ช่วงนี้เริ่มหมดมุก ต้องขุดเอางานเก่า ๆ ขึ้นมาอู๊พซ์<---ใช้ถูกความหมายป่าวฟระ ไปพลาง ๆ มาเริ่มกันด้วยคำแนะนำของผู้มีอุปการคุณติดตามกันมาตั้งแต่เพิ่งตั้งไข่สมัยเพิ่งรู้จักบล็อกใหม่ ๆ ๒ ท่าน ท่านแรกชอบฟังธรรมบท ยังไม่ได้ค้น เอาธรรมนิยายของ อ.วศิน ไปฟังกันเพลิน ๆ ก่อน ท่านหลังแนะให้เอาซาวด์แทร็กขึ้นมาไว้ข้างบน อะ...จาดไห้

ตอนที่แล้ว ว่ากันมาถึงที่ลงมาจากการขึ้นดอย สัมผัสชีวิตชาวเขาครั้งแรก ลงมาทำหนังสือชี้ชวนให้มาสร้างบุญสร้างกุศลกัน ตอนที่ ๔ นี้ ลองไปติดตามกันครับว่า หลังจากได้รับของบริจาค เครื่องอุปโภคบริโภคจำนวนหนึ่ง ก็บินคู่เหิรลมไปกับพระเพื่อนนักเรียนประถมมัธยม ที่มาเจอกันโดยบังเอิญที่วัดท่าซุง กระเตงกันระหกระเหินขึ้นดอยไป ดังนี้

วันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๕๐

เจริญพร ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย,

ดูก่อน ท่านผู้เจริญทั้งหลาย อาตมาไม่รู้จะกล่าวโทษตัวเองอย่างไรดี ให้สมกับความประมาทของอาตมาที่ได้ดำเนินการส่งหนังสือชี้ชวนทำบุญออกไป โดยคิดว่าโยมเพื่อนจะจำอาตมาได้

ครั้นแล้ว จะปล่อยให้ความผิดพลาดเลยผ่านไป ก็ดูเหลาะแหละเกินไป จึงต้องมีหนังสือมาอีกรอบ ขอประทานอภัยที่แนะนำตัวช้าไป อาตมาเป็นศิษย์เก่า...

ที่มาทราบข้อผิดพลาดของตนก็เมื่อมีโทรศัพท์จากโยมแม่ของโยมเพื่อนชื่อนายศิโรจน์ ตุงคะโหตระ ชื่อนางทองสุก โทรเข้ามาว่าได้บริจาคเงินเป็นจำนวน ๑,๐๐๐ บาท ขณะนี้ลูกชายนายศิโรจน์ไปทำงานอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และเขาจำไม่ได้ว่าอาตมาเป็นใคร อาตมาถึงได้ตีอกป๊าบใหญ่ นึกขึ้นมาได้ตายละหว่า เพื่อน ๆ คงจะจำอาตมาไม่ได้ ด้วยสภาพก็เปลี่ยนไปจากเดิมเยอะ คือแก่ลงมาก หัวโล้น ใส่แว่นบ้าง ใส่คอนแท็คท์เลนซ์บ้าง และไม่มีคิ้ว ก่อนจะกระจายจดหมายออกไป ก็อ่านทวนแล้วทวนอีก ให้พระที่นับถือกันพิสูจน์อักขระ และหัวข้อธรรม ไม่ให้ผิดพลาด ด้วยรู้ว่าการให้ธรรมะผิด ๆ มันมีโทษร้ายแรงขนาดไหน แต่กลับหลงลืมใส่ข้อมูลประการสำคัญ คืออาตมาเป็นใคร มีความเป็นมาอย่างไร อาตมาหวังเพียงว่า แม้ไม่มีใครมีจิตศรัทธา ขอให้เขาได้รู้ธรรมะตรงนี้ก็ยังดี อย่างน้อยก็เป็นธรรมทาน หรือแม้ไม่สนใจอ่าน ขอให้ใช้กระดาษด้านหลังไปทดเลขก็ยังดี อย่างน้อยก็ไม่ได้เสียทรัพยากรกระดาษของชาติไปโดยเปล่าประโยชน์ การณ์กลับกลายเป็นว่า โยมอ่านหน้าแรก แล้วก็พลิกไปหน้าสุดท้าย เห็นว่าเป็นการเรี่ยไร ก็โยนลงถังขยะเลย เพราะไม่ทราบว่าอาตมาเป็นใคร น่าเศร้าใจเป็นที่ยิ่ง บ้างดีหน่อยก็พอใจอ่านการผจญภัยของอาตมา แต่พอเข้าเขตบรรยายธรรมก็ข้ามไปเสียสิ้น ต่อไปอาตมาจะพยายามบรรยายให้กระชับ และน่าเบื่อน้อยกว่านี้

