วันนี้วันเกิดครับ เมื่อเช้าเลยเดินบิณฑ์ไปเลี้ยงพระ ที่วัดท่าพระ ถวายจตุปัจจัย และกลับมาถวายพระที่วัดตัวเองด้วย รวม ๑๕ รูป ขอท่านทั้งหลายจงโมทนา

มีคนเม้นท์ถามมาในเอ็นทรี่ เราควรไหว้พระสงฆ์ไหม เรื่องนี้มาได้สักระยะหนึ่งแล้ว ข้าพเจ้าไปเรียนขอความช่วยเหลือ ไปยังมหาโอ๊ต ผู้ทรงคุณวุฒิ ในด้านพระปริยัติธรรม จะดูน่าเชื่อถือ และถูกต้องแม่นยำ กว่าข้าพเจ้า เผอิ๊ญ...ท่านติดธุระ ต้องปรับโฉมเว็บไซต์ที่พระคุณเจ้าดูแลอยู่ เลยยังไม่มีเวลาช่วยไขความกระจ่าง

ขณะฟังปาฏิโมกข์อยู่ ก็แวบคิดเรื่องนี้ขึ้นมา อ๊ะ...ถ้าว่าตามคิริมานนทสูตร การทำบุญในเขตพุทธศาสนา จะหน้าตาเป็นอย่างไรหนอ ข้าพเจ้าขออนุญาตลองวิเคราะห์เล่น ๆ ไปพลาง ๆ รอท่านมาเฉลยอีกที

ตามที่ทราบกันดีว่า ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาแห่งปัญญา แล้วถ้าข้าพเจ้านิยามศาสนาพุทธ ว่า "ประกอบด้วยปัญญา" ล่ะ

บุญ ตามความในคิริมานนทสูตร แปลว่า การละกิเลส

เอานิยาม ๒ อย่างมาประกอบร่างกัน เป็นเก็ตเตอร์ดาร์ก้อน กดปุ่ม เอ้ย ไม่ใช่

เอาสองอย่างมาใส่เครื่องซักผ้า แล้วกวนให้เป็นเนื้อเดียวกัน จักได้ความว่า

การทำบุญในเขตพุทธศาสนา = การละกิเลส ในเขตอันประกอบด้วยปัญญา หรือ อีกนัยหนึ่ง คือ การละกิเลสอย่างฉลาด นั่นเอง

อู๊วววววว์....ฟังดูเข้าท่าแฮะ

การละกิเลส เข้าใจไม่ยากเท่าไหร่ เพราะกิเลสนั้นมี มูล หรือ ขี้ อยู่ ๓ กอง

ขี้กองที่ ๑ โลภะ หรือ ความโลภ

ขี้กองที่ ๒ โทสะ หรือ ความโกรธ

ขี้กองที่ ๓ โมหะ หรือ ความหลง

ละขี้สามกองนี้ได้ ก็เป็นบุญ ละได้มาก ก็สะอาดมาก เอ้ย...ได้บุญมาก ละได้น้อย ก็ได้บุญน้อย ละไม่ได้เลย ไม่เป็นบุญเลย ให้ทาน ก็ละความโลภ, ให้อภัย ก็ละความโกรธ, ฟังธรรม เจริญสมาธิ สมถวิปัสสนากรรมฐาน ก็ละความหลง ง่ายจะตาย

มันมายากเอาตรง "อย่างฉลาด" นี่ซี้

ทำอย่างไร เราจะฉลาดได้ จักได้ทำบุญอย่างฉลาด ก็ต้องศึกษา ค้นคว้า หาความรู้ซี จริงไหม ซึ่งก็ไม่ต้องไปหาที่ไหน พระพุทธเจ้าแสดงธรรมไว้ถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์

วันนี้ตักพระสูตรมาดูสักขันธ์หนึ่งซิ ท่านแสดงการทำบุญในเขต นอกเขต ไว้ว่ากระไร

การให้ทานในเขตและนอกเขตพระพุทธศาสนา


สมัยเมื่อองค์สมเด็จพระพิชิตมาร เสด็จไปบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก (เพื่อโปรดพระพุทธมารดา) องค์สมเด็จพระชินสีห์ประทับที่ บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ เวลานั้นมีเทวา ๒ ท่าน มาเฝ้าองค์สมเด็จพระบรมโลกนาถก่อนคนอื่นทั้งหมด เว้นไว้แต่พระอินทร์ พระอินทร์ท่านเป็นเจ้าภาพ ท่านรับอยู่ก่อน มีเทวดาองค์หนึ่งมา คือ ท่านอินทกเทพบุตร มานั่งอยู่ข้างๆ ขาเบื้องขวา ท่านอังกุรเทพบุตรต้องถอยหลังไปอยู่ท้ายบริษัท อยู่ริมนอก เพราะเป็นเทวดาที่มีบุญน้อยที่สุดในดาวดึงส์

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธะเจ้าทรงถามท่านอังกุรเทพบุตร (ท่านบัลดาลให้เสียงท่านและเสียงเทวดาที่พูดกันได้ย้อนถึงคนคอยท่านอยู่ที่ เมืองพาราณสี ที่เมืองมนุษย์ คนทุกคนฟังชัด) องค์สมเด็จพระทรงสวัสดิ์ถามว่า

