ขอแหกโค้งออกนอกกรอบธรรมะไปสักนิดครับ ไปอ่านเอ็นทรี่ เรียนแล้วไม่ได้ใช้ ทำไมถึงต้องเรียน ของท่านเอ็ดดี้ เมอร์ฟี่ สะท้อนใจหยั่งเรงนิ นี่ตูเรียนมาแทบตายห่ะ สุดท้ายก็ไม่ได้ใช้ทำแป๊ะอะไร วันนี้เลยขอถอยออกจากแก่นธรรมะอันหนักหน่วงของการถอดถอนตัวตน มาว่าเรื่องเบา ๆ กันบ้าง ขอออกตัวสักนิดว่า เรื่องนี้เรียนมาเป็นสิบปีแล้วครับ หากมันจะตก ๆ หล่น ๆ ขาด ๆ เกิน ๆ  ผิดพลาดไปบ้าง ก็ขออภัยครับ เรียนมานานเนกาเลนักหนาแล้ว จุดประสงค์อยากชี้ให้เห็นเท่านั้นครับว่า สิ่งที่เราเรียน ๆ กัน มันเอาไปใช้อะไร

ก่อนอื่น เอาธรรมนิยาย ของ อ.วศิน ไปฟังก่อนครับ

เคยสงสัยมานานแล้วครับว่า ไอ้วิชา "สถิติ" นี่ เรียนไปทำแม้วอะไร มันเอาไปใช้อะไรได้ ช่วง ม.๕ รู้สึกเป็นไม้เบื่อไม้เมากับมันมาก แต่พอขึ้น ม.๖ ก็ถล่มมันซะเละครับ เนื่องจากสมัยก่อน สถิติจักถูกนำมาออกข้อสอบข้อเขียน  หรือข้อสอบอัตนัย ข้อละ ๓ คะแนน (ข้อสอบตัวเลือก ๒ คะแนน) สมัยนั้นไอ้นอร์มอลเคิร์ฟ ที่ใช้อธิบายการกระจายตัวของนักการเมืองหัว เบ้ซ้ายจัด เบ้ขวาจัด นี่ลุยกับมันมานักต่อนักแล้วครับ เข้าห้องสอบเอ็นทร้านซ์นี่ ลุยข้อเขียนก่อนเลยครับ

จนเรียนมหาลัยแล้ว ก็ยังไม่ทราบครับว่า วิชานี้เอาไปใช้ทำซากอ้อยอะไรได้ รู้สึกเหมือนมันเป็นคณิตศาสตร์ที่ห่างไกลความจริง หรือเอาไปใช้ได้ยากอยู่มาก อยู่มาวันหนึ่ง ได้ไปเที่ยว มิวเซียมออฟแมท ที่วอชิงตันครับ ...โอ้พระเจ้าจอร์จ ที่นั่นเองข้าพเจ้าได้พบความอัศจรรย์ของวิชานี้

เขาทำโมเดลจำลองคณิตศาสตร์เป็นรูปนอร์มอลเคิร์ฟครับ โมเดลนั้นหน้าตาคล้ายเกมเกมหนึ่ง ที่หย่อนเหรียญสีดำ สีขาว ลงในช่องจากข้างบนหน่ะครับ ไม่รู้ใช่ โอเทโล่ หรือเปล่า แต่แทนที่จะเป็นเหรียญร่วงลงมา เปลี่ยนเป็นลูกทรงกลมเหมือนลูกเทนนิส ร่วงลงมาแทน พอร่วงลงมาแล้ว ก็มากระทบแผ่นกั้น ที่มีความน่าจะเป็นในการตกไปทางซ้าย เท่า ๆ กับตกไปทางขวา ถัดจากแผ่นกั้นอันนั้นแล้ว ก็จะเจอแผ่นกั้นอันที่อยู่ต่ำลงมา ที่ทำให้มีโอกาสในการตกไปทางซ้าย เท่ากับตกไปทางขวาอีกเหมือนกัน ไล่ลงไปเรื่อย ๆ ครับ ปรากฏว่า ลูกทรงกลมที่ตกลงมาตรงกลาง มีโอกาสตกไปในแผ่นกั้นต่าง ๆ กระจายตัวกันเป็นนอร์มอลเคิร์ฟครับ เห็นแล้วอึ้งครับว่า วิชาสถิตินี้ มันเอาไปใช้งานจริงได้ ค่าความน่าจะเป็นในการตกของลูกทรงกลม กระจายตัวกันเป็นนอร์มอลเคิร์ฟจริง ๆ

เห็นปร๊าบ แล้วนึกถึงเมืองไทยเลยครับ โห...นี่ถ้าเมืองไทยมีมิวเซียม หรือพิพิธภัณฑ์อย่างนี้บ้าง เด็ก ๆ คงประทับใจกันไม่น้อยว่า วิชาสถิติ เป็นวิชาที่นำไปใช้งานได้จริง ไม่เหมือนความรู้อื่นมากมาย เรียนไปแล้วก็ไม่รู้เอาไปใช้อะไร และถ้าสมัยเด็ก ข้าพเจ้าได้เห็นโมเดลนี้ ก็อาจจะอยากเป็นนักคณิตศาสตร์ขึ้นมาบ้าง หันมามองเมืองไทย คณิตศาสตร์ก็ยังเป็นยาขมสำหรับเด็ก ๆ วันยังค่ำ มีแต่จำสูตรบ้า ๆ บอ ๆ ท่องกันเป็นวรรคเป็นเวร เรียนกันเป็นนกแก้วนกขุนทอง เพราะไม่มีอะไรน่าตื่นตาตื่นใจ เหมือนในอเมริกา

 กราฟนอร์มอล เคิร์ฟ

หมายเหตุ : สำหรับผู้ที่ไม่เคยเรียนสถิติ หรือ ไม่รู้จักนอร์มอลเคิร์ฟ หน้าตามันเป็นอย่างนี้ครับ ไอ้โมเดลที่ข้าพเจ้าไปเห็นมา เขาปล่อยลูกทรงกลมลงมาตรงหัวระฆัง ตรงกลางนั่นละครับ แผ่นกั้นก็กั้นอยู่ในแนวตั้ง เหมือนภาพข้างบนนี้แล แต่ถี่กว่า แล้วลูกทรงกลมที่ตกลงมาบนพื้น ก็พูนขึ้น ๆ จนกลายเป็นนอร์มอลเคิร์ฟ

กราฟการกระจายตัว แบบระฆังคว่ำนี่แล แสบทรวงผู้ที่รังเกียจวิชาคำนวณ หรือวิชาสถิติ ยิ่งนัก สนใจศึกษาเพิ่มเติมได้ในบล็อกของคุณเอ็ดครับ

 

นั่นคือเหตุการณ์สมัยเรียนปีสองครับ แม้จะรู้สึกตื่นตาตื่นใจว่า ไอ้ทฤษฎีสถิติที่เรียนมาแทบเป็นแทบตาย กระทั่งเข้ามหาลัยมาแล้ว ก็ยังต้องเรียนอีกหลายตัว ซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันเป็นการกระจายตัวจริง ๆ ของทุกสิ่งบนโลกนี้ ซึ่งก็หมายถึง การประมาณค่า การคาดการณ์ ค่าทางสถิติ ต่าง ๆ ก็จะนำไปใช้งานได้จริงด้วย แต่ก็ยังไม่รู้อยู่ดีละครับว่า มันเอาไปใช้อะไร ทำมาหากินอะไรได้

อย่างเก่ง ก็เอาไปใช้ในการทำรายงาน ที่มีการสุ่มเก็บตัวอย่างข้อมูล นำมาคำนวณ แล้วหาข้อสรุปทางการตลาด

อยู่มาอีกวันหนึ่งครับ ก็ไปเดินเตะการใช้งานวิชาสถิติเข้าจังเบ้อเร่อ จนต้องเอามาฟูมฟายนี่แหละ มันเป็นความอัศจรรย์ของคณิตศาสตร์อีกแล้วครับ ท่านผู้ชม