หนังสือนี้มีเจตนาอนุโมทนาบุญผู้ที่ร่วมบริจาคค่ารถค่าเดินทาง ค่าขนส่ง ค่าใช้จ่ายจิปาถะ ส่วนพวกของบริจาคแจกแจงไม่ไหว คงได้แต่แสดงเป็นภาพถ่าย อีกประการหนึ่งอาจจะมีญาติโยมสงสัยถึงชื่อบัญชี เหตุใดจึงเป็นบัญชีฆราวาส ก็ขอวิสัชนาว่าเป็นบัญชีโยมที่อุปัฏฐากของอาตมาเอง เขาให้บัตรเอทีเอ็มสมุดบัญชีไว้กับอาตมา เพื่อความสะดวกในการถวายปัจจัย

การทำงานพบปัญหาเล็กน้อยที่อาจจะขยายตัวเป็นปัญหาในอนาคต (ขณะนี้ยังไม่เป็นปัญหา) นั่นคือค่าขนส่ง ข้าวของทั้งหลายที่บริจาคมาล้วนมีคุณค่าแก่ชาวดอยผู้ยากไร้ ทว่าภาระค่าใช้จ่ายในการขนส่งที่ต้องใช้เงินสดนั้นก็มีแนวโน้มสูงขึ้น เท่าที่สอบถามจากพระที่ทำงานในพื้นที่ พบว่าปัญหาการส่งของขึ้นไปช่วยเหลือชาวดอยนั้น มีปัจจัยค่าขนส่งเป็นปัญหาหลัก ปัจจุบันใช้บริการของขนส่ง นิ่มซีเส็ง ดูจะประหยัดที่สุดแล้ว ก็ยังต้องเสียค่าขนส่ง ๒ รอบ คือ จากกรุงเทพฯ ไป เชียงใหม่ ๑ จากเชียงใหม่ ไป อ.แม่สะเรียง ๑ จาก อ.แม่สะเรียงขึ้นไปบนดอยนั้น ถ้าเหมารถกระบะขึ้นไปค่ารถจะอยู่ระหว่าง ๑,๕๐๐-๒,๐๐๐ บาทต่อเที่ยว และเพิ่มเป็น ๓ เท่า ในฤดูฝน ขณะนี้ยังมีเงินสำรองที่ญาติโยมถวายเข้ามาสามารถใช้เป็นค่าขนส่งได้สบาย ๆ แต่อนาคตไม่อาจทราบได้

การขึ้นดอยไปครานี้ แทนที่จะได้แจกของเพียงอย่างเดียว ก็บังเอิญมาเจอกับงานบวชเณรชาวเขาเทิดพระเกียรติ ฉลองพระชนมายุครบ ๘๐ พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งก็จัดกันอย่างทุลักทุเลเต็มทน อาตมาจึงนำปัจจัยที่ญาติโยมบริจาคมาถวายเป็นอาหารเลี้ยงอาหารเณรไป ๑ มื้อ ขนม และ วัตถุดิบประกอบอาหารมื้อต่อ ๆ ไป เป็นจำนวนเงิน ๓,๕๕๐ บาท ดังจะได้แจกแจงรายละเอียดต่อไป อย่างไรก็ดี อาตมาได้สร้างพระเครื่องพิมพ์สมเด็จ ถวายครูบาอินสมไปจำนวน ๒๐๐ องค์ เพื่อแจกชาวเขาเป็นที่เรียบร้อย การสร้างพระเป็นพุทธบูชา ถ้าคนเอาไปบูชาระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้าเป็นพุทธานุสสติกรรมฐาน และถวายแด่พระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ อานิสงส์เท่าทวีคูณ ขอญาติโยมโปรดโมทนา ต่อจากนี้อาตมาจะได้สาธยายบันทึกการเดินทางรอบใหม่

