แม้เรียนจนรู้แล้วว่า เอาไปใช้อะไรได้ สุดท้ายก็ไม่ได้ใช้ครับ
posted on 23 Sep 2008 21:37 by akkarakitt in Experienceขอแหกโค้งออกนอกกรอบธรรมะไปสักนิดครับ ไปอ่านเอ็นทรี่ เรียนแล้วไม่ได้ใช้ ทำไมถึงต้องเรียน ของท่านเอ็ดดี้ เมอร์ฟี่ สะท้อนใจหยั่งเรงนิ นี่ตูเรียนมาแทบตายห่ะ สุดท้ายก็ไม่ได้ใช้ทำแป๊ะอะไร วันนี้เลยขอถอยออกจากแก่นธรรมะอันหนักหน่วงของการถอดถอนตัวตน มาว่าเรื่องเบา ๆ กันบ้าง ขอออกตัวสักนิดว่า เรื่องนี้เรียนมาเป็นสิบปีแล้วครับ หากมันจะตก ๆ หล่น ๆ ขาด ๆ เกิน ๆ ผิดพลาดไปบ้าง ก็ขออภัยครับ เรียนมานานเนกาเลนักหนาแล้ว จุดประสงค์อยากชี้ให้เห็นเท่านั้นครับว่า สิ่งที่เราเรียน ๆ กัน มันเอาไปใช้อะไร
ก่อนอื่น เอาธรรมนิยาย ของ อ.วศิน ไปฟังก่อนครับ
เคยสงสัยมานานแล้วครับว่า ไอ้วิชา "สถิติ" นี่ เรียนไปทำแม้วอะไร มันเอาไปใช้อะไรได้ ช่วง ม.๕ รู้สึกเป็นไม้เบื่อไม้เมากับมันมาก แต่พอขึ้น ม.๖ ก็ถล่มมันซะเละครับ เนื่องจากสมัยก่อน สถิติจักถูกนำมาออกข้อสอบข้อเขียน หรือข้อสอบอัตนัย ข้อละ ๓ คะแนน (ข้อสอบตัวเลือก ๒ คะแนน) สมัยนั้นไอ้นอร์มอลเคิร์ฟ ที่ใช้อธิบายการกระจายตัวของนักการเมืองหัว เบ้ซ้ายจัด เบ้ขวาจัด นี่ลุยกับมันมานักต่อนักแล้วครับ เข้าห้องสอบเอ็นทร้านซ์นี่ ลุยข้อเขียนก่อนเลยครับ
จนเรียนมหาลัยแล้ว ก็ยังไม่ทราบครับว่า วิชานี้เอาไปใช้ทำซากอ้อยอะไรได้ รู้สึกเหมือนมันเป็นคณิตศาสตร์ที่ห่างไกลความจริง หรือเอาไปใช้ได้ยากอยู่มาก อยู่มาวันหนึ่ง ได้ไปเที่ยว มิวเซียมออฟแมท ที่วอชิงตันครับ ...โอ้พระเจ้าจอร์จ ที่นั่นเองข้าพเจ้าได้พบความอัศจรรย์ของวิชานี้
เขาทำโมเดลจำลองคณิตศาสตร์เป็นรูปนอร์มอลเคิร์ฟครับ โมเดลนั้นหน้าตาคล้ายเกมเกมหนึ่ง ที่หย่อนเหรียญสีดำ สีขาว ลงในช่องจากข้างบนหน่ะครับ ไม่รู้ใช่ โอเทโล่ หรือเปล่า แต่แทนที่จะเป็นเหรียญร่วงลงมา เปลี่ยนเป็นลูกทรงกลมเหมือนลูกเทนนิส ร่วงลงมาแทน พอร่วงลงมาแล้ว ก็มากระทบแผ่นกั้น ที่มีความน่าจะเป็นในการตกไปทางซ้าย เท่า ๆ กับตกไปทางขวา ถัดจากแผ่นกั้นอันนั้นแล้ว ก็จะเจอแผ่นกั้นอันที่อยู่ต่ำลงมา ที่ทำให้มีโอกาสในการตกไปทางซ้าย เท่ากับตกไปทางขวาอีกเหมือนกัน ไล่ลงไปเรื่อย ๆ ครับ ปรากฏว่า ลูกทรงกลมที่ตกลงมาตรงกลาง มีโอกาสตกไปในแผ่นกั้นต่าง ๆ กระจายตัวกันเป็นนอร์มอลเคิร์ฟครับ เห็นแล้วอึ้งครับว่า วิชาสถิตินี้ มันเอาไปใช้งานจริงได้ ค่าความน่าจะเป็นในการตกของลูกทรงกลม กระจายตัวกันเป็นนอร์มอลเคิร์ฟจริง ๆ
