คัดมาจากหนังสือ กระโถนข้างธรรมาสน์ ฉบับที่ ๕๕ เดือนกันยายน พุทธศักราช ๒๕๕๑

ถาม : ท่าน (หลวงปู่ชีวกฯ) ให้บอกตัวยา

ตอบ : ว่ามา อะไรบ้าง ? ทีละอย่าง

ถาม : รักษาโรคเลือดเจ้าค่ะ

ตอบ : โรคเลือด โรคเลือดนี่รักษาเอดส์ได้ด้วย อะไรบ้าง ?

ถาม : หญ้าหนวดแมว ๓ บาท ทองพันชั่ง ๓ บาท ตะไคร้ ๑๐ บาท ขิง ๑ บาท เอาต้มรวมกัน ใส่น้ำไป ๑ ลิตร ต้มเคี่ยวจนเหลือ ๑ แก้ว ทานให้ติดต่อกัน ๗ วัน วันละ ๑ แก้ว ก่อนนอน

ตอบ : ตัวยาต้องเปลี่ยนไหม ? หรือว่าทั้ง ๗ วัน ใช้ตัวยาชุดเดียว?

ถาม : ใส่ตัวยาใหม่ตลอด อย่าซ้ำของเดิม ทานไปอาการจะทุเลาลง

ตอบ : แก้โรคเลือดนี่ แก้เอดส์ได้ด้วยนะ เพราะว่าเอดส์นี่เลือดมันเป็นพิษ ... อาการจะดีขึ้น... คำว่าดีขึ้น ไม่ได้แปลว่า ไม่ตายนะจ๊ะ.... แล้วทำบุญอะไรก็ตั้งใจนึกถึงปู่บ้างนะ ท่านถึงจะไปนิพพานแล้ว ก็ยังเป็นห่วงพวกเราอยู่ สมัยนี้เป็นเอดส์กันเยอะ.... เวลาต้มนี่ให้ใช้หม้อดินจะดีกว่า เพราะว่าโลหะบางทีทำให้ธาตุยาเสียไป กินก่อนนอนทุกวัน ๗ วันติดต่อกัน พอรุ่งขึ้นก็เปลี่ยนยาใหม่ ๆ เลยนะ ยานี่ใช้ได้ทีเดียว ๗ วัน อาการต่าง ๆ จะดีขึ้น อย่าไปคิดว่าไม่ตายนะ... ดีขึ้น คนดี ๆ ยังตาย คนป่วยจะรอดไปนานได้อย่างไร แต่ว่าอย่างน้อย ๆ ก็บรรเทาอาการเวทนาได้ ปู่หมอชีวกโกมารภัจ บอก...เป็นวิทยาทาน ปู่ท่านถนัดภาษาสันสกฤตมากกว่า น้ำนี่ถ้าได้น้ำฝนยิ่งดีนะ ตัวยานี้ถ้าหาทั่วไปไม่ได้ให้ไปที่ร้านเจ้ากรมเป๋อ อยู่ที่จักรวรรดิ ของง่าย ๆ อย่างนี้หาง่ายอยู่แล้วล่ะ

ถาม : อันนี้เป็นของสดหรือของแห้ง ?

ตอบ : ของสด

ถาม : เจ้ากรมเป๋อไม่มีของสด

ตอบ : เจ้ากรมเป๋อไม่มีสดใช่ไหม ? ถ้าอย่างนั้นหาเองเลย ก็ไม่ยากนี่ ที่จะยากนิดก็ทองพันชั่ง แต่ทองพันชั่งนี่ ถ้าเจอ เจอเป็นดงเลย เพราะมันขึ้นง่าย ถ้าหาไม่ได้โน่น ไปที่ศูนย์ต้นน้ำทองผาภูมิ มีเป็นปี๊บ

ถาม : หลวงปู่ยังบอกไม่หมดเจ้าค่ะ (หลวงปู่ชีวกฯ)

ตอบ : มีอะไรจ๊ะ ?

ถาม : คนที่เป็นความดันห้ามกินเจ้าค่ะ

ตอบ : อันตรายเหมือนกันจ้ะ ความดันสูงหรือต่ำจ๊ะ ?

