ผู้สร้างมีจริงหรือ?

posted on 08 Sep 2008 11:13 by akkarakitt  in Dharma
เอ็นทรี่นี้สืบเนื่องมาจากเอ็นทรี่ที่แล้วเรื่อง อะไรเอ่ย...คืองานศพ ตอนที่ ๗ - คุยกับผี ภาค ๒ มีผู้ถามปัญหาโลกแตกมา ข้าพเจ้าอึ้งอยู่นาน ไม่ใช่เพราะไม่รู้จะเขียนอะไร แต่งงไม่รู้จะเขียนอย่างไร ให้กระทบกระเทือนใจให้น้่อยที่สุด และเป็นกลางที่สุด
 
เพราะปัญหานี้ ต้องมีการพาดพิงศาสนาอื่นอย่างเลี่ยงไม่ได้
 
และถ้าจะเขียนว่า ข้าพเจ้าเป็นกลาง ก็คงไ่ม่ได้ เพราะข้าพเจ้าเอียงกระเท่เร่
 
ผู้ที่ต้องการอ่านเอ็นทรี่นี้ ขอให้เคารพกฏ ๓ ข้อดังนี้ครับ
 
๑.บทความนี้เป็นความเห็นของข้าพเจ้าผู้เดียว ไม่รู้ว่า ผิด หรือ ถูก ขอให้นำไปใช้วิจารณญาณกันเอง
 
๒.ขอให้ไปอ่านเรื่อง อจินไตย ให้เข้าใจเสียก่อน (ให้ได้ข้อสรุปว่า ควรอ่านต่อหรือไม่ เพราะเรื่องอจินไตย เป็นเรื่องไม่ควรคิด)
 
๓.บทความนี้ไม่ได้เป็นไปเพื่อให้ถกเถียง หาข้อเท็จจริงใด ๆ เขียนขึ้นเพียงเพื่อตอบข้อสงสัย ของคนที่เม้นท์เข้ามา ตามความเชื่อ ความเข้าใจของผู้เขียนเท่านั้น
 
ก่อนอื่นขอโค้ดเม้นท์นั้นมาก่อน ดังนี้
 
อย่างการมีอยู่ของวิญญาณของคุณพิมวดีในเรื่องราวนี้ คุณพิมวดีได้กล่าวถึงสิ่งในอนาคตอย่างแม่นยำ ราวกับเธอได้พบผ่าน ผ่านเรื่องราวในอนาคตมาแล้ว
 
ไม่้เรียกว่า พบผ่านครับ เรียกว่า มี "ทิพพเนตร" สามารถรู้เรื่องราวในอดีต ปัจจุบัน อนาคต(อันใกล้หรือไกล ตามความสามารถของเทวดานางฟ้าแต่ละองค์) ตามความเป็นจริง ในเรื่องอดีต กับปัจจุบัน คงไม่เป็นปัญหา ปัญหาอยู่ที่เรื่องของอนาคต ต้องขออิงพระพุทธเจ้าสักหน่อย เพราะพระองค์คือ ผู้ที่ประเสริฐที่สุด บางเรื่อง พระพุทธเจ้าเอง ยังตรัสเลยครับว่า ไม่สามารถพยากรณ์ได้ เช่น เวลาในการบรรลุมรรคผล ของคนใดคนหนึ่ง ถ้าพยากรณ์ว่า ณ ปัจจุบัน คนนี้เป็นพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ ย่อมกระทำได้ แต่จะให้พยากรณ์ว่า ผู้นี้จะถึง โสดาฯ สกทาคาฯ อนาคาฯ อรหันต์ "เมื่อไหร่" ท่านว่า ไม่สามารถพยากรณ์ได้ ขึ้นอยู่กับความขยันของบุคคล นั่นแสดงว่า กรรมในปัจจุบัน ให้ผลมากกว่า กรรมในอดีต
 
ผมเลยนึกสงสัยไปว่า หากคุณหมอคนไข้นั้น ไม่เชื่อถือ และไม่ยึดเอาคำพูดของคุณพิมวดีเป็นสาระสำคัญเสียล่ะครับ สิ่งที่คุณพิมวดีกล่าวไว้นั้นจะยังถือเป็นสิ่งจริงอยู่อีกหรือครับ สมมติเช่นคุณคนไข้ไม่ยอมเข้ารับการผ่าตัดที่หนสุดท้าย เพราะกลัวความเจ็บปวดที่คุณพิมวดีกล่าวไว้ ภายใน 4 ปีต่อมา เค้าจะหายจากความทุกข์อีกไหมครับ?
 
ซึ่งหากเขาไม่หายจากความทุกข์ เพราะไม่รับการผ่าตัดครั้งสุดท้าย แล้วคำกล่าวที่คุณพิมวดีว่าไว้ว่าจะสิ้นทุกข์ใน 4 ปีนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร แล้วคุณพิมวดีจะยังได้ผ่านภพไปเป็นเด็กผู้ชายอยู่อีกไหม หลายสิ่งหลายอย่างทีุ่คุณพิมวดีได้ทราบแล้วบอกกล่าวแก่คุณคนไข้ นั้นดูเป็นขั้นเป็นตอน ราวกับอนาคตนั้นเป็นสิ่งที่วางไว้ เรียงไว้เรียบร้อย เหมือนเป็นภาพยนต์เรื่องหนึ่ง 
 
ถ้าอธิบายตามหลักกฎแห่งกรรม อาการปวดหัวนั้นเลี่ยงไม่ได้ครับ อ่านดูแ้ล้วเหมือนกับว่า อาการเจ็บปวดอย่างสาหัสในการผ่าตัดครั้งนั้นแล ช่วยให้กรรมเบาบางลง ซึ่งถ้าคนไข้ปฏิเสธ เขาก็จะยังไม่หายจากอาการนั้นใน ๔ ปีต่อมาครับ และอาจต้องทนทรมานด้วยอาการปวดหัว เหมือนตอนแรกของเรื่อง ตลอด ๔ ปีด้วยครับ(เผลอ ๆ อาจจะตายก่อน ได้รับการผ่าตัดครั้งต่อไป ซึ่งกรรมก็จะยังไม่หมด ต้องไปชดใช้กันต่อในภพภูมิต่อไป) และหลังจากอดทนมา ๔ ปี ก็อาจต้องเข้ารับการรักษาอันแสนเจ็บปวด น่าสะพรึงกลัวเช่นเดิม เพื่อให้หายขาดจากโรค
 
ตามเนื้อเรื่องแล้ว ถ้าคนไข้ปฏิเสธการผ่าตัด เชื่อเหลือเกินว่า คุณพิมพวดี ต้องกลับมาเปลี่ยนคำพยากรณ์ใหม่ แลอาจจะหนักกว่าเดิม ลองจินตนาการตามไปด้วยนะครับว่า ในโลกแห่งความเป็นทิพย์ คุณพิมพวดีสามารถรู้เรื่องราวต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี รู้ใจคนอื่นได้เป็นปกติ หากพิจารณาแล้ว เห็นว่า คนไข้จะปฏิเสธการผ่าตัด ถ้าเธอบอกล่วงหน้า เธอคงจะไม่บอกคนไข้หรอกครับ แต่เธอรู้ล่วงหน้าแล้วว่า คนไข้จะยอมเข้ารับการผ่าตัดโดยดี เธอจึงบอก
 
เรื่องราวของการพยากรณ์นี่ ถ้ามันไปฝืน หรือ ขัดกฏแห่งกรรม เท่าที่ทราบ จะมีโทษแก่ตัวผู้บอกเองครับ
 