เห็นปร๊าบ แล้วนึกถึงเมืองไทยเลยครับ โห...นี่ถ้าเมืองไทยมีมิวเซียม หรือพิพิธภัณฑ์อย่างนี้บ้าง เด็ก ๆ คงประทับใจกันไม่น้อยว่า วิชาสถิติ เป็นวิชาที่นำไปใช้งานได้จริง ไม่เหมือนความรู้อื่นมากมาย เรียนไปแล้วก็ไม่รู้เอาไปใช้อะไร และถ้าสมัยเด็ก ข้าพเจ้าได้เห็นโมเดลนี้ ก็อาจจะอยากเป็นนักคณิตศาสตร์ขึ้นมาบ้าง หันมามองเมืองไทย คณิตศาสตร์ก็ยังเป็นยาขมสำหรับเด็ก ๆ วันยังค่ำ มีแต่จำสูตรบ้า ๆ บอ ๆ ท่องกันเป็นวรรคเป็นเวร เรียนกันเป็นนกแก้วนกขุนทอง เพราะไม่มีอะไรน่าตื่นตาตื่นใจ เหมือนในอเมริกา
กราฟนอร์มอล เคิร์ฟ
หมายเหตุ : สำหรับผู้ที่ไม่เคยเรียนสถิติ หรือ ไม่รู้จักนอร์มอลเคิร์ฟ หน้าตามันเป็นอย่างนี้ครับ ไอ้โมเดลที่ข้าพเจ้าไปเห็นมา เขาปล่อยลูกทรงกลมลงมาตรงหัวระฆัง ตรงกลางนั่นละครับ แผ่นกั้นก็กั้นอยู่ในแนวตั้ง เหมือนภาพข้างบนนี้แล แต่ถี่กว่า แล้วลูกทรงกลมที่ตกลงมาบนพื้น ก็พูนขึ้น ๆ จนกลายเป็นนอร์มอลเคิร์ฟ
กราฟการกระจายตัว แบบระฆังคว่ำนี่แล แสบทรวงผู้ที่รังเกียจวิชาคำนวณ หรือวิชาสถิติ ยิ่งนัก สนใจศึกษาเพิ่มเติมได้ในบล็อกของคุณเอ็ดครับ
นั่นคือเหตุการณ์สมัยเรียนปีสองครับ แม้จะรู้สึกตื่นตาตื่นใจว่า ไอ้ทฤษฎีสถิติที่เรียนมาแทบเป็นแทบตาย กระทั่งเข้ามหาลัยมาแล้ว ก็ยังต้องเรียนอีกหลายตัว ซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันเป็นการกระจายตัวจริง ๆ ของทุกสิ่งบนโลกนี้ ซึ่งก็หมายถึง การประมาณค่า การคาดการณ์ ค่าทางสถิติ ต่าง ๆ ก็จะนำไปใช้งานได้จริงด้วย แต่ก็ยังไม่รู้อยู่ดีละครับว่า มันเอาไปใช้อะไร ทำมาหากินอะไรได้
อย่างเก่ง ก็เอาไปใช้ในการทำรายงาน ที่มีการสุ่มเก็บตัวอย่างข้อมูล นำมาคำนวณ แล้วหาข้อสรุปทางการตลาด
อยู่มาอีกวันหนึ่งครับ ก็ไปเดินเตะการใช้งานวิชาสถิติเข้าจังเบ้อเร่อ จนต้องเอามาฟูมฟายนี่แหละ มันเป็นความอัศจรรย์ของคณิตศาสตร์อีกแล้วครับ ท่านผู้ชม
ข้าพเจ้าเลือกเรียนไมเนอร์ไฟแนนซ์ครับ ชนกับสถิติเข้าเต็ม ๆ
และค่า่สถิติที่เอาไปใช้งานนั้น ก็หอมหวลเหลือเกินครับ เพราะเขาเอาไปใช้คำนวณช่วยเหลือในการตัดสินใจเลือกการลงทุน
