เนื่องด้วยมีผู้ติงเข้ามาว่า ผู้เขียนไม่ควรเอาพระไตรปิฎกมาล้อเล่น แต่ครั้นจะใช้ชื่ออื่น ก็จะกลายเป็นว่าผิดเป้าประสงค์ไป เพราะผู้เขียนมีวัตถุประสงค์หลัก ต้องการทำลายกำแพงใจ ของคนทั้งหลาย ที่รู้สึกว่า พระไตรปิฎก เป็นคัมภีร์โบราณ อ่านยาก ไม่น่าสนใจ ทั้งที่ความจริงแล้ว มีนิทานสนุก ๆ อ่านแล้วได้ข้อคิด อยู่ในนั้นมากมาย ทรงจำไว้ด้วยนะครับว่า นี่คือ "นิทาน" นิท๊าน....นิทาน และขอประทานอภัย หากมันออกจะโปกฮา เกินสมณวิสัยไปสักหน่อย เพื่ออรรถรสในการอ่าน ไม่ให้เบื่อเลิกอ่านไปก่อนเท่านั้นเองครับ ไม่ใช่เพื่อเหตุอื่นใด หากชื่อของตัวละครจะไปพ้องกับผู้ใด ข้าพเจ้าขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย เชื่อเถอะครับว่า มันเป็นเรื่องบังเอิญ บังเอิ๊ญ....บังเอิญ

ก่อนอื่นขอขมาพระรัตนตรัยกันไว้ก่อน

สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต อุกาสะ ทวารัตตะเยนะ กะตัง ฯ

สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเต ฯ

ความในตอนที่แล้ว พระเจ้าอุเทนได้อัครมเหสีคนที่ ๓ พร้อมด้วยนางฟ้อนอีก ๑,๕๐๐ ความในตอนนี้ที่จะเขียนต่อไป อ่านไปอ่านมา พบว่า เอาไปเขียนไว้แล้ว ใน รักษาอุโบสถศีล พุทโธ่...แค่นี้เอง จิ๊บ ๆ คือเป็นเรื่องของดาบส ๕๐๐ (ในบทความดังกล่าว เป็นฤๅษี ๖๐ ตน แต่เนื้อความเหมือนกันเด๊ะ ๆ เพิ่งรู้ว่า เนื้อความต่อเนื่อง เป็นเรื่องเดียวกัน) ที่ไปนั่งพักใต้ร่มไม้ แล้วเจอรุกขเทวดา ที่มีอานุภาพมาก ด้วยอาศัยการรักษาอุโบสถศีลเพียง ครึ่งวัน ครั้นจะเขียนอีก เนื้อความก็ซ้ำซ้อน จึงจะวาร์ปข้ามไปตอนท้ายเรื่องเลย

สมัยนั้นในมาบุญครองซิตี้(โกสัมพี) มีเศรษฐีอยู่ ๓ หน่อ คือ โฆสะชินกิ ๑, กุกกุฏเศรษฐี ๑ และปาวาริกเศรษฐี ๑ ทั้ง ๓ หน่อ ไปนิมนต์ดาบส ๕๐๐ จากหิมวันตประเทศ มาฉันภัตตาหารที่สำนักตน เป็นเวลา ๔ เดือน ระหว่างทางที่ดาบสทั้ง ๕๐๐ เดินทางมา ก็มาพักใต้ต้นไม้ แล้วก็ไปอ่านต่อใน รักษาอุโบสถศีล พุทโธ่...แค่นี้เอง จิ๊บ ๆ นะ ตอนท้ายของเรื่อง ที่เทวดาเฉลยบุพพกรรมของตน แก่ดาบส โดยกล่าวว่า "เศรษฐีนั้น(อนาถปิณฑิกเศรษฐี) เป็นผู้นับถือพระพุทธเจ้าว่า เป็นของเรา นับถือพระธรรมว่า เป็นของเรา นับถือพระสงฆ์ว่า เป็นของเรา สมบัตินั้น ข้าพเจ้าได้แล้ว ด้วยผลบุญแห่งการรักษาอุโบสถศีล ครึ่งวันแล้ว"

พอคำว่า "พระพุทธเจ้า" กระทบโสตของดาบสทั้งหลาย ดาบสทั้งหลายก็หูผึ่ง ลุกขึ้นไหว้เทวดานั้น กล่าวว่า "อะไรนะท่าน ท่านว่า 'พระพุทธเจ้า' หรือ" <--- เห็นไหม ดาบสเป็นนักบวช ศีลดีกว่าเรา ยังไหว้เทวดาเลย