ข้าพเจ้าเลือกเรียนไมเนอร์ไฟแนนซ์ครับ ชนกับสถิติเข้าเต็ม ๆ

และค่า่สถิติที่เอาไปใช้งานนั้น ก็หอมหวลเหลือเกินครับ เพราะเขาเอาไปใช้คำนวณช่วยเหลือในการตัดสินใจเลือกการลงทุน

วิชาการเงินนี่ เขาเรียกเป็นปลาย ๆ ของผู้ควบคุมเศรษฐกิจโลกเลยนะครับ การเงินการธนาคารนี่ ไปปล่อยกู้ หรือ หากินกับหน่วยเศรษฐกิจล่าง ๆ ลงไป พวกการเกษตร การผลิต การซื้อมาขายไป ล่ะครับ เรียกว่า กุมชะตาเศรษฐกิจโลกไว้ทีเดียว

และวิชาการที่กุมชะตาเศรษกิจโลกนี้ ก็ใช้วิชาสถิติบานเลยครับ เพราะต้องเกี่ยวข้องกับการคาดการณ์ ราคาโน่น ราคานี่ เป็นประจำ เช่น ราคาน้ำมัน ราคาทองคำ ราคาหุ้น ซึ่งราคาทั้งหลายพวกนี้ ล้วนพยายามใช้สถิติมาคาดการณ์ครับ

ในทางการเงินแล้ว เขาเอาตัว สแตนดาร์ด ดีวิเอชั่น (Standard Deviation) หรือ ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ไปนิยามเป็น "ความเสี่ยง" ครับ

อย่างราคาหุ้นนี่ ถ้ามันสวิงค่ามาก เวลาขึ้นก็ขึ้นปู๊ด เวลาลง ก็ลงป๊าด ทางการเงินแล้ว ถือว่าเป็นหุ้นที่มีความเสี่ยงสูงครับ ซึ่งในทางสถิติแล้ว มันก็เป็นเช่นนั้นครับ เพราะค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน คือ ค่่าที่ข้อมูลเบี่ยงออกห่างจากค่าเฉลี่ย หรือ เอ็กซ์บาร์ (คนไม่ถนัดคณิตศาสตร์เริ่มมึนแล้วกระมังนี่ ทนอ่านไปอีกหน่อยครับ รับรองว่า มีประโยชน์ ไม่ต้องไปเรียนไฟแนนซ์ให้เมื่อยตุ้ม) และการลงทุนใด ไม่ว่ามันจะให้ผลตอบแทนสูงเพียงไร หากความเสี่ยงมันสูงมาก ๆ นักลงทุนหรือนักการเงิน ก็จะไม่นิยมครับ ความเสี่ยง เป็นปัจจัยแรก ๆ เลยครับ ของการพิจารณาเลือกลงทุน

ทีนี้เขาก็เอาค่าความเบี่ยงเบนนี้ ไปพล็อตกราฟ เทียบกับ ผลตอบแทน ได้กราฟมาหน้าตาอย่างนี้ครับ

 

 

จะเห็นได้ว่า ถ้าลากไปตามเส้นโค้งนี้ เมื่อความเสี่ยงสูงขึ้น ผลตอบแทนก็จะสูงขึ้นหมือนกัน ตามทฤษฎีแล้ว ถ้าลงทุนในเขตสีฟ้า ถือว่า เป็นไปได้ครับ ส่วนสีขาวข้างบน เป็นส่วนที่เป็นไปไม่ได้ครับ มีอย่างที่ไหน ผลตอบแทนสูงขึ้น แต่ความเสี่ยงเท่าเดิม หรือน้อยลง ไม่เป็นไปตามกฎ high risk, high return ครับ

บนเส้น Efficient Frontier เป็นเส้นที่ผู้ลงทุนจะได้ผลตอบแทนสูงที่สุด ณ ที่ระดับความเสี่ยงใด ๆ ครับ

ทีนี้นักการเงินที่เป็นนักคณิตศาสตร์ด้วย ก็นำระนาบนี้มาใช้งานต่อไปครับ เขานำมันมากระจายความเสี่ยงครับ เช่น เลือกลงทุนการเก็งราคาข้าวเปลือก กับ การเก็งราคาทองคำ นำมาพล็อต ก็จะได้กราฟมาหน้าตาแบบนี้ครับ

ให้ Security 1 เป็นการลงทุนเก็งกำไรราคาข้าวเปลือก ซึ่งมีความเสี่ยงต่ำกว่า และผลตอบแทนต่ำกว่า Security 2 ให้เป็นการลงทุนเก็งกำไรจากราคาทองคำ ซึ่งให้ผลตอบแทนสูงกว่า แต่ราคาขึ้นลงผันผวนกว่า ซึ่งก็หมายถึง ความเสี่ยงสูงกว่า นั่นเอง

จุดกึ่งกลางของเส้นประ คือ จุดที่แบ่งเงินลงทุนในการเก็งราคาข้าวเปลือกครึ่งหนึ่ง และ การเก็งราคาทองคำครึ่งหนึ่ง ผลตอบแทนจะเป็นค่าเฉลี่ยของ ๒ การลงทุน ถูกไหมครับ ซึ่งก็คือจุดตรงกลางนั่นเอง แต่เส้น  Efficient curve มันเป็นเส้นโค้งครับ ฉะนั้นค่าความเสี่ยง จึงเลื่อนจากจุดกึ่งกลางบนเส้นประ มาอยู่ตำแหน่งบนกราฟที่เขาเขียนว่า 50/50 Mix of Securities 1 and 2 สิ่งที่น่าสนใจคือ ถ้าเราเลือกลงทุน ๒ อย่าง ความสัมพันธ์ของความเสี่ยงกับผลตอบแทน ไม่ได้อยู่บนเส้นตรงครับ แต่จะอยู่บน Efficient curve ซึ่งหมายถึง ค่าความเสี่ยงจะลดลง ตามเส้นสีส้ม ขณะที่ผลตอบแทนเท่าเดิมครับ (งงไหมนี่)

นี่ไงครับ เขาถึงให้กระจายความเสี่ยง อย่าลงทุนในธุรกิจอย่างเดียวโดด ๆ เพราะค่าทางสถิติ คำนวณแล้ว ได้ผลอย่างนี้ครับ เขาจึงแนะให้ลงทุนในธุรกิจเสี่ยงสูง ผลตอบแทนสูงเสียอันหนึ่ง และลงทุนในธุรกิจเสี่ยงน้อย ผลตอบแทนน้อย อีกอันหนึ่ง ความเสี่ยงโดยรวมจากการกระจายการลงทุนจะลดลง ในขณะที่ผลตอบแทนเท่าเดิมครับ ดีกว่าไปลงทุนในธุรกิจอย่างเดียว ที่ให้ผลตอบแทน และมีความเสี่ยง เท่ากับตำแหน่งกึ่งกลางของเส้นประ ครับ

อะฮ้า....ถึงตรงนี้คุณรู้ไหมว่า นี่คือ วิชาสถิติ ล้วน ๆ เลย คุณไม่ต้องรู้วิชาสถิติข้างบนนี้ก็ได้ครับ เอาเป็นว่า ถ้าจะลงทุนในธุรกิจใด โดยทางทฤษฎีแล้ว สมควรกระจายลงทุนในธุรกิจ ตั้งแต่ ๒ อย่างขึ้นไปครับ ความเสี่ยงจะลดลง ในขณะที่ผลตอบแทนเท่าเดิม เห็นหรือยังครับว่า วิชาสถิติ เอาไปใช้อะไรได้

แม้อลัน กรีนสแปร์ หรือ พ่อมดการเงินอย่างวอร์เรน บัฟเฟ็ต ก็ใช้กราฟนี้ครับ ฉะนั้นหากน้อง ๆ คนไหน อยากเป็นพ่อมดการเงินโลกบ้าง ก็หันมาใส่ใจกับวิชาสถิติครับ

ยังไม่จบครับ การนำสถิติไปใช้ในโลกการเงิน ยังไม่จบเพียงเท่านี้ ไปดูกราฟต่อไปครับ

 

 

 