ถาม : ความดันสูงเจ้าค่ะ

ตอบ : ความดันสูงห้ามกิน เพราะว่ามันอาจจะไปเพิ่มความดัน เพื่อให้เลือดมันวิ่งเร็วขึ้น การฟอกเลือดจะได้ดีขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าหากความดันสูงห้ามกินนะ ระวังด้วย

บทสนทนาต่อจากนี้ ว่าโดยสรุป ท่านก็แนะนำว่า ให้ใช้ของสด ดีกว่าของแห้ง และโรคนี่ ยาบรรเทาได้แค่ไม่เกินกฎของกรรมเท่านั้น

ส่วนของโกร๊กฮอร์โมน อยู่ในบทสนทนาที่ได้จากการถอดเทปตอนหนึ่ง ดังนี้

ถาม : ผมลองทำดูแล้ว ปรากฏว่าก็ไม่เห็น... คืออาจจะเป็นเพราะ...(ไม่ชัด)...ผมเข้าใจว่าได้น้ำเยอะ แล้วแบ่ง ๓ ถ้วย

ตอบ : ไม่ใช่ ครั้งละถ้วย กำมือหนึ่งกับขมิ้นเท่าหัวแม่มือนะ คั้นถ้วยเดียว... หญ้าแพรกหนึ่งกำมือ ขมิ้นชันเทาหัวแม่มือ โขลกให้ละเอียด ละลายด้วยน้ำปูนใส คั้นให้ได้หนึ่งถ้วยชา กินก่อนอาหารเช้า อย่างน้อย ๓๐ นาที ถ้ารักษาโรคมะเร็ง ต้องไม่เกินนระยะที่สอง ให้กิน ๓ วัน เช้าละถ้วย ถ้าหากรักษาโรคเบาหวานให้กิน ๓ วัน เว้น ๗ วัน แล้วกินอีก ๓ วัน เว้น ๗ วัน กินอีก ๓ วัน เว้น ๗ วัน รวมแล้ว ๙ วัน กิน ๓ ครั้ง ๙ วัน ระหว่างที่กินอยู่ ก็เท่ากับเดือนหนึ่ง ๓ เว้น ๗ มันก็ ๑๐ ใช่ไหม ? ก็เท่ากับระหว่างที่กินเดือนหนึ่ง เขาห้ามกินของหวานกับกะปิ เพราะฉะนั้นจะรักษาโรคเบาหวานนี่ลำบากหน่อย ถ้าเป็นโรคอักเสบภายในประเภท ตับอักเสบ กระเพาะอักเสบ ลำไส้อักเสบ อะไรพวกนี้ รักษาได้ทั้งนั้น กินลักษณะเดียวกับมะเร็ง ก็คือว่า กิน ๓ วันเท่านั้น

ถาม : แล้วจะมีอาการบอกไหมว่า กินถ้่วยแรกแล้ว จะมีอาการอะไรขึ้นมาแล้วมีสิทธิ์จะหาย

ตอบ : ไม่มี อาตมาเคยกินเข้าไป หวานเจี๊ยบเลย ยังสงสัยอยู่เหมือนกันว่า ตัวเองเป็นโรคอะไร มันหวานเหมือนยังกับใส่น้ำตาลเลย ลองทำกินดู เพราะเห็นว่า ยามันไม่มีอันตรายอะไร กินเปล่า ๆ ก็ได้

ถาม : ทีนี้หญ้าแพรก กลัวว่าจะสกปรก ก็เลยเอาน้ำร้อนลวกหน่อย อย่างนี้เป็นอะไรไหมครับ ?

ตอบ : ล้างน้ำเปล่าก็พอ ไอ้ลวกน้ำร้อนนี่ วิตามินในผักในหญ้ามันยังไปซะหมดเลย

ถาม : ...มาโทษผมว่า แทนที่จะรักษาโรคมะเร็ง กลายเป็นเพิ่มท้องเสีย

ตอบ : ถ้าคนประเภทกลัวท้องเสียมากกว่ามะเร็ง ปล่อยมันตายไปซะดีกว่า เมื่อไม่นานนี้เอง ฝรั่งเพิ่งทำวิจัยว่า ขมิ้นชันชะลอความแก่ได้ หลวงพ่อท่านก็บอก ถ้าไม่มีโรคอะไร ๓ เดือนทำกินครั้ง ๆ จะแก่ช้า ฝรั่งมันเพิ่งจะวิจัยเจอ ประกาศออกทางอินเตอร์เน็ตกันครึกโครมเลย