เรื่องกฏแห่งกรรม ขอยกตัวอย่าง เรื่องพระโมคคัลลานะ อัครสาวกเบื้องซ้าย ผู้เป็นเอตทัคคะด้านฤทธิ์ บั้นปลายของชีวิต ถูกเขม่นจากเหล่าเดียร์ถีย์ นักบวชต่างศาสนา วางแผนกันว่า พวกเราปองร้ายพระพุทธเจ้าอย่างไรก็ไม่สำเร็จ เหตุเพราะมีพระโมคคัลลานะเป็นเสี้ยนหนาม แม้พระพุทธเจ้าเสด็จไปที่ใด พระโมคคัลลานะจะเดินทางไปก่อนล่วงหน้า ไปแสดงฤทธิ์เพื่อยังความเลื่อมใส ให้บังเกิดก่อน แล้วพระพุทธองค์เสด็จตามไป
 
หากพวกเรากำจัดพระโมคคัลลานะได้ การกำจัดพระพุทธเจ้า ก็คงเบาแรงขึ้น ว่าแล้วก็จัดการ จ้างโจรไปดักตี พระโมลคัลลานะ ดักครั้งแรกก็ไม่สำเร็จ พระโมคคัลลานะใช้ฤทธิ์เหาะหนีไป ครั้งที่สอง ก็ตามมาราวีอีก พระโมคคัลลานะก็เหาะหนีไปอีก พอครั้งที่สาม พระโมคคัลลานะเกิดสงสัยว่า เอ๊...นี่มันเรื่องอะไรกันหนอ จึงใช้ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ย้อนกลับไปดู ปรากฏว่า ไปพบชาติหนึ่ง ท่านเคยไปทุบพ่อแม่ซึ่งตาบอดตาย อย่างโหดร้าย และนี่เป็นกฏแห่งกรรม ท่านจึงยอมให้โจรทุบ ทุบจนเรียกว่า เละเป็นโจ๊ก เหมือนเนื้อทุบ เตีย หงี่ เฮียง กระดูกป่น ไม่มีชิ้นดี โจรนึกว่า ท่านตายแน่แล้ว ลากศพไปทิ้งข้างทาง แล้วหนีไป พระโมคคัลลานะก็จัดการอธิษฐานจิต ต่อกระดูกดังเดิม แล้วเหาะไปกราบทูลลาพระพุทธเจ้าไปนิพพาน
 
มีคาถาพระโมคคัลลาน์ต่อกระดูกมาฝากกันด้วยครับ
 
เถโร โมคคัลลาโน อันตะระธายิตวา
ภูมิสุขุมัง ปะระมาโน ภะคะวะโต
อิทธิยา อัตตะโน สะรีเรมังสังโลหิตัง 
 
อยากรู้ว่า ต่อกระดูกได้จริงหรือเปล่า ก็ลองเอาไปภาวนาดูครับ ทำให้ถึงทีุ่สุดนะครับ ที่สุดคือ ลมหายใจหายไป เหมือนไม่ได้หายใจ และหูไม่ได้ยินเสียงภายนอก
 
จากเรื่องพระโมคคัลลานะนี่ เห็นได้ชัดว่า กฏแห่งกรรม เลี่ยงไม่ได้ แต่เลื่อนไปได้ ซึ่งเลื่อนไป ก็ได้รับผลอย่างเดิม ถ้าเปรียบกรณีคนไข้ปฏิเสธการผ่าตัด ก็เหมือนพระโมคคัลลานะเหาะหนีไปนั่นเอง
 
ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว ถ้าทุกอย่างถูกจัดเรียงไว้เรียบร้อยแล้ว นั่นน่าจะเป็นหลักฐานถึงการมีอยู่ของผู้สร้างนะครับ ที่เรียบเรียงทุกอย่างไว้่ อดีต ปัจจุบัน อนาคต ไม่สามารถถูกเปลี่ยนแปลงได้ เอ่อ ผมมีความคิดว่า ผมออกนอกเรื่องไปค่อนข้างไกลมากๆทีเดียว sad smile
 
อนึ่ง ขออนุญาตถามอีกสักนิดครับ พระอาจารย์เชื่อในการมีอยู่ของ นรก-สวรรค์ ไหมครับ เพราะตอนนี้ที่โรงเรียนของผม ในวิชาพระพุืทธศาสนากำลังเข้าเรื่องนี้อยู่ ค่อนข้างตะขิดตะขวงใจในการยอมรับมากๆเลยล่ะครับ big smile
 
สองเรื่องสุดท้ายนี่แล ที่ทำให้ต้องขึ้นเอ็นทรี่ใหม่ เพราะน่าจะยาวเหลือเกิน ขอเริ่มด้วยเรื่อง จริต ๖ กันเสียก่อน
 
พระพุทธเจ้าจำแนกจริตของคนเราออกเป็น ๖ จริต ว่าโดยย่อ ดังนี้
 
๑. ราคจริต - ไม่ใช่หื่นกามนะครับ อันนั้นเรียกกามราคะ ราคจริตนี่ หมายถึง ชอบอะไรเรียบร้อย เป็นระเบียบแบบแผน สวยงาม แบบ ชิราโทริ เรโกะ สวย เฉียบ เนี้ยบ หรือชิซูกะ
 
๒. โทสจริต - ขี้โมโห ช่างโกรธ หงุดหงิดง่าย คล้ายไจแอนท์ละกัน
 
๓. โมหจริต - มักหลง หลงยึดโน่น ยึดนี่ หลงคิดว่า ตัวเอง หรือ คนอื่นจะไม่ตาย เป็นต้น อาจจะคล้ายซูเนโอะ หลงยึดว่า บ้านตัวเองรวย
 
๔. สัทธาจริต - เชื่อง่าย ใครว่าอะไรมาก็เชื่อหมด เหมือนโนบิตะ
 
๕. วิตกจริต - โลเล ตัดสินใจอะไรยาก เหมือนโนบิตะ
 
๖. พุทธจริต - ฉลาด ช่างคิด รอบคอบ เช่นเดียวกับ เดคิสึงิ
 
จริตทั้ง ๖ นี้ คนเราทุกคนมีครบทั้ง ๖ จริตเลยครับ เพียงแต่เวลาใดเวลาหนึ่ง จริตใดจะโผล่ขึ้นมามาก และหนักไปในทางจริตใด
 
อยากทราบว่า ตัวเราหนักไปทางจริตใด ใน ๖ จริตนี้ ให้สังเกตุตัวเรา ตั้งแต่เช้าจรดเย็น หงุดหงิด หรือ จิตเศร้าหมอง กับเรื่องใดมาก นั่นละ เช่น เห็นลูกน้องทำงานไม่ได้ดังใจ ก็หงุดหงิด เพื่อนร่วมงาน ทำอะไรไม่ถูกใจ ก็หงุดหงิด อย่างนี้ โทสจริต ครับ
 
ไหน ๆ ก็โม้เรื่องจริต ๖ แล้ว ก็ขอต่อไปถึงเรื่องกรรมฐานคู่ปรับไว้เสียหน่อย ไว้เมื่อไปค้นเจอว่า เราหนักไปทางจริตไหน จักได้เลือกกรรมฐานให้เหมาะกับจริตตน
 
ราคจริต ชอบอะไรสวย ๆ งาม ๆ ก็นี่เลย อสุภกรรมฐาน - พิจารณาความไม่สวยไม่งามของร่างกาย หรือ กายคตานุสสติ - พิจารณาร่างกายเป็นอาการ ๓๒ มี ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นต้น
 
โทสจริต มักโกรธ ก็ต้องนี่เลย เจริญพรหมวิหาร ๔ - เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา หรือ เจริญวรรณกสิณ ๔ กสิณสี แดง เหลือง เขียว ขาว
 
โมหจริต และ วิตกจริต ยึดนัก ลังเลนัก ก็ให้เจริญอานาปานุสสติ - ระลึกลมหายใจ
 
สัทธาจริต เชื่อง่ายนัก ก็ให้เชื่ออะไรที่เป็นคุณ ได้แก่ พุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ - ระลึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นอารมณ์, สีลานุสสติ - ระลึกถึงศีลของตนเป็นอารมณ์, จาคานุสสติ - ระลึกถึงการให้ทานเป็นอารมณ์, เทวตานุสสติ - ระลึกถึงคุณธรรมของเทวดาเป็นอารมณ์
 