สุดยอดปรารถนาของนักการเงินคือ ทำอย่างไรให้ความเสี่ยงลดลง ในขณะที่ผลตอบแทนเท่าเดิม หรือลดลงนิดหน่อย เพราะสิ่งที่นักลงทุนกลัวที่สุด คือ กลัวชวดเงินต้น เขาเลยนำการลงทุนมาผนวกกับเงินสด หรือสินทรัพย์ปลอดความเสี่ยงครับ ซึ่งก็ได้แก่ พันธบัตรรัฐบาล เงินฝากธนาคาร เป็นต้น พวกนี้ เงินต้นไม่หายไปไหนแน่นอน และตราบใดที่ประเทศยังไม่ล้มละลาย ความเสี่ยงต่อการลงทุนในสินทรัพย์พวกนี้ ก็เป็นศูนย์ครับ ตำแหน่ง Rf คือ Risk-free rate of return หรือ ผลตอบแทนของทรัพย์สินปลอดความเสี่ยงครับ

พอลากเส้นจากจุด Rf ไปสัมผัสกับเส้นโค้ง Efficient curve จะได้พอร์ตการลงทุนใหม่ออกมาครับ อยู่นอกเขตสีฟ้า ซึ่งความเสี่ยงต่ำกว่าพอร์ตการลงทุนเดิมเสียอีก เรียกเส้นนี้ว่า Sharpe Ratio แล้วก็มาเลือกครับว่า เราพอใจกับความเสี่ยง แค่ไหน ลากเส้นจากแกน x ตามค่าความเสี่ยงที่เราพอใจ ขึ้นไป ก็จะพบสัดส่วนการลงทุนที่เราพอใจครับ

จากการคำนวณแล้ว ตำแหน่ง x ในกราฟจะเป็นตำแหน่งที่ดีที่สุด ในการลงทุนครับ เลยตำแหน่ง x ขึ้นไปบนเส้น Sharpe Ratio จะกลายเป็นการกู้เงิน มาลงทุนครับ ซึ่งความเสี่ยงจะสูงจนน่าใจหาย

ฉะนั้นเราถึงได้ยินกันบ่อย ๆ ครับว่า ให้นักลงทุนทั้งหลาย แบ่งเงินส่วนหนึ่ง ไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล หรือ เงินฝากธนาคาร ก็เป็นเพราะเหตุนี้ละครับ มันไปช่วยลดความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนให้โดยอัตโนมัติ

ในการเรียนไฟแนนซ์ขั้นสูงขึ้นไป ยังมีการนำสถิติไปใช้อีกเยอะครับ แม้กระทั่งอนุกรมฟูริเยร์ ที่ท่านเอดส์สรรเสริญนักหนา ก็ถูกนำไปใช้ครับ เพราะเรื่องเกี่ยวกับการเงินนี่ มันเป็นที่สุดของโลก ฉะนั้นการคำนวณขั้นสุดยอดทั้งหลาย ต้องเอามาใช้ให้หมดครับ

หากคุณได้เรียนวิศวกรรมไฟฟ้า คุณจะได้พบกับอนุกรมหัวฟู ริอ่าน ร้องเย้ นี่ละครับ เอาไปคำนวณแยกสัญญาณดี ออกจาก noise หรือ สัญญาณรบกวน อย่างที่ท่านเทพเอ็ดดี้ เคยพล่ามไปแล้วใน แด่ ฟูริเยร์ ผู้ยิ่งใหญ่ โดยการแปลงแกนเวลา ไปเป็นแกนความถี่ ผ่านกรรมวิธีที่มีชื่อโคตรเท่ว่า ฟูริเยร์ทรานซ์ฟอร์ม ทีนี้ตามทฤษฎีคลื่น เขาว่า ไม่ว่ากราฟคลื่นจะหน้าตาประหลาดสักเท่าไหร่ จะสามารถนำมาแยกออก จนที่สุดแล้ว กลายเป็นซายน์เวฟหลาย ๆ อันประกอบกัน

   

ด้านซ้าย เป็นภาพกราฟซายน์เวฟ

ด้านขวา เป็นซายน์เวฟที่ออกมาจากเครื่องออสซิโลสโคป

ทีนี้เขาเลยเอาราคาหุ้น ราคาน้ำมัน หรือราคาทองคำ มาพล็อตกราฟครับ แล้วใช้การคำนวณอันมหัศจรรย์นี้ แยกมันออกมาว่า มันประกอบด้วยซายน์เวฟหน้าตาเป็นอย่างไร ความถี่เท่าไหร่ กี่อัน ผสมกันอยู่ ตามทฤษฎีแล้ว หากแยกกราฟคลื่นซายน์ออกมาได้ ก็จะหาสมการตัวแทนของกราฟคลื่นซายน์นั้นได้ คราวนี้ก็สนุกซีครับ เพราะพอได้สมการออกมาแล้ว การคาดราคาหุ้น น้ำมัน หรือ ทองคำ ก็เป็นหมูในอวย

แต่ในความเป็นจริงแล้ว ราคาของหุ้น น้ำมัน หรือ ทองคำ ประกอบด้วยสมการเป็นแสน ๆ ล้าน ๆ สมการ หรือ คลื่นซายน์เวฟ แสน ๆ ล้าน ๆ อัน ผสมกันอยู่ครับ หมายความว่า นักลงทุนคนหนึ่งมีนิสัยการลงทุนแบบหนึ่ง ก็คือ คลื่นซายน์เวฟ ๑ สมการ ทีนี้คนลงทุนเก็งกำไรมันมีเป็นหมื่นเป็นแสนล้านคน ก็หมายถึง สมการซายน์เวฟ เป็นร้อย ๆ ล้าน ๆ สมการ รวมกันออกมาเป็นกราฟราคาหุ้นนั่นละครับ

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยภายนอก อันคาดเดาไม่ได้ เช่น พายุเฮอริเคน แผ่นดินไหว ฯลฯ เป็นสมการใหม่ ๆ เพิ่มเข้าไปในกราฟราคาหุ้นทุกวัน การคาดการณ์ราคาจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลยครับ ต้องใช้ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์คำนวณทีเดียว และคำนวณแล้ว ก็ยังไม่ได้ถูกต้องร้อยเปอร์เซนต์ เพราะการเคลื่อนตัวของราคาหุ้นเป็นไปแบบสุ่ม หรือ random

หากอยากทดลองเอาอนุกรมหัวฟู ร้องเย้ มาคำนวณกันเล่น ๆ มันมีโปรแกรมหนึ่งครับ ชื่อ MATLAB เราก็เอาจุดที่ใช้พล็อตราคาหุ้น มาทำการทรานซ์ฟอร์มให้ไปอยู่ในแกนความถี่ ก็จะเห็นเลยครับว่า มีความถี่อะไรผสมอยู่บ้าง ซึ่งในการแสดงความถี่ที่ละเอียดยิ่งขึ้น เขาจะใช้กราฟแบบสามดีครับ แสดงผลเป็นสเป็คตรัม

เอาละ ก่อนที่จะระห่ำบ้าคณิตศาสตร์ไปมากกว่านี้ คนอ่านจะหัวฟูยิ่งกว่า ท่านฟูริเยร์ ทั้งหลายที่พล่ามมานี้ ก็เพียงอยากจะบอกละครับว่า ไอ้วิชาการทั้งหลายแหล่ ที่เราเรียนอัด ๆ มันเข้าไป ตั้งแต่เตรียมอนุบาล อนุบาล ประถม มัธยม จนถึงมหาลัย จบด็อกเตอร์ ๓ ใบ มันเอาไปใช้อะไรได้บ้าง บางคนอาจจะคิดว่า ข้าพเจ้ามาพล่ามอะไรอยู่ได้ อ่านไม่รู้เรื่อง ก็เพราะท่านไม่ได้เรียนวิชาสถิติไงครับ เช่นเดียวกับเด็ก ๆ ทั้งหลาย ที่ไม่เคยเรียนสถิติ แล้วก็เฝ้าสงสัยว่า จะเรียนวิชาสถิติ ไปทำแม้วอะไร หากนำวิชาการที่ข้าพเจ้าพล่ามมาทั้งหมดนี้ ไปบอกนักเรียน ม.ต้น หรือ ม.ปลาย เขาจะเข้าใจไหมครับ คนเขียนหลักสูตร เขาจึงไม่ได้บอกว่า มันเอาไปใช้อะไรได้บ้าง จับยัดเยียดให้เรียนไปก่อน เอาเฮอะ... เดี๋ยวเอ็งเรียนไปแล้ว วันหนึ่ง ก็จะเข้าใจเองว่า มันเอาไปใช้อะไรได้ เอาไปใช้ในวิชาไฟแนนซ์เชียวนะเฟ้ย...