เรื่องโกร็ธฮอร์โมนนี่ มหาโอ๊ต เขียนไว้แล้วใน ว่าด้วยเรื่อง spam โกร๊ทฮอร์โมน และโรคแก่ ไปหาอ่านกันได้ แต่ถ้าคิดว่า รู้อยู่แล ว่ามันแก่แน่ ๆ แต่ขอแก่ช้า ๆ ลงอีกสักนิดได้ไหม ขอแบบไม่แพงด้วยนะ บ่จี๊ เงินเดือนไม่ค่อยพอใช้หง่ะ บัตรเครดิตก็เต็มทุกเดือน ชักหน้าไม่ถึงหลัง เอาแบบไม่เสียตังค์เลยได้ยิ่งดี พวกยาก็ไม่อยากกิน เปลือง เสียเวลาทำมาหากิน ยาทาก็ไม่เอา (วุ้ย...เรื่องมากจริง ๆ)

เอาไปเลยครับ ยาชะลอแก่ แจกฟรีไปเลย

ตำนานคาถาพระอรหันต์

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพระท่านเข้าไปธุดงค์ในรัฐกะเหรี่ยง ท่านได้ไปปักกลดอยู่ที่ชายป่า ไม่ไกลจากหมู่บ้านเล็ก ๆ หมู่หนึ่ง รุ่งเช้าได้มีอุบาสิกาคนหนึ่งจากหมู่บ้านนั้น ได้มาถวายอาหารบิณฑบาต ท่านได้อยู่ที่นั่น สองสามวัน

วันที่ท่านจะเดินทางต่อ หลังจากได้รับอาหารบิณฑบาตจากโยมอุบาสิกาคนนั้นอีกครั้งหนึ่ง ท่านจึงได้กล่าวปฏิสันถาร พูดคุยกับอุบาสิกานั้น ถามถึงว่า อยู่สุขสบายดีหรือ อายุเท่าไหร่ แล้วทำมาหากินอะไร เป็นต้น

อุบาสิกาคนนั้นก็ตอบว่า "อยู่สบายดีเจ้าค่ะ ที่หมู่บ้านนี้ก็อยู่กันอย่างสงบ ๆ ตามประสาบ้านนอก ช่ยเหลือเจือจานกันตามฐานะ ส่วนอายุนั้นดิฉันไม่ได้นับมานานแล้วเจ้าค่ะ ไม่ทราบเดี๋ยวนี้ เท่าไหร่แล้ว สามีดิฉันอายุร้อยกว่า เสียไปนานแล้ว"

คำพูดของอุบาสิกา ซึ่งดูแล้วอายุประมาณสัก ๔๐ - ๕๐ ปีเท่านั้น กลับบอกว่าอายุเท่าไรจำไม่ได้แล้ว ทำให้พระสนใจ จึงถามว่า "คุณโยม มีของดีอะไรหรือ จึงได้มีอายุยืน ?"

"มีเจ้าค่ะ" อุบาสิกาเรียนถวาย "ดิฉันเองก็อยากถวายท่าน เพื่อท่านจะได้ไปบอกคนอื่น ๆ เป็นธรรมทาน หากเขามีศรัทธานำไปปฏิบัติ ก็อาจได้รับผลอย่างที่ดิฉัน ได้รับอยู่ก็ได้"

"เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อตอนที่ดิฉันเป็นสาว ในวันที่แต่งงานได้นิมนต์พระมาในงานพิธี พระองค์ที่เป็นประธานสงฆ์ ซึ่งชาวบ้านส่วนมากเลื่อมใส ศรัทธาท่านว่า เป็นพระอรหันต์ ท่านได้เมตตาให้พระคาถาไว้สวดมนต์ ภาวนา จึงขอเรียกพระคาถานี้ว่า พระคาถาพระอรหันต์ โดยให้สวดจำนวนจบเท่าอายุทุกวัน ดิฉันมีความเลื่อมใสจึงได้ท่องบ่นภาวนาทุก ๆ วัน ถ้ามีเวลาว่างเมื่อไหร่ ก็สวดอยู่เสมอ เป็นประจำ ไม่ขาด อานิสงส์ที่ได้ก็เท่าที่เห็นนี่แหละเจ้าค่ะ ดิฉันมีสุขภาพดี อายุมากแล้ว ก็ยังแข็งแรง สามีของดิฉัน เขาไม่ค่อยเชื่อ สวดบ้าง ไม่สวดบ้าง ตอนนี้เสียชีวิตไปนานแล้ว ตอนที่เสียชีวิต อายุร้อยปีเศษ"