วิชาการเงินนี่ เขาเรียกเป็นปลาย ๆ ของผู้ควบคุมเศรษฐกิจโลกเลยนะครับ การเงินการธนาคารนี่ ไปปล่อยกู้ หรือ หากินกับหน่วยเศรษฐกิจล่าง ๆ ลงไป พวกการเกษตร การผลิต การซื้อมาขายไป ล่ะครับ เรียกว่า กุมชะตาเศรษฐกิจโลกไว้ทีเดียว
และวิชาการที่กุมชะตาเศรษกิจโลกนี้ ก็ใช้วิชาสถิติบานเลยครับ เพราะต้องเกี่ยวข้องกับการคาดการณ์ ราคาโน่น ราคานี่ เป็นประจำ เช่น ราคาน้ำมัน ราคาทองคำ ราคาหุ้น ซึ่งราคาทั้งหลายพวกนี้ ล้วนพยายามใช้สถิติมาคาดการณ์ครับ
ในทางการเงินแล้ว เขาเอาตัว สแตนดาร์ด ดีวิเอชั่น (Standard Deviation) หรือ ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ไปนิยามเป็น "ความเสี่ยง" ครับ
อย่างราคาหุ้นนี่ ถ้ามันสวิงค่ามาก เวลาขึ้นก็ขึ้นปู๊ด เวลาลง ก็ลงป๊าด ทางการเงินแล้ว ถือว่าเป็นหุ้นที่มีความเสี่ยงสูงครับ ซึ่งในทางสถิติแล้ว มันก็เป็นเช่นนั้นครับ เพราะค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน คือ ค่่าที่ข้อมูลเบี่ยงออกห่างจากค่าเฉลี่ย หรือ เอ็กซ์บาร์ (คนไม่ถนัดคณิตศาสตร์เริ่มมึนแล้วกระมังนี่ ทนอ่านไปอีกหน่อยครับ รับรองว่า มีประโยชน์ ไม่ต้องไปเรียนไฟแนนซ์ให้เมื่อยตุ้ม) และการลงทุนใด ไม่ว่ามันจะให้ผลตอบแทนสูงเพียงไร หากความเสี่ยงมันสูงมาก ๆ นักลงทุนหรือนักการเงิน ก็จะไม่นิยมครับ ความเสี่ยง เป็นปัจจัยแรก ๆ เลยครับ ของการพิจารณาเลือกลงทุน
ทีนี้เขาก็เอาค่าความเบี่ยงเบนนี้ ไปพล็อตกราฟ เทียบกับ ผลตอบแทน ได้กราฟมาหน้าตาอย่างนี้ครับ
จะเห็นได้ว่า ถ้าลากไปตามเส้นโค้งนี้ เมื่อความเสี่ยงสูงขึ้น ผลตอบแทนก็จะสูงขึ้นหมือนกัน ตามทฤษฎีแล้ว ถ้าลงทุนในเขตสีฟ้า ถือว่า เป็นไปได้ครับ ส่วนสีขาวข้างบน เป็นส่วนที่เป็นไปไม่ได้ครับ มีอย่างที่ไหน ผลตอบแทนสูงขึ้น แต่ความเสี่ยงเท่าเดิม หรือน้อยลง ไม่เป็นไปตามกฎ high risk, high return ครับ
บนเส้น Efficient Frontier เป็นเส้นที่ผู้ลงทุนจะได้ผลตอบแทนสูงที่สุด ณ ที่ระดับความเสี่ยงใด ๆ ครับ
ทีนี้นักการเงินที่เป็นนักคณิตศาสตร์ด้วย ก็นำระนาบนี้มาใช้งานต่อไปครับ เขานำมันมากระจายความเสี่ยงครับ เช่น เลือกลงทุนการเก็งราคาข้าวเปลือก กับ การเก็งราคาทองคำ นำมาพล็อต ก็จะได้กราฟมาหน้าตาแบบนี้ครับ