“อังกุระ เมื่อสมัยเมื่อตถาคตขึ้นมาใหม่ๆ มาถึงใหม่เธอนั่งใกล้ข้างขาข้างซ้าย เวลานี้เทวดาทั้งหลายมากันครบถ้วน แต่ว่าเธอกลับมานั่งท้ายบริษัท ตถาคตอยากจะทราบว่าในสมัยที่เธอเป็นมนุษย์ เธอทำบุญอะไรไว้ จึงเป็นเทวดาที่มีบุญน้อยที่สุดในสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก”

ท่านอังกุระจึงได้กราบทูลสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

“ภันเต ภควา ข้าแต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญพระพุทธเจ้าข้า ในสมัยที่ข้าพระพุทธเจ้าเป็นมนุษย์เป็นมหาเศรษฐีมีทรัพย์มาก แล้วในสมัยนั้นเป็นต้นกัป คนมีอายุยืนมาก อายุถึง ๘๐,๐๐๐ ปีจึงตาย ต่อมาสมัยข้าพระพุทธเจ้าเป็นคนแก่ เหลืออีก ๒๐,๐๐๐ ปีจะสิ้นอายุ จึงได้ให้ตั้งโรงทาน ๘๐ แห่ง คือ ๑ โยชน์ ๑ แห่ง โรงทานนี้ให้แก่คนกำพร้า คนเดินทาง ทั้งกลางวันและกลางคือ ทั้งอาหารการบริโภค ผ้าผ่อนท่อนสไบ ของใช้ตามสมควร แต่ว่าเวลานั้นว่างจากพระพุทธศาสนา คนไม่มีศีลไม่มีธรรม คนไร้ศีลไร้ธรรม ไม่มีพระพุทธเจ้าคอยสอน บุญญาธิการที่ได้จึงน้อยเกินไป (ลงทุนมาก ๒๐,๐๐๐ ปีตั้งโรงทาน ๘๐ แห่ง เลี้ยงไม่จำกัด ขอบรรดาพุทธบริษัทคิดเอาว่าเขาต้องใช้เงินวันละเท่าไร แต่ว่าอาศัยว่าคนผู้รับ เป็นผู้ไม่บริสุทธิ์ ท่านผู้ให้ก็ไม่ค่อยจะบริสุทธิ์นัก เวลานั้นศีลธรรมน้อยเกินไป เป็นธรรมดาของชาวโลก วัตถุทานที่ได้มา ก็เข้าใจว่าไม่ค่อยจะบริสุทธิ์ ฉะนั้น เวลาตายจากความเป็นมนุษย์ จึงมาเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นเทวดาที่มีบุญน้อยที่สุด) เมื่อข้าพระพุทธเจ้ามาถึงใหม่ๆ นั้นใกล้พระองค์ แต่ในที่สุดก็ต้องมานั่งท้าย เพราะบุญญาธิการไม่เท่าเทวดาทั้งหลาย”

หลังจากนั้น องค์สมเด็จพระจอมไตรจึงถามท่านอินทกเทพบุตรว่า

“อินทกะ เมื่อตถาคตมาถึงใหม่ๆ เธอมาถึงแล้ว ก็นั่งตรงนี้ เวลานี้เทวดามาหมดสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เทวโลก เธอก็นั่งตรงนี้ตถาคตอยากจะทราบว่า ในสมัยที่เป็นมนุษย์เธอสร้างความดี คือบุญกุศลอะไรไว้ เธอจึงเป็นเทวดาที่มีศักดาใหญ่ นอกจากพระอินทร์”

ท่านอินทกเทพบุตรจึงกราบทูลสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า

“ภันเต ภควา ข้าแต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญพระพุทธเจ้าข้า การที่ข้าพระพุทธเจ้าสมัยเป็นมนุษย์นั้น เป็นคนที่จนที่สุด หมายความว่าเป็นคนจนอยู่ในป่า ต่อมาท่านพ่อตายเหลือแต่ท่านแม่ ก็มีความกตัญญูรู้คุณต่อพ่อแม่ เลี้ยงแม่ด้วยการตัดฟืน เหนื่อยยากลำบากขนาดไหนก็ไม่สนใจ สนใจอย่างเดียวว่า ทำอย่างไรแม่จึงจะมีความสุขตามกำลังที่จะให้ท่านได้”

ฟังตอนนี้ก็คิดด้วยนะบรรดาญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลายว่า คนที่มีความรู้คุณ ยอมรับนับถือความดีของบุคคลผู้มีคุณ แล้วสนองคุณท่านนี่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสรรเสริญว่า เป็นคนดี ตามพระบาลีท่านว่า

“นิมิตตัง สาธุรูปานัง กตัญญูกตเวทิตา”

ซึ่งแปลว่า
“บุคคลใดรู้อุปการคุณที่ท่านทำแล้ว แล้วก็ทำดีสนองตอบแทนคุณท่าน
เราขอสรรเสริญบุคคลนั้นว่าเป็นคนดี”

เป็นอันว่า เมื่อองค์สมเด็จพระชินสีห์สดับแล้ว ท่านก็เล่าต่อไป ท่านอินทกะถวายคำตอบต่อไปว่า