พุทธจริต ช่างคิด ช่างฉลาด ก็ต้องเอาของดี ๆ ไปคิด ได้แก่ มรณานุสสติ - ระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์, อุปสมานุสสติ - ระลึกถึงพระนิพพานเป็นอารมณ์, อาหาเรปฏิกูลสัญญา - การระลึกว่า อาหารเป็นสิ่งปฏิกูล, จตุธาตวัตถาน ๔ พิจารณาเป็น ธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ
 
ทำไมถึงต้องว่าเรื่อง จริต ๖ ก่อน ที่ว่าเรื่องจริต ๖ ก่อน ก็เพราะต้องการจะบอกว่า ตัวข้าพเจ้าเอง เป็นพวก สัทธาจริต เชื่อง่าย ดังนั้น ทัศนคติต่อโลก วิธีคิด อาจไม่ถูกใจใครไปเสียทุกคน เพราะคนเรามีจริตต่างกัน อย่างข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเชื่อหมดเลยครับ เชื่อหมดทุกศาสนา ส่วนการศึกษาในศาสนาใด ศาสนาหนึ่ง นั้น ก็ต้องตามเหตุ ปัจจัย ให้มีโอกาสเข้าไปศึกษา บางศาสนาก็รู้มาก บางศาสนาก็รู้น้อย
 
จะตอบคำถามนี้ได้ ต้องย้อนเวลาเจาะอดีตไปไกลเลยครับ เพราะข้าพเจ้าก็เคยเชื่ออย่างเหนียวแน่นว่า ผู้สร้างมีจริง โดยได้รับคำสั่งสอน ย้ำ ๆ มาแต่เด็กแล้วครับว่า ผู้สร้างมีจริง ก็เชื่อว่า มีจริงมาโดยตลอด เรื่องของผู้สร้าง มาพร้อมกับ ชุดความเชื่อ อีกหลายอย่างครับ เช่น ผู้สร้าง เป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตของเราทุกคน จงไว้ใจในผู้สร้าง ผู้สร้างรักเราทุกคน ฯลฯ
 
ความเชื่ออย่างเหนียวแน่นนี้ มาถูกกร่อนทำลายลง เมื่อไปอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง(ความจริงก่อนหน้านี้ก็มีหลายเล่ม แต่เล่มนี้แรงสุด) ที่มีการกล่าวถึง การพบพระศาสดา ของอีกศาสนาหนึ่ง ซึ่งข้าพเจ้าก็พิจารณาด้วยเหตุ ด้วยผล (แบบสัทธาจริต) แล้ว ยังสงสัยว่า จะเป็นการพยายามครอบศาสนาหรือเปล่า
 
ดังที่เคยได้ยินมาว่า ศาสนา ก. ต้องการ ครอบศาสนา ข. ก็บอกว่า พระศาสดาของศาสนา ข. เป็นเพียงปางหนึ่ง ของพระศาสดาในศาสนา ก. หรือ พระศาสดาของศาสนา ข. เป็นเพียงผู้ประกาศศาสนา ของ ศาสนา ก.
 
หรือบางที ศาสนา ค. ก็บอกว่า ทั้งพระศาสดาของศาสนา ก. และ ศาสนา ข. เป็นเพียงผู้ประกาศศาสนา ค. ศาสนา ค. กำลังรอ พระศาสดาตัวจริง จะมาบังเกิดในอนาคต
 
ขณะที่ ศาสนา ข. ก็ยืนยันหนักแน่นว่า ศาสดาของเขาเยี่ยมที่สุด เป็นเลิศในจักรวาล สิ่งที่ศาสนา ก. อ้าง ไม่เป็นความจริง
 
ดังนี้แล้ว จะทราบได้อย่างไรว่า ใครพูดจริง ใครพูดเท็จ
 
ข้าพเจ้าจึงคิดค้นเอาเองว่า ธรรมะของศาสนาหนึ่ง หากสามารถอธิบาย ธรรมะของอีกศาสนาหนึ่งได้ ย่อมเป็น ผู้ที่พูดจริงกว่า ว่าแล้วก็ลงมือค้นคว้าธรรมะของศาสนาทั้งหลาย
 
ซึ่งสุดท้ายมาพบว่า การแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ทั้งหลาย มีอธิบายไว้ใน ศาสนา ง. อย่างละเอียดลออ ทั้งตัวธรรมะเอง ยังสามารถอธิบาย หลักธรรมของศาสนา ก. ข. และ ค. ได้ ขณะที่ ศาสนา ก. ข. และ ค. ไม่สามารถอธิบายหลักธรรม หรือวิธีปฏิบัติของศาสนา ง.ได้
 
สิ่งที่ ศาสนา ง. สอนคือ ทำอย่างไร ได้อย่างนั้น ไม่ใช่ อ้อนวอนอย่างไร ได้อย่างนั้น
 
เมื่อค้นหลักธรรมไปจนได้ข้อสรุปเช่นนี้แล้ว จึงค้นต่อไปว่า ในศาสนา ง. กล่าวถึง "ผู้สร้าง" ไว้อย่างไร
 
หนังสืออีกเล่มของ ศาสนา ง. กล่าวถึง "ผู้สร้าง" ว่า ไม่มีหรอก จักรวาลมันเกิดขึ้นมาเอง
 
แล้วมนุษย์คนแรกล่ะ
 
ศาสนา ง. บอกว่า เมื่อโลกร้างไปเป็นเวลานาน จากไฟบรรลัยกัปป์ ที่เผาผลาญโลกจนหมดสิ้น พื้นดินจะเย็นลง ดินที่ถูกเผาแล้ว จะหอมกรุ่น เหมือนข้าวหอมมะลิ หุงจากหม้อหุงข้าวไฟฟ้า โตชิบา จะมีจิตชั้นสูงที่หมดอายุนานแล้ว แต่ไม่มีที่เกิด แวะเวียนมากินง้วนดิน
 
เมื่อจิตชั้นสูงกินง้วนดินแล้ว ก็เกิดมีร่างกายขึ้น โดยในระยะแรก จะมีแสงสว่างในตัวเอง ไม่ต้องสร้างโรงผลิตไฟฟ้านิวเคลียร์ เวลาผ่านไป คุณธรรมเสื่อมลง ร่างกายก็จะหยาบมากขึ้น ๆ จนกลายเป็นร่างกายมนุษย์ในปัจจุบัน และนอกจากร่างกายที่หยาบมากขึ้นแล้ว อายุของมนุษย์ก็สั้นลงเรื่อย ๆ ตามคุณธรรมที่นับวัน จะแย่ลง ๆ ด้วย
 
เรื่องราวไปคล้ายกับกำเนิดมนุษย์คนแรกของอีกศาสนาหนึ่ง ที่ว่า ผู้สร้าง สร้างมนุษย์คนแรกจากดิน
 
คือเกิดจากดิน เหมือนกัน แต่คนละฟีล
 
ถ้าเช่นนั้นย้อนกลับมาที่คำถามที่ว่า อดีต ปัจจุบัน อนาคต ไม่สามารถถูกเปลี่ยนแปลงได้
 
ถ้าตามศาสนาพุทธ เปลี่ยนแปลงได้ครับ ขึ้นกับการกระทำ หรือ กรรมในปัจจุบัน เสียเป็นส่วนใหญ่
 
เชื่อในการมีอยู่ของ นรก-สวรรค์ ไหมครับ
 
เชื่ออยู่แล้วครับ ตั้งแต่เด็กก็เชื่อมาตลอด เพียงแต่ศาสนา ข. ไม่ได้แจงละเอียดว่า นรกมีกี่ขุม สวรรค์มีกี่ชั้น จบชาติหน้าแล้ว จะมีชาติต่อไปไหม
 
แม้ข้าพเจ้าจะไม่สามารถพิสูจน์การมีอยู่ของ นรก-สวรรค์ ได้ แล้วเอาอะไรเป็นเกณฑ์ในการเชื่อ
 
