ช่วงนี้เริ่มหมดมุก ต้องขุดเอางานเก่า ๆ ขึ้นมาอู๊พซ์<---ใช้ถูกความหมายป่าวฟระ ไปพลาง ๆ มาเริ่มกันด้วยคำแนะนำของผู้มีอุปการคุณติดตามกันมาตั้งแต่เพิ่งตั้งไข่สมัยเพิ่งรู้จักบล็อกใหม่ ๆ ๒ ท่าน ท่านแรกชอบฟังธรรมบท ยังไม่ได้ค้น เอาธรรมนิยายของ อ.วศิน ไปฟังกันเพลิน ๆ ก่อน ท่านหลังแนะให้เอาซาวด์แทร็กขึ้นมาไว้ข้างบน อะ...จาดไห้

ตอนที่แล้ว ว่ากันมาถึงที่ลงมาจากการขึ้นดอย สัมผัสชีวิตชาวเขาครั้งแรก ลงมาทำหนังสือชี้ชวนให้มาสร้างบุญสร้างกุศลกัน ตอนที่ ๔ นี้ ลองไปติดตามกันครับว่า หลังจากได้รับของบริจาค เครื่องอุปโภคบริโภคจำนวนหนึ่ง ก็บินคู่เหิรลมไปกับพระเพื่อนนักเรียนประถมมัธยม ที่มาเจอกันโดยบังเอิญที่วัดท่าซุง กระเตงกันระหกระเหินขึ้นดอยไป ดังนี้

วันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๕๐

เจริญพร ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย,

ดูก่อน ท่านผู้เจริญทั้งหลาย อาตมาไม่รู้จะกล่าวโทษตัวเองอย่างไรดี ให้สมกับความประมาทของอาตมาที่ได้ดำเนินการส่งหนังสือชี้ชวนทำบุญออกไป โดยคิดว่าโยมเพื่อนจะจำอาตมาได้

ครั้นแล้ว จะปล่อยให้ความผิดพลาดเลยผ่านไป ก็ดูเหลาะแหละเกินไป จึงต้องมีหนังสือมาอีกรอบ ขอประทานอภัยที่แนะนำตัวช้าไป อาตมาเป็นศิษย์เก่า...

ที่มาทราบข้อผิดพลาดของตนก็เมื่อมีโทรศัพท์จากโยมแม่ของโยมเพื่อนชื่อนายศิโรจน์ ตุงคะโหตระ ชื่อนางทองสุก โทรเข้ามาว่าได้บริจาคเงินเป็นจำนวน ๑,๐๐๐ บาท ขณะนี้ลูกชายนายศิโรจน์ไปทำงานอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และเขาจำไม่ได้ว่าอาตมาเป็นใคร อาตมาถึงได้ตีอกป๊าบใหญ่ นึกขึ้นมาได้ตายละหว่า เพื่อน ๆ คงจะจำอาตมาไม่ได้ ด้วยสภาพก็เปลี่ยนไปจากเดิมเยอะ คือแก่ลงมาก หัวโล้น ใส่แว่นบ้าง ใส่คอนแท็คท์เลนซ์บ้าง และไม่มีคิ้ว ก่อนจะกระจายจดหมายออกไป ก็อ่านทวนแล้วทวนอีก ให้พระที่นับถือกันพิสูจน์อักขระ และหัวข้อธรรม ไม่ให้ผิดพลาด ด้วยรู้ว่าการให้ธรรมะผิด ๆ มันมีโทษร้ายแรงขนาดไหน แต่กลับหลงลืมใส่ข้อมูลประการสำคัญ คืออาตมาเป็นใคร มีความเป็นมาอย่างไร อาตมาหวังเพียงว่า แม้ไม่มีใครมีจิตศรัทธา ขอให้เขาได