และไฟแนนซ์ที่ว่าเจ๋งโคตร ๆ เป็นที่สุดของโลก ยังมีที่ยิ่งกว่านั้นครับ เหนือโลกขึ้นไปเลย

ไฟที่เหนือกว่าไฟแนนซ์ก็คือ ไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ ครับ ไฟทั้งสามนี้ มันลนจิตลนใจของเรามาแต่อ้อนแต่ออกทีเดียว หากดับมันได้ มันสุขเหลือจะกล่าวเลยครับ ไม่ต้องไปเหนื่อยเรียนไฟแนนซ์เพื่อเป็นที่สุดของโลก ให้วุ่นวาย เพราะเราจะข้ามไปอยู่เหนือโลกทีเดียว

ข้าพเจ้าได้ร่ำเรียนสรรพวิชาทางโลกมามากมาย สุดท้ายก็ไม่ได้ใช้สักอย่างเดียวครับ เพราะข้าพเจ้ามาค้นพบ ธรรมะอันนำออกเสียซึ่งโลก ทำให้อยู่เหนือโลก วิชาการทั้งหลาย เรียนให้ตายอย่างไร ก็ยังอยู่ในโลกวันยังค่ำ มันไร้ค่ายิ่งนัก ในสายตาของผู้แสวงหา พระนิพพาน

ฉะนั้นใครเบื่อเรียนวิชาการทางโลก มาบวชกันดีกว่าครับ หนุกกว่าเยอะ ไม่มีแคลคูลัสให้ปวดกบาล ไม่มีฟิสิกส์ให้ขี้จุกตูด  ไม่มีเคมีให้อ้วกเป็นเลือด ไม่มีชีวะให้สิวขึ้น ไม่มีวิชาสังคมให้นอนไม่หลับ ไม่มีวิชาภาษาไทยภาษาอังกฤษให้นั่งเรียนจนเป็นริดสีดวง มีแต่ธรรมะอันเป็นแก่นแท้ของชีวิต

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ

กราฟทั้งหลาย เอามาจากเว็บนี้ครับ http://www.moneychimp.com/articles/risk/sharpe_ratio.htm

ปล. ไปอ่านประวัติของอีตาวอร์เร็น บัฟเฟ็ต แล้ว ถ้าอยากเป็นพ่อมดการเงิน ต้องมีสายตา หรือ มุมมองไม่เหมือนใครด้วยครับ ทางพุทธศาสนาเขาเรียกว่า อนาคตังสญาน การหยั่งรู้อนาคต การคาดการณ์อนาคตอันแม่นยำ ตอนแรก ๆ แกไปสนใจบริษัทโค้กครับ ตอนที่บริษัทโค้กกำลังแย่ ราคาหุ้นติดฟลอร์ จะเจ๊งมิเจ๊งแหล่ ข่าวร้ายเพียบ เฮียแกกลับมองว่า แม้ราชินีควีนอลิซาเบ็ธยังเสวยโค้กเลย มันจะเจ๊งได้อย่างไร ว่าแล้วก็ไปช้อนซื้อหุ้นโค้ก ราคาถูกเป็นขี้มา แล้วสุดท้ายมันก็เป็นไปดังคาดครับ บริษัทโค้ก ไม่ได้เจ๊ง และหวนกลับมาทำกำไรมหาศาล

และที่สำคัญกว่านั้น ต้องมีบุญเก่าด้วยครับ หากไม่ทำบุญสะสมไว้แต่ชาติก่อน ๆ ตาวอร์เร็น ก็จะเป็นแค่ลุงแก่ ๆ นักวิชาการ การเงิน ธรรมดา ๆ คนหนึ่งครับ หากจะเอากันด้านวิชาการอย่างเดียว มีคนเก่งกว่าแกเยอะครับ แต่เฮียแกเจ๋งกว่าคนอื่นตรงที่มีบุญเก่า ทำมาเยอะ หรือที่คนทั่วไปเรียกกันว่า "ดวงเฮง" ความเฮงนี่ มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญนะครับ เป็นกฏแห่งกรรม ทั้งสิ้น

ฉะนั้นถ้าชาตินี้ เรียนกันจนหัวฟูแล้วฟูอีก ก็ยังไม่รวยเหมือนตาลุงแกเสียที ก็รีบทำบุญเข้าครับ ไม่รวยชาตินี้ อาจจะรวยชาติหน้า

หรือคิดเสียว่า ลุงแกรวยฉิกหายเลย แต่ก็ยังไม่มีความสุข ที่สุดก็ต้องตาย ความตายเป็นทุกข์อย่างยิ่ง อย่างนั้นทำบุญอย่าไปหวังรวยชาติหน้ากันเลยครับ หวังไม่ต้องเกิดกันดีกว่า เมื่อไม่ต้องเกิด มันก็ไม่ต้องตาย โอ้โห...เจ๋งกว่าอีตาวอร์เร็น เสียอีก

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ชา่ตินี้วอเรนต์แกก็บุญเยอะครับ

ปีก่อนแกพึ่งประกาศบริจาค 80% ของทรัพย์สินที่มี(ไม่ใช่ของรายได้ครับ ของทั้งหมดที่มี) ให้กับมูลนิธิ เมลินดา-เกตต์ เพื่อสนับสนุนการศึกษา และวิจัยโรคมะเร็ง รวมวงเงินที่บริจาคกว่า หกหมื่นล้านดอลลาห์

ต้นปีที่ผ่านมา ออกมาเรียกร้องให้มีการปฏิรูประบบภาษี โดยกล่าวว่าในระบบภาษีปัจจุบันทำให้คนรวย(อย่างตัวแกเอง) จ่ายภาษีน้อยเกินไป

สนับสนุนภาษีมรดก เพราะทรัพย์สินไม่ควรผูกขาดเป็นของตระกูลใดตระกูลหนึ่ง

ได้รับยกย่องว่าเป็นผู้บริหารที่มีธรรมาภิบาลสูงสุดคนหนึ่งในโลก ผู้ถืิอหุ้นของเบิร์กไชน์สามารถเลืิอกให้บริษัทบริจาคเงินให้แก่องค์กรการกุศลใดก็ได้ที่ต้องการ(แต่ละคนจะมีโควต้าตามจำนวนหุ้นที่ถือ) แล้วแกจะจัดการให้

เคสที่สร้างชื่อกระฉ่อนให้คือการเข้ากอบกู้กิจการธนาคารโซโลมอนซึ่งมีปัญหาหนี้เสียจำนวนมาก บัฟเฟตไม่ยอมทิ้งธนาคารในเวลาวิกฤติ แต่เข้าไปนั่งบริหารเอง ด้วยเหตุผลว่าถ้าธนาคารล้ม ผู้ฝากเงินจะเสียหาย(แกขายหุ้นธนาคารนี้ทิ้ง หลังแกแก้ปัญหาจบในอีก 3 ปีถัดมา)double wink

#1 By house on 2008-09-24 11:26

แย้งนิดคือในด้านฝีมือ คงหาคนเก่งกว่าลุงแกยากครับ แกเป็นศิษย์หัวแก้วหัวแหวน ของเบน เกรแฮม บิดาแห่งวิชาวิเคราะห์หลักทรัพย์ และนักลงทุนระดับตำนานหลายสิบคนยกให้แกเป็นไอดอล(เช่น โมนิท พับราย, ปีเตอร์ ลินท์, บิล มิลเลอร์, เออวิงค์ คาร์น, วิลเลียม รูเน่, มาริโอ กาเบลลิ)

#2 By house on 2008-09-24 11:34

สนุกมากครับหลวงพี่
ส่วนตัวแล้วเป็นคนไม่มีหัวทางธุรกิจเท่าไหร่
แต่ที่สาขา มีอาจารย์ทำงานด้าน Risk Control อยู่เหมือนกัน ใช้แคลคูลัส+สถิติ ในการจับตัวงาน

Hot!