ให้ Security 1 เป็นการลงทุนเก็งกำไรราคาข้าวเปลือก ซึ่งมีความเสี่ยงต่ำกว่า และผลตอบแทนต่ำกว่า Security 2 ให้เป็นการลงทุนเก็งกำไรจากราคาทองคำ ซึ่งให้ผลตอบแทนสูงกว่า แต่ราคาขึ้นลงผันผวนกว่า ซึ่งก็หมายถึง ความเสี่ยงสูงกว่า นั่นเอง
จุดกึ่งกลางของเส้นประ คือ จุดที่แบ่งเงินลงทุนในการเก็งราคาข้าวเปลือกครึ่งหนึ่ง และ การเก็งราคาทองคำครึ่งหนึ่ง ผลตอบแทนจะเป็นค่าเฉลี่ยของ ๒ การลงทุน ถูกไหมครับ ซึ่งก็คือจุดตรงกลางนั่นเอง แต่เส้น Efficient curve มันเป็นเส้นโค้งครับ ฉะนั้นค่าความเสี่ยง จึงเลื่อนจากจุดกึ่งกลางบนเส้นประ มาอยู่ตำแหน่งบนกราฟที่เขาเขียนว่า 50/50 Mix of Securities 1 and 2 สิ่งที่น่าสนใจคือ ถ้าเราเลือกลงทุน ๒ อย่าง ความสัมพันธ์ของความเสี่ยงกับผลตอบแทน ไม่ได้อยู่บนเส้นตรงครับ แต่จะอยู่บน Efficient curve ซึ่งหมายถึง ค่าความเสี่ยงจะลดลง ตามเส้นสีส้ม ขณะที่ผลตอบแทนเท่าเดิมครับ (งงไหมนี่)
นี่ไงครับ เขาถึงให้กระจายความเสี่ยง อย่าลงทุนในธุรกิจอย่างเดียวโดด ๆ เพราะค่าทางสถิติ คำนวณแล้ว ได้ผลอย่างนี้ครับ เขาจึงแนะให้ลงทุนในธุรกิจเสี่ยงสูง ผลตอบแทนสูงเสียอันหนึ่ง และลงทุนในธุรกิจเสี่ยงน้อย ผลตอบแทนน้อย อีกอันหนึ่ง ความเสี่ยงโดยรวมจากการกระจายการลงทุนจะลดลง ในขณะที่ผลตอบแทนเท่าเดิมครับ ดีกว่าไปลงทุนในธุรกิจอย่างเดียว ที่ให้ผลตอบแทน และมีความเสี่ยง เท่ากับตำแหน่งกึ่งกลางของเส้นประ ครับ
อะฮ้า....ถึงตรงนี้คุณรู้ไหมว่า นี่คือ วิชาสถิติ ล้วน ๆ เลย คุณไม่ต้องรู้วิชาสถิติข้างบนนี้ก็ได้ครับ เอาเป็นว่า ถ้าจะลงทุนในธุรกิจใด โดยทางทฤษฎีแล้ว สมควรกระจายลงทุนในธุรกิจ ตั้งแต่ ๒ อย่างขึ้นไปครับ ความเสี่ยงจะลดลง ในขณะที่ผลตอบแทนเท่าเดิม เห็นหรือยังครับว่า วิชาสถิติ เอาไปใช้อะไรได้
แม้อลัน กรีนสแปร์ หรือ พ่อมดการเงินอย่างวอร์เรน บัฟเฟ็ต ก็ใช้กราฟนี้ครับ ฉะนั้นหากน้อง ๆ คนไหน อยากเป็นพ่อมดการเงินโลกบ้าง ก็หันมาใส่ใจกับวิชาสถิติครับ
ยังไม่จบครับ การนำสถิติไปใช้ในโลกการเงิน ยังไม่จบเพียงเท่านี้ ไปดูกราฟต่อไปครับ
สุดยอดปรารถนาของนักการเงินคือ ทำอย่างไรให้ความเสี่ยงลดลง ในขณะที่ผลตอบแทนเท่าเดิม หรือลดลงนิดหน่อย เพราะสิ่งที่นักลงทุนกลัวที่สุด คือ กลัวชวดเงินต้น เขาเลยนำการลงทุนมาผนวกกับเงินสด หรือสินทรัพย์ปลอดความเสี่ยงครับ ซึ่งก็ได้แก่ พันธบัตรรัฐบาล เงินฝากธนาคาร เป็นต้น พวกนี้ เงินต้นไม่หายไปไหนแน่นอน และตราบใดที่ประเทศยังไม่ล้มละลาย ความเสี่ยงต่อการลงทุนในสินทรัพย์พวกนี้ ก็เป็นศูนย์ครับ ตำแหน่ง Rf คือ Risk-free rate of return หรือ ผลตอบแทนของทรัพย์สินปลอดความเสี่ยงครับ
