใดเวลาหนึ่ง จริตใดจะโผล่ขึ้นมามาก และหนักไปในทางจริตใด
อยากทราบว่า ตัวเราหนักไปทางจริตใด ใน ๖ จริตนี้ ให้สังเกตุตัวเรา ตั้งแต่เช้าจรดเย็น หงุดหงิด หรือ จิตเศร้าหมอง กับเรื่องใดมาก นั่นละ เช่น เห็นลูกน้องทำงานไม่ได้ดังใจ ก็หงุดหงิด เพื่อนร่วมงาน ทำอะไรไม่ถูกใจ ก็หงุดหงิด อย่างนี้ โทสจริต ครับ
ไหน ๆ ก็โม้เรื่องจริต ๖ แล้ว ก็ขอต่อไปถึงเรื่องกรรมฐานคู่ปรับไว้เสียหน่อย ไว้เมื่อไปค้นเจอว่า เราหนักไปทางจริตไหน จักได้เลือกกรรมฐานให้เหมาะกับจริตตน
ราคจริต ชอบอะไรสวย ๆ งาม ๆ ก็นี่เลย อสุภกรรมฐาน - พิจารณาความไม่สวยไม่งามของร่างกาย หรือ กายคตานุสสติ - พิจารณาร่างกายเป็นอาการ ๓๒ มี ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นต้น
โทสจริต มักโกรธ ก็ต้องนี่เลย เจริญพรหมวิหาร ๔ - เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา หรือ เจริญวรรณกสิณ ๔ กสิณสี แดง เหลือง เขียว ขาว
โมหจริต และ วิตกจริต ยึดนัก ลังเลนัก ก็ให้เจริญอานาปานุสสติ - ระลึกลมหายใจ
สัทธาจริต เชื่อง่ายนัก ก็ให้เชื่ออะไรที่เป็นคุณ ได้แก่ พุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ - ระลึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นอารมณ์, สีลานุสสติ - ระลึกถึงศีลของตนเป็นอารมณ์, จาคานุสสติ - ระลึกถึงการให้ทานเป็นอารมณ์, เทวตานุสสติ - ระลึกถึงคุณธรรมของเทวดาเป็นอารมณ์
พุทธจริต ช่างคิด ช่างฉลาด ก็ต้องเอาของดี ๆ ไปคิด ได้แก่ มรณานุสสติ - ระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์, อุปสมานุสสติ - ระลึกถึงพระนิพพานเป็นอารมณ์, อาหาเรปฏิกูลสัญญา - การระลึกว่า อาหารเป็นสิ่งปฏิกูล, จตุธาตวัตถาน ๔ พิจารณาเป็น ธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ
ทำไมถึงต้องว่าเรื่อง จริต ๖ ก่อน ที่ว่าเรื่องจริต ๖ ก่อน ก็เพราะต้องการจะบอกว่า ตัวข้าพเจ้าเอง เป็นพวก สัทธาจริต เชื่อง่าย ดังนั้น ทัศนคติต่อโลก วิธีคิด อาจไม่ถูกใจใครไปเสียทุกคน เพราะคนเรามีจริตต่างกัน
อย่างข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเชื่อหมดเลยครับ เชื่อหมดทุกศาสนา ส่วนการศึกษาในศาสนาใด ศาสนาหนึ่ง นั้น ก็ต้องตามเหตุ ปัจจัย ให้มีโอกาสเข้าไปศึกษา บางศาสนาก็รู้มาก บางศาสนาก็รู้น้อย
จะตอบคำถามนี้ได้ ต้องย้อนเวลาเจาะอดีตไปไกลเลยครับ เพราะข้าพเจ้าก็เคยเชื่ออย่างเหนียวแน่นว่า ผู้สร้างมีจริง โดยได้รับคำสั่งสอน ย้ำ ๆ มาแต่เด็กแล้วครับว่า ผู้สร้างมีจริง ก็เชื่อว่า มีจริงมาโดยตลอด
เรื่องของผู้สร้าง มาพร้อมกับ ชุดความเชื่อ อีกหลายอย่างครับ เช่น ผู้สร้าง เป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตของเราทุกคน จงไว้ใจในผู้สร้าง ผู้สร้างรักเราทุกคน ฯลฯ
ความเชื่ออย่างเหนียวแน่นนี้ มาถูกกร่อนทำลายลง เมื่อไปอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง(ความจริงก่อนหน้านี้ก็มีหลายเล่ม แต่เล่มนี้แรงสุด) ที่มีการกล่าวถึง การพบพระศาสดา ของอีกศาสนาหนึ่ง ซึ่งข้าพเจ้าก็พิจารณาด้วยเหตุ ด้วยผล (แบบสัทธาจริต) แล้ว ยังสงสัยว่า จะเป็นการพยายามครอบศาสนาหรือเปล่า
ดังที่เคยได้ยินมาว่า ศาสนา ก. ต้องการ ครอบศาสนา ข. ก็บอกว่า พระศาสดาของศาสนา ข. เป็นเพียงปางหนึ่ง ของพระศาสดาในศาสนา ก. หรือ พระศาสดาของศาสนา ข. เป็นเพียงผู้ประกาศศาสนา ของ ศาสนา ก.