#4 By Eddy on 2008-09-24 12:19

ตอบความเห็นที่ ๑

สมัยหนึ่ง พระสารีบุตรพร้อมภิกษุทั้งหลาย เดินไปในป่า ไปเจอลำรางเล็ก ๆ แทนที่พระสารีบุตร จะถกสบงขึ้นเล็กน้อย แล้วเดินข้ามไป ให้สมกับเป็นภิกษุที่มีกายสังวร

ท่านกลับขัดเขมร กระโดดแผล่ว ข้ามไปครับ

ภิกษุทั้งหลาย งงกันใหญ่ว่า ทำไมพระที่สูงส่งถึงขนาดเป็นอัครสาวกเบื้องขวาของพระพุทธเจ้า จึงมีกิริยาไม่สำรวมเช่นนั้น

รีบแจ้นไปฟ้องพระพุทธเจ้า พระพุทธเ้จ้าตรัสตอบว่า นั่นเป็น "นิสสัย" ของพระสารีบุตร ที่ติดตัวมาแต่ชาติก่อน ๆ เพราะเธอเคยเกิดเป็นลิง เสียหลายชาติ มิได้มีเจตนาแต่อย่างใด

มีเพียงพระพุทธเจ้าเท่านั้นที่ละ "นิสสัย" ได้

ทำนองเดียวกัน ตาวอร์เร็น นี่ ก็มีนิสสัยชอบทำบุญ มาแต่ปางไหน ๆ แล้วครับ ดูจริยาในชาติปัจจุบัน ก็จะพอประเมินได้ว่า ในอดีตมีจริยาเช่นไร

ตอบความเห็นที่ ๒

เหนือฟ้า ย่อมมีฟ้า เหนือมาม่า ย่อมมีไวไวครับ เพียงแต่คนที่เก่งกว่า ไม่ได้รวยเท่าตาลุงบัฟเฟ็ต และไม่เป็นที่รู้จัก หรือได้รับการยอมรับจากคนทั่วไปเท่าลุง เท่านั้นเอง

ยิ่งไปกว่านั้นครับ เอาแค่ญาณตัวเดียวในพระพุทธศาสนานี่ ก็เหนือกว่าแกแล้วครับ

เอา "เจโตปริยญาณ" ไปสักตัวหนึ่ง ญาณหยั่งรู้ใจคนอื่น มีญาณนี้อย่าว่าแต่จะรวยเท่าแกเลย รวยกว่าแกสักแสนเท่าก็ทำได้

แต่ธรรมชาติก็แสนจะออกแบบมาให้สมดุลย์ครับ เพราะผู้ที่ยังมีความโลภอยู่ จะไม่มีทางได้ญาณตัวนี้

ฉะนั้นผู้ที่ได้ญาณตัวนี้ ก็จะไม่ออกมาทำมาหากินแบบลุงวอร์เร็นครับ

ทำให้เข้าใจไปได้ว่า ไม่มีใครเก่งเกินลุงแก

ขอยืนยันว่า "มีครับ"

มีญาณอีกหลายตัวครับ ไม่ว่ายกตัวไหนมาก็รวยทั้งนั้นครับ

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#5 By Dhammasarokikku on 2008-09-24 12:44

ฮิฮิ เมื่อวานอู๊พ วันนี้ ซากอ้อย

เจาคิดว่าเจาไม่รู้เรื่องยากๆพวกนี้หรอกค่ะ ^^; วันๆทำอะไรเรียบๆไปตามประสาไม่ปวดหัวดี

Hot! Hot! Hot!

#6 By Rinna ♥ on 2008-09-24 12:55

ถือว่าแลกเปลี่ยนกันก็แล้วกันครับหลวงพี่

คห แรก ความหมายคือ อย่าว่าแต่บุญเก่าเลย บุญปัจจุบัน เราก็ยังทำได้ไม่เท่าเขา ฝีมือก็ไม่เท่าเขา จะเอาอะไรไปรวยกว่าเขาเล่า?

เรื่องคนเก่งกว่า แต่ไม่โลภก็คงมีจริงครับ แต่คงนับนิ้วได้ เคยมีคนถามวอร์เรนต์ว่า ทำไมเบน เกรแฮม ที่เป็นอาจารย์ของแก ถึงทำผลงานสู้ตัวแกกับลูกศิษย์หลายๆคนไม่ได้ วอร์เรนต์ตอบว่า เพราะเบนปรารถนาความรู้ยิ่งกว่าเงินทอง ซึ่งก็คงจริง เพราะช่วงหลังเกษียณ เกรแฮม เขียนหนังสือออกมาเยอะมาก แต่กลับไม่ค่อยได้ลงทุนด้วยตัวเองเท่าไหร่(โอนลูกค้าไปให้บิล รูเอน ซึี่่งเป็นลูกศิษย์บริหารแทน)

แต่เรื่องได้ญาณแล้วรวยนี่ผมยังติดใจอยู่
ดูง่ายๆอย่างเจโตปริยญาณ หลวงพี่ก็บอกเองว่า กราฟน้ำมันประกอบจากความโลภกับความกลัวของคนหลายพันล้าน คำถามคือรู้วาระจิตของคนเหล่านั้นทั้งหมดแล้วแปลงเป็นกลยุทธได้มีประสิทธิภาพจริงหรือ? น่าจะยากมาก รู้เยอะไม่ได้แปลว่าจะตัดสินใจถูกเลย ความสามารถในการตัดสินใจเลือกจังหวะเข้าออกจากตลาดอีกล่ะ?

อนาคตังคญาณก็เหมือนกัน ผมไม่เชื่อว่าญาณนี้มีอำนาจไร้ขอบจำกัด หลักฐานคือการพยากรณ์นิตยโพธิสัตย์ของอดีตของพระพุทธเจ้าเอง

พระพุทธเจ้าเลือกพยากรณ์เฉพาะพระโพธิสัตย์ฺที่พระองค์มั่นใจแล้วว่าจะไม่เปลี่ยนใจสละพุทธภูมิ ซึ่งพระพุทธเจ้าของเราก็ต้องบำเพ็ญเพียรเป็นเวลานาน ก่อนที่จะได้รับการพยากรณ์ นั่นแสดงว่าก่อนหน้านั้น มีปัจจัยความไม่แน่นอน ที่เบี่ยงเบนอนาคตได้อยู่ตลอดเวลา(เช่น พระโพธิสัตย์พระองค์นั้นตัดสินใจสละพุทธภูมิ) ดังนั้นอนาคตจึงไม่เทีั่ยง(เพราะไม่งั้นเราึก็ควรปล่อยตัวไปเรื่อยๆ เพราะอนาคตโดนกำหนดไว้แล้ว) แต่อนาคตเกิดจากกรรมเก่า+กรรมปัจจุบัน แล้วกระจายตัวออกมาในรูปของความน่าจะเป็น

การตัดสินใจบนพื้นฐานของความน่าจะเป็นคงต้องการความรู้มากกว่าญาณเพียวๆ

นอกเหนือจากญาณ ทุนก็เป็นองค์ประกอบสำคัญมาก รู้อนาคต รู้ทุกอย่าง ไม่มีเงินลงทุน ก็สงสัยจะจบเห่ การสะสมทุนต่อเนื่องเป็นสิบๆปี การพัฒนาความรู้ึความสามารถต่อเนื่องล้วนเป็นปัจจัยสำคัญทั้งสิ้น

คำถามคือ คนมีญาณเหล่านี้ มีความรู้พร้อม ทุนพร้อม องค์ประกอบพร้อมที่จะประสบความสำเร็จ แต่เลือกจะไม่ทำเพราะความโลภมีกี่คน