พอลากเส้นจากจุด Rf ไปสัมผัสกับเส้นโค้ง Efficient curve จะได้พอร์ตการลงทุนใหม่ออกมาครับ อยู่นอกเขตสีฟ้า ซึ่งความเสี่ยงต่ำกว่าพอร์ตการลงทุนเดิมเสียอีก เรียกเส้นนี้ว่า Sharpe Ratio แล้วก็มาเลือกครับว่า เราพอใจกับความเสี่ยง แค่ไหน ลากเส้นจากแกน x ตามค่าความเสี่ยงที่เราพอใจ ขึ้นไป ก็จะพบสัดส่วนการลงทุนที่เราพอใจครับ
จากการคำนวณแล้ว ตำแหน่ง x ในกราฟจะเป็นตำแหน่งที่ดีที่สุด ในการลงทุนครับ เลยตำแหน่ง x ขึ้นไปบนเส้น Sharpe Ratio จะกลายเป็นการกู้เงิน มาลงทุนครับ ซึ่งความเสี่ยงจะสูงจนน่าใจหาย
ฉะนั้นเราถึงได้ยินกันบ่อย ๆ ครับว่า ให้นักลงทุนทั้งหลาย แบ่งเงินส่วนหนึ่ง ไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล หรือ เงินฝากธนาคาร ก็เป็นเพราะเหตุนี้ละครับ มันไปช่วยลดความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนให้โดยอัตโนมัติ
ในการเรียนไฟแนนซ์ขั้นสูงขึ้นไป ยังมีการนำสถิติไปใช้อีกเยอะครับ แม้กระทั่งอนุกรมฟูริเยร์ ที่ท่านเอดส์สรรเสริญนักหนา ก็ถูกนำไปใช้ครับ เพราะเรื่องเกี่ยวกับการเงินนี่ มันเป็นที่สุดของโลก ฉะนั้นการคำนวณขั้นสุดยอดทั้งหลาย ต้องเอามาใช้ให้หมดครับ
หากคุณได้เรียนวิศวกรรมไฟฟ้า คุณจะได้พบกับอนุกรมหัวฟู ริอ่าน ร้องเย้ นี่ละครับ เอาไปคำนวณแยกสัญญาณดี ออกจาก noise หรือ สัญญาณรบกวน อย่างที่ท่านเทพเอ็ดดี้ เคยพล่ามไปแล้วใน แด่ ฟูริเยร์ ผู้ยิ่งใหญ่ โดยการแปลงแกนเวลา ไปเป็นแกนความถี่ ผ่านกรรมวิธีที่มีชื่อโคตรเท่ว่า ฟูริเยร์ทรานซ์ฟอร์ม ทีนี้ตามทฤษฎีคลื่น เขาว่า ไม่ว่ากราฟคลื่นจะหน้าตาประหลาดสักเท่าไหร่ จะสามารถนำมาแยกออก จนที่สุดแล้ว กลายเป็นซายน์เวฟหลาย ๆ อันประกอบกัน
ด้านซ้าย เป็นภาพกราฟซายน์เวฟ
ด้านขวา เป็นซายน์เวฟที่ออกมาจากเครื่องออสซิโลสโคป
ทีนี้เขาเลยเอาราคาหุ้น ราคาน้ำมัน หรือราคาทองคำ มาพล็อตกราฟครับ แล้วใช้การคำนวณอันมหัศจรรย์นี้ แยกมันออกมาว่า มันประกอบด้วยซายน์เวฟหน้าตาเป็นอย่างไร ความถี่เท่าไหร่ กี่อัน ผสมกันอยู่ ตามทฤษฎีแล้ว หากแยกกราฟคลื่นซายน์ออกมาได้ ก็จะหาสมการตัวแทนของกราฟคลื่นซายน์นั้นได้ คราวนี้ก็สนุกซีครับ เพราะพอได้สมการออกมาแล้ว การคาดราคาหุ้น น้ำมัน หรือ ทองคำ ก็เป็นหมูในอวย