ก็ต้องตอบตามกลไกการเชื่อเดิม คือ เพราะธรรมะขั้นพื้นฐานที่พอจะพิสูจน์ได้ในชีวิตประจำวัน เป็นจริง จึงอนุมานว่า ธรรมะขั้นสูงขึ้นไปก็ย่อมเป็นจริง และจากสถิติที่ได้ศึกษามา ก็ยังไม่พบว่า ธรรมะขั้นสูงขึ้น ไม่เป็นจริง ฉะนั้น ตราบใดที่ธรรมะที่ศึกษาขึ้นไปเรื่อย ๆ ยังคงจริงอยู่ พิสูจน์ได้อยู่ ก็ยังเชื่อครับว่า เรื่องอจินไตย ทั้งหลายนั้น เป็นไปตามคัมภีร์โบราณที่กล่าวไว้ (สอบทวนเอากับหลาย ๆ คัมภีร์ ที่เขียนต่างยุค ต่างสมัย ต่างภาษา ก็ล้วนเขียนไปในแนวเดียวกันหมดครับ)
 
ในศาสนาพุทธมีความเห็นผิด หรือมิจฉาทิฏฐิ อยู่สองแบบครับ
 
๑. สัสสตทิฏฐิ ความเห็นว่าเที่ยง เห็นว่า เกิดเป็นอะไร ตายจากชาตินี้ไปแล้ว ก็กลับมาเกิดเป็นอย่างนั้น เช่น เคยเกิดเป็นกษัตริย์ ชาติหน้า ก็เกิดเป็นกษัตริย์อีก เป็นต้น
 
๒. อุจเฉททิฏฐิ ความเห็นว่าสูญ หมายถึง จบชาตินี้แล้ว จบสิ้นกันไปเลยครับ บุญไม่มี บาปไม่มี เพราะฉะนั้น มีชีวิตแล้ว ก็ต้องใช้ชีวิตให้สุด ๆ 
 
สองความเห็นนี้ ทำให้คนไม่พยายามทำความดี เอาแต่ทำความชั่ว ครับ เพราะคิดว่า ทำอะไรไปก็ไม่มีผล
 
สรุปว่า ถ้าตามที่ศาสนา ง. ว่ามา ผู้สร้างไม่มีครับ มันเกิดขึ้นมาเอง และการมี หรือไม่มีอยู่ของ ผู้สร้าง ก็ไม่ได้ช่วยให้กิเลสของเราเบาบางลง หรือชีวิตมีความสุขมากขึ้น ครับ เพราะฉะนั้น เราควรเชื่อว่า มันเป็นเรื่องไม่ควรคิด ครับ 
 
เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

พาดพิงเยอะแฮะ Entry นี้...

ส่วนตัว ผมยังมีความเชื่อแบบวิทย์หัวเก่าอยู่นะ ว่าตายแล้วคือ จบ สูญ สู่ความว่างเปล่า ไม่มีนรกสวรรค์อะไรทั้งนั้น ยกเว้นว่าจะมีใจอาวรณ์ ให้ไปติดค้างตามที่ใดสักที่ (อันหลังๆนี่ไม่ใช่วิทยาศาสตร์แล้ว - -)


อีกประการก็คือ ถึงรู้ว่ามันมีจริง ก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา แต่คิดอีกที อาจจะพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองก็ได้ แต่คงต้องมีการพิสูจน์กันยาว

ผมเชื่อในสิ่งที่เหตุผลอธิบายได้ อารมณ์เหมือนกับที่ไอน์สไตน์เคยบอก ว่าศาสนาพุทธนี่แหละ เป็นวิทยาศาสตร์ที่สุด

เรื่องนรกสวรรค์ เป็นสิ่งปลีกย่อยครับ
(อันนี้คือความคิดส่วนตัวผมล้วนๆนะ)

#1 By on 2008-09-08 18:34

ตอบความเห็นที่ ๑

เฮอ...เฮอ...แต่ถ้าศึกษาดี ๆ ในพระพุทธเจ้ายืนยันเรื่องสวรรค์ และพรหม ตั้งแต่การแสดงธรรมครั้งแรกเลยครับ ไม่เชื่อไปดูบทสวดธัมมจักกัปปวัตนสูตรได้

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#2 By Dhammasarokikku on 2008-09-08 18:40

ถามจากหลักธรรมภาคนั้น พระพุทธเจ้าทรงยกเหตุผลอะไรหรือหลักฐานใดขึ้นมากล่าวหรือไม่ครับ?

#3 By on 2008-09-08 18:59

อึ้งและดีใจมากๆครับ ที่พระอาจารย์อุตส่าห์สละเวลามาอธิบายปัญหาเรื้อรังความคิดให้

ตอนนี้คลายปมความคิดไปได้ค่อนข้างเยอะแล้วครับ สารภาพว่ายังมีบางส่วนที่ยังไม่เข้าใจ กล่าวคือพยายามแล้ว แต่ยังไม่เก็ตหมด ประมาณนั้นครับ คิดว่าคงต้องศึกษาต่อไปพอสมควร

จะพยายามละ สิ่งที่ไม่ควรคิดละกันครับ ฮา

ขอบพระคุณมากครับ big smile
/กราบสามที

อนึ่งหนอ ยังมีข้อกังขาอยู่อีกนิดหนึ่งครับ ผมเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ที่วิเคราะห์นรกภูมิในมุมมองอย่างวิทยาศาสตร์ จำได้ว่ามีหัวข้อหนึ่งที่กล่าวไว้ว่า อาวุธ การทรมาน วิธีการทรมานรับใช้กรรมที่ถูกบันทึกไว้นั้นล้วนเป็นกรรมวิธีที่พบเห็นได้ในยุคโบราณทั้งสิ้น ตั้งแต่เอาใส่ลูกกรงหนามให้ช้างเตะ เอาหอกหลาวแทง หรือถลกหนัง ต่างๆนาๆกันไป

หนังสือเล่มนั้นได้ยกประเด็นนี้ขึ้นมากล่าวไว้ว่า เหตุใด นรกภูมิจึงยังคงมีสภาพความเป็นยุคโบราณ อาวุธอุปกรณ์นั้นล้วนพบในยุคโบราณ ซึ่งถ้าจะให้เมคเซนส์ในเรื่องการลงโทษเพื่อให้ทุกข์ทรมานนั้น ยังมีวิธีอีกมาก อย่างฝนยุคปัจจุบันก็มีการฉีดยาพิษ หรือความทุกข์ทรมานจากการถูกรังสีจากแร่กัมมันตภาพทั้งหลาย อะไรประมาณนี้น่ะครับ

ในหนังสือเล่มนั้น เลยชี้ประเด็นขึ้นมาว่า นรกภูมิ อาจเป็นเพียงสิ่งที่แต่งขึ้น เพื่อขู่ไม่ให้ทำชั่ว โดยใช้อาวุธทรมานเท่าที่จะนึกออก (ในช่วงเวลานั้น)

ตัวผมไม่ได้มีความคิดเห็นสอดคล้องกับเรื่องนี้ทั้งหมด แต่คิดว่ามันน่าสนใจดีครับ เลยขออนุญาตถามพระอาจารย์อีกสักนิด big smile

#4 By Zairen_Bibliophobia on 2008-09-08 19:22

มีการ์ตูนเรื่องหนึ่งคือชาแมนคิง อธิบายนรกสวรรค์ไว้น่าสนใจครับ

ว่ามีศูนย์รวมจิตวิญญาณอยู่ เมื่อสิ่งมีชีวิตตายลงก็จะมาอยู่รวมกัน
จิตวิญญาณก็จะถูกชักพาลงไปอยู่รวมกับความเชื่อที่ตัวเองคิด

ถ้าทำผิดบาป จิตใจเศร้าหมอง ก็จะถูกชักพาไปอยู่ในกลุ่มที่มีความเชื่อเดียวกัน แล้วบันดาลตัวเองให้ใช้กรรม กลุ่มคนที่บันดาลนรกขึ้นมาคล้ายๆกันก็จะมาอยู่รวมกัน
เช่นเดียวกับสวรรค์ ในความเชื่อเป็นยังไง ก็จะถูกชักพาไปรวมกับคนที่เชื่อเหมือนๆกัน และอยู่ร่วมกัน