เทวดานั้น ก็รีพีทอาฟเตอร์มี ให้ฟัง ๓ ครั้งว่า "ข้าพเจ้าพูดว่า 'พระพุทธเจ้า' แล้ว"

เหล่าดาบสกล่าวว่า "แม้เสียงกึกก้องนี้แล ก็หาได้ยากในโลก"

แล้วหัวหน้าดาบส(อาจารย์)กล่าวอีกว่า "ท่านเทวดา พวกเราได้ฟังเสียง ที่ไม่เคยฟังแล้ว ในแสนกัลป์เป็นเอนก" <--- ตรงนี้อาจตีความได้ว่า ดาบสเป็นผู้บำเพ็ญพรต อยู่ในป่าหิมพานต์ อาจมีอายุยาวนานมั่ก ๆ บำเพ็ญมาแสนกัปป์แล้ว ยังไม่เคยได้ยินคำว่า "พระพุทธเจ้า"

เหล่าดาบส(ลูกศิษย์) จึงกล่าวกับอาจารย์ว่า "เช่นนั้น พวกเราควรยิ่งที่จะพากันไปสู่สำนักของพระศาสดา" เหล่าดาบสได้ยินดังนั้น หน้ามืดตามัว หุนหันจะไปสู่สำนักของพระศาสดาเดี๋ยวนั้นเลย

อาจารย์แนะว่า "ท่านทั้งหลาย เศรษฐี ๓ ท่านนี้ เป็นผู้มีอุปการะใหญ่แก่พวกเรา สมควรที่จะไปรับภัตตาหารที่ท่านนิมนต์ไว้พรุ่งนี้เสียก่อน จึงลาท่านไปสู่สำนักของพระศาสดา ท่านทั้งหลาย จงยับยั้งอยู่ก่อน" ดาบสทั้งหลายจึงยับยั้งอยู่

วันรุ่งขึ้นจึงได้ไปรับภัตตาหาร แล้วบอกลา เศรษฐีทั้งหลายจึงกล่าวว่า "อ้าวพระคุณเจ้า ไหนท่านรับนิมนต์ ปวารณาจะอยู่รับภัตตาหารตลอด ๔ เดือน อย่างไรเล่า"

ดาบสทั้งหลายตอบว่า "ได้ยินว่า พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นแล้วในโลก พระธรรมก็เกิดขึ้นแล้วในโลก พระสงฆ์ก็เกิดขึ้นแล้วในโลก ฉะนั้นเราทั้งหลายจึงควรไปสู่สำนักของพระศาสดา"

"ห๊ะ...การไปสู่สำนักของพระศาสดา สำคัญเยี่ยงนั้นเจียวรึ แล้วการไปนั้น สมควรแก่พวกท่านเท่านั้นรึ" เศรษฐีทำหน้าสงสัย

"ถูกแล้วท่านเศรษฐี แม้ใคร ๆ ก็สมควรไป" ดาบสตอบเสียงเรียบ

"ถ้าเช่นนั้น ขอท่านทั้งหลาย จงรออยู่ก่อน ขอเวลาพวกข้าพเจ้าไปเตรียมตัว จะได้ไปด้วยกันเลย" เหล่าเศรษฐีพูดอย่างกระตือรือร้น

"ดูก่อน ท่านเศรษฐี ข้าพเจ้าร้อนรน อยากพบพระศาสดาอย่างยิ่งแล้ว อย่าให้พวกเรารอท่านอยู่เลย ท่านจงตามไปทีหลังเถิด พวกเราจะล่วงหน้าไปก่อน" ดังนี้แล้ว เหล่าดาบสได้ไปสู่สำนักของพระศาสดา ถวายบังคม นั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง

ลำดับนั้น พระศาสดา ตรัสอนุปุพพิกถา แสดงธรรมแก่ดาบสเหล่านั้น ที่สุดแห่งเทศนา ดาบสทั้งปวง ก็บรรลุอรหัตตผล พร้อมปฏิสัมภิทา ทูลขอบรรพชา พระศาสดาประทานการบวชให้ ตรัสว่า "ท่านทั้งหลาย จงมาเป็นภิกษุเถิด" บาตร และจีวร อันสำเร็จด้วยฤทธิ์ ดุจพระเถระมีพรรษาตั้ง ๑๐๐ ก็สำเร็จแก่ดาบสทั้งหลายนั้น