แต่ในความเป็นจริงแล้ว ราคาของหุ้น น้ำมัน หรือ ทองคำ ประกอบด้วยสมการเป็นแสน ๆ ล้าน ๆ สมการ หรือ คลื่นซายน์เวฟ แสน ๆ ล้าน ๆ อัน ผสมกันอยู่ครับ หมายความว่า นักลงทุนคนหนึ่งมีนิสัยการลงทุนแบบหนึ่ง ก็คือ คลื่นซายน์เวฟ ๑ สมการ ทีนี้คนลงทุนเก็งกำไรมันมีเป็นหมื่นเป็นแสนล้านคน ก็หมายถึง สมการซายน์เวฟ เป็นร้อย ๆ ล้าน ๆ สมการ รวมกันออกมาเป็นกราฟราคาหุ้นนั่นละครับ
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยภายนอก อันคาดเดาไม่ได้ เช่น พายุเฮอริเคน แผ่นดินไหว ฯลฯ เป็นสมการใหม่ ๆ เพิ่มเข้าไปในกราฟราคาหุ้นทุกวัน การคาดการณ์ราคาจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลยครับ ต้องใช้ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์คำนวณทีเดียว และคำนวณแล้ว ก็ยังไม่ได้ถูกต้องร้อยเปอร์เซนต์ เพราะการเคลื่อนตัวของราคาหุ้นเป็นไปแบบสุ่ม หรือ random
หากอยากทดลองเอาอนุกรมหัวฟู ร้องเย้ มาคำนวณกันเล่น ๆ มันมีโปรแกรมหนึ่งครับ ชื่อ MATLAB เราก็เอาจุดที่ใช้พล็อตราคาหุ้น มาทำการทรานซ์ฟอร์มให้ไปอยู่ในแกนความถี่ ก็จะเห็นเลยครับว่า มีความถี่อะไรผสมอยู่บ้าง ซึ่งในการแสดงความถี่ที่ละเอียดยิ่งขึ้น เขาจะใช้กราฟแบบสามดีครับ แสดงผลเป็นสเป็คตรัม
เอาละ ก่อนที่จะระห่ำบ้าคณิตศาสตร์ไปมากกว่านี้ คนอ่านจะหัวฟูยิ่งกว่า ท่านฟูริเยร์ ทั้งหลายที่พล่ามมานี้ ก็เพียงอยากจะบอกละครับว่า ไอ้วิชาการทั้งหลายแหล่ ที่เราเรียนอัด ๆ มันเข้าไป ตั้งแต่เตรียมอนุบาล อนุบาล ประถม มัธยม จนถึงมหาลัย จบด็อกเตอร์ ๓ ใบ มันเอาไปใช้อะไรได้บ้าง บางคนอาจจะคิดว่า ข้าพเจ้ามาพล่ามอะไรอยู่ได้ อ่านไม่รู้เรื่อง ก็เพราะท่านไม่ได้เรียนวิชาสถิติไงครับ เช่นเดียวกับเด็ก ๆ ทั้งหลาย ที่ไม่เคยเรียนสถิติ แล้วก็เฝ้าสงสัยว่า จะเรียนวิชาสถิติ ไปทำแม้วอะไร หากนำวิชาการที่ข้าพเจ้าพล่ามมาทั้งหมดนี้ ไปบอกนักเรียน ม.ต้น หรือ ม.ปลาย เขาจะเข้าใจไหมครับ คนเขียนหลักสูตร เขาจึงไม่ได้บอกว่า มันเอาไปใช้อะไรได้บ้าง จับยัดเยียดให้เรียนไปก่อน เอาเฮอะ... เดี๋ยวเอ็งเรียนไปแล้ว วันหนึ่ง ก็จะเข้าใจเองว่า มันเอาไปใช้อะไรได้ เอาไปใช้ในวิชาไฟแนนซ์เชียวนะเฟ้ย...