ส่วนตัวแล้วผมก็เชื่อแบบคล้ายๆกันกับการ์ตูนเรื่องนี้ คือวิญญาณมีโลกหลังความตาย แต่จะไปอยู่ที่ไหน สภาพจะเป็นแบบไหน จิตใต้สำนึกของวิญญาณตัวเองจะเป็นคนกำหนด
ที่เกิดนรกแบบต่างๆขึ้นมา เพราะจิตใต้สำนึกเรายอมรับนรกว่ามีหน้าตาแบบนี้ ตามคำสั่งสอนทางศาสนาที่ฟังๆมา เมื่อจิตใจเศร้าหมอง มีบาปติดตัว ก็บันดาลตัวเองให้ถูกลงโทษตามที่ได้รับคำสอนนั้น
ส่วนตัวผมไม่นับถือศาสนาเป็นพิเศษ เพราะไม่ชอบพิธีกรรม ระเบียบวินัย ต่างๆ แต่เชื่อในเรื่องจิตวิญญาณและกฏแห่งกรรมครับ เคารพในหลักธรรมของศาสนาพุทธ
เรื่องสวรรค์ นรก นี่ผมก็คงต้องเป็นกลางไว้ก่อนเหมือนกันน่ะครับ เพราะยังไม่รู้สึกว่ามีหลักฐานอะไร

แต่เรื่องพระผู้สร้างนี่เห็นด้วยกับอาจารย์เลยครับ ว่าเขาคงเป็นพรหมหลงตัวเอง

ขอบพระคุณสำหรับธรรมมะขอรับ

Hot! Hot!

#7 By Repentant on 2008-09-08 19:48

ตอบความเห็นที่ ๓

ไม่มีครับ มีเพียงบอกว่า เสียงเทวดานางฟ้าได้ยินธรรม แล้วยินดี ไล่ตั้งแต่ชั้นต่ำสุด ไปจนสูงสุด

เพราะการอุบัติขึ้น การแสดงธรรมครั้งแรก และการปรินิพพาน ของพระพุทธเจ้า เป็นเรื่องใหญ่ในหมื่นโลกธาตุครับ

แต่กัณฑ์ที่ ๒ ก็เริ่มมีแล้วครับ กัณฑ์ที่ ๒ เรียกว่า อนุปุพพิกถา(เพิ่งเรียนมาสด ๆ ร้อน ๆ วันนี้เลยครับ) คือ เทศนาที่แสดงไปโดยลำดับ ๕ ประการ ได้แก่ ทานกถา-พรรณาคุณของทาน, สีลกถา-พรรณาคุณของการรักษาศีล, สัคคกถา-พรรณาคุณของสวรรค์, กามาทีนวกถา-พรรณาโทษแห่งกาม, เนกขัมมานิสังสกถา-พรรณาอานิสงส์แห่งการออกจากกาม

ตรงสัคคกถา พอจะยืนยัน การมีอยู่ของสวรรค์ได้ไหมครับ

แสดงจบ ยสะกุลบุตร มีดวงตาเห็นธรรม และฟังเทศนาเดิมซ้ำอีกที ก็บรรลุอรหัตตผล

อนุปุพพิกถา แปลตามศัพท์ คือ เทศนาเพื่อฟอกจิตให้หมดจดไปโดยลำดับ

สัคคกถา เป็นผลของ ทานกถา กับ สีลกถา หากมันหายไป ข้ามไปกามาฯ เลย มันจะเป็นการเทศน์โดยลำดับหรือครับ? แล้วมันจะฟอกจิตได้หรือ?

แล้วถ้าสัคคกถา เป็นเรื่องที่อุปโลกน์ขึ้น ก็แสดงว่า พระพุทธเจ้าโกหก ตั้งแต่ กัณฑ์ที่ ๒ เป็นต้นไปเลยซีครับ

แล้วถ้าสวรรค์ไม่มี นรกก็ไม่มีเหมือนกัน สรุปแล้วการเวียนว่่ายตายเกิดก็ไม่มีเหมือนกัน แล้วภิกษุจะบวชเพื่ออะไรกันละครับ

เพราะภิกษุ ความหมายหนึ่ง แปลว่า ผู้เห็นภัยในวัฏสงสาร ก็ในเมื่อไม่มีวัฏสงสาร จะมีภัยอะไรให้เห็นละครับนี่

ฉะนั้นพอจะอนุมานได้ไหมครับว่า ภิกษุผู้ปฏิเสธว่า สวรรค์ไม่มี นรกไม่มี ก็คือ ปฏิเสธ การมีอยู่ของตัวเอง

ยิ่งไปกว่านั้น ภิกษุผู้ปฏิเสธความน่าเชื่อถือของพระไตรปิฎก ก็คือ ปฏิเสธความเป็นภิกษุของตัวเอง เพราะท่าน ก็บวชด้วยพระธรรมวินัย จากพระไตรปิฎกนั้น

เอ...เครียดไปไหมนี่

เขียนเรื่องสวรรค์นรกทีไร ของขึ้นทุกที
ถ้าอ่านแล้วระคายตา ก็ขออภัยด้วยครับ
เอาเป็นว่า อยากเชื่ออย่างไรก็เชื่อไปเถอะครับ ขอให้เป็นคนดีของสังคมก็พอแล้ว ฯ

ตอบความเห็นที่ ๔

เอาใส่ลูกกรงหนามให้ช้างเตะ? ไม่เคยได้ยินมาก่อน

ที่ว่าเป็นอาวุธโบราณนั่น ก็เพราะแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ถ้าวิจัยกรรมให้ลึกแล้ว มันไม่พ้นกรรมบถ ๑๐ ครับ คือ กายกรรม ๓, วจีกรรม ๔, มโนกรรม ๓

สมมุติว่า ฆ๋าคนด้วยระเบิดนิวเคลียร์ กับใช้หอกแทง ทั้ง ๒ อย่างคือ กายกรรมเหมือนกันครับ การลงโทษในนรก ไม่ได้แยกตามชนิดอาวุธครับ แยกด้วยจิตที่คิดจะฆ่า เพราะฉะนั้น อาวุธในนรก จึงเหมือนกันตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ต้นงิ้ว เมื่อล้านปีก่อน กับล้านปีให้หลัง ก็ยังเป็นต้นงิ้วอยู่ครับ ต่างกันที่อาจจะมีไซส์เล็กไซส์ใหญ่ หนามมาก หนามน้อย สูง หรือ เตี้ย ตามความสามารถในการสำส่อนครับ

แต่ถ้าน้อยใจ กลัวไม่ได้รับผลกรรมชั่วเต็ม ๆ มีเศษของกรรมอีกครับ

คือใช้กรรมอันแยกเข้ากรรมบถ ๑๐ ในนรก ๘ ขุมแล้ว ไปใช้กรรมชั่วในยมโลกีย์นรกเป็นของแถม เสร็จแล้วขึ้นมาเป็นเปรต จากเปรตเป็นอสุรกาย จากอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน จากนั้นขึ้นมาเป็นคน เป็นคนแล้ว ก็มารับเศษของกรรม ที่ไปทำบาปแบบแอดว๊านซ์ เช่น เผยแพร่ความชั่วร้ายทางเน็ต ในนรก คงไม่มีคอมพิวเตอร์ติดไฟลุกแดงเป็นเพลิงไว้ทรมานคนเล่นเน็ตในทางไม่ดีหรอกครับ เป็นเศษกรรมที่ต้องขึ้นมาชดใช้บนโลกมนุษย์ อาจจะเกิดมาเป็นสาวสวยแล้วถูกส่งภาพหวิวหลุดว่อนทั่วเน็ต เป็นเพราะชาติก่อน เคยเผยแพร่รูปโป๊ทางเน็ตก็ได้ อะ อะ... เรื่องกฏแห่งกรรม เป็นอีกหนึ่งในเรื่องอจินไตย อย่าถามต่อเลย ฯ