"แล้วคุณโยมทำมาหากินอะไรเล่า"

"ขายข้าวสารเจ้าค่ะ" อุบาสิกาตอบ "ที่บ้านขายข้าวสาร โอ่งข้าวสารของดิฉัน พอตักขายแล้ว มันก็กลับเต็มขึ้นมาอีกทุกครั้ง ดิฉันก็ได้อาศัยรายได้จากการขายข้าวสารนี่แหละเจ้าค่ำ กินบ้าง ใช้บ้าง ทำบุญบ้าง นี่ก็เป็นอานิสงส์จากากรที่ดิฉัน ได้สวดมนต์ภาวนาคาถาพระอรหันต์นี้เป็นประจำ จึงขอถวายพระคาถานี้ แด่พระคุณเจ้า เพื่อที่จะนำไปบอกกล่าว แก่ผู้ที่สนใจ มีศรัทธาในการสวดมนต์ภาวนาต่อไป"

หมายเหตุ อาตมได้พระคาถานี้มาจากประเทศพม่า เมื่อคราวไปอยู่ที่นั้น ระหว่าง พ.ศ.๒๕๐๓ - ๒๕๐๖ เห็นว่า พระคาถานี้มีประวัติดี และตัวพระคาถาก็มีความหมายดี รู้คำแปลแล้ว สวดอยู่เสมอ ก็เป็นการเจริญกรรมฐานไปในตัวด้วย จึงได้นำมาเผยแผ่ ญาติโยมหลายท่านนำไปใช้ ก็บอกว่า ได้ผลดี หากท่านมีศรัทธา ก็จงท่องบ่นภาวนาสวดคาถานี้เป้นประจำเถิด

พระเมธีวรญาณ

กระผม นายประสิทธิ์ ทองนาค ได้รับแจกแผ่นพระคาถาจากการไปร่วมทำบุญใส่บาตรเลี้ยงพระ ถวายภัตตาหารเช้า ที่ศาลาลุงชิน เมืองทอง ๓ ถนนแจ้งวัฒนะ เมื่อวันที่ ๒๔ มกราคม พ.ศ.๒๕๔๗ เห็นว่าเป็นประโยชน์มาก จึงขออนุญาตคัดลอกโดยไม่ได้ขออนุญาตจากท่านเจ้าของคาถา และผู้จัดพิมพ์ครั้งแรก ถ้าข้อความใดผิดพลาด ผู้คัดลอกขอรับผิดไว้แต่ผู้เดียว แต่ถ้าเห็นควรเหมาะสมก็ขอโมทนา กับทุกท่านด้วยครับ

จากต้นฉบับเดิม ที่คุณคำพัน จิวาศักดิ์อภิมาศ และครอบครัว, คุณมานพ ตันตระบัณฑิตย์ และครอบครัว

ส่วนข้าพเจ้าก็ลอกเขามาอีกที ไม่ได้ขออนุญาตเหมือนกัน อิ อิ

คาถาพระอรหันต์

๑. พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ นามะรูปัง                        ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง นามรูป

    อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา                                       (ใจ - กาย) ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

                                                                       ไม่ใช่ตัวตน

๒. ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ นามะรูปัง                         ข้าพเจ้าขอถึงพระธรรมเป็นที่พึ่ง นามรูป

    อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา                                       (ใจ - กาย) ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

                                                                       ไม่ใช่ตัวตน

๓. สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ นามะรูปัง                          ข้าพเจ้าขอถึงพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง นามรูป

    อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา                                        (ใจ - กาย) ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

                                                                       ไม่ใช่ตัวตน

๔. พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ                                     ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง

     ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ                                      ข้าพเจ้าขอถึงพระธรรมเป็นที่พึ่ง

     สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ                                     ข้าพเจ้าขอถึงพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง

     นามะรูปัง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา                          นามรูป (ใจ - กาย) ไม่เที่ยง เป็นทุกข์