และไฟแนนซ์ที่ว่าเจ๋งโคตร ๆ เป็นที่สุดของโลก ยังมีที่ยิ่งกว่านั้นครับ เหนือโลกขึ้นไปเลย
ไฟที่เหนือกว่าไฟแนนซ์ก็คือ ไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ ครับ ไฟทั้งสามนี้ มันลนจิตลนใจของเรามาแต่อ้อนแต่ออกทีเดียว หากดับมันได้ มันสุขเหลือจะกล่าวเลยครับ ไม่ต้องไปเหนื่อยเรียนไฟแนนซ์เพื่อเป็นที่สุดของโลก ให้วุ่นวาย เพราะเราจะข้ามไปอยู่เหนือโลกทีเดียว
ข้าพเจ้าได้ร่ำเรียนสรรพวิชาทางโลกมามากมาย สุดท้ายก็ไม่ได้ใช้สักอย่างเดียวครับ เพราะข้าพเจ้ามาค้นพบ ธรรมะอันนำออกเสียซึ่งโลก ทำให้อยู่เหนือโลก วิชาการทั้งหลาย เรียนให้ตายอย่างไร ก็ยังอยู่ในโลกวันยังค่ำ มันไร้ค่ายิ่งนัก ในสายตาของผู้แสวงหา พระนิพพาน
ฉะนั้นใครเบื่อเรียนวิชาการทางโลก มาบวชกันดีกว่าครับ หนุกกว่าเยอะ ไม่มีแคลคูลัสให้ปวดกบาล ไม่มีฟิสิกส์ให้ขี้จุกตูด ไม่มีเคมีให้อ้วกเป็นเลือด ไม่มีชีวะให้สิวขึ้น ไม่มีวิชาสังคมให้นอนไม่หลับ ไม่มีวิชาภาษาไทยภาษาอังกฤษให้นั่งเรียนจนเป็นริดสีดวง มีแต่ธรรมะอันเป็นแก่นแท้ของชีวิต
เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ
กราฟทั้งหลาย เอามาจากเว็บนี้ครับ http://www.moneychimp.com/articles/risk/sharpe_ratio.htm
ปล. ไปอ่านประวัติของอีตาวอร์เร็น บัฟเฟ็ต แล้ว ถ้าอยากเป็นพ่อมดการเงิน ต้องมีสายตา หรือ มุมมองไม่เหมือนใครด้วยครับ ทางพุทธศาสนาเขาเรียกว่า อนาคตังสญาน การหยั่งรู้อนาคต การคาดการณ์อนาคตอันแม่นยำ ตอนแรก ๆ แกไปสนใจบริษัทโค้กครับ ตอนที่บริษัทโค้กกำลังแย่ ราคาหุ้นติดฟลอร์ จะเจ๊งมิเจ๊งแหล่ ข่าวร้ายเพียบ เฮียแกกลับมองว่า แม้ราชินีควีนอลิซาเบ็ธยังเสวยโค้กเลย มันจะเจ๊งได้อย่างไร ว่าแล้วก็ไปช้อนซื้อหุ้นโค้ก ราคาถูกเป็นขี้มา แล้วสุดท้ายมันก็เป็นไปดังคาดครับ บริษัทโค้ก ไม่ได้เจ๊ง และหวนกลับมาทำกำไรมหาศาล