“มาวันหนึ่งมีพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาเดินทางมา ก็เป็นเวลาที่พอดีมีอาหารอยู่บ้างตามฐานะของคนป่า ยามปกติไม่มีของสำหรับทำบุญ คนจนนี่ก็ไม่มี พระบางครั้งพระมาก็ไม่มีของถวาย ก็เลยจำใจจำนิ่ง เพราะอยากจะถวาย วันนั้นพอดีของในครัวพอมีอยู่บ้าง พระก็มาพอดี มีโอกาสได้อาราธนาพระถวายเป็นสังฆทาน ครั้งเดียวในชีวิต ในชีวิตของข้าพระพุทธเจ้าเป็นคนจน ถวายสังฆทานครั้งเดียว แต่ก็มีความกตัญญูรู้คุณกับแม่ด้วย ตายจากความเป็นคนจึงมาเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงเทวโลก เป็นเทวดาที่มีอานุภาพมากกว่าเทวดาอื่น นอกจากพระอินทร์”

นี่บรรดาพุทธบริษัททั้งหลาย ฟังแล้วต้องคิดว่าท่านอังกุรเทพบุตรทำบุญมากแต่ว่ามีอานิสงส์น้อย ท่านอินทกเทพบุตรทำบุญน้อยแต่มีอานิสงส์มาก เรื่องนี้มีมากในพระพุทธศาสนา

ฉะนั้นการบำเพ็ญกุศลนี่ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายโดยถ้วนหน้า ต้องเลือกเขตเลือกนา การหว่านพืชในที่ดอนเกินไป ไม่มีน้ำเลี้ยงพืชก็แห้งตาย การหว่านพืชในที่ลุ่มเกินไปน้ำท่วมพืชก็ตาย จะต้องดูถึงพื้นนาที่ดีๆ ข้าวหรือพืชจึงจะงาม ผลจึงจะดกมีผลคุ้มค่าและเกินค่าที่เราทำ อย่างท่านอินทกเทพบุตร ท่านเป็นคนจนแสนจน แต่ว่าท่านถวายสังฆทาน ตามเขตในพระพุทธศาสนา แล้วก็มีความกตัญญูรู้คุณต่อบิดามารดาอันนี้เป็นปัจจัยสูงสุด

แต่ก็เป็นที่น่าปลื้มใจ ที่คณะบรรดาญาติโยมพุทธบริษัทและภิกษุสามเณร ทั้งในวัดก็ดี นอกวัดก็ดี นิยมการบำเพ็ญทานอันดับสูงนั่นคือ

๑. พอใจในการถวายสังฆทาน ถวายสังฆทานมีของมาถวายจัดเป็นชุดโดยเฉพาะก็มี ของน้อยก็มีของมากก็มี นี่เป็นสังฆทาน

๒. ก็มีมากท่านนิยมมาเลี้ยงพระ การเลี้ยงพระสงฆ์ตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไปไม่ต้องบอกก็เป็นสังฆทาน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ที่นี้การใส่บาตรหน้าบ้านโดยไม่จำกัดพระ อันนี้ก็เป็นสังฆทานอานิสงส์ใหญ่มาก ที่สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้ายกย่องว่า

การบำเพ็ญทาน ถวายทานแด่พระองค์เอง ๑๐๐ ครั้งไม่เท่าถวายสังฆทานครั้งเดียว และ

๓. บรรดาญาติโยมพุทธบริษัท พระก็ดีเณรก็ดีที่นิยมการช่วยส่งเสริมในการสร้างวิหารทาน ถึงกับมาสร้างห้องเป็นห้องๆ เป็นชื่อของตัวเอง เป็นชื่อนะไม่ใช่โชว์ ที่เขาติดชื่อน่ะจะได้ทราบว่าใครทำไว้ ลูกหลานจะได้โมทนา ได้เป็นส่วนบุญด้วย สร้างพระพุทธรูปสวยสดงดงาม
รวมความว่า การบริจาคทานของบรรดาท่านพุทธบริษัททำถูกต้อง อย่างนี้มีอานิสงส์มาก

คำสอนของหลวงพ่อพระราชพรหมยาน คัดจากเว็บนี้ครับ http://www.agalico.com/board/showthread.php?p=10402

บ๊ะ...เห็นแล้วหรือยังคำว่า "เนื้อนาบุญ" มันมีผลมากขนาดไหน แต่เอ๊ะ...เป็นการอุปโลกน์หรือเปล่า เป็นการเพิ่มเครดิตในกับศาสนา ที่พระพุทธเจ้า ตั้งขึ้นมาหรือเปล่า เหมือนกับที่นานาศาสนา สอนว่า ต้องนับถือ พระเจ้าของเขา เพียงองค์เดียว และต้องทำบุญในศาสนาเขาเท่านั้น ถึงจะได้บุญเยอะ มาดูกันครับว่า พระพุทธเจ้าตรัสถึงศาสนาอื่นว่า กระไร 