คาราวานบุญกับครูบาอินสม Episode II - เนื้อนาบุญ


เปิดฉาก Episode II ด้วยการระหกระเหินควบตะบึงไปกับรถโตโยต้า ไฮลักซ์ฮีโร่สีขาวขับเคลื่อน ๒ ล้อธรรมดา ๆ นี่แหละ ที่ไม่ธรรมดาคือ มีพระไปด้วย ๔ รูป อุบาสิกา ๑ โยมอีก ๕ สัมภาระอีกบานแบะ ตบท้ายด้วยถังน้ำแข็งพลาสติกอันบักเอ้ง ขนาดพอ ๆ กับความกว้างของตัวรถ ก็กินพื้นที่ไปประมาณ ๑ ใน ๓ ของกระบะหลัง เหลือรูข้าง ๆ โหนกล้อกับส่วนที่ชิดหัวเก๋ง ไว้ให้ยัดทั้งพระทั้งโยมลงไป โยมก็ดันมาเป็นแม่ชีอีก ต้องเอาสัมภาระมาคั่นกันโลกวัชชะ ที่ทางมันก็เลยยิ่งเล็กเข้าไปใหญ่ ขณะกำลังเดินทางเข้าป่าเข้าดอย ก่อนที่สัญญาณมือถือจะหมดไป ก็ได้รับ sms จากโยมปอย นายไพทยา บัญชากิติคุณ ขอร่วมทำบุญ ๕๐๐ บาท ก็ขอโมทนาบุญด้วย กำลังใจดีขึ้นเยอะเลย

อากาศตอนบ่าย ๆ ก็ร้อนอบอ้าว แตกต่างจากทริ๊ปก่อนโดยสิ้นเชิง ครั้งที่แล้วคนมากกว่านี้หน่อย สัมภาระมากกว่านี้นิด แต่มีรถ ๒ คัน อากาศก็ยะเยือกตามสไตล์ ฤดูหนาวของเมืองสามหมอก นอกจากถนนอันเป็นหลุมบ่อกับหน้าผาแล้ว ก็ให้บรรยากาศคล้ายมาปิกนิกตากอากาศ สบาย ๆ แต่คราวนี้ไม่ใช่เลย ทั้งร้อน ทั้งคลื่นไส้ เวียนหัว ราวกับเป็นผู้หญิงตั้งครรภ์สัก ๒ เดือน ดีไม่อาเจียนออกมาด้วย อาการคลื่นเหียนเวียนไส้นี่เป็นตลอดเส้นทางร่วม ๒ ชั่วโมง พอขึ้นเขาหนัก ๆ เข้าชิ้นส่วนอวัยวะของอาตมาที่ทาบอยู่บนพื้นรถส่วนที่ใกล้เพลาท้าย ก็เริ่มรู้สึกร้อน ก็สงสัยว่าเอ๊ะ นี่มันนั่งนานจนชาทำให้รู้สึกไปเองว่าร้อนหรือเปล่า นั่งไปนั่งมามันก็ร้อนขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่แล้วหล่ะ นี่มันความร้อนของเพลาท้ายที่ทำงานอย่างหนัก ไอร้อนมันแผ่ขึ้นมาถึงกระบะท้ายนี่ จะขยับหนี พุทโธ่ อัดกันเป็นปลากระป๋องปุ้มปุ้ยอย่างนี้ จะขยับตัวอย่างไร ก็ทนอยู่ร้อน ๆ มันอย่างนั้นแหละ สักพักมันก็ชาไปเอง พลางนึกถึงสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา ท่านก็คงลำบากยิ่งกว่าอาตมามาก แล้วก็สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ไม่เพียงบุญคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมที่พระองค์ทรงทุ่มเทยอมลำบากพระวรกาย เพื่อความผาสุขของประชาชนชาวไทย แต่สำนึกถึงพระมหากษัตริย์ทุกรัชกาล ไม่มีท่านเหล่านั้น อาตมาและพวกเราทุกคนคงไม่มีผืนดินเหยียบอย่างภูมิใจ ว่าเราเป็น “คนไทย” ไม่เคยเป็นอาณานิคมของใคร (ไม่ได้อินกับกระแสพระนเรศวรหรอกนะ แต่เพิ่งมาเข้าใจความสัมพันธ์ของคำว่า ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ตอนบวชคราวนี้เอง)