และที่สำคัญกว่านั้น ต้องมีบุญเก่าด้วยครับ หากไม่ทำบุญสะสมไว้แต่ชาติก่อน ๆ ตาวอร์เร็น ก็จะเป็นแค่ลุงแก่ ๆ นักวิชาการ การเงิน ธรรมดา ๆ คนหนึ่งครับ หากจะเอากันด้านวิชาการอย่างเดียว มีคนเก่งกว่าแกเยอะครับ แต่เฮียแกเจ๋งกว่าคนอื่นตรงที่มีบุญเก่า ทำมาเยอะ หรือที่คนทั่วไปเรียกกันว่า "ดวงเฮง" ความเฮงนี่ มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญนะครับ เป็นกฏแห่งกรรม ทั้งสิ้น
ฉะนั้นถ้าชาตินี้ เรียนกันจนหัวฟูแล้วฟูอีก ก็ยังไม่รวยเหมือนตาลุงแกเสียที ก็รีบทำบุญเข้าครับ ไม่รวยชาตินี้ อาจจะรวยชาติหน้า
หรือคิดเสียว่า ลุงแกรวยฉิกหายเลย แต่ก็ยังไม่มีความสุข ที่สุดก็ต้องตาย ความตายเป็นทุกข์อย่างยิ่ง อย่างนั้นทำบุญอย่าไปหวังรวยชาติหน้ากันเลยครับ หวังไม่ต้องเกิดกันดีกว่า เมื่อไม่ต้องเกิด มันก็ไม่ต้องตาย โอ้โห...เจ๋งกว่าอีตาวอร์เร็น เสียอีก
เจริญยิ่งในธรรม ฯ


)

ปีก่อนแกพึ่งประกาศบริจาค 80% ของทรัพย์สินที่มี(ไม่ใช่ของรายได้ครับ ของทั้งหมดที่มี) ให้กับมูลนิธิ เมลินดา-เกตต์ เพื่อสนับสนุนการศึกษา และวิจัยโรคมะเร็ง รวมวงเงินที่บริจาคกว่า หกหมื่นล้านดอลลาห์
ต้นปีที่ผ่านมา ออกมาเรียกร้องให้มีการปฏิรูประบบภาษี โดยกล่าวว่าในระบบภาษีปัจจุบันทำให้คนรวย(อย่างตัวแกเอง) จ่ายภาษีน้อยเกินไป
สนับสนุนภาษีมรดก เพราะทรัพย์สินไม่ควรผูกขาดเป็นของตระกูลใดตระกูลหนึ่ง
ได้รับยกย่องว่าเป็นผู้บริหารที่มีธรรมาภิบาลสูงสุดคนหนึ่งในโลก ผู้ถืิอหุ้นของเบิร์กไชน์สามารถเลืิอกให้บริษัทบริจาคเงินให้แก่องค์กรการกุศลใดก็ได้ที่ต้องการ(แต่ละคนจะมีโควต้าตามจำนวนหุ้นที่ถือ) แล้วแกจะจัดการให้
เคสที่สร้างชื่อกระฉ่อนให้คือการเข้ากอบกู้กิจการธนาคารโซโลมอนซึ่งมีปัญหาหนี้เสียจำนวนมาก บัฟเฟตไม่ยอมทิ้งธนาคารในเวลาวิกฤติ แต่เข้าไปนั่งบริหารเอง ด้วยเหตุผลว่าถ้าธนาคารล้ม ผู้ฝากเงินจะเสียหาย(แกขายหุ้นธนาคารนี้ทิ้ง หลังแกแก้ปัญหาจบในอีก 3 ปีถัดมา)
#1 By house on 2008-09-24 11:26