ในการจะบอกพวกเราว่าผู้รับทานจากเรานั้น มีส่วนขยายผลเป็นอัตราส่วนมากน้อยเพียงใด พระพุทธองค์จะตรัสโดยเปรียบเอาการมีสมบัติหนึ่งชิ้นเป็นบุญหนึ่งหน่วย เหมือนเรามีทุนอยู่หนึ่งบาท พอทำทานแล้วจะคืนกำไรกลับมากี่บาท ท่านจำแนกไว้พอให้เป็นที่ประมาณเอาด้วยจินตนาการดังนี้

๑) ให้ทานแก่สัตว์เดรัจฉาน พึงหวังผลร้อยเท่า

๒) ให้ทานในปุถุชนผู้ทุศีล พึงหวังผลพันเท่า

๓) ให้ทานในปุถุชนผู้มีศีล พึงหวังผลแสนเท่า

๔) ให้ทานในบุคคลนอกศาสนาผู้ปราศจากความกำหนัดในกาม พึงหวังผลแสนโกฏิเท่า (แสนโกฏิเป็นสำนวนที่บอกว่ามีมากเหลือเกิน เพื่อความสบายใจและจินตนาการถูก จะตัดเอาแสนออกเหลือแต่คำว่าโกฏิซึ่งแปลว่า ‘ สิบล้าน ' ก็น่าจะได้ เพราะยังอยู่ในอัตราส่วนที่ไม่กระโดดเกินไปจากข้อก่อน)

๕) ให้ทานในผู้ปฏิบัติเพื่อทำโสดาปัตติผลให้แจ้ง (บรรลุมรรคผลขั้นแรก) พึงหวังผลอันนับประมาณไม่ได้

นอกจากนี้ท่านยังแจกแจงต่อไปอีกว่าถ้าทำทานกับอริยบุคคล (คือพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์) ตลอดไปจนกระทั่งพระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า (คือท่านผู้ตรัสรู้ชอบด้วยตนเองแต่ไม่ก่อตั้งพระพุทธศาสนา) และสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า (คือท่านผู้ตรัสรู้ชอบด้วยตนเองและมีบารมีพอจะก่อตั้งพระพุทธศาสนา) จะยิ่งไม่อาจประมาณผลเลยว่าควรได้ผลตอบแทนกลับมาเพียงใด

คัดจากหนังสือเรื่อง เสียดาย...คนตายไม่ได้อ่าน ของ ดังตฤณ เว็บนี้ครับ http://dungtrin.com/whatapity/mobile/w06.htm

เห็นไหมครับ พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้เอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง ท่านตรัสสรรเสริญบุคคลนอกศาสนา ผู้ปราศจากความกำหนัดในกาม เสียด้วยซ้ำ แสดงว่า ใน หรือ นอก ไม่สำคัญเท่า "เป็นผู้ปราศจากความกำหนัดในกาม" ครับ นั่นก็หมายความว่า "คุณธรรม" เป็นตัวตัดสิน ความเป็นเนื้อนาบุญที่ดี ไม่ใช่ว่า ใน หรือ นอก ศาสนา เป็นตัวกำหนด

คราวนี้ ก็อาจสงสัยต่อไปอีกว่า แล้วบุคคลผู้ปราศจากความกำหนัดในกาม มีอยู่ในศาสนาใดบ้าง ในตำราเขียนไว้ครับว่า ผู้ที่ตัดกามราคะได้เด็ดขาด คือ พระอนาคามี ซึ่งแปลว่า ผู้ที่มีน้ำอสุจิแห้งแล้ว

พระไตรปิฎกส่วนต่อไปนี้ อาจอ่านยากสักนิดหนึ่ง เดี๋ยวจะทำสรุปให้ตอนท้ายครับ เป็นเรื่องของ สุภัททะปริพาชก ปัจฉิมสาวก ที่ทันเห็นพระพุทธเจ้าเมื่อพระองค์ทรงชีวิตอยู่ เข้าไปถามปัญหา เมื่อพระพุทธเจ้าใกล้ปรินิพพานเต็มแก่ ดังนี้

ลำดับนั้น ท่านพระอานนท์ได้บอกสุภัททปริพาชกว่า ไปเถิดสุภัททะ พระผู้มีพระภาคทรงทำโอกาสแก่ท่าน สุภัททปริพาชกเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึง ที่ประทับ ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้วได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัย พอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลว่า ข้าแต่ พระโคดมผู้เจริญ สมณพราหมณ์เหล่านี้ใด เป็นเจ้าหมู่ เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์ มีชื่อเสียง มียศ เป็นเจ้าลัทธิ ชนเป็นอันมาก สมมติว่าเป็นคนดี คือบูรณกัสสป มักขลิโคสาล อชิตเกสกัมพล ปกุธกัจจายนะ สัญชัยเวลัฏฐบุตร นิครณฐนาฏบุตร สมณพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมด ได้ตรัสรู้ตามปฏิญญาของตนๆ หรือว่าทั้งหมด ไม่ได้ตรัสรู้ หรือว่าบางพวกไม่ได้ตรัสรู้ ฯ              