นั่งไปก็นึกถึงครูบาอินสม นี่ขนาดอาตมานั่งรถมายังทรมานขนาดนี้ แล้วสมัยก่อน ครูบาท่านเดินธุดงค์ขึ้นลงเป็นว่าเล่น ครูบาอาจารย์ของท่านคือครูบาผาผ่าผู้เปรียบเสมือนน้องชายครูบาศรีวิชัย เช่นนี้ญาติโยมพอจะเดากันออกไหมว่าท่านจะเป็นพระอะไร

นึกภูมิใจอยู่เหมือนกัน ที่อาตมาได้มีโอกาสทำงานสาธารณะประโยชน์ ตามมโนปณิธานที่พ่อของอาตมาตั้งไว้ อาตมามันลูกหลายพ่อด้วยซี พ่อคนแรกนี่ชื่อพระสมณโคดม พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน ไม่ได้ร่มโพธิ์ของท่าน อาตมาก็ไม่มีโอกาสได้ใช้ผ้าเหลืองห่อหุ้มกาย ไม่มีบาตรไว้หาอาหารเลี้ยงชีพ ไม่มีธรรมะไว้จรรโลงใจหาทางหลุดพ้น พ่อคนที่สองนี่ชื่อพ่อหลวงดังที่กล่าวมาแล้ว พ่อคนที่สามนี่คือบิดาผู้ให้กำเนิด พ่อคนที่สี่ห้าหก...คือครูบาอาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชา ผู้นำธรรมะของพระพุทธเจ้ามาแจกแจงละเอียดให้เข้ากับยุคสมัย พ่อคนหลัง ๆ นี่แหละที่สั่งสอน ให้อาตมารักงานสาธารณะกุศล บรรจุปฏิปทาลงไปในสมองของอาตมา ตอนอาตมาบวชเข้ามาในธรรมวินัยใหม่ ๆ ก็เฝ้าศึกษาหาความรู้ ฝึกกรรมฐานไม่ได้ขาด พ่อบอกว่า งานหลวงไม่ให้ขาด งานราษฎร์ไม่ให้เสีย ก็หมายถึงว่า งานหลวงนี่คืองานศึกษาพระปริยัติ งานเจริญพระกรรมฐาน เป็นภาคบังคับ ส่วนงานราษฎร์ก็คืองานของวัด งานสาธารณะประโยชน์ งานช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก งานบุญต่าง ๆ เราต้องทำไม่ให้ขาด ช่วงแรกของการบวชก็ขาดงานราษฎร์ไปหน่อย เพราะส่วนใหญ่เวลาจะหมดไปกับการศึกษาพระธรรม พระวินัย เจริญพระกรรมฐาน ช่วงแรกไฟแรงมาก จะไปธุดงค์ จะรีบเอามรรคเอาผล จริง ๆ แล้ว ของแบบนี้ ไปเร่งมันก็ไม่ได้หรอก ก็ไปเรื่อย ๆ สบาย ๆ มัชฌิมาปฏิปทา อย่างท่านพุทธทาสว่า การทำสมาธิแบบธรรมชาติ กรรมฐานต้องไม่พร่อง สะสมไปเรื่อย ๆ จะเร่งเช้าเร่งเย็น ให้ได้ฌานไว ๆ นี่สุดท้ายจะท้อ ลาสิกขากันไปก่อน อาตมาก็เลยฝึกไปพร้อม ๆ กับทำงานสาธารณะไปด้วย