หรือบางที ศาสนา ค. ก็บอกว่า ทั้งพระศาสดาของศาสนา ก. และ ศาสนา ข. เป็นเพียงผู้ประกาศศาสนา ค. ศาสนา ค. กำลังรอ พระศาสดาตัวจริง จะมาบังเกิดในอนาคต
ขณะที่ ศาสนา ข. ก็ยืนยันหนักแน่นว่า ศาสดาของเขาเยี่ยมที่สุด เป็นเลิศในจักรวาล สิ่งที่ศาสนา ก. อ้าง ไม่เป็นความจริง
ดังนี้แล้ว จะทราบได้อย่างไรว่า ใครพูดจริง ใครพูดเท็จ
ข้าพเจ้าจึงคิดค้นเอาเองว่า ธรรมะของศาสนาหนึ่ง หากสามารถอธิบาย ธรรมะของอีกศาสนาหนึ่งได้ ย่อมเป็น ผู้ที่พูดจริงกว่า ว่าแล้วก็ลงมือค้นคว้าธรรมะของศาสนาทั้งหลาย
ซึ่งสุดท้ายมาพบว่า การแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ทั้งหลาย มีอธิบายไว้ใน ศาสนา ง. อย่างละเอียดลออ ทั้งตัวธรรมะเอง ยังสามารถอธิบาย หลักธรรมของศาสนา ก. ข. และ ค. ได้ ขณะที่ ศาสนา ก. ข. และ ค. ไม่สามารถอธิบายหลักธรรม หรือวิธีปฏิบัติของศาสนา ง.ได้
สิ่งที่ ศาสนา ง. สอนคือ ทำอย่างไร ได้อย่างนั้น ไม่ใช่ อ้อนวอนอย่างไร ได้อย่างนั้น
เมื่อค้นหลักธรรมไปจนได้ข้อสรุปเช่นนี้แล้ว จึงค้นต่อไปว่า ในศาสนา ง. กล่าวถึง "ผู้สร้าง" ไว้อย่างไร
หนังสืออีกเล่มของ ศาสนา ง. กล่าวถึง "ผู้สร้าง" ว่า ไม่มีหรอก จักรวาลมันเกิดขึ้นมาเอง
แล้วมนุษย์คนแรกล่ะ
ศาสนา ง. บอกว่า เมื่อโลกร้างไปเป็นเวลานาน จากไฟบรรลัยกัปป์ ที่เผาผลาญโลกจนหมดสิ้น พื้นดินจะเย็นลง ดินที่ถูกเผาแล้ว จะหอมกรุ่น เหมือนข้าวหอมมะลิ หุงจากหม้อหุงข้าวไฟฟ้า โตชิบา จะมีจิตชั้นสูงที่หมดอายุนานแล้ว แต่ไม่มีที่เกิด แวะเวียนมากินง้วนดิน
เมื่อจิตชั้นสูงกินง้วนดินแล้ว ก็เกิดมีร่างกายขึ้น โดยในระยะแรก จะมีแสงสว่างในตัวเอง ไม่ต้องสร้างโรงผลิตไฟฟ้านิวเคลียร์ เวลาผ่านไป คุณธรรมเสื่อมลง ร่างกายก็จะหยาบมากขึ้น ๆ จนกลายเป็นร่างกายมนุษย์ในปัจจุบัน และนอกจากร่างกายที่หยาบมากขึ้นแล้ว อายุของมนุษย์ก็สั้นลงเรื่อย ๆ ตามคุณธรรมที่นับวัน จะแย่ลง ๆ ด้วย
เรื่องราวไปคล้ายกับกำเนิดมนุษย์คนแรกของอีกศาสนาหนึ่ง ที่ว่า ผู้สร้าง สร้างมนุษย์คนแรกจากดิน
คือเกิดจากดิน เหมือนกัน แต่คนละฟีล
ถ้าเช่นนั้นย้อนกลับมาที่คำถามที่ว่า อดีต ปัจจุบัน อนาคต
ไม่สามารถถูกเปลี่ยนแปลงได้
ถ้าตามศาสนาพุทธ เปลี่ยนแปลงได้ครับ ขึ้นกับการกระทำ หรือ กรรมในปัจจุบัน เสียเป็นส่วนใหญ่
เชื่อในการมีอยู่ของ นรก-สวรรค์ ไหมครับ