ตอบความเห็นที่ ๕

ก็เคยเชื่อเช่นนั้นเหมือนกันครับ และมีคนยืนยันด้วยว่า เป็นเช่นนั้น แต่เฉพาะกับสวรรค์นะครับ มีคนเล่าว่า สวรรค์นั้น จะเป็นไปอย่างที่คนคนนั้นเคยมีความสุขกับสิ่งนั้น สมัยเป็นมนุษย์ คนนั้นบอกให้ไปดูเรื่อง what dream may come หน่ะ อย่างนั้นเลย หนังยังบอกอะไรที่ตรงกับความจริงอีกเรื่องคือ พอตายไปแล้ว แม้ว่าจะเป็นญาติสนิท ประมาณลูกกับแม่ เจอกันก็จะไม่สามารถจำกันได้ มีหลักฐานในพระไตรปิฎกด้วย

ในความเชื่อของข้าพเจ้า ที่สวรรค์มีหลายชั้น เพราะความละเอียดของจิตต่างกัน และถูกแบ่งอย่างหยาบ ๆ ตามความดีของจิต

ถ้าเข้าไปดูวิมานของแต่ละคน อาจจะไม่เหมือนกันเลย เพราะคนเราชอบอะไรต่าง ๆ กัน

แต่มาตรฐานนี้ ใช้ไม่ได้กับนรก เครื่องทรมานในนรก เกิดขึ้นตามกรรมที่เราทำเลยครับ อย่างการปีนต้นงิ้ว ก็คือ กรรมอันเกิดจากการใช้อวัยวะเพศสำส่อน ก็ถูกลงโทษให้เอาอวัยวะเพศถูกกับต้นไม้ที่มีหนามแหลมคม ด้วยการปีน

และการสำส่อนในอดีตจนถึงปัจจุบัน ก็มีพฤติกรรมในการสำส่อนเหมือนกัน เครื่องทรมานจึงหน้าตาเหมือนกันครับ

ถ้าปรับความคิดอีกเล็กน้อย จะตรงตามความเป็นจริงครับ ไม่ใช่ว่า เชื่ออะไร หรือยอมรับอะไร ได้อย่างนั้น แต่จิตเกาะอะไร ก็ไปตามนั้นครับ

จิตเต สังกิลิฏเฐ ทุคติ ปาฏิกังขา
ถ้าจิตเศร้าหมอง ทุคติเป็นอันหวังได้

ความคิดก็เป็นเพียงความคิด ความเชื่อ ก็เป็นเพียงความเชื่อ สมมุติฐาน ก็เป็นเพียง สมมุติฐาน ถ้ามันไม่ได้รับการพิสูจน์

แต่อดีตจนปัจจุบัน มีหลักฐานอะไรว่า เราเชื่ออย่างไร ตายแล้ว ได้อย่างนั้นบ้างครับ

แต่จิตเกาะอะไร ก็ไปตามนั้นพอมีให้เห็นบ้าง
แม้เป็นเพียงข่าวลือ ไม่ได้ไปพิสูจน์ด้วยตนเอง หรือเห็นกับตา ก็พอมีให้เห็นครับ ความจริงใน exteen ก็มีหมอตั้งเยอะ น่าจะมีเคสตัวอย่างให้เห็นบ้าง

ได้ยินมาเยอะครับ เช่น มีอาชีพชนไก่ เวลาตายทำอาการเหมือนไก่ชน, มีอาชีพทุบหัวปลา เวลาตาย มีอาการปวดหัว เป็นต้น

ถ้าเป็นหมอที่ได้เห็นเคสคนตายบ่อย ๆ แล้วลองสัมภาษณ์ญาติผู้ตายว่า สมัยมีชีวิตทำอาชีพอะไร คงจะได้เห็นความสัมพันธ์ที่น่าทึ่งทีเดียว

ตอบความเห็นที่ ๗

เอ๋...เขียนไปตอนไหนหว่า ว่าเป็นพรหมหลงตัวเอง

เขาอาจจะเป็นพรหม แต่ไม่ได้หลงตัวเองก็ได้น๊า
หรืออาจเป็นพระโพธิสัตว์บารมีสูง รอบรรจุลงมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาลก็ได้

อย่าไปตัดสินท่านเลยครับ

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#8 By Dhammasarokikku on 2008-09-08 21:26

อิอิ
อ่านแล้วก็คิดว่า บางทีของบางอย่างที่เราไม่เคยเห็น เช่น นรก สวรรค์ ผีสาง เทวดา ก็ไม่ใช่เครื่องยืนยันว่าไม่มีอยู่ วิทยาศาสตร์เคยบอกว่าโลกแบน ไปๆมาซักพัก ก็รู้ว่ามันกลม แต่ในช่วงที่ยังไม่รู้ว่ามันกลม คนก็เอาแต่คิดว่ามันแบน เชื่อว่ามันแบนอย่างเคร่งครัด ขนาดที่ว่าใครคิดว่ามันกลมนี่ต้องโดนเอาไปจองจำบำบัดจิต กว่าจะรู้ว่ามันกลม ก็ตายไปหลายชั่วอายุคนแล้ว

สำหรับเจานะ คิดว่า คิดไปปวดหัว หาัผัวดีก่า... มะช่ายยย เอิ๊กๆๆ

สมมติว่าวันนี้ คนเราเกิดมาในหมู่บ้านนึง ในโลกแห่งความมืดมิด ล้อมรอบด้วยเขาวงกตที่ออกไม่ได้ คนเฒ่าคนแก่บรรพบุรุษเรา ตั้งเสาไฟฟ้าไว้อันนึง กลางหมู่บ้าน แล้วบอกว่า โลกเรา มีอยู่เท่านี้แหละ เท่าที่วงของแสงไฟฟ้านั้นไปถึง นอกจากวงของแสงสว่างนั้น ไม่มีอะไรอยู่ โดยหลักการแล้ว มันแปลว่า ในที่มืดๆนั้น ไม่มีอะไรอยู่ จริงหรือ??

วันนึง มีสัตว์ตัวนึง ผ่านเขาวงกตเข้ามาได้ไงไม่รู้ ซัดเซร่อนเร่เข้ามาในหมู่บ้าน ที่อยู่ในวงแสงนั้น หน้าตาไม่เหมือนสิ่งที่เคยรู้จัก หลายคนก็กรีดร้องตกอกตกใจ กรี๊ดดด นี่มันตัวอะไร หวาดกลัวบ้าง ไล่ให้ไปไกลๆบ้าง ไล่ฆ่า ไล่ทำร้ายบ้าง เพราะไม่รู้จัก สัตว์ก็หวาดกลัว เลยหนีไป ซักพักคนก็รู้สึกว่า เอาล่ะ หมู่บ้านเราเข้าสู่ความเรียบร้อยละ ความจริงและสัจธรรมของโลก มีอยู่ในแค่วงแสงจากเสาไฟต้นนี้เท่านั้น ลืมๆมันไปซะ คนที่เห็นอาจจะประสาทหลอน ไร้สาระ ไร้เหตุผล ไร้การพิสูจน์ ไร้หลักฐาน ยังไงเราอยู่ในเขาวงกตนี่ก็แฮบปี้ดีแล้ว ออกไปทำไมให้ลำบาก

แต่ก็มีบางคนที่ติดใจ ว่าเอ๊ะ สิ่งเหล่านี้มาจากไหน มีที่มาที่ไปยังไง ในสิ่งที่เรามองไม่เห็นนอกเขตเสาไฟนี้ มีอะไรที่เราไม่รู้จักอยู่อีกละป่าว