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า อย่าเลย สุภัททะ ที่ข้อถามนั้นงดเสียเถิด ดูกรสุภัททะ เราจักแสดงธรรมแก่ท่าน ท่านจงตั้งใจฟังธรรมนั้น จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว สุภัททปริพาชกทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรสุภัททะ ในธรรมวินัยใด ไม่มีอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ในธรรมวินัยนั้น ไม่มีสมณะที่ ๑ สมณะที่ ๒ สมณะที่ ๓ หรือสมณะที่ ๔ ในธรรมวินัยใด มีอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ในธรรมวินัยนั้น มีสมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ หรือที่ ๔ ดูกรสุภัททะ ในธรรมวินัยนี้ มีอริยมรรคประกอบด้วย องค์ ๘ ในธรรมวินัยนี้เท่านั้น มีสมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ หรือที่ ๔ ลัทธิอื่นๆ ว่างจากสมณะผู้รู้ทั่วถึง ก็ภิกษุเหล่านี้พึงอยู่โดยชอบ โลกจะไม่พึงว่างจากพระอรหันต์ทั้งหลาย ฯ             

[๑๓๙] ดูกรสุภัททะ เราโดยวัยได้ ๒๙ ปี บวชแล้ว ตามแสวงหาว่า              อะไรเป็นกุศล ตั้งแต่เราบวชแล้ว นับได้ ๕๑ ปี แม้สมณะผู้ เป็นไปในประเทศแห่งธรรมเป็นเครื่องนำออก ไม่มีในภายนอก แต่ธรรมวินัยนี้ ฯ 

สมณะที่ ๒ สมณะที่ ๓ หรือสมณะที่ ๔ ก็มิได้มี ลัทธิอื่นว่างจากสมณะ ผู้รู้ทั่วถึง ก็ภิกษุเหล่านี้พึงอยู่โดยชอบ โลกไม่พึงว่างจากพระอรหันต์ทั้งหลาย ฯ

คัดจากเว็บนี้ครับ http://www.84000.org/tipitaka/read/?10/138-140
 
สรุปจากพระไตรปิฎกที่คัดมานะครับ สมณะที่ ๑, ๒, ๓, และ ๔ คือ พระโสดาบัน, สกทาคามี, อนาคามี และ อรหันต์ ครับ พระองค์ทรงแจงไว้ว่า หากศาสนาใดประกอบด้วยหลักธรรม "มรรคมีองค์ ๘" ศาสนานั้น ก็สามารถมีสมณะที่ ๑, ๒, ๓, ๔ ได้ครับ สังเกตุนะครับ พระองค์ไม่ระบุเลยครับว่า ศาสนานั้น จะชื่ออะไร มีใครเป็นพระศาสดา แต่เน้นหลักปฏิบัติ ของ "มรรคมีองค์ ๘" เป็นหลัก และศาสนาใด หลักปฏิบัติไม่ประกอบด้วยมรรคมีองค์ ๘ ศาสนานั้น ก็จะไม่มีสมณะที่ ๑, ๒, ๓, ๔ ครับ งงไหมครับ
 
และตราบใดที่ "มรรคมีองค์ ๘" ยังเป็นที่ได้รับการยอมรับ จากสาธุชน พระองค์พยากรณ์ว่า ตราบนั้น โลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์ ครับ
 
ฉะนั้นแล้ว หากท่านคิดจะขวนขวายทำบุญนอกเขตพระพุทธศาสนา ก็สมควรหาศาสนาใด ที่มีหลักธรรม หลักปฏิบัติ ที่มี "มรรคมีองค์ ๘" ศาสนานั้น จักได้มีอริยบุคคล ๔ จำพวก ที่เป็นเนื้อนาบุญ อันยอดเยี่ยม
 
เอ...แล้วก่อนศาสนาพุทธเกิดล่ะ ก่อนพระพุทธเจ้าอุบัติ เขาไปทำบุญกันที่ไหน ถึงจะได้บุญ เยอะ ๆ ได้เป็นผู้มีศักดิ์ศรีใหญ่ บนสวรรค์ หรือเรียกว่า เป็นหัวหน้าชาวบ้านเขา งั้นเหอะ ไปดูประวัติผู้ที่อยู่ในตำแหน่ง ท้าวสักกะเทวราช หรือ พระอินทร์ กันดีกว่าว่า ท่านไปทำอะไรมา ถึงมีศักดิ์ศรีใหญ่โตยิ่งนัก ได้เคยเขียนประวัติคร่าว ๆ ไว้แล้วในเอ็นทรี่ ผมมีองค์รู้หมด ก็อย่างงี้ไง-ไตรภูมิภาคพิสดาร ตอนที่ ๕ (ตอนจบ) ว่าโดยย่อก็คือท่านไปทำสาธารณกุศล หรือ การทำทานโดยไม่เจาะจงผู้รับ ซึ่งคล้ายกับท่านอังกุระเทพบุตร เพียงแต่โชคดีของท่านว่า ท่านไปทำในช่วงที่ผู้คนมีศีล มีธรรม และท่านก็ทำก่อนใครทั้งหมด บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เทวโลก
 