เชื่ออยู่แล้วครับ ตั้งแต่เด็กก็เชื่อมาตลอด เพียงแต่ศาสนา ข. ไม่ได้แจงละเอียดว่า นรกมีกี่ขุม สวรรค์มีกี่ชั้น จบชาติหน้าแล้ว จะมีชาติต่อไปไหม
แม้ข้าพเจ้าจะไม่สามารถพิสูจน์การมีอยู่ของ นรก-สวรรค์ ได้ แล้วเอาอะไรเป็นเกณฑ์ในการเชื่อ
ก็ต้องตอบตามกลไกการเชื่อเดิม คือ เพราะธรรมะขั้นพื้นฐานที่พอจะพิสูจน์ได้ในชีวิตประจำวัน เป็นจริง จึงอนุมานว่า ธรรมะขั้นสูงขึ้นไปก็ย่อมเป็นจริง และจากสถิติที่ได้ศึกษามา ก็ยังไม่พบว่า ธรรมะขั้นสูงขึ้น ไม่เป็นจริง ฉะนั้น ตราบใดที่ธรรมะที่ศึกษาขึ้นไปเรื่อย ๆ ยังคงจริงอยู่ พิสูจน์ได้อยู่ ก็ยังเชื่อครับว่า เรื่องอจินไตย ทั้งหลายนั้น เป็นไปตามคัมภีร์โบราณที่กล่าวไว้ (สอบทวนเอากับหลาย ๆ คัมภีร์ ที่เขียนต่างยุค ต่างสมัย ต่างภาษา ก็ล้วนเขียนไปในแนวเดียวกันหมดครับ)
ในศาสนาพุทธมีความเห็นผิด หรือมิจฉาทิฏฐิ อยู่สองแบบครับ
๑. สัสสตทิฏฐิ ความเห็นว่าเที่ยง เห็นว่า เกิดเป็นอะไร ตายจากชาตินี้ไปแล้ว ก็กลับมาเกิดเป็นอย่างนั้น เช่น เคยเกิดเป็นกษัตริย์ ชาติหน้า ก็เกิดเป็นกษัตริย์อีก เป็นต้น
๒. อุจเฉททิฏฐิ ความเห็นว่าสูญ หมายถึง จบชาตินี้แล้ว จบสิ้นกันไปเลยครับ บุญไม่มี บาปไม่มี เพราะฉะนั้น มีชีวิตแล้ว ก็ต้องใช้ชีวิตให้สุด ๆ
สองความเห็นนี้ ทำให้คนไม่พยายามทำความดี เอาแต่ทำความชั่ว ครับ เพราะคิดว่า ทำอะไรไปก็ไม่มีผล
สรุปว่า ถ้าตามที่ศาสนา ง. ว่ามา ผู้สร้างไม่มีครับ มันเกิดขึ้นมาเอง และการมี หรือไม่มีอยู่ของ ผู้สร้าง ก็ไม่ได้ช่วยให้กิเลสของเราเบาบางลง หรือชีวิตมีความสุขมากขึ้น ครับ เพราะฉะนั้น เราควรเชื่อว่า มันเป็นเรื่องไม่ควรคิด ครับ
เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ
ส่วนตัว ผมยังมีความเชื่อแบบวิทย์หัวเก่าอยู่นะ ว่าตายแล้วคือ จบ สูญ สู่ความว่างเปล่า ไม่มีนรกสวรรค์อะไรทั้งนั้น ยกเว้นว่าจะมีใจอาวรณ์ ให้ไปติดค้างตามที่ใดสักที่ (อันหลังๆนี่ไม่ใช่วิทยาศาสตร์แล้ว - -)
อีกประการก็คือ ถึงรู้ว่ามันมีจริง ก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา แต่คิดอีกที อาจจะพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองก็ได้ แต่คงต้องมีการพิสูจน์กันยาว
ผมเชื่อในสิ่งที่เหตุผลอธิบายได้ อารมณ์เหมือนกับที่ไอน์สไตน์เคยบอก ว่าศาสนาพุทธนี่แหละ เป็นวิทยาศาสตร์ที่สุด
เรื่องนรกสวรรค์ เป็นสิ่งปลีกย่อยครับ
(อันนี้คือความคิดส่วนตัวผมล้วนๆนะ)
#1 By ณ on 2008-09-08 18:34