ธรรมนิยาย เรื่อง แสงเทียน ของ อ.วศิน อินทสระ ตอนที่ ๖ ถ่านไฟเก่า้

ตอนที่แล้ว พอลงรถไฟมา ที่สถานีรถไฟ Paris Nord ก็เอ๋อ ๆ อยู่พักหนึ่งครับ เดินวนเวียนดูไดอะแกรม แผนที่ทางรถไฟ แถว ๆ สถานีนั้น

อุ๊ย....ตายห่ะ แมร่งมีสถานีชื่อเดียวกันอยู่ตั้ง ๔ สถานี สถานีที่ถูกต้อง ต้องลงท้ายด้วย Central บักเสี่ยวเที่ยวยุโรปจริง ๆ กรู

เล็ง ๆ หาคนแถวสถานี เจอเด็กนักเรียนหน้าตากระจุ๋มกระจิ๋ม หนุ่มขี้หลี ก็จัดการปรี่เข้าไป.. ส่งข้อความถามทาง เป็นภาษาขนมจีบ เอ้ย...ภาษาอังกฤษ

สาวน้อยน่ารักคนนั้น ทำหน้าเข้าใจสิ่งที่ข้าพเจ้าถามเป็นอย่างดี แต่เจือกตอบเป็นภาษาฝรั่งเศส

...กรูจะรู้เรื่องไหมเนี่ยะ ไม่เป็นไร ใช้เวิบทูเดา เล็ง ๆ เอาจากท่าทางชี้โบ้ชี้เบ้ของเขา

หลังจากงก ๆ เงิ่น ๆ อยู่พักใหญ่ ๆ เดินไปตามถนนหนทาง โอ้...ท่านทราบไหมครับว่า ตามถนนหนทางของมหานคร กรุงปารีสที่สวยเลิศเลอ มีอะไรประดับประดา เรียงรายเต็มไปหมด

ขี้หมา ครับ

คนปารีสคงจะขี้เหงาอะครับ เลยมีขี้หมาเต็มเมืองไปหมด

และแล้วก็ได้มาเที่ยวปารีส สมใจนึกบางลำพูจนได้ อย่างแรกที่พุ่งตรงไปเลยคือ หอไอเฟิ่ล ซึ่งก็มีลิฟต์พาขึ้นไป เสียตังค์ กับเดินขึ้นไป ไม่เสียตังค์ คุณคิดว่า คนโคตรพ่อโคตรแม่งก อย่างข้าพเจ้าจะเลือกทางไหนละครับ

โอ้โห...ระหว่างเดินก็ชมสถาปัตยวิศวประติมากรรมศาสตร์ชิ้นนี้ แห๊ม....อะไร ๆ มันก็อลังการไปเสียหมด น็อตตัวนึง ใหญ่เท่าตึก ขึ้นไปจนสุดบันไดครับ ใคร ๆ ที่ว่าเก๋า เขาว่าเขี้ยวลากดิน แต่ข้าพเจ้าเก๋ากว่า ลิ้นห้อยลากพื้นเลยครับ

ยังไม่ทันหายเหนื่อย ก็เจอป้ายบอกว่า ต่อจากนี้ต้องขึ้นลิฟต์ไป(เท่านั้น) ค่าขึ้นลิฟต์ ราคาเท่านั้นเท่านี้ฟรังค์ (จำราคาไม่ได้แล้ว...แพงเหมือนกันแล)

ไอ้บาดโซ้ป......หลอกกรู ใครบ้างละครับ ที่ทอดน่อง ขึ้นไปถึงตรงนั้นแล้ว จะไม่ขึ้นไปให้ถึงจุดที่สูงที่สุด

หลังจากซับเลือด ที่เกิดจากอาการช้ำใจ ออกหมดแล้ว ก็ตัดใจ จ่ายมันไปครับ แล้วก็ขึ้นลิฟต์ไปสู่จุดสูงสุดในปารีส