เค้าก็อาจจะเริ่มออกเดินทางไปที่ขอบๆหมู่บ้านที่เริ่มสลัวๆ แล้วก็พยายามจะสร้างเสาไฟต้นใหม่ ขยายให้มันสว่างขึ้น จะได้มองให้เห็น ว่าถัดไปจากนี้มีอะไร แต่เสาไฟตั้งหลายต้นที่ตั้งใหม่ ก็ไม่ได้ช่วยให้เห็นอะไรมากไปกว่าที่เคยเห็นอยู่ เพราะออกนอกเขาวงกตไปไม่ได้

นักสำรวจก็กลับหมู่บ้าน แล้วก็ไปรายงานว่า ไม่มีไรหรอก คิดไปเองแหละ ที่คิดๆไว้อะ ถูกแล้ว

แต่ลืมคิดไปไง ว่าแสงที่เอามาส่องมองต่อไป มันก็คือแสงแบบเดิมๆ แสงจากเสาไฟฟ้าแบบเดิม แค่หลายต้นขึ้นมาหน่อย

วันนึงก็มีคนนึง เบื่อหมู่บ้าน แล้วก็บอกว่า ไปละ จะลองเดินทางไปที่ือื่นดู อยากรู้ว่าในโลกนี้ มีอะไรที่มีความสุขมากกว่าสิ่งที่เราเห็นในหมู่บ้านนี้รึเปล่า

คนๆนี้ก็เดินทางไปที่วงกตที่ล้อมรอบ พยายามไขปริศนา พยายามเดินทางซ้าย ทางขวา ไปมาๆ จนวันนึง ก็พบหนทางที่จะออกไปจากหมู่บ้านนี้

เค้าก็เดินกลับมาบอกคนที่หมู่บ้าน บอกว่าทางที่จะออกจากเขาวงกตนี้มี แต่ใช้ไฟฉายไม่เห็น เราต้องใช้แสงสว่างในตัวเอง ถึงจะเห็นทางของตัวเอง

คนก็คิดว่า โห่ย คนนะ มะใช่หิ่งห้อย จะสร้างแสงสว่างในตัวเองได้ไง บ้าเปล่า

แต่บางคนก็บอกว่า อืม.. ลองดูก็ไม่เสียหายอะไร ตั้งไว้เป็นสมมติฐานว่า โอเค ถ้าลองสร้างแสงสว่างในตัวเองได้แล้ว เราจะมีโอกาสเห็นทางลัดออกจากหมู่บ้าน

คนเราก็มีหลายแบบละน๊าา คิดไปก็ปวดหมอง บางคนก็ไปคิดถึงว่า ใครสร้างเขาวงกตขึ้นมา บางคนก็คิดว่า ไม่เอาล่ะ อยู่ในหมู่บ้านก็สบายดีอยู่แล้ว วนเวียนออกไปไม่ได้ตลอดไปก็ช่าง บางคนก็คิดว่า เอ๊ะเข้าท่า หมู่บ้านนี้ช่างน่าเบื่อหน่าย ไม่ว่ายังไงก็วนเวียนอยู่ได้แต่ในนี้ ออกไปจากที่นี่ได้น่าจะดี มีตัวอย่างของคนที่ออกไปได้มาแล้วเค้ากลับมาสอนวิธีออกจากที่นี่ให้

เอาเข้าจริงๆแล้ว แสงสว่างที่ส่องให้เห็นความจริงและความเป็นไปในโลกนี้ มันอาจจะมีมากกว่าแค่แสงวิทยาศาสตร์ก็ได้ ถ้าไม่ทดลองเปิดสวิชท์ดูด้วยตัวเอง เราก็สรุปไม่ได้หรอกว่า มีอยู่หรือไม่มี

ขออภัยสำหรับเม้นที่ยาวเหยียดค่ะ พอดีหัวแล่น เลยเป็นตุเป็นตะ ^^;

#9 By Rinna ♥ on 2008-09-08 22:12

ตอบความเห็นที่ ๙

เย้ย...สยองอ่ะ

ไมเขียนได้คล้ายในพระไตรปิฎกเลย ของมิลินทปัญหา หรือ พระกุมารกัสสปะเถระนี่แล

เดี๋ยวขอไปค้นก่อน แล้วจะเอามาลงให้เทียบกัน

ที่ถ้าไม่เคยอ่านมาก่อน เขียนได้อย่างนี้นี่ น่าสงสัย ๆ

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#10 By Dhammasarokikku on 2008-09-08 22:26

หงิง มีสยองด้วย สยองไรงะคะ ทำไรผิดรึเปล่างะ T_T ถ้าผิดพลาดประการใดขออภัยด้วยนะคะ ไม่มีเจตนาจริงๆ

เคยได้ยินชื่อหนังสือชื่อ มิลินทปัญหา แต่ไม่เคยอ่านงะค่ะ ที่รู้จักเพราะน้องที่ทำงานบอกว่า ชื่อเหมือน มิริน หมาที่บ้านเค้า -0- เลย อ้อๆ มีหนังสือชื่อมิลินทปัญหาอยู่ด้วย เจาบังเอิญไปลบหลู่อะไรเข้าละป่าวคะ T_T

แต่คิดว่า ที่เขียนๆมันก็วนเวียนอยู่ตามความเข้าใจของเจาอะค่ะ คิดว่าถ้าเรามองภาพของโลกให้แคบลง เทียบกับอะไรที่เข้าใจง่ายๆ ก็คงคล้ายๆงี๊แหละมั้ง เลยยกตัวอย่างเปรียบเทียบดู ติดนิสัยเวลาเขียนนิทานเด็กงะค่ะ

ถ้าไม่เหมาะสมอะไรยังไง ลบได้ตามสะดวกนะคะท่าน ><

#11 By Rinna ♥ on 2008-09-08 22:51

ตอบความเห็นที่ ๑๑

ป๊าว....ไม่มีอะไรไม่ดีเลย

มันดีเหนือคาดต่างหาก

เคยอ่านเรื่องของการเปรียบเทียบประมาณนี้ว่า

เปรียบพระอริยเจ้่า เป็นคนตาดี มีทิพพจักขุ จักษุอันละเอียดล่วงจักษุของมนุษย์ ไปเห็นนรกสวรรค์ แล้วนำมาบอก เรา ๆ ท่าน ๆ ซึ่งไม่มีทิพพจักขุ เหมือนคนตาบอด

เราจึงควรเชื่อ ท่านเหล่านั้นหรือไม่

รู้สึกจะเป็นพระกุมารกัสสปะนี่แล ท่านแสดงธรรมได้ไพเราะมาก เป็นเอตทัคคะ หรือเป็นเลิศในการแสดงธรรมได้วิจิตร ทีเดียว

พอดีมาพ้องกับการเปรียบเทียบของท่านพอดี เลยตื่นเต้น ๆ ๆ (อาราเล่)

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#12 By Dhammasarokikku on 2008-09-08 23:01

เพิ่มเติมความเห็นที่ ๑๒

เจอแล้ว ๆ อยู่ในพระเจ้าปายาสิ ผู้ไม่เชื่อเรื่องโลกหน้า
อยากอ่านละเอียดไปเซิร์ชดู คำว่า "ปายาสิ"

เฉพาะที่คล้ายกับที่ท่านยกตัวอย่างมา มีดังนี้

พระเจ้าปายาสิ - ใครบอกความข้อนี้(ว่าสวรรค์นรกมีจริง)แก่ท่านพระกุมารกัสสป

พระกุมารกัสสปะ - เปรียบเหมือนคนที่ตาบอดแต่กำเนิด ย่อมไม่เห็นสีเขียว เหลือง แดง เป็นต้น ไม่เห็นดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ แม้สิ่งเหล่านั้นจะมีอยู่ก็ตามฉันใด พระเจ้าปายาสิก็ฉันนั้น
อันที่จริง สมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบจนได้ทิพยจักษุ เห็นโลกหน้า เห็นสัตว์โอปปาติกะก็มีอยู่ สมณพราหมณ์เหล่านั้นก็บอกอยู่ว่าโลกหน้ามี สัตว์โอปปาติกะมี แต่พระเจ้าปายาสิก็หาเชื่อไม่ เหมือนคนตาบอดแต่กำเนิด เมื่อสีต่างๆมีอยู่ ผู้ชี้ให้ดูสีก็มีอยู่แต่หาเห็นไม่