ผมว่าเข้าใกล้ 0 ให้อย่างมากไม่เกินร้อยคน

สิ่งสุดท้าย คือวิสัยของผู้ได้ญาณ เป็น 1 ใน อจินไตย 4 ไม่สามารถรู้ได้ด้วยการคิด การตรึกว่า ได้ญาณแล้วจะรวยอย่างหลวงพี่ก็ดี หรือได้ญาณแล้วยังไม่รวยกว่าแกอย่างผมก็ดี แท้จริงแล้วเราไม่มีทางรู้ได้เลย คิดไปเองทั้งสิ้น

ดังนั้นแล้ว พิจารณาจากหลักฐานเชิงประจักษ์ในปัจจุบัน ผมเชื่อว่ามีผู้มีความสามารถเหนือกว่าวอเรนต์ บัฟเฟต น้อยมากในโลก(แต่คงมี)

surprised smile

#7 By house on 2008-09-24 13:15

โอ้ย ตาแฉะ 5555+

จะเตรียมสอบ intro to stat อยู่พอดี

อุส่าหนีมานั่งเล่นคอมอยู่นี่

ดันเจอ แสตทฉบับไฟแนนซ์เข้าให้ ฮา

แต่จากไฟแนนซ์ กลายเป็นไฟราคะ โทสะ โมหะเสียได้

ไม่น่าเชื่อว่ามันมาคล้องจองกันได้เพียงนี้ 555+



เอาหล่ะ แต่มีกำลังใจไปอ่านหนังสือละ

สถิติ เค้าก็มีประโยชน์



จนกว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง........ไกลจริงๆเน้อ
ขอให้ชาตินี้ไปถึงด้วยเถ้อะ ไม่อยากเริ่มใหม่แล้ว

#8 By VaNneSSa on 2008-09-24 13:23

ตอบความเห็นที่ ๗

อ่า...พระโพธิสัตว์ เขียนอย่างนี้คร๊าบ

แหม...ถ้ามีญาณอย่างนั้นแล้วไม่ฉลาดใช้ ก็รวยไม่ได้เหมือนกันละครับ

หากข้าพเจ้าได้ญาณตัวนี้ ข้าพเจ้าจักไปหยั่งรู้ใจผู้ลงทุนมากมายทำไม

รู้แค่คนสองคนก็พอแล้ว รวยเละแล้ว

เอ้า...สมมุติว่า ข้าพเจ้ามีญาณนี้ ข้าพเจ้าจะเข้าไปหาผู้ที่ประกาศขาย เลห์แมน บราเดอร์

บอกว่า ข้าพเจ้ามีญาณวิเศษนี้ ข้าพเจ้ารู้ว่า คนที่ต้องการจะซื้อเลห์แมน ต้องการซื้อที่ราคาเท่าไหร่

คุณไม่เชื่อหรือ งั้นข้าพเจ้าจะอ่านใจท่านให้ดู

ถ้าดีลนี้สำเร็จ ข้าพเจ้าขอแค่เปอร์เซนต์เดียว

พอนึกภาพต่อไปออกไหมครับว่า จะเกิดอะไรขึ้น

ทำสัก ๑๐ เคส ก็รวยล้นฟ้าแล้วครับ

หรืออ่านใจประธานาธิปดีสหรัฐ แล้วเอาไปบอกกลุ่มอัลกออิดะ ขอค่าข่าวสักพันล้านดอลล่าร์

หรืออ่านใจเจ้าของบ่อน้ำมันซาอุ แล้วเอาไปขายให้นักลงทุนในตลาดน้ำมัน

เห็นหรือยังครับว่า ญาณทั้งหลายแหล่นี้ มันวิเศษยังไง

หรืออนาคตังสญาณ รู้เหตุการณ์ในอนาคต

รู้ว่า เศรษฐกิจสหรัฐต้องพัง แบงค์ดอลล่าร์จะกลายเป็นกระดาษเช็ดตูด คนทั่วโลกจะหันกลับไปเชื่อถือทองคำมากกว่า ก็จัดการไปซื้อทองมาตุนไว้

เรื่องทุนนี่ก็เห็นด้วยละครับว่า ถึงจะรู้ แต่ไม่มีทุน ก็แค่นั้น

ทุนนี้ก็มาจากบุญเก่าด้วยครับ

แต่อย่างไรก็ดี ข้าพเจ้าก็ยังเชื่อครับว่า ไม่จำต้องมีทุนเลย มีแต่ญาณวิเศษเพียว ๆ กับปัญญาอีกเล็กน้อย ก็หาตังค์เข้ากระเป๋าได้ ไม่รู้เท่าไหร่

เอากันแบบเบเบ๋ที่สุด ไม่ต้องใช้สมองคิดมาก ก็ลองเอาไปดูว่าหวยจะออกเลขอะไร ซื้อมาเลยครับคู่หนึ่ง ๘๐ ถึง ๑๐๐ บาท ก็ได้ทุนมาตุนแล้วเป็นล้าน จากนั้นจะเอาไปทำอะไรก็เอาไปทำครับ

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#9 By Dhammasarokikku on 2008-09-24 13:42

#9
เออ เล่นแบบหลวงพี่เป็นดีลเมกเกอร์ก็ได้นี่ เวิร์คครับ

เอ ผมก็นึกว่า โพธิสัตว์ นี่ต้องใช้สัตย-ซื่อสัตย์ซะีอีก จำผิดรึนี่

เขียนยาวๆอย่าว่ากันนะครับ ผมมันพวก skepticism+positivist+วิจิกิจฉา ท่วมสมอง(แล้วไว้จะมีคำถามมาถามใหม่)open-mounthed smile

#10 By house on 2008-09-24 13:55

การลงทุนด้วยศีล สมาธิ ปัญญา
ความเสี่ยงน้อย ผลตอบแทนสูง
คุ้มกว่า confused smile

#11 By klu (124.121.183.88) on 2008-09-24 14:12

จบเศรษฐศาสตร์มาครับ แต่เกี่ยวกับ stat นี้ หลายตัว รวมไปถึง Quantitative Analysis ด้วย แถมไปถึง calculus ด้วย อ่อนมาก ๆ ไม่รู้จบมาได้อย่างไร แต่ก็ยังดี ที่ชอบกราฟ ชอบดูกราฟ อ่านกราฟ สนุกกว่านั่งคำนวณเยอะ ประมาณว่าให้ลูกน้องคำนวณ แล้วเรามานั่งดู สนุกกว่าเยอะ

จำได้ว่าวันที่สัมภาษณ์เข้าเรียนมหาวิทยาลัย อาจารย์ถามว่า เศรษฐศาสตร์ คือ อะไร ตอบไม่ถูก ยังดีที่ท่านยังให้ผ่านเข้าไปเรียน จบมาจำแม่นเลยครับว่า
เศรษฐศาสตร์ คือ วิชาที่ว่าด้วยการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอันมีอยู่อย่างจำกัด เพื่อสนองความต้องการของมนุษย์ ที่มีอยู่อย่างไม่จำกัด

แต่ตอนนี้เมื่อได้มาศึกษาพระพุทธศาสนา ทำให้รู้ว่าวิชาที่ร่ำเรียนมาแทบตาย ผิด ผิด ตรงนิยามเลย ความต้องการของมนุษย์ ( โลภะ ) จำกัด และกำจัด ได้ด้วย ทาน ศีล สมาธิ และปัญญา

ศาสตร์ ทุก ศาสตร์ ในโลก ไม่มีอะไรเกินพระพุทธศาสน์ครับ

สาธุ สาธุ อนุโมทามิHot!