ดมกลิ่นของเมืองหลวงที่สวยที่สุดในโลก จากยอดหอไอเฟิ่ล จนอิ่มปอด คุ้มกับเลือดที่เสียไปแล้ว ก็ลงครับ บินเดี่ยวครับ บินเดี่ยว ไม่มีแมวที่ไหนให้ไปถ่ายรูปคู่ด้วย รู้สึกกล้องก็ไม่ได้เอาไปด้วยกระมัง และคงไม่มีแมวที่ไหนยินดีไปนอนข้างทางกับข้าพเจ้าเป็นแน่ โอ้ย...วัยหนุ่มอันแสนตื่นเต้นเร้าใจ ผ่านไปหมดแล้วครับ

เสร็จแล้วก็ไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ลูฟ อ้อ...จำได้ละ เอากล้องไปด้วย เพราะจำได้ว่า ไปถ่ายรูปคู่กับโมนาลิซ่ามาด้วย และรูปปั้นไนกี้ออฟอะไรสักอย่างที่เรียนในวิชาฮิสตรี้ออฟอาร์ต เมื่อตอนปีหนึ่ง เป็นรูปคนมีปีก แล้วอาจารย์อธิบายว่า "บางเบา ราวกับจะเหิร" ก็มีวางโชว์อยู่ด้วย

ไอ้รูปทั้งหลายที่มันดัง ๆ หน่ะ ไปดูของจริง โอ้...พระเจ้า รูปแมร่งใหญ่เท่าฝาห้องเรียนเลย เขาวาดกันได้ยังไงฟระ

ชื่นชมกับผลงานของเหล่าศิลปินจนเป็นที่พอใจแล้ว (ความจริงก็ไม่ได้มีหัวศิลป์อะไรเท่าไหร่ แล้วก็ไม่ได้ชื่นชอบการดูภาพศิลปะเสียด้วย ดูไปงั้น ๆ เองแหละ เดี๋ยวจะหาว่า มาไม่ถึงปารีส) ก็มาถึงขั้นตอนสำคัญของชีวิต จะขึ้นไปนอนบนรถไฟอีกหรือ ก็เกรงจะโดนชาร์จพิเศษแบบขามา อ๊ะ...นอนข้างทางกันดีฝ่า

หิวน้ำครับ ก็เดินวนหาร้านค้า เจอปั๊มคิวเอทครับ เดาเอาเองครับว่า ร้านสะดวกซื้อในปั๊ม น่าจะไม่แพง แล้วก็เข้าไปหาซื้อน้ำดื่ม

แทบไม่เชื่อสายตาตัวเองครับ โค้กกระป๋องละ ๘๐ บาท น้ำเปล่าก็ราคาไม่แตกต่างกัน เพราะเป็นน้ำแร่ สุดท้ายก็ไป นะจังงัง ที่เช้วไวน์ครับ อื๋อ...ราคาเท่าโค้กเลย บางขวดถูกกว่าเสียด้วย อ้อ...นึกได้ละ ที่เขาว่า ไวน์ฝรั่งเศสถูกกว่าโค้ก เป็นอย่างนี้นี่้เอง ไม่ใช่ว่าไวน์มันถูกหรอก แต่โค้กแมร่งแพงซาด เย็นวันนั้นเลยกินไวน์เป็นอาหารเย็น เป็นเทเบิ้ลไวน์ถูก ๆ อะครับ พอเมาแล้ว ส้วมยังนอนได้เลย จะไปกังวลทำไม ก็เล็ง ๆ ดูครับ

อ๊ะนั่น...ป่าช้า น่าลองนอนอย่างยิ่ง

เสียดายเขาล้อมกำแพงไว้สูงลิ่ว ถ้ากำแพงมันเตี้ย ๆ คงได้ปีนเข้าไปนอนคุยกับผีฝรั่งเศสเป็นแน่

ก็มาจุ้มปุ๊กในสวนสาธารณะแห่งหนึ่งครับ ทีแรกก็นึกว่า นอนได้ เลยนั่งหรา กระดกไวน์เพลินเลย พอโดนไล่ คราวนี้เลยย้ายไปอีกสวนหนึ่ง หลบ ๆ หน่อย แล้วก็นอนในถุง อย่างเดิมนั่นละ