อ้าว! เลอะเทอะไปเรื่องอะไรนี่ จะเล่าเรื่องการเดินทางเสียหน่อย ก็เล่ามาถึงตอนที่เอาขาไปซุกอยู่บนกระทะทองแดง เอ้ย! กระบะทองแดง (แหม... แค่แป๊บเดียวยังทรมานขนาดนี้ ไปอยู่นรกจริงจะขนาดไหนนี่) ในที่สุดก็มาถึงหมู่บ้านกลอโคะ เมื่อครั้งที่แล้วก็มาเยือนที่นี่เหมือนกัน แต่ไปแวะที่เลโคะก่อน เลโคะเป็นหมู่บ้านที่เจริญ มีแผงโซล่าร์เซลขนาดใหญ่ มีเจดีย์พระบรมสารีริกธาตุ มีโรงเรียน มีสนามฟุตบอล ความเจริญส่วนใหญ่จากข้างนอก ของแจกของบริจาค จะมาลงที่เลโคะหมด เช่นเดียวกับการมาครั้งที่แล้วของอาตมา ครูบาก็บอกแล้วว่าให้แบ่งของไว้เพราะยังมีหมู่บ้านที่ลึกกว่านี้ ยากจนกว่านี้ แต่หลวงลุงที่ไปด้วยกันไม่ทราบความ เอาของลงที่เลโคะหมดเลย พอมาถึงกลอโคะ เด็ก ๆ เต็มศาลาเลย แต่ไม่มีอะไรแจก อาตมาจึงตั้งมโนปณิธานว่า จะต้องกลับมาเหยียบกลอโคะอีกครั้งพร้อมด้วยเครื่องเขียนและเสื้อผ้า ซึ่งก็ได้มาสมเจตนา มาคราวนี้มีสมุดมาถึง ๖ ลัง เครื่องเขียน ๖ ชุด ไม้แบดฯ อีก ๔ ชุด หมู่บ้านกลอโคะเป็นหมู่บ้านที่น่ารักมาก ทั้งหมู่บ้านมีทีวีอยู่เครื่องเดียวอยู่ที่วัด คนอยากดูทีวีติดละคร ก็ต้องมาดูที่วัด พระที่นี่เลยให้ชาวบ้านสวดมนต์ไหว้พระก่อนถึงจะได้ดูทีวี ก็ดีไปอีกแบบ

 

 นี่ไง...หมู่บ้านในนิทาน บ้านบนดอย บ่มีแสงสี บ่มีโฮงกลั่น โฮงนวด คลับบาร์

แต่มีโคล่า แฟนต้า เป็ปซี่

 

เจ้าของใหม่ของเฮียพิงค์แพนเตอร์
(สังเกตุที่เท้าเฮียพิงค์แกนะ มีพลาสเตอร์ยา แปะอยู่
คือ ตุ๊กตามันขาดแล้ว คนกรุงเทพฯ ทิ้งแล้วว่างั้นเฮอะ
แต่เด็กชาวเขา เห็นแล้ว กรี๊ด....สลบ แย่งกันนัวเนีย)
 

นักกัมมัฏฐานรุ่นเยาว์

 

มาถึงก็พอดี๊เขามีงานบวชเณรภาคฤดูร้อนเฉลิมพระเกียรติ ครบ ๘๐ พรรษา ก็เลยได้ร่วมงานบวชกับเขาด้วย มีเณรประมาณ ๒๖ องค์ ผู้หญิงบวชพราหมณ์ประมาณ ๒๘ คน ก็ขอญาติโยมโมทนา

 

  
นี่ไง before and after ราศีจับไหม

ระหว่างการรอของบริจาคที่จะมาถึงใน ๒-๓ วัน ครูบาอินสมก็กลับไปที่งานบวชที่หมู่บ้านเลโคะ อาตมาเลยขออยู่สแตนบายที่กลอโคะเสียเลย อยู่ ๆ ไปก็เห็นค่าใช้จ่ายที่นี่สูงมาก น้ำแข็ง ๑ ถัง ลงไปซื้อข้างล่าง ๓๐๐ บาท เจอค่ารถเข้าไปพันห้า กลายเป็นน้ำแข็งถังละพันแปด แลของสดก็ต้องซื้อใหม่ทุก ๓ วัน เพราะไม่มีตู้แช่ ใช้ความเย็นจากน้ำแข็งเอา อย่างหมูสดนี่วันที่ ๓ ก็เขียวแล้ว พอบวชแล้วเขาก็จับเณรพราหมณ์เข้าห้องเรียนสอนพุทธศาสนา เขาก็เชื้อเชิญให้อาตมาช่วยเขาสอนด้วย พุทโธ่เอ๋ย... อาตมานั้นพอบวชเสร็จก็ออกแสวงหามรรคาแห่งอมตะเลย ไม่มีโอกาสเรียนพระปริยัติธรรมเลยแม้แต่น้อย ก็รู้เท่าที่พอจะประคองผ้าเหลืองไปได้ ก็คือต้องรู้วินัย แลก็ศึกษาแนวปฏิบัติจากหนังสือธรรมะ รวม ๆ แล้วก็ประมาณสัก ๔ เล่มเยลโล่เพจเจสสมัยก่อน ซึ่งเป็นภาคปฏิบัติเพื่อให้ได้มรรคได้ผลล้วน ๆ จะไปหาเรื่องอะไรมาสอนน้องเณรได้ พุทธประวัติยังไม่แม่นเลย ไปนั่งดูพระเขาสอนก็มีความรู้ที่เพิ่งรู้เยอะแยะ เช่นลำดับพระญาติของพระพุทธเจ้า เป็นต้น พูดถึงว่าการมาคราวนี้ก็โดนใจอาตมาพอดี เพราะคิด ๆ ไปแล้ว การนำสิ่งของมาแจกมันก็ช่วยเขาได้เพียงชั่วคราว ของหมดใช้หมดก็เลิกกัน แต่หากได้มีโอกาสสอนเด็กได้ปลูกฝังพุทธศาสนาลงลึกไปในจิตใจเด็ก นี่สิถึงจะมั่นคงถาวร เอาตัวรอดได้ (อย่างน้อยก็รอดจากนรก) แลมีผลมาก มิได้ช่วยเหลือเขาในชาตินี้เท่านั้น ยังมีผลสืบไปในชาติต่อ ๆ ไปด้วย ยิ่งไปกว่านั้นยังอาจส่งผลให้คนรอบข้าง สิ่งแวดล้อม และสังคมอยู่ดีมีสุขขึ้นต่อไป ในกาลอนาคต ด้วยอำนาจของศีล สมาธิ ปัญญา เผอิญอาตมาไม่มีความสามารถเท่านั้นเอง เลยได้แต่สังเกตการณ์... 