#12 By mahaoath on 2008-09-24 17:38

ตอบความเห็นที่ ๖

ความจริง ข้าพเจ้าเรียนมามากกว่านี้อีก แต่จบมาจำได้แค่เนี้ยะ{e13] และที่จำได้ เพราะมันโดนใจหยั่งเรงนิ สงสัยมานานแล้วว่า วิชาสถิติ เอาไปทำอะไรได้

ตอบความเห็นที่ ๙

ดูท่าท่านจะเป็นพุทธจริตนะ พระพุทธเจ้าสรรเสริญอยู่ ๒ จริตครับ คือ พุทธจริต กับสัทธาจริต

พุทธจริตนี่คิดเยอะ เชื่อยาก มีกำลังใจเข้มแข็ง ข้อดีบานอยู่แล้ว ส่วนสัทธาจริต ทำไมถึงดี มันดีเพราะถ้าเชื่อถูกคน ถูกทาง บรรลุเร็วครับ

ในอนุพุทธประวัติ มีภิกษุที่ได้เป็นเอตทัคคะด้านศรัทธาวิมุตติ เสียด้วย คือ หลุดพ้นด้วยกำลังแห่งศรัทธา ชื่อ พระวักกลิเถระ

ท่านติดใจรูปร่าง ทรวดทรงองค์เอว พระพักตร์ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นพระพุทธเจ้าครับ นั่งดูได้ทั้งวัน ไม่เป็นอันทำอะไร ไปฟังเทศน์ก็มีเจตนาไปดูพระพุทธเจ้าเป็นหลัก ไม่ได้เจริญสมณธรรม

พระพุทธเจ้าจึงยังเธอให้สังเวชด้วยการขับออกจากสำนัก พระวักกลิเดินคอตกออกจากสำนัก จะไปโดดภูเขาตายทีเดียว พอสิ้นอาลัยในร่างกาย เป็นตายเท่ากัน พระพุทธเจ้าก็เปล่งฉัพพรรณรังสี ไปแสดงธรรม โป๊ะเช๊ะ...บรรลุอรหัตตผลเลยครับ

นี่คือหลุดพ้นกับแบบเปี่ยมศรัทธา

ส่วนพุทธจริตนั้น เป็นคนคิดเยอะ ต้องอาศัยกรอบความคิดครับ ไม่งั้นจะไปคิดอะไรที่มันนอกลู่นอกทาง

ท่านแนะให้เจริญกรรมฐานกองต่อไปนี้ครับ

๑. มรณานุสสติกรรมฐาน กองนี้ใช่ ต้องใช่แน่ ๆ มันเป็นอะไรที่ทำยาก ต้องให้เธอแก้เลยครับ เพราะพุทธจริตจะกำลังใจสูง มองเห็นตามความเป็นจริงว่า ความตายเป็นเรื่องธรรมดา มีเกิด ก็ต้องมีตาย แต่ถ้าเป็นจริตแบบอื่น แค่คิดก็หัวโกร๋นแล้วครับ

๒. อาหาเรปฏิกูลสัญญา พิจารณาอาหารว่า เป็นสิ่งปฏิกูล อันนี้คิดค้นให้ละเอียด ก็จะคลายความเมามันในการกินครับ เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติมาก

๓. อุปสมานุสสติ ระลึกถึงพระนิพพานเป็นอารมณ์

๔. จตุธาตุววัตถาน พิจารณาแยกร่างกายออกเป็นธาตุ ๔ ดิน น้ำ ไฟ ลม ต้องมีปัญญาจริง ๆ ถึงจะมองเห็นครับ

ทั้ง ๔ กองนี้กำหนดมันไว้เป็นกรอบครับ เมื่อไหร่ที่ฟุ้งซ่าน ก็ให้มันฟุ้งซ่านในกรอบนี้ อย่าไปฟุ้งเรื่องอื่น ไม่นานก็สำเร็จครับ

เรื่องความยาวของเม้นท์ ตามสบายเลยครับ เพราะข้าพเจ้าเองก็เม้นท์ยาวเหยียดเหมือนกัน

positivist นี่นักมองโลกในแง่ดีอะป่าว หรือ นักทำเลือดให้เป็น เลือดบวกconfused smile

เอ...แล้วไปติดใจอะไรคุณวอร์เรน มากครับนี่ ถึงได้รู้อะไรเยอะไปหมด

หรือว่า...อยากเป็นพ่อมดกะเขาบ้าง

ตอบความเห็นที่ ๑๑

สาธุครับ

ตอบความเห็นที่ ๑๒

อื้อหือ...คำนิยามนี้ ไม่ได้ยินมานานมากแล้ว รู้สึกจะได้ยินตอนเรียน microeconomic กับ macroeconomic ตอนปี ๑ ครับ

นับถือ ๆ

เห็นด้วยครับ ไม่มีอะไรเกินพุทธศาสน์

สาธุ ๆ เช่นกันครับ

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#13 By Dhammasarokikku on 2008-09-24 18:43

ท่านอธิบายได้สนุกมากค่ะ ขนาดไม่ชอบเรื่องหุ้น เรื่องอะไรแบบนี้ยังสนุก ได้ความรู้เพิ่มขึ้นด้วยค่ะ

แต่รู้อะไรก็ไม่สู้รู้พระธรรม จริงๆ ค่ะ

สาธุ
โอ...เขียนได้สนุกมากเลยค่ะbig smile

#15 By (^_^)/nana on 2008-09-25 09:10

บัฟเฟต เป็นไอดอลคนนึงของผมครับ(มีอีกหลายคน) ถือว่าผมยกเป็นครูก็แล้วกัน

จะเอาใครเป็นอย่าง ผมก็คิดว่าไม่ใช่แค่กรี๊ดกร๊าด แต่ต้องรู้ให้หมดว่าเขาทำยังไง คิดยังไง มีทักษะอะไรบ้าง จะได้รู้ว่าต้องฝึกตัวเองยังไงในแต่ละด้าน

เอาว่าหนังสือเกี่ยวกับบัฟเฟต ทั้งโดยตรงโดยอ้อม ถ้าแปลไทย 80% ผมมี และผ่านตา แล้วก็อ่านเลยไปถึง
หนังสือของอาจารย์ของบัฟเฟตทั้งสองคน ตอนนี้กำลังอยากได้เล่มใหม่ของพับราย ที่ประกาศตัวเป็นลูกศิษย์มาอ่านด้วยเหมือนกัน(แต่เวลาไม่มีsad smile )

เป็นพ่อมดนี่คงไม่มีหวัง เอาแค่ลงทุนแล้วไม่ฉิบหายหมดตัว ก็ถือเป็นบุญนักหนาแล้ว

อ่านประวัติของมหาบุรุษทั้งหลายนี่ ผมชอบครับ เป็นงานอดิเรกหนึ่ง อันไหนพอลอกแบบมาทำได้ ก็ลอกๆมา อ่านแล้วรู้ตัวว่าตัวเองยังมีจุดให้ปรับปรุงอีกเยอะsurprised smile

positivist เป็นคำชม(มั้ง) ที่ อ.ท่านหนึ่งให้ด้วยความเอ็นดู แกมหมั่นไส้ครับ แปลไทยรู้สึกจะไม่มี ตอนท่านชมนี่รับด้วยสีหน้าเอ๋อๆ แล้วต้องกลับบ้านมาหาความหมายsad smile

แปลหยาบๆ ก็คงเป็นพวกแสวงหาบทพิสูจน์ครับ ความรู้แน่นอนสำหรับ positivist ต้องได้มาจากบททฤษฏี อันมีกระบวนการคิดและำพิสูจน์รองรับอย่างชัดแจ้งเท่านั้น ไม่เช่นนั้นก็เป็นเพียงข้อคาดการณ์ ได้คำชมนี้มาตอนไม่ยอมสรุปผลตามอาจารย์สั่้งแต่เขียนคำตอบเป็นปลายเปิด (วิชาทางสังคมครับ อ. บอกว่าเหตุผลมากเพียงพอจะสรุป แต่ผมไม่ยอม เนื่องจากถือว่าไม่มีบทพิสูจน์ยืนยัน)sad smile

ถือว่าเป็นคำ(ชม?)ที่ผมภูิมิใจนะ เพราะ positivist เป็นรากฐานของปรัชญาวิทยาศาสตร์ทั้งหมดsurprised smile

#16 By house on 2008-09-25 11:59

ตอบความเห็นที่ ๑๖

โอ๊...เห็นภาพเลยครับ

มี adjective ตัวหนึ่ง ที่แปลว่า มั่นใจอย่างยิ่ง หรือ มั่นใจได้เลย คล้ายคำว่า affirmative ตอนรับคำสั่งในเกมส์นั่นละครับ