                                                                        เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตน

๕. อะนันตัง พะละวัง พุทธัง                                     พระพุทธเจ้า มีพระกำลัง หาที่สุดมิได้

    อะนันตัง โคจะรัง ธัมมัง                                       พระธรรมคำสั่งสอน เป้นอารมณ์ หาที่สุดมิได้

    อะนันตัง อะริยัง สังฆัง                                        พระสงฆ์สาวก มีจำนวน หาที่สุดมิได้

    อะนันตัง โพธิมุตตะมัง ฯ                                      พระโพธิญาณอันสูงสุด ก็หาที่สุดมิได้ ฯ

(ภาวนาสวดมนต์ประจำวันละ ๓ - ๕ - ๗ จบ ภาวนาประจำ จะดีมาก)

จะทำให้ทำมาหากินคล่อง มีทรัพย์ ปราศจากโรค มีอายุยืน ไม่แก่ง่าย มีสุขภาพแข็งแรง

ใครสนใจอยากลองเอาไปท่องบ่นดูก็ได้นะ เชื่อไม่เชื่อ ลองเอาไปพิจารณาเอา ข้าพเจ้าเห็นว่า ไม่มีโทษกระไร เลยเอามาเผยแผ่ เป็นธรรมทาน ถ้าทำแล้วดี เอามาทำเป็นสแปม แข่งกะโกร๊ ก ฮอร์โมน โรคแก่ กันดีฝ่า เฮอ..เฮอ

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ

ปล. อะแถมการปล่อยวาง ของ หลวงพ่อชา สุภทฺโท ให้ด้วย

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

สาธุค่ะ

#1 By ตุ้มเป๊ะ on 2008-09-19 14:28

*-*

งงๆเรื่องยา คำสนทนาฟังเหมือนเข้าทรงเลยงะค่ะ

แต่คาถาจะลองสวดดูค่ะ เพิ่มเข้ามาในลิสต์รายการสวดมนต์ประจำวันอันยาวเหยียด ^^;

#2 By Rinna ♥ on 2008-09-19 14:41

ตอบความเห็นที่ ๒

อ๋อ...

ก็คงมีบ้างกระมัง แต่ดูเหมือนแค่ "สื่อ" มากกว่านะ เพราะถ้าลงมาเอง ก็จะกลายเป็นเสียงของท่าน และคงพูดกับหลวงพี่เล็กตรง ๆ เลย ไม่ต้องใช้คำว่า "ท่าน"

อีกอย่าง ถ้า "สื่อ" ได้ไม่ดีพอ หลวงพี่เล็กท่านคงเพ้ยเตะกระเด็นไปแล้วหล่ะ ไม่คุยกันเป็นคุ้งเป็นแควอย่างนี้

ก็เพราะอย่างนี้แล ถึงถูกนินทาว่าร้ายตลอด หาว่าไม่ใช่ศาสนาพุทธ ทั้งที่มันก็เป็นแค่วิธีสื่อสารวิธีหนึ่ง เหมือนใช้โทรศัพท์มือถือโรมมิ่ง ข้ามภพ แค่นั้นเอง

คนที่ทำไม่ได้ ไม่เคยเจอ เห็นเป็นของแปลก หรือเห็นของหลอกลวงมาเยอะ เจอเข้าก็ต้องตั้งข้อสงสัยไว้ก่อน ไม่แปลกหรอก ความจริงมันเป็นเรื่องธรรมดา ๆ ของนักปฏิบัติ

อย่างที่เคยเขียนนั่นแล้ คนที่จะ "สื่อ" ไป มีตั้งหลายเลเวล ตั้งแต่อสุรกายไปยันนิพพาน

สำคัญว่า มันน่าลองต่างหาก โรคที่การแพทย์ปัจจุบันยังหมดปัญญา จะลองดูคงไม่เสียหลายกระมัง

แค่มันยุ่งยากนิดหน่อยเท่านั้นแหละ ต้องไปหาซื้อ ต้องนำมาต้ม ถ้าเกิดมันได้ผลจริง ก็ถือว่าคุ้มค่า และนำผลที่ได้มาบอกต่อ เป็นวิทยาทานต่อไป