พระสูตรนี้ไพเราะมาก มีโอกาสน่าลองไปอ่านดูนะ ไว้ปรามพวกมิจฉาทิฏฐิ ปฏิเสธโลกนี้โลกหน้า ที่ยังพอมีความเห็นชอบ และมีปัญญา อยู่บ้าง

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#13 By Dhammasarokikku on 2008-09-08 23:17

รับทราบครับ

คิดว่าคงต้องใช้เวลาศึกษาก่อนครับผม ขอบคุณที่ช่วยชี้แนวทางให้เห็นครับ

#14 By on 2008-09-09 12:21

อีกนิด

ยืนยันว่า "เชื่อเพราะ มีเหตุผล" ครับ ไม่ใช่เชื่อเพราะ วิทยาศาสตร์บอก หรือมีคนบอกให้เชื่อ

แต่ตอนนี้ ตรงจุดที่ความรู้ตามหลักเหตุผลยังไปไม่ถึง ก็ต้องขอศึกษาก่อนครับ จะมไ่เชื่อ 100% ในทันที

#15 By on 2008-09-09 12:36

ตอบความเห็นที่ ๑๕

น่าโมทนาครับ

พระพุทธเจ้าสรรเสริญการเชื่อชนิดนี้นะครับ

ครั้งหนึ่งพระองค์เคยแสดงธรรม แล้วถามพระสารีบุตรว่า "สารีปุตตะ ดูก่อน สารีบุตร เธอเชื่อที่ตถาคตกล่าวหรือ"

พระสารีบุตรตอบว่า "ภันเต ภควา ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพเจ้ายังไม่เชื่อ พระพุทธเจ้าข้า"

เหล่าภิกษุปุถุชน ก็ฮือขึ้นมาเลยว่า ไฉนพระสารีบุตรถึงทำกิริยาห้าวหาญเช่นนั้น นี่ถือดีว่า พระพุทธเจ้าแต่งตั้งให้เป็นอัครสาวกเบื้องขวาหรือกระไร

พระผู้มีพระภาค ตรัสต่อไปว่า "ภิกขเว ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย พระสารีบุตรตอบเช่นนี้ คงมีเหตุผลของเธอ ภิกษุทั้งหลาย จงฟังเหตุผลของเธอก่อน" แล้วถามพระสารีบุตรต่อไปว่า "สารีปุตตะ ดูก่อน สารีบุตร เหตุใดเธอจึงไม่เชื่อตถาคต"

พระสารีบุตรทูลตอบว่า "ภันเต ภควา ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ที่ข้าพเจ้ายังไม่เชื่อโดยทันที เป็นเพราะข้าพเจ้าจะนำคำสั่งสอนของพระองค์ไปคิดใคร่ครวญ ทดลองทำให้เห็นจริงก่อน แล้วจึงเชื่อ พระพุทธเจ้าข้า"

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสรรเสริญว่า "ดีแล้วหนอ ประเสริฐยิ่งแล้วหนอ ขอท่านทั้งหลาย จงดูพระสารีบุตรไว้เป็นตัวอย่าง การน้อมใจเชื่อ เพราะตถาคตเป็นผู้ประเสริฐ ก็ดี แต่จะดียิ่งกว่า ถ้านำไปพินิจพิจารณาใคร่ครวญอย่างแยบคาย หรือนำไปลองปฏิบัติ จนเห็นผล แล้วค่อยเชื่อ"

เรื่องนรกสวรรค์นี้ มีหลักสูตรฝึกให้ไปดูได้เลยครับ ถ้าอยากพิสูจน์ให้เห็นด้วยตัวเอง ส่วนใหญ่ที่ข้าพเจ้าพบ คือ ไม่เชื่อ ๆ ๆ ไม่เชื่อดะ ข้าพเจ้าก็แนะให้ไปพิสูจน์ก็ไม่พิสูจน์ แล้วก็ ไม่เชื่อ ๆ ๆ เหมือนเดิม

ข้าพเจ้าเห็นว่า คนที่มีความเห็นเช่นนี้ ใกล้เคียงกับคำว่า โมฆะบุรุษ หรือ บุรุษว่างเปล่า

วิธีไปเที่ยวนรก-สวรรค์นั้น ต้องฝึกกรรมฐาน ๓ อย่างต่อไปนี้ครับ

๑.เตโชกสิณ-กสิณไฟ
๒.อาโลกสิณ-กสิณแสงสว่าง
๓.โอทาตกสิณ-กสิณสีขาว

วิธีฝึกก็ง่าย ๆ ครับ เตโชกสิณ ก็เอาเทียนมาจุดไฟ วางห่างออกไปสักเมตรหนึ่ง แล้วเพ่ง (ไม่ใช่ลืมตาเพ่งจนน้ำหูน้ำตาไหลนะ) เมื่อจำภาพไฟได้แล้ว ก็หลับตา นึกเห็นภาพไฟในใจ (ตรงนี้จะมีภาพอีกชนิดหนึ่ง ไม่ใช่นิมิต แต่เป็นเงาค้าง ใช้ไม่ได้นะครับ ต้องนึกเห็นไฟ เหมือนลืมตาเลย) พอลืมภาพ หรือนิมิตหายไป ก็ลืมตา เพ่งใหม่ จำได้ก็หลับตาอีก ทำสลับไปสลับมา จนเห็นนิมิตไฟชัดเจน เหมือนลืมตา

จากนั้นก็ลองขยายนิมิต ย่อนิมิต บังคับนิมิตไปซ้าย ขวา หน้า หลัง บน ล่าง ให้คล่องแคล่ว

ครั้นคล่องแล้ว ก็นำนิมิตกลับมาไว้ที่เดิม แล้วเพ่งจนเปลวเปลี่ยนสี

เตโชกสิณ นิมิตขั้นสุดท้าย จะเห็นเป็นเปลวเพลิงลุกท่วมตัว

ถ้าคนสติสัมปชัญญะไม่ดีพอ คิดว่าไฟลุกท่วมจริง กระโดดเหยงออกมาจากสมาธิ ก็มีสิทธิ์เป็นบ้าได้

เตโชกสิณจึงอันตรายต่อนักปฏิบัติมือใหม่

ถ้าให้แนะนำ ลองอีก ๒ กองดีกว่า คือ สีขาว กับ แสงสว่าง

สีขาว ก็ไปหาอะไรขาว ๆ มานั่งเพ่ง
ส่วนแสงสว่าง ก็ไปหาลูกแก้ว ลูกโต ๆ มานั่งเพ่ง วิธีการทั้งหมดเหมือนเตโชกสิณ

หมายเหตุ:- ถ้าสามารถทำจนถึงที่สุดแล้ว จะไปเที่ยวไหนก็ได้ครับ ไม่เฉพาะนรก-สวรรค์ จะไปเที่ยวนอกโลก หรือ ป่าหิมพานต์ ก็ย่อมได้ กรรมฐานที่ใช้นิมิตเป็นเครื่องอยู่ หรือ เป็นเครื่องเกาะ เป็นกรรมฐานหยาบ ฝึกได้ง่ายกว่า ถ้ากรรมฐานละเอียด คือ กรรมฐานที่ไม่ต้องใช้นิมิต เช่น อานาปานุสสติ กสิณพวกนี้จะมาพร้อมของแถม คือ ฤทธิ์

ได้แล้วอย่าไปมัวหลงล่ะ

อย่าลืมความตั้งใจแรกว่า เราฝึกเพื่อพิสูจน์นรกสวรรค์

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#16 By Dhammasarokikku on 2008-09-09 13:05

มันอจินไตยนี่เอง

#17 By นายฉิม on 2008-09-09 16:26

สาธุ

ขอน้อมรับธรรมไปเตือนสติตนเองค่ะ

#18 By Lily Pixel on 2008-09-09 20:08

Favourites