คำนั้นคือ positive พบมากในรูป adverb เช่น

I positively agree with you.
ข้อยสิมั่นใจหลาย ๆ กับสู (ภาษาอะไรวะเนี่ยะ)

โถ...ไอ้เราก็นึกว่า มาจาก positive ที่แปลว่า บวก หรือ ในแง่ดี

ในเมื่อท่านเป็นคนที่พอจะคุยรู้เรื่อง ก็ขอนิมนต์ไปฟาดปากกันต่อในเอ็นทรี่ http://akkarakitt.exteen.com/20080906/entry ที่ท่านเคยเม้นท์ไว้

ครั้งก่อนข้าพเจ้าเม้นท์ตอบไว้แบบตัดบท เพราะเกรงว่าท่านจะเป็นพวกคุยไม่รู้เรื่อง ไม่ฟังความเห็นคนอื่น ไม่คุยกันด้วยเหตุด้วยผล มันจะลงเอยด้วยการทะเลาะกัน แล้วไม่เกิดประโยชน์ เลยซ่อนเม้นท์ตัวจริงไว้ แสดงแค่ครึ่งเดียว

ใจจริงข้าพเจ้าอยากดวลให้มันรู้แล้วรู้แร่ดไปว่า เอาพระไปเทียบกับนักการเมืองได้อย่างไร มันคนละฟีลกันเลย

นักการเมืองส่วนใหญ่ใครก็รู้ว่า เข้าไปกอบโกยผลประโยชน์ และต้องโกงให้เนียนที่สุด เท่าที่จะเนียนได้ นักข่าวจึงมีหน้าที่สืบเสาะเคาะแคะแกะให้รู้ว่า ไปคอร์รัปชั่นไว้ตรงไหนบ้าง แต่สำหรับพระ ถ้าคิดว่า จะเข้าไปหาผลประโยชน์ในพระศาสนา เขาก็ไม่ใช่พระแล้วครับ

เรื่องการมีลูกศิษย์ไว้ให้ใช้สอย ก็เทียบกันไม่ได้เลย สำหรับนักการเมือง มีแต่คนอยากเข้าไปถือกระเป๋าให้ เพราะผลประโยชน์มหาศาลรออยู่เบื้องหน้า อาจจะอยู่ในรูป ได้เป็นนักการเมืองบ้าง หรืออาจมีเส้นใหญ่ อะไรก็ว่าไป

แต่มาแบกย่ามให้พระ ได้อะไรครับ ได้บุญ บุญมันเอาไปซื้อข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นในชีวิตได้ไหมครับ

สมัยนี้ ไม่เหมือนเมื่อก่อนนะครับ เมื่อก่อนใครอยากบวช ก็มาเป็นลูกศิษย์พระ ให้พระได้ใช้สอย สั่งสอนอบรม เมื่อบวชแล้ว จะได้เป็นพระที่ดี เดี๋ยวนี้มีใครอยากบวชมั่งครับ

แล้วค่าใช้จ่ายภาระต่าง ๆ ก็ล้านแปด จะมีใครมาอุปัฏฐากพระ ถ้าไม่มีผลประโยชน์ตอบแทน

พระบางรูปต้องจ่ายเงินจ้างลูกศิษย์(ที่ใช้งานได้ ที่ใช้งานไม่ได้มีเป็นเบือเลยครับ)เป็นรายเดือน เหมือนจ้างคนงานนั่นละครับ

เมื่อสถานการณ์ปัจจุบันเป็นอย่างนี้ จะให้พระไม่จับเงิน เหมือนสมัยพุทธกาล มันจะเป็นไปได้อย่้างไรครับ

ยิ่งพวกเด็กวัด หรือ คนใกล้วัดนั่น ยิ่งแล้วใหญ่ ให้พระไปเลี้ยงกระสือยังดีเสียกว่า อย่างน้อยกระสือมันก็โลภน้อยกว่า คนเหล่านี้ และที่สำคัญ กระสือไม่ติดยา และไม่ติดการพนัน

ฉะนั้นแล้ว เกิดพระอยากได้คอมฯสักตัวหนึ่ง ต้องทำอย่างไรครับ ไปจ้างคนที่พอใช้งานได้ มาเป็นลูกจ้างประจำ เพื่อไปซื้อคอมฯตัวเดียว จากนั้นก็ไม่มีอะไรให้ทำอีก

หรือฝากเงินให้ขี้ยา ไปหาซื้อคอมฯให้ อย่างนั้นหรือ?

ข้าพเจ้าเกรงว่า จะได้กาวหลายกระป๋อง มาแทนคอมฯ หรือวันดีคืนดี ก็ถูกยกเค้ากุฏิน่ะซี

ข้าพเจ้าจึงแนะว่า ทางแก้ปัญหา ไม่ใช่ไปใส่ความพระ เอารูปมาประจาน มันไม่เกิดประโยชน์อะไรครับ พระก็ยังเดินห้างต่อไป มหาเถระสมาคมก็ไม่ได้มาดู ทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ พระศาสนาเศร้าหมองลง และคนมีอคติต่อพระมากขึ้น

ฉะนั้นในสโคปที่เราทำได้ คือ "ลงมือ" ทำเลยครับ ในสิ่งที่เราทำได้เพื่อจรรโลงพระศาสนา ซึ่งก็คือ ๓ ข้อที่แนะไป

พระศาสนา อย่างไรมันก็ต้องเสื่อมอยู่แล้วครับ เพราะมันก็เป็นไปตามกฎไตรลักษณ์ มีเกิด เสื่อม แล้วก็สูญสลาย แต่เราอย่าเป็นหนึ่งในผู้ที่ทำให้พระศาสนา เสื่อมเร็วขึ้นเลยครับ

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#17 By Dhammasarokikku on 2008-09-25 13:00

บางคนก็ได้ใช้ บางคนก็ไม่ได้ใช้

เรียนสังคม ไม่ได้ใช้วิทยาศาสตร์ เรียนวิทยาศาสตร์ไม่ได้ใช้สังคม

บางทีเอาเข้าจริงๆ ก็มีสักวันที่ต้องใช้

จริงไหมหลวงพี่

ขอเอา อาสวักขยญาณ ไปกำจัดกิเลส ความอยากรวยในหัวใจ น่าจะดี

เพราะเริ่มอยากก็ทุกข์แล้วสิเรา

คนรวยก็ทุกข์อย่างคนรวย
คนจนก็ทุกข์อย่างคนจน

เฮ้อ.....

ทำไมหนอ เราถึงโง่มาเกิดกัน
ป่ะกลับบ้าน กันเถอะ....

ไปนิพพานกันนะ

^ ^

ใครจะไปยกมือขึ้น

โย่วๆๆๆ

#19 By BB (125.25.99.108) on 2008-09-26 10:42

อยากจะไป ก็ไปด้วยกันนะ
ไปคนเดียว ไม่เอาเหอะ
ขอทำตัว ติดกับเธอ
ขอไปนิพพาน สักหน่อย

อิ อิ

ใครจะเต้นแร็ปไปนิพพานยกมือขึ้น

โย้ว ๆ

#20 By Dhammasarokikku on 2008-09-26 12:01

ปัญญามันอยู่ที่กิ๋นด้วยๆ ไม่งั้นก็เอาตัวไม่รอดหรอก

#21 By ฿฿- Try -฿฿ on 2008-09-26 22:00

อ่านหนังสือแล้วไม่ได้ใช้เท่ากับไม่ได้อ่าน
อ่านหนังสือไร้สาระเท่ากับอ่านหนังสือไม่ออก


#22 By Shuu Exteen on 2008-09-26 22:11

เอิ๊กกกก

น่าปวดหัว

เดี๋ยวฉันต้องเจอกับมันรึนี่

Hot! Hot!

เศร้าเลยยยยยย

#23 By P i G k Y_ P i n K on 2008-09-27 12:17

แวะมาเยี่ยมชมจ้า

Favourites

Favourites

Dhammasarokikku View my profile