โห...กะลังมันเลย ต้องขอกั๊กไว้สักหน่อย จักได้อู๊พซ์เนียน ๆ ได้หลาย ๆ วัน (ช่วงนี้ต้องเตรียมตัวสอบด้วยหง่ะ) หลังออกพรรษานี้ ข้าพเจ้าก็ตั้งใจว่า จะขึ้นไปเซอร์เวย์สำรวจเส้นทาง บนดอยอีกสักรอบ จะได้ไปหาข้อมูลด้วยว่า เขาขาดแคลนอะไรกันเป็นพิเศษ ตอนนี้ก็รวบรวมสังฆทานยา ไว้ ๕๐-๖๐ กล่องแล้ว (ที่นั่นขาดแคลนยารักษาโรค สมุด ดินสอ เครื่องเขียน หนังสือเรียน อาหารแห้ง เสื้อกันหนาว ผ้าห่ม มาก ๆ)

เดือนหน้านี้ ก็จะไปตั้งตู้รับบริจาค ข้าวของเครื่องใช้อุปโภคบริโภค ไว้สัก ๓ ที่ ได้แก่ วัดท่าพระ บ้านตลิ่งชัน และบ้านอนุสาวรีย์ และคงออกเดินทางไปแจกของช่วงต้นปีหน้าโน่นเลย ใครสนใจจะร่วมเดินทางไปด้วยกัน ก็ยินดีต้อนรับครับ ฯ

จบตอน ๔

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

Tweet

เฮือก! หลวงพี่ก็ อู๊พ เป็นกะเค้าด้วย ><

#1 By Rinna ♥ on 2008-09-23 12:37

555++ ใช้คำอินเทรนด์ ( เฉพาะในเอ็กซ์ทีน ) ซะด้วย sad smile

#2 By ตุ้มเป๊ะ on 2008-09-23 12:58

เณรน้อยน่ารักดีครับbig smile

#3 By Repentant on 2008-09-23 23:56

ถ้ากาแฟธรรมะเป็นกรดซะขนาดนี้ เกลือน้ำเค็มอย่างดีคงต้องทำหน้าที่ซะเเล้ว แต่สงสัยจะไปไหนได้ไม่เกินอนุสาวรีย์ชัย เพราะเป็นกิโลศูนย์ งานนี้เลยขอบายดีกว่าค่ะ แต่ไว้วันดีคืนดี จะไปตักบาตรท่านที่หน้าโลตัสด้วยเกลือซักกระสอบ เห็นว่าแข็งแรงอยู่ใช่ใหมคะ หิ้วเกลือกลับวัดสักกระสอบสองกระสอบคงไม่กระไรหรอกม๊าง

นมัสการลา

#4 By มนตรา (58.8.121.142) on 2008-09-29 17:36

อยากดังคนเดียว

Favourites

Favourites

Dhammasarokikku View my profile