เศรษฐีทั้ง ๓ ได้ยกขบวนติดตามมา ด้วยอุปกรณ์ และโภชนาหาร เป็นอันมาก ถวายบังคม ฟังธรรม แลได้โสดาปัตติผล ถวายทานอยู่ในสำนักของพระศาสดาประมาณกึ่งเดือนแล้ว ทูลอารธนาพระศาสดา เพื่อประโยชน์แก่เมืองโกสัมพี(มาบุญครองซิตี้) แลได้สร้างมหาวิหารไว้สำหรับเป็นที่ประทับแด่พระศาสดา คือ โฆสกเศรษฐี สร้างโฆสิตาราม, กุกกุฏเศรษฐี สร้างกุกกุฏาราม และปาวาริกเศรษฐี สร้างปาวาริการาม แล้วป่าวประกาศ การเสด็จมาของพระศาสดา แก่คนทั่วไป

เศรษฐีทั้งสามได้กล่าวถวายวิหาร ๓ ครั้งว่า "ข้าพระองค์ ขอถวายวิหารนี้แก่ภิกษุสงฆ์ อันมาแต่ทิศทั้ง ๔ ซึ่งมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข" พระพุทธเจ้าก็เสด็จไปตามสำนักทั้งสามนั้น ตามสมควร

ครั้งนั้นเศรษฐีทั้งสาม ก็มีแฮร์ดีไซน์เนอร์ประจำตัว หรือ นายช่างมาลา พูดง่าย ๆ ก็ช่างตัดผมบาร์เบอร์นั่นละ ชื่อ สุมนะ มีความปรารถนาอย่างแรงกล้า จักถวายภัตตาหารแด่พระพุทธเจ้า จึงยื่นโนติ๊สข้อเสนอแก่เศรษฐีทั้งสามว่า "ท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้าก็ออกแบบทรงผมของท่านทั้งสาม ให้หล่อเท่ห์ ยิ่งกว่า พระเอกเกาหลี ด้วยฝีมือวาดกรรไกรจากอิตาลีมานานนมแล้ว ขอประทานโอกาสให้ข้าน้อย ไ้ด้ถวายภัตต์สมเด็จพระมีพระภาคเจ้าบ้างด้วยเถิด"

" โธ่...ท่านก็ใช่คนอื่นคนไกล เราทั้งสามก็พอใจฝีปากขี้เม้าท์ของท่าน เอ้ย...ฝีกรรไกรของท่าน มาเสริมหล่อ คราใด ท่านต้องเม้าท์นินทาเรื่องในครัวชาวบ้่านเป็นที่สนานปากทุกที <---เอ๊ะ...ตกลงพอใจฝีมือตัดผม หรือ พอใจเม้าท์กันแน่เนี่ยะ ถ้าท่านต้องการเช่นนั้น พรุ่งนี้ ท่านจงอาราธนาพระศาสดามาเสวยเสียเลย" เศรษฐีตกลงอนุญาต

"เป็นพระคุณอย่างสูง" นายมาลาพูดพร้อมคำนับ

ใน กาลนั้นสาวน้อยหลังค่อม ชื่อว่า ขุชชุตตรา เป็นสาวที่หน้าตาสะสวยเพอร์เฟ็คที่สุดในนางรำ ๕๐๐ คน บริวารของพระนางสามาวดี เพอร์เฟ็คจนไม่มีใครมอง จึงได้รับอนุญาตให้ออกจากวัง มาเตร็ดเตร่หาซื้อของในเมืองได้ (สมัยนั้น นางในห้ามออกจากวัง) พระนางได้รับพระราชทานกหาปนะจากพระเจ้าอุเทนเพื่อจัดดอกไม้ จึงใช้ให้นางขุชชุตตราออกไปซื้อดอกไม้ทุกวันวันละ ๘ กหาปนะ นางก็มาซื้อที่ร้านแฮร์ดีไซน์เนอร์ของนายสุมนมาลาการ <---สงสัยสมัยก่อนเขาจะเปิดร้านเป็นคอมโบ F&B - Flower & Barber คล้าย ๆ Food & Bed นั่นแล แต่นางเป็นคนคิดการณ์ไกลพิเศษ ได้มา ๘ กหาปณะ ก็ซื้อดอกไม้เสีย ๔ กหาปณะ ที่เหลือก็แอบเม้มไว้ เก็บไว้เปิดเนสเซอรี่ แข่งกับอั้ม เมื่อยามแก่ชรา