หลักการทำบุญของพระอินทร์สมัยเกิดเป็นมฆมาณพ ก็ยังคงใช้ได้มาจนถึงปัจจุบัน เช่น การทำบุญบริจาคสร้างโรงเรียน สร้างโรงพยาบาล สร้างสะพาน สร้างถนน สร้างอะไรที่สาธารณชนได้ใช้ และได้อานิสงส์ยิ่งกว่าตอนที่ มฆมาณพทำเสียอีก เพราะอะไรครับ เพราะพระสงฆ์ ก็ต้องเข้าโรงพยาบาล ต้องข้ามสะพาน ต้องใช้ถนน เหมือนคนทั่วไป ถูกไหมครับ ในสมัยมฆมาณพ พระพุทธศาสนายังไม่เกิด จึงไม่มีพระสงฆ์มาเป็นผู้รับทานอันไม่เจาะจงนั้น แต่ปัจจุบัน มีพระอริยบุคคลครบทั้ง ๔ จำพวก อานิสงส์จะไม่เยอะกว่า ได้อย่างไร จริงไหมครับ อ้าว...ถ้างั้นเราก็ไปนั่งแท่นแทนพระอินทร์ได้ซีเนี้ยะ เพราะบุญใหญ่กว่า เสียใจด้วยครับ ที่ไม่สามารถไปเลื่อยเก้าอี้บัลลังก์เมฆของท่านได้ เพราะท่านทำมาก่อนเราครับ ท่านมีศักดิ์ศรีใหญ่ในฐานะ ไพโอเนียร์ หรือ ผู้บุกเบิกรุ่นแรก ผู้ปราศจากความรู้เรื่องผลของบุญทาน ใด ๆ ทั้งสิ้น ประดิษฐ์ขึ้นมาเอง ว่างั้นเถอะ จู่ ๆ ก็ลุกขึ้นมาอยากทำสาธารณประโยชน์ เป็นเราจะมีความรู้สึกเช่นท่าน หรือครับ ขนาดถูกพ่อแม่เคี่ยวเข็ญให้ไปทำบุญ ยังไม่อยากไปทำกันเลย และอีกประการหนึ่ง ท่านพระอินทร์ ท่านเป็นเทวดามานาน รู้เหนือใต้ออกตก หมดสิ้น ท่านย่อมมีความไม่ประมาท ทำบุญเพิ่มเติมอยู่เนือง ๆ เรา ๆ ท่าน ๆ ทำบุญอย่างไรก็ตามท่านไม่ทันหรอกครับ มีอย่างเดียว ถ้าอยากให้ท่านลาออกจากตำแหน่ง ต้องไปก่อม็อบประท้วงเอา หรือไม่ก็ไปค้นให้เจอว่า ท่านเคยไปรับจ้างออกทีวีให้ใครหรือเปล่า ครับ<---เอ๊ะ...คุ้น ๆ แฮะ
 
อ่านมาถึงตรงนี้ ก็ยังข้องใจอยู่ครับ ก็ในสมบัติของอุบาสก อุบาสิกา ว่าไว้ว่า ไม่ขวนขวายทำบุญนอกเขตพระพุทธศาสนา ไอ้ทำบุญในเขตพระพุทธศาสนานี่ มันไม่ยากครับ ไอ้ที่สงสัยคือ เกิดคนนอกศาสนาเขามาเรี่ยไร จะเรียกว่า เป็นการทำบุญนอกเขตพระพุทธศาสนาหรือไม่ ก็ต้องถือเอาตามมฆมาณพละครับ ถ้าเข้าเกณฑ์ข้างต้น ก็ถือว่า ยังอยู่ในเขตพระพุทธศาสนา เพราะเป็นการทำบุญอย่างฉลาด
 
เคยมีผู้ที่ปรารถนาพระโพธิญาณ ปรารภถึงการทำบุญของเขา เขายกตัวอย่าง ร.๕ ครับ พระองค์สร้างโน่นนี่นั่น ไว้มากมาย ทั้งโรงเรียน มหาลัย รถไฟ สาธารณูปโภค ร้อยแปดพันประการ อย่างการสร้างโรงเรียนนี่ เขาเล่าว่า อานิสงส์มันเป็นอนุกรมเรขาคณิตครับ คือ สมมุติในห้องเรียนหนึ่ง มีนักเรียน ๖๐ คน ใน ๖๐ คนนั้น เมื่อเรียนจบแล้ว กลับมาเป็นครูสัก ๖ คน ครู ๖ คนนั้น ก็สอนนักเรียนอีก คนละ ๖๐ คน กลายเป็นว่า อานิสงส์ของการสร้างโรงเรียนนั้น ขยายตัวเป็น ๖x๖๐ = ๓๖๐ เท่า และก็จะขยายตัวไม่มีที่สิ้นสุด เข้าสู่อนันต์ เขาคนนั้นว่า การทำบุญเช่นนี้แหละ ให้ผลมาก แม้เขาจากโลกนี้ไปแล้ว ก็ยังมีเครื่องผลิตผลบุญ ทิ้งไว้ในโลกนี้ หรือ จำพวกโรงพยาบาล ก็เช่นเดียวกัน
 
วกเข้ามาถึงความในตอนต้น ที่นิยามการทำบุญในเขตพระพุทธศาสนาไว้ ตามแนวคิริมานนทสูตรว่า เป็นการละกิเลสอย่างฉลาด ละกิเลสหน่ะ มันละแน่อยู่แล้ว เพราะการสละทรัพย์ที่ตนหามาอย่างยากลำบาก ให้ใครก็ไม่ทราบ มาใช้เงินของท่าน เรียกว่า ละความโลภ กันเห็น ๆ ถามว่าฉลาดไหม ท่านว่า ตัวอย่างข้างต้น ฉลาดพอไหมครับ ถ้าคิดว่า เขาคนนั้นเป็นคนที่ฉลาดในการทำบุญ ถ้างั้น ก็แสดงว่า แม้จะเป็นโรงพยาบาลของคนต่างศาสนา ก็ยังจัดเข้าในเขตพระพุทธศาสนา ถูกไหมครับ
 
และที่ว่า "ขวนขวายทำบุญนอกพระพุทธศาสนา" คำว่า "ขวนขวาย" นี่ น่าจะหมายถึง ไปเจ้ากี้เจ้าการ เป็นเจ้าภาพ เป็นผู้เรี่ยไร อย่างนั้นน่าจะเข้าข่าย "ขวนขวาย" ครับ ถ้าเขามาเรี่ยไรธรรมดา การให้ทานไป คงไม่จัดเป็นการ "ขวนขวาย" ครับ แต่ให้ด้วยความพอใจ ให้เพราะต้องการสงเคราะห์ มิใช่ให้เพื่อหวังอานิสงส์มากมายในภายภาคหน้า (แต่แวบ ๆ ไปอ่านเจอในเว็บ เว็บหนึ่ง เขาแนะว่า ต้องพิจารณาด้วยนะครับว่า สิ่งนั้นย้อนกลับมาทำร้ายพระพุทธศาสนาด้วยหรือเปล่า)
 
อืม...พอดีเป็นมนุษย์จำไม ยังสงสัยต่อไปอีกครับว่า แล้วอย่างการบูมสร้างพระโพธิสัตว์ รูปกลม ๆ อย่างบ้าเลือด เมื่อปีสองปีที่แล้ว จะจัดเข้าในเขตพระพุทธศาสนาได้ไหมละครับ ในเมื่อพระสงฆ์ เป็นผู้จัดสร้าง
 
งานนี้ไม่ได้ขึ้นกับผู้สร้างครับ เป็นพระ เป็นคน หรือเป็นแมว ก็ไม่สำคัญ ต้องดูเจตนาในการเช่าบูชา หรือ การทำบุญเป็นสำคัญละครับว่า เขาเจตนาเช่าบูชาเพื่ออะไร หากเช่ามาเพราะตื่นมงคลว่า รุ่นนั้นรุ่นนี้ ห้อยคอแล้วรอดตาย เหมือนที่หนังสือพิมพ์ข่าวไม่เก่าลงประโคมแทบทุกวัน อันนั้นคงไม่ค่อยฉลาดเท่าไหร่ เพราะ"การตื่นมงคล  ไม่เชื่อกรรม" ซึ่งถือเป็น "วิบัติ" ของอุบาสกอุบาสิกา ครับ
 
หรือเช่าบูชาเพื่อเก็งกำไร เอ้ย...ไอ้นั่นไม่ใช่ทำบุญแหล่วครับ นั่นมันซื้อของ เหมือนซื้อบัตรเติมเงิน หมูไปไก่มา ได้บุญไหมครับ
 
หรือเวลาเช่าบูชา นั่งพินิจพิจารณาว่า วัตถุประสงค์ของการสร้าง เขาเอาเงินไปทำอะไร แล้วตั้งเจตนา ละความโลภ อธิษฐานจิตว่า เงินที่ข้าพเจ้าบริจาคนี้ ต้องการทำบุญสร้าง... อย่างที่เขาโฆษณา รูปเคารพทั้งหลายนี้ ข้าพเจ้ารับมาไว้ระลึกถึงว่า ข้าพเจ้าได้เคยบริจาคทรัพย์ร่วมสร้าง... อย่างที่เขาโฆษณา เป็นจาคานุสสติ-การระลึกถึงการให้ทาน เป็นอารมณ์ และรูปเคารพนั้น ข้าพเจ้าก็ระลึกว่า ท่านทรงความดี ๒ ประการ จึงไปเป็นเทวดาโพธิสัตว์ได้ คือ หิริ-ความละอายต่อบาป และ โอตตัปปะ-ความเกรงกลัวผลของบาป ที่เรียกว่า เทวตานุสสติ การบูชาท่าน ข้าพเจ้าก็บูชาด้วย ปฏิบัติบูชา ให้ทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา และเมื่อข้าพเจ้าตั้งจิตบูชาเช่นนั้นแล้ว ข้าพเจ้าก็ยังแผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศล ที่ข้าพเจ้าทำบุญสร้าง... อย่างที่เขาโฆษณา แล้วนี้ แก่เจ้ากรรมนายเวร เทพเทวาทั้งหลาย ญาติทั้งหลายผู้ล่วงลับ และขอให้ข้าพเจ้าได้เข้าถึงพระนิพพานในชาติปัจจุบัน เช่นนี้แล้ว พุทธแท้แน่นอนครับ
 
เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ 
 
ปล. หากยังมีข้อข้องใจประการใด เดี๋ยวมหาโอ๊ต ผู้ชาญเชี่ยวด้านพระปริยัติธรรม จักมาเฉลยให้คลายสงกาสัย ในบล็อกของท่านครับ สายลมแห่งปัญญา

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

big smile ขอให้บรรลุธรรมยิ่งๆขึ้นไปนะคะ โมทนาด้วยค่ะ

#1 By ตุ้มเป๊ะ on 2008-09-14 21:38

นมัสการ...