เรื่องนี้หากไม่มีศรัทธามาแต่ต้น คงเป็นไปได้ยาก เพราะคนส่วนใหญ่มักคิดว่า โถ...ขนาดยาการแพทย์แผนปัจจุบันยังไม่รอดเลย พวกยาสมุนไพรนี่จะไปมีผลอะไร ยกเว้นว่า ผู้มีศรัทธา ไปจัดแจงหุงหาให้คนป่วย

อย่าลืมว่า ยาแผนปัจจุบัน ก็ได้ตัวยามาจากพืชสมุนไพรพวกนี้แหละ เพียงแต่เขานำมาสกัดตัวยา ให้จำเพาะลงไปเลยว่า เคมีตัวนี้ รักษาโรคอะไร

ส่วนยาแผนโบราณนั้น ตัวยาหนึ่งรักษาได้เป็นสิบ ๆ โรค (เพราะไม่ได้สกัดออกมาเป็นตัว ๆ) และไม่รู้ว่า จะมีผลข้างเคียงหรือเปล่า

ถ้าได้ศึกษาการแพทย์สมัยพระพุทธเจ้า ที่เขาไปเรียนกันที่ ตักกศิลา ตอนจะสำเร็จวิชาแพทย์นั้น อาจารย์บอกให้ลูกศิษย์ไปหาพืชที่ใช้ทำยาไม่ได้มา ๑ ชนิด แล้วถือว่าจบหลักสูตร

ปรากฏว่า ลูกศิษย์กลับมาบอกอาจารย์ว่า หาไม่ได้ครับ พืชทุกชนิดล้วนเอามาทำยาได้ทั้งสิ้น

อาจารย์เลยว่า "Congratulations!!! ยูจบ Ph.D.ตักกศิลา อินสติตูด ออฟ เทคโนโลยี(TIT)แล้ว"

และลูกศิษย์คนนั้น ชื่อ นายแพทย์ชีวกโกมารภัจจ์ ซึ่งมาเป็นแพทย์ประจำตัวของพระพุทธเจ้า

น่าเสียดายที่ศาสตร์นั้นสูญหายไปแล้ว ไม่งั้นการแพทย์ปัจจุบันคงฮายิ่งกว่านี้

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#3 By Dhammasarokikku on 2008-09-19 15:16

กลับมาถาม บทสวด 1 - 3 ซ้ำกับบทที่ 4 เลยคะ sad smile ต้องสวดตามนี้เหรอ cry

#4 By ตุ้มเป๊ะ on 2008-09-19 16:13

นิพพานแล้วยังโทรลงมาได้อีกเหรอคะ *-* ตอนแรกเข้าใจว่า นิพพานแล้ว หลุดไปแล้วไม่มาข้องเกี่ยวอีกซะอีกงะค่ะ

#5 By Rinna ♥ on 2008-09-19 16:22

ตอบความเห็นที่ ๔

ลอกมาเหมือนต้นฉบับเด๊ะเลย ว่าไงว่าตามกัน ไปแปลงเขาเดี๋ยวไม่ได้ผลหง่ะ

ตอบความเห็นที่ ๕

อิ อิ...

ของแบบนี้ต้องกระซิบอะ

นิพพานจริง ๆ ไม่ใช่อะไรมหัศจรรย์นักหรอก
สิ่งอัศจรรย์ของพระนิพพานที่สำคัญที่สุด คือ มันไม่มีวันตาย และไม่ยึดถืออะไรทั้งหมด

สภาวะที่ไม่ยึดถืออะไรทั้งหมดนั่นแล ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า นิพพานัง ปรมัง สุขัง นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง

ปุถุชนเรา ๆ ท่าน ๆ นี่ยังยึดอยู่มากเลย ยึดบ้าน ยึดรถ ยึดเสื้อผ้า ยึดทรัพย์สิน ยึดสัตว์เลี้ยง และที่สำคัญที่สุดคือ ยึดตัวตน ทำตัวเป็นไฟแนนซ์ ยึดดะ ถ้าวางได้ มันก็สุข เท่านั้นเอง

สุข และ เป็นอมตะ

ฉะนั้นย่อมสามารถโรมมิ่งโทรคุยกันได้

อิ อิ

ทำถึงแล้วรู้เองแล อย่าไปสงสัยมากเลย

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#6 By Dhammasarokikku on 2008-09-19 18:08

นมัสการ...

ธรรมะ...รักษาทุกอาการ....
ทกข์....
สมุทัย...
นิโรธ...
มรรค...


big smile