วันนั้นนางมาถึงร้าน นายมาลาการกำลังจัดข้าวจัดของวุ่นวาย เตรียมการเลี้ยงพระศาสดา และภิกษุทั้งหลาย เห็นนางขุชชุตตรา ทำหน้าแอ๊บแบ๊วมาถึง รู้ว่าคงจะมารับดอกไม้จึงเิชิญชวนว่า "ข้าพเจ้านิมนต์พระศาสดาไว้ในวันนี้ ข้าพเจ้าจักบูชาพระศาสดาด้วยดอกไม้อันเลิศ เรื่องดอกไม้ของเธอ จงรอไว้ก่อน เธอจงมาช่วยเราตระเตรียมการ แลฟังธรรม เสร็จแล้วจึงรับดอกไม้ไป"

"ไ้ด้" นางรับคำ

นายสุมนะ ได้เลี้ยงภิกษุ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานแล้ว ทรงทำอนุโมทนาด้วยธรรมเทศนา ที่สุดแห่งกถานั้น นางขุชชุตตรา ก็ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล พอขากลับ นางก็ซื้อดอกไม้ด้วยเงิน ๘ กหาปณะ

ลำดับนั้น พระนางสามาวดี กล่าวถามนางขุชชุตตราว่า "แม่เจ้าโวย นี่พระราชา พระราชทานค่าดอกไม้ให้เราเพิ่มหรือกระไร ทำไมดอกไม้มันมากมายมหาศาลถึง ๒ เท่า"

"หามิได้ พระแม่เจ้า" นางขุชชุตตราตอบพลางเหงื่อหยด

"อ้าว...แล้วกระไรวันนี้ ดอกไม้จึงล้นหลามขนาดนี้ นายห้าง F&B เขาลดล้างสต็อก มิดเยียร์เซล ห้าสิบเปอร์เซนต์หรือไร" พระนางถามอย่างแปลกใจ

นางขุชชุตตรา กระมิดกระเมี้ยน บิดไปมา ดั่งสาวแรกรุ่นกำลังจะบอกรักรุ่นพี่ ทำหน้าแดงระเรื่อเล็กน้อย ส่งสายตาแอ๊บแบ๊วขอความสงสาร แล้วตอบว่า "ก็ในวันอื่น หม่อมฉันแอบจิ๊ก เม้ม เบียดบัง ช่อราษฏร์บังหลวง เงินค่าดอกไม้ไปเสีย ๔ กหาปณะ เพคะ ครึ่งเดียวเท่านั้นเอง..."<---สังเกตุนะครับว่า ไม่มีใครไปเค้นคอให้ นางขุชชุตตรา สารภาพผิด แต่ด้วยความที่บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว พระโสดาบัน คือ ผู้ที่มี อธิศีล คือ ศีลอันยิ่ง หรือ ศีลบริสุทธิ์ นั่นเอง จะเม้มเงินเช่นเดิม ก็ไม่ได้ จะโกหก ก็ไม่ได้ จึงต้องกระมิดกระเมี้ยน สารภาพตามความเป็นจริงนั่นเอง

"แล้วเหตุไร วันนี้ถึงไม่ถือเอาไปล่ะ" พระนางถาม

"เพราะความที่หม่อมฉัน ฟังธรรมกถาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว บรรลุธรรม" หญิงค่อมตอบแล้ว รู้สึกห้าวหาญเป็นกำลัง

ครั้งนั้น แทนที่พระนางสามาวดีจะจัดการตบจูบ นางขุชชุตตรา เหมือนละครช่อง ๗ ตอนพระเอกจับได้ว่า นางเอกแอบมีกิ๊ก ทีเดียว ๓ คน กลับกล่าวว่า "เจ้าจงทำให้เราทั้งหลายได้ดื่มอมฤตธรรมที่เจ้าดื่มแล้ว"

"ถ้าพระนางปรารถนาเช่นนั้น ขอพระนางจงให้น้ำอาบแก่หม่อมฉัน" นางขุชชุตรารีเคว้ทส์ <---โห...นี่ มาสารภาพว่า เม้มเงินแล้ว ยังมีหน้ามาขอน้ำอาบอีก ชื่อว่าการฟังธรรมสมัยก่อนนั้น เป็นเรื่องหาได้ยาก จึงต้องแต่งองค์ทรงเครื่องเต็มสตรีม

พระนางก็จัดหาน้ำหอมให้อาบ ๑๖ หม้อ<---จัดน้าำอาบเป็นน้ำหอม ๑๖ หม้อนี่ เหมือนกับที่จัดถวาย พระเจ้าอุเทนเลยนะ ซึ่งจะได้กล่าวถึงข้างหน้า แล้วประทานผ้าสาฎกเนื้อเกลี้ยง ๒ ผืน นางขุชชุตตรา นุ่งผืนหนึ่ง ห่มผืนหนึ่ง ให้ปูอาสนะแล้ว ก็เรียกสาวเพรตตี้ทั้ง ๕๐๐ ล้อมวงเข้ามาฟังธรรม แล้วก็แสดงธรรม ถ่ายทอดลีลาได้ ราวกับไปถ่ายวีดีโอ พระพุทธเจ้าไว้ แล้วเอามาฉายซ้ำ แสดงจบ สาวสวยทั้งหลาย ก็บรรลุโสดาปัตติผล กล่าวแก่นางขุชชุตตราว่า "แม่ ต่อแต่นี้ แม่อย่าทำงานกุลี ๆ เลยนะ ท่านจงตั้งอยู่ในฐานะแห่ง มารดา และ ฐานะอาจารย์ของพวกข้าพเจ้า เมื่อใดไปสู่สำนักของพระศาสดา ขอท่านจงเมตตานำธรรมอันพระผู้มีพระภาคแสดงแล้ว มากล่าวแก่พวกเราเถิด"<--- เคยได้ยิน อ.ปราโมทย์ กล่าวถึง ผู้ที่ทำให้เราได้บรรลุธรรมขั้นต้น เราจะรู้สึกเหมือนว่า เขาเป็นพ่อแม่ ส่วนการบรรลุธรรมขั้นที่สูงขึ้นไป เช่น สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ จะรู้สึกเหมือนเป็นพี่ชาย อย่างพระสารีบุตร ก็เช่นกัน ท่านนับถือ พระอัสสชิ มากเป็นพิเศษ เพราะเป็นผู้ทำให้ท่านบรรลุโสดาปัตติผล

นางขุชชุตตรา ก็ทำอยู่อย่างนั้น แลเป็นผู้ทรงพระไตรปิฎก

กาลต่อมา พระศาสดาก็ได้ทรงตั้ง นางขุชชุตตรา ไว้ในเอตทัคคะ ผู้เป็นเลิศด้านการแสดงธรรม <---ได้เนียนสุด ๆ

จบตอนที่ ๒๖

ปล.ช่วงนี้พระศาสดา และพระอริยเจ้าเพียบเลย ปล่อยมุกไม่ได้ เดี๋ยวจะเป็นโทษ 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

คนสมัยก่อนบรรลุพระโสดาฯ
เร็วกว่าสปีดอินเตอร์เน็ตอีกแน่ะท่าน

ที่เรียกกัน"แม่ๆ"เนี่ย
พาลนึกถึงนางวิสาขา กับเศรษฐีพ่อสามีเลยแฮะ
confused smile

#1 By SEsai*im อิ่มๆ on 2008-09-09 21:55

ตอบความเห็นที่ ๑

เดี๋ยวจะมีการกล่าวถึงบุพกรรมของนางขุชชุตตรา จะถึงบางอ้อว่า ทำไมเขาบรรลุธรรมกันง่ายดายเหลือเกิน

เรื่องนางวิสาขามหาอุบาสิกานี่ ก็มีในธรรมบท เหมือนกัน
ยาววววววววววววววววววววววววววววววววววววววมาก
ไว้ก็จะเอามาเล่าเหมือนกัน

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#2 By Dhammasarokikku on 2008-09-10 08:59

แสดงว่านางขุชชุตตรานี่ ต้องแม่นมากๆ เล่าหลายรอบยังถูกต้องตรงเป๊ง ไม่มีเพี้ยนเลย *-*

#3 By Rinna ♥ on 2008-09-11 01:59

อิอิ . . . big smile

#4 By น้ำหอม (118.172.56.107) on 2009-01-19 18:56

Favourites