กระผมยังมีความสับสนอยู่มากระหว่าง...
การทำบุญ..กับการทำทาน...ขอรับ...
embarrassed
ตอบความเห็นที่ ๑

สาธุครับ

ตอบความเห็นที่ ๒

การทำทาน คือ การให้นั่นแหละครับ ถ้าให้สิ่งของ เรียกว่า อามิสทาน

คนทั่วไปมักเข้าใจ อามิสทาน คือ ทาน แต่ความจริงทานที่ไม่ใช่สิ่งของก็มี เช่น อภัยทาน-การให้อภัย การยกโทษ, ธรรมทาน-การให้ธรรมเป็นทาน

ส่วนการทำบุญ มีความหมายกว้างกว่าแค่ "การให้" ครับ เพราะการทำบุญ หมายเอาการละกิเลสเป็นประมาณ

การทำทาน ถือเป็นการทำบุญ เพราะได้ละกิเลส ความโลภ

การให้อภัย หรือ อภัยทาน ถือเป็นการทำบุญ เพราะได้ละกิเลสความโกรธ

การฟังธรรม เจริญสมถวิปัสสนากรรมฐาน ถือเป็นการทำบุญ เพราะได้ละกิเลสความหลง

สรุปว่า การทำทาน เป็นสับเซต ของการทำบุญ

พอจะเข้าใจขึ้นบ้างไหมครับ

ง่าย ๆ คือ ทำบุญ กว้างกว่า ทำทาน ครับ

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#3 By Dhammasarokikku on 2008-09-14 22:22

แวะมาอวยพรวันเกิดอีกรอบค่าา

โมทนาบุญด้วย

ช่วงนี้หลวงพี่ยังอยู่ที่วัดอีกเช่นเคย ชิมิคะ มียุ่งๆติดสอบไรงี๊ละป่าวคะ ว่าจะแวะไปทักทาย + ทำบุญ

#4 By Rinna ♥ on 2008-09-15 03:13

ขอเสนอว่าการยกเรื่องราวมาเป็นตัวอย่าง
ควรยกจากพระไตรปิฎกเป็นหลักครับ

ส่วนที่มาจากเว็บที่ไม่กล่าวที่มาอันน่าเชื่อถือพอ
หรือแม้แต่อรรถกาถา ผมก็ยังไม่ค่อยอยากอ้างถึงครับ

/|\ เจริญในธรรมครับท่าน

#5 By โก๋สิจ๊ะ on 2008-09-15 13:24

สุขสันต์วันเกิดอีกรอบครับ วันนี้เขียนเรื่องต้นตอของการทำทานในเชิงชีวภาพพอดี ถ้าหากไปอ่านแล้วได้ข้อธรรมอะไรก็นิมนต์มาอธิบายให้ฟังด้วยนะขอรับbig smile

#6 By Repentant on 2008-09-15 13:59

ว้าย..สาธุค่ะ
เมื่อเช้าพ่อเฉื่อยเพิ่งพูดถึง"เนื้อนาบุญ"พอดี
อะไรจะบังเอิญขนาดนี้confused smile

สงสัยนิดนึงค่ะ
แบบนี้จะไม่ถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติหรอคะ
เช่น ต้องทำบุญกับพระอริยะเจ้า ถึงจะได้บุญเยอะๆแบบนี้ค่ะ
ได้ยินคนแถวบ้านพูด

เกิดคนที่ตั้งใจทำจริงๆ
แต่บุญที่ทำไม่ได้ทำกับพระที่ดีนัก.. หรือคนที่ดีนัก
รู้สึกมันไม่แฟร์ยังไงไม่รู้ค่ะembarrassed

อวยพรวัดเกิดหลวงพี่เช่นกันค่ะ
ย้อนวันหนึ่งนิดหน่อยนะเข้าคะbig smile
ตอบความเห็นที่ ๗

พระพุทธเจ้าสรรเสริญการเลือกเนื้อนาบุญครับ

แต่ท่านไม่ได้บังคับนะครับ ท่านชี้ให้เห็นเฉย ๆ ว่า ทำบุญแบบนี้ ได้ผลแบบนี้ ส่วนเราจะไปเลือกทำอะไร ก็เรื่องของเราครับ แล้วแต่ความพอใจ

และพระพุทธเจ้าสรรเสริญการถวายสังฆทาน ทานที่ถวายแด่สงฆ์ทั้งคณะ ยิ่งกว่า ถวายให้พระองค์เองเสียอีกครับ

ฉะนั้น พระไม่ดี ไม่เป็นไรครับ เพราะทานนี้ ได้แก่สงฆ์ทั้งคณะครับ ไม่ใช่ได้แก่พระรูปนั้น

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#8 By Dhammasarokikku on 2008-09-15 18:53

ขอบคุณสำหรับคำอธิบายครับ

คำอธิบายประดุจหงายของคว่ำให้หงายขึ้น(ว่าไปนั่น)big smile

#9 By house on 2008-09-22 22:45