อยากไปเที่ยวถนนฌอง เอลิเซ่ อยู่เหมือนกัน แต่ก็หาไม่เจอ ไปแล้วก็คงไม่รู้จะซื้ออะไร โถ...ค่าโรงแรมยังไม่ยอมจ่าย จะไปยอมซื้ออะไรง่าย ๆ รึ เที่ยวปารีสไปสักพัก ก็รู้สึกว่า ค่าครองชีพที่นี่ มันแพงเหลือเกิน อย่ากระนั้นเลย ข้ามประเทศไปเที่ยวสเปนดีก่า

เย้...ปลายทาง "บาร์เซโลน่า" ครับ จอดด้วย

โบกมือบ๊ายบายฝรั่งเศส ได้ภาษาฝรั่งเศสมาคำหนึ่งครับ แมคซี = merci = ขอบคุณ ครับ

รถไฟสเปนนี่ ไม่เสียตังค์เพิ่มครับ แต่เสียเวลา รถไฟเขา ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง เหมือนของบ้านเราเลยครับ ไปถึงบาร์เซโลน่า สายไปเกือบสามชั่วโมง ฝรั่งในรถบ่นเป็นหมีกินผึ้ง

อ๊ะ...จะนอนข้างทางอีก คงไม่ดีแน่ โง่มานานแล้ว ลองไปซื้อหนังสือ Budget Guide to Europe มาเปิดอ่านดู อย่างเดียวกับที่เคยซื้อ Budget Guide to USA เมื่อสมัยไปล่องนาวาเกรย์ฮาวน์ที่ประเทศลุงแซมมา

โถ...ยูทโฮสเทล (Youth Hostel=ที่พักชนิดหนึ่ง คล้ายหอพักนักศึกษา) ที่นั่น ก็คืนละ ๖-๘๐๐ บาทเท่านั้นเองครับ กรูมัวประหยัดทำแป๊ะอะไรนี่

ว่าแล้วเข้าพักที่โฮสเทลแห่งหนึ่ง นอนที่นอนแบบดอร์ม เป็นห้องรวม เตียงสองชั้นหน่ะครับ ห้องน้ำรวม เพราะมันถูกสุด แล้วก็ออกไปแร่ด

อย่างแรกก็ต้องอิ่มก่อน เลยไปเดินดูตลาด อ๊าาาาาา........พบน้ำแอปเปิ้ลลิตรละ ๖-๗๐ บาท ถูกกว่าที่ฝรั่งเศสบานเลย แถมสมัยก่อน น้ำแอ๊ปเปิ้ลในเมืองไทย ไม่ได้มีขายเกลื่อนเหมือนปัจจุบันนะ เลยซื้อมาสักลิตรสองลิตร วนไปดูแถวผลไม้ โอ๊วววว...แม่เจ้า สตรอเบอรี่กิโลละไม่กี่บาท ลูกบะเฮิ่มเลย กินสตรอเบอรี่แทนข้าวดีฝ่า

สบายแล้วกรู ค่าครองชีพระดับนี้ คงอยู่ที่นี่ได้อีกนาน

ตกดึก มีสาวมะกันเด็ก ๆ มาแต่งหน้าอยู่ในห้องน้ำครับ เลยถามเขาว่า จะไปไหนหรือ

เขาบอก ที่เขามาสเปน ก็เพื่อมาเที่ยวเธคแห่งหนึ่งนี่ละครับ ไม่รู้จักหรือไง เธคนี้ดังข้ามประเทศเชียวนา

อืม...ประสาคนสอดรู้สอดเห็น ก็ลองตามเขาไปครับว่า ไอ้เธคที่อุตส่าห์ข้ามน้ำข้ามทะเลมาเที่ยว มันหน้า่ตาเป็นอย่างไร

มันเป็นเธคบนเรือที่จอดอยู่ริมน้ำครับ  ในพื้นที่เดียวกันนี่ มