การทำบุญในเขตพุทธศาสนา ตามแนวคิริมานนทสูตร
posted on 14 Sep 2008 17:14 by akkarakitt in Dharmaวันนี้วันเกิดครับ เมื่อเช้าเลยเดินบิณฑ์ไปเลี้ยงพระ ที่วัดท่าพระ ถวายจตุปัจจัย และกลับมาถวายพระที่วัดตัวเองด้วย รวม ๑๕ รูป ขอท่านทั้งหลายจงโมทนา
มีคนเม้นท์ถามมาในเอ็นทรี่ เราควรไหว้พระสงฆ์ไหม เรื่องนี้มาได้สักระยะหนึ่งแล้ว ข้าพเจ้าไปเรียนขอความช่วยเหลือ ไปยังมหาโอ๊ต ผู้ทรงคุณวุฒิ ในด้านพระปริยัติธรรม จะดูน่าเชื่อถือ และถูกต้องแม่นยำ กว่าข้าพเจ้า เผอิ๊ญ...ท่านติดธุระ ต้องปรับโฉมเว็บไซต์ที่พระคุณเจ้าดูแลอยู่ เลยยังไม่มีเวลาช่วยไขความกระจ่าง
ขณะฟังปาฏิโมกข์อยู่ ก็แวบคิดเรื่องนี้ขึ้นมา อ๊ะ...ถ้าว่าตามคิริมานนทสูตร การทำบุญในเขตพุทธศาสนา จะหน้าตาเป็นอย่างไรหนอ ข้าพเจ้าขออนุญาตลองวิเคราะห์เล่น ๆ ไปพลาง ๆ รอท่านมาเฉลยอีกที
ตามที่ทราบกันดีว่า ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาแห่งปัญญา แล้วถ้าข้าพเจ้านิยามศาสนาพุทธ ว่า "ประกอบด้วยปัญญา" ล่ะ
บุญ ตามความในคิริมานนทสูตร แปลว่า การละกิเลส
เอานิยาม ๒ อย่างมาประกอบร่างกัน เป็นเก็ตเตอร์ดาร์ก้อน กดปุ่ม เอ้ย ไม่ใช่
เอาสองอย่างมาใส่เครื่องซักผ้า แล้วกวนให้เป็นเนื้อเดียวกัน จักได้ความว่า
การทำบุญในเขตพุทธศาสนา = การละกิเลส ในเขตอันประกอบด้วยปัญญา หรือ อีกนัยหนึ่ง คือ การละกิเลสอย่างฉลาด นั่นเอง
อู๊วววววว์....ฟังดูเข้าท่าแฮะ
การละกิเลส เข้าใจไม่ยากเท่าไหร่ เพราะกิเลสนั้นมี มูล หรือ ขี้ อยู่ ๓ กอง
ขี้กองที่ ๑ โลภะ หรือ ความโลภ
ขี้กองที่ ๒ โทสะ หรือ ความโกรธ
ขี้กองที่ ๓ โมหะ หรือ ความหลง
ละขี้สามกองนี้ได้ ก็เป็นบุญ ละได้มาก ก็สะอาดมาก เอ้ย...ได้บุญมาก ละได้น้อย ก็ได้บุญน้อย ละไม่ได้เลย ไม่เป็นบุญเลย ให้ทาน ก็ละความโลภ, ให้อภัย ก็ละความโกรธ, ฟังธรรม เจริญสมาธิ สมถวิปัสสนากรรมฐาน ก็ละความหลง ง่ายจะตาย
มันมายากเอาตรง "อย่างฉลาด" นี่ซี้
ทำอย่างไร เราจะฉลาดได้ จักได้ทำบุญอย่างฉลาด ก็ต้องศึกษา ค้นคว้า หาความรู้ซี จริงไหม ซึ่งก็ไม่ต้องไปหาที่ไหน พระพุทธเจ้าแสดงธรรมไว้ถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์
วันนี้ตักพระสูตรมาดูสักขันธ์หนึ่งซิ ท่านแสดงการทำบุญในเขต นอกเขต ไว้ว่ากระไร
สมัยเมื่อองค์สมเด็จพระพิชิตมาร เสด็จไปบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก (เพื่อโปรดพระพุทธมารดา) องค์สมเด็จพระชินสีห์ประทับที่ บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ เวลานั้นมีเทวา ๒ ท่าน มาเฝ้าองค์สมเด็จพระบรมโลกนาถก่อนคนอื่นทั้งหมด เว้นไว้แต่พระอินทร์ พระอินทร์ท่านเป็นเจ้าภาพ ท่านรับอยู่ก่อน มีเทวดาองค์หนึ่งมา คือ ท่านอินทกเทพบุตร มานั่งอยู่ข้างๆ ขาเบื้องขวา ท่านอังกุรเทพบุตรต้องถอยหลังไปอยู่ท้ายบริษัท อยู่ริมนอก เพราะเป็นเทวดาที่มีบุญน้อยที่สุดในดาวดึงส์
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธะเจ้าทรงถามท่านอังกุรเทพบุตร (ท่านบัลดาลให้เสียงท่านและเสียงเทวดาที่พูดกันได้ย้อนถึงคนคอยท่านอยู่ที่ เมืองพาราณสี ที่เมืองมนุษย์ คนทุกคนฟังชัด) องค์สมเด็จพระทรงสวัสดิ์ถามว่า
“อังกุระ เมื่อสมัยเมื่อตถาคตขึ้นมาใหม่ๆ มาถึงใหม่เธอนั่งใกล้ข้างขาข้างซ้าย เวลานี้เทวดาทั้งหลายมากันครบถ้วน แต่ว่าเธอกลับมานั่งท้ายบริษัท ตถาคตอยากจะทราบว่าในสมัยที่เธอเป็นมนุษย์ เธอทำบุญอะไรไว้ จึงเป็นเทวดาที่มีบุญน้อยที่สุดในสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก”
ท่านอังกุระจึงได้กราบทูลสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
“ภันเต ภควา ข้าแต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญพระพุทธเจ้าข้า ในสมัยที่ข้าพระพุทธเจ้าเป็นมนุษย์เป็นมหาเศรษฐีมีทรัพย์มาก แล้วในสมัยนั้นเป็นต้นกัป คนมีอายุยืนมาก อายุถึง ๘๐,๐๐๐ ปีจึงตาย ต่อมาสมัยข้าพระพุทธเจ้าเป็นคนแก่ เหลืออีก ๒๐,๐๐๐ ปีจะสิ้นอายุ จึงได้ให้ตั้งโรงทาน ๘๐ แห่ง คือ ๑ โยชน์ ๑ แห่ง โรงทานนี้ให้แก่คนกำพร้า คนเดินทาง ทั้งกลางวันและกลางคือ ทั้งอาหารการบริโภค ผ้าผ่อนท่อนสไบ ของใช้ตามสมควร แต่ว่าเวลานั้นว่างจากพระพุทธศาสนา คนไม่มีศีลไม่มีธรรม คนไร้ศีลไร้ธรรม ไม่มีพระพุทธเจ้าคอยสอน บุญญาธิการที่ได้จึงน้อยเกินไป (ลงทุนมาก ๒๐,๐๐๐ ปีตั้งโรงทาน ๘๐ แห่ง เลี้ยงไม่จำกัด ขอบรรดาพุทธบริษัทคิดเอาว่าเขาต้องใช้เงินวันละเท่าไร แต่ว่าอาศัยว่าคนผู้รับ เป็นผู้ไม่บริสุทธิ์ ท่านผู้ให้ก็ไม่ค่อยจะบริสุทธิ์นัก เวลานั้นศีลธรรมน้อยเกินไป เป็นธรรมดาของชาวโลก วัตถุทานที่ได้มา ก็เข้าใจว่าไม่ค่อยจะบริสุทธิ์ ฉะนั้น เวลาตายจากความเป็นมนุษย์ จึงมาเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นเทวดาที่มีบุญน้อยที่สุด) เมื่อข้าพระพุทธเจ้ามาถึงใหม่ๆ นั้นใกล้พระองค์ แต่ในที่สุดก็ต้องมานั่งท้าย เพราะบุญญาธิการไม่เท่าเทวดาทั้งหลาย”
หลังจากนั้น องค์สมเด็จพระจอมไตรจึงถามท่านอินทกเทพบุตรว่า
“อินทกะ เมื่อตถาคตมาถึงใหม่ๆ เธอมาถึงแล้ว ก็นั่งตรงนี้ เวลานี้เทวดามาหมดสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เทวโลก เธอก็นั่งตรงนี้ตถาคตอยากจะทราบว่า ในสมัยที่เป็นมนุษย์เธอสร้างความดี คือบุญกุศลอะไรไว้ เธอจึงเป็นเทวดาที่มีศักดาใหญ่ นอกจากพระอินทร์”
ท่านอินทกเทพบุตรจึงกราบทูลสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า
“ภันเต ภควา ข้าแต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญพระพุทธเจ้าข้า การที่ข้าพระพุทธเจ้าสมัยเป็นมนุษย์นั้น เป็นคนที่จนที่สุด หมายความว่าเป็นคนจนอยู่ในป่า ต่อมาท่านพ่อตายเหลือแต่ท่านแม่ ก็มีความกตัญญูรู้คุณต่อพ่อแม่ เลี้ยงแม่ด้วยการตัดฟืน เหนื่อยยากลำบากขนาดไหนก็ไม่สนใจ สนใจอย่างเดียวว่า ทำอย่างไรแม่จึงจะมีความสุขตามกำลังที่จะให้ท่านได้”
ฟังตอนนี้ก็คิดด้วยนะบรรดาญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลายว่า คนที่มีความรู้คุณ ยอมรับนับถือความดีของบุคคลผู้มีคุณ แล้วสนองคุณท่านนี่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสรรเสริญว่า เป็นคนดี ตามพระบาลีท่านว่า
ซึ่งแปลว่า
เป็นอันว่า เมื่อองค์สมเด็จพระชินสีห์สดับแล้ว ท่านก็เล่าต่อไป ท่านอินทกะถวายคำตอบต่อไปว่า
“มาวันหนึ่งมีพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาเดินทางมา ก็เป็นเวลาที่พอดีมีอาหารอยู่บ้างตามฐานะของคนป่า ยามปกติไม่มีของสำหรับทำบุญ คนจนนี่ก็ไม่มี พระบางครั้งพระมาก็ไม่มีของถวาย ก็เลยจำใจจำนิ่ง เพราะอยากจะถวาย วันนั้นพอดีของในครัวพอมีอยู่บ้าง พระก็มาพอดี มีโอกาสได้อาราธนาพระถวายเป็นสังฆทาน ครั้งเดียวในชีวิต ในชีวิตของข้าพระพุทธเจ้าเป็นคนจน ถวายสังฆทานครั้งเดียว แต่ก็มีความกตัญญูรู้คุณกับแม่ด้วย ตายจากความเป็นคนจึงมาเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงเทวโลก เป็นเทวดาที่มีอานุภาพมากกว่าเทวดาอื่น นอกจากพระอินทร์”
นี่บรรดาพุทธบริษัททั้งหลาย ฟังแล้วต้องคิดว่าท่านอังกุรเทพบุตรทำบุญมากแต่ว่ามีอานิสงส์น้อย ท่านอินทกเทพบุตรทำบุญน้อยแต่มีอานิสงส์มาก เรื่องนี้มีมากในพระพุทธศาสนา
ฉะนั้นการบำเพ็ญกุศลนี่ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายโดยถ้วนหน้า ต้องเลือกเขตเลือกนา การหว่านพืชในที่ดอนเกินไป ไม่มีน้ำเลี้ยงพืชก็แห้งตาย การหว่านพืชในที่ลุ่มเกินไปน้ำท่วมพืชก็ตาย จะต้องดูถึงพื้นนาที่ดีๆ ข้าวหรือพืชจึงจะงาม ผลจึงจะดกมีผลคุ้มค่าและเกินค่าที่เราทำ อย่างท่านอินทกเทพบุตร ท่านเป็นคนจนแสนจน แต่ว่าท่านถวายสังฆทาน ตามเขตในพระพุทธศาสนา แล้วก็มีความกตัญญูรู้คุณต่อบิดามารดาอันนี้เป็นปัจจัยสูงสุด
แต่ก็เป็นที่น่าปลื้มใจ ที่คณะบรรดาญาติโยมพุทธบริษัทและภิกษุสามเณร ทั้งในวัดก็ดี นอกวัดก็ดี นิยมการบำเพ็ญทานอันดับสูงนั่นคือ
๑. พอใจในการถวายสังฆทาน ถวายสังฆทานมีของมาถวายจัดเป็นชุดโดยเฉพาะก็มี ของน้อยก็มีของมากก็มี นี่เป็นสังฆทาน
๒. ก็มีมากท่านนิยมมาเลี้ยงพระ การเลี้ยงพระสงฆ์ตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไปไม่ต้องบอกก็เป็นสังฆทาน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ที่นี้การใส่บาตรหน้าบ้านโดยไม่จำกัดพระ อันนี้ก็เป็นสังฆทานอานิสงส์ใหญ่มาก ที่สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้ายกย่องว่า
การบำเพ็ญทาน ถวายทานแด่พระองค์เอง ๑๐๐ ครั้งไม่เท่าถวายสังฆทานครั้งเดียว และ
๓. บรรดาญาติโยมพุทธบริษัท พระก็ดีเณรก็ดีที่นิยมการช่วยส่งเสริมในการสร้างวิหารทาน ถึงกับมาสร้างห้องเป็นห้องๆ เป็นชื่อของตัวเอง เป็นชื่อนะไม่ใช่โชว์ ที่เขาติดชื่อน่ะจะได้ทราบว่าใครทำไว้ ลูกหลานจะได้โมทนา ได้เป็นส่วนบุญด้วย สร้างพระพุทธรูปสวยสดงดงาม
รวมความว่า การบริจาคทานของบรรดาท่านพุทธบริษัททำถูกต้อง อย่างนี้มีอานิสงส์มาก
คำสอนของหลวงพ่อพระราชพรหมยาน คัดจากเว็บนี้ครับ http://www.agalico.com/board/showthread.php?p=10402
บ๊ะ...เห็นแล้วหรือยังคำว่า "เนื้อนาบุญ" มันมีผลมากขนาดไหน แต่เอ๊ะ...เป็นการอุปโลกน์หรือเปล่า เป็นการเพิ่มเครดิตในกับศาสนา ที่พระพุทธเจ้า ตั้งขึ้นมาหรือเปล่า เหมือนกับที่นานาศาสนา สอนว่า ต้องนับถือ พระเจ้าของเขา เพียงองค์เดียว และต้องทำบุญในศาสนาเขาเท่านั้น ถึงจะได้บุญเยอะ มาดูกันครับว่า พระพุทธเจ้าตรัสถึงศาสนาอื่นว่า กระไร
ในการจะบอกพวกเราว่าผู้รับทานจากเรานั้น มีส่วนขยายผลเป็นอัตราส่วนมากน้อยเพียงใด พระพุทธองค์จะตรัสโดยเปรียบเอาการมีสมบัติหนึ่งชิ้นเป็นบุญหนึ่งหน่วย เหมือนเรามีทุนอยู่หนึ่งบาท พอทำทานแล้วจะคืนกำไรกลับมากี่บาท ท่านจำแนกไว้พอให้เป็นที่ประมาณเอาด้วยจินตนาการดังนี้
๑) ให้ทานแก่สัตว์เดรัจฉาน พึงหวังผลร้อยเท่า
๒) ให้ทานในปุถุชนผู้ทุศีล พึงหวังผลพันเท่า
๓) ให้ทานในปุถุชนผู้มีศีล พึงหวังผลแสนเท่า
๔) ให้ทานในบุคคลนอกศาสนาผู้ปราศจากความกำหนัดในกาม พึงหวังผลแสนโกฏิเท่า (แสนโกฏิเป็นสำนวนที่บอกว่ามีมากเหลือเกิน เพื่อความสบายใจและจินตนาการถูก จะตัดเอาแสนออกเหลือแต่คำว่าโกฏิซึ่งแปลว่า ‘ สิบล้าน ' ก็น่าจะได้ เพราะยังอยู่ในอัตราส่วนที่ไม่กระโดดเกินไปจากข้อก่อน)
๕) ให้ทานในผู้ปฏิบัติเพื่อทำโสดาปัตติผลให้แจ้ง (บรรลุมรรคผลขั้นแรก) พึงหวังผลอันนับประมาณไม่ได้
นอกจากนี้ท่านยังแจกแจงต่อไปอีกว่าถ้าทำทานกับอริยบุคคล (คือพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์) ตลอดไปจนกระทั่งพระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า (คือท่านผู้ตรัสรู้ชอบด้วยตนเองแต่ไม่ก่อตั้งพระพุทธศาสนา) และสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า (คือท่านผู้ตรัสรู้ชอบด้วยตนเองและมีบารมีพอจะก่อตั้งพระพุทธศาสนา) จะยิ่งไม่อาจประมาณผลเลยว่าควรได้ผลตอบแทนกลับมาเพียงใด
คัดจากหนังสือเรื่อง เสียดาย...คนตายไม่ได้อ่าน ของ ดังตฤณ เว็บนี้ครับ http://dungtrin.com/whatapity/mobile/w06.htm
เห็นไหมครับ พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้เอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง ท่านตรัสสรรเสริญบุคคลนอกศาสนา ผู้ปราศจากความกำหนัดในกาม เสียด้วยซ้ำ แสดงว่า ใน หรือ นอก ไม่สำคัญเท่า "เป็นผู้ปราศจากความกำหนัดในกาม" ครับ นั่นก็หมายความว่า "คุณธรรม" เป็นตัวตัดสิน ความเป็นเนื้อนาบุญที่ดี ไม่ใช่ว่า ใน หรือ นอก ศาสนา เป็นตัวกำหนด
คราวนี้ ก็อาจสงสัยต่อไปอีกว่า แล้วบุคคลผู้ปราศจากความกำหนัดในกาม มีอยู่ในศาสนาใดบ้าง ในตำราเขียนไว้ครับว่า ผู้ที่ตัดกามราคะได้เด็ดขาด คือ พระอนาคามี ซึ่งแปลว่า ผู้ที่มีน้ำอสุจิแห้งแล้ว
พระไตรปิฎกส่วนต่อไปนี้ อาจอ่านยากสักนิดหนึ่ง เดี๋ยวจะทำสรุปให้ตอนท้ายครับ เป็นเรื่องของ สุภัททะปริพาชก ปัจฉิมสาวก ที่ทันเห็นพระพุทธเจ้าเมื่อพระองค์ทรงชีวิตอยู่ เข้าไปถามปัญหา เมื่อพระพุทธเจ้าใกล้ปรินิพพานเต็มแก่ ดังนี้
ลำดับนั้น ท่านพระอานนท์ได้บอกสุภัททปริพาชกว่า ไปเถิดสุภัททะ พระผู้มีพระภาคทรงทำโอกาสแก่ท่าน สุภัททปริพาชกเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึง ที่ประทับ ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้วได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัย พอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลว่า ข้าแต่ พระโคดมผู้เจริญ สมณพราหมณ์เหล่านี้ใด เป็นเจ้าหมู่ เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์ มีชื่อเสียง มียศ เป็นเจ้าลัทธิ ชนเป็นอันมาก สมมติว่าเป็นคนดี คือบูรณกัสสป มักขลิโคสาล อชิตเกสกัมพล ปกุธกัจจายนะ สัญชัยเวลัฏฐบุตร นิครณฐนาฏบุตร สมณพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมด ได้ตรัสรู้ตามปฏิญญาของตนๆ หรือว่าทั้งหมด ไม่ได้ตรัสรู้ หรือว่าบางพวกไม่ได้ตรัสรู้ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า อย่าเลย สุภัททะ ที่ข้อถามนั้นงดเสียเถิด ดูกรสุภัททะ เราจักแสดงธรรมแก่ท่าน ท่านจงตั้งใจฟังธรรมนั้น จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว สุภัททปริพาชกทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรสุภัททะ ในธรรมวินัยใด ไม่มีอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ในธรรมวินัยนั้น ไม่มีสมณะที่ ๑ สมณะที่ ๒ สมณะที่ ๓ หรือสมณะที่ ๔ ในธรรมวินัยใด มีอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ในธรรมวินัยนั้น มีสมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ หรือที่ ๔ ดูกรสุภัททะ ในธรรมวินัยนี้ มีอริยมรรคประกอบด้วย องค์ ๘ ในธรรมวินัยนี้เท่านั้น มีสมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ หรือที่ ๔ ลัทธิอื่นๆ ว่างจากสมณะผู้รู้ทั่วถึง ก็ภิกษุเหล่านี้พึงอยู่โดยชอบ โลกจะไม่พึงว่างจากพระอรหันต์ทั้งหลาย ฯ
[๑๓๙] ดูกรสุภัททะ เราโดยวัยได้ ๒๙ ปี บวชแล้ว ตามแสวงหาว่า อะไรเป็นกุศล ตั้งแต่เราบวชแล้ว นับได้ ๕๑ ปี แม้สมณะผู้ เป็นไปในประเทศแห่งธรรมเป็นเครื่องนำออก ไม่มีในภายนอก แต่ธรรมวินัยนี้ ฯ
สมณะที่ ๒ สมณะที่ ๓ หรือสมณะที่ ๔ ก็มิได้มี ลัทธิอื่นว่างจากสมณะ ผู้รู้ทั่วถึง ก็ภิกษุเหล่านี้พึงอยู่โดยชอบ โลกไม่พึงว่างจากพระอรหันต์ทั้งหลาย ฯ


#1 By ตุ้มเป๊ะ on 2008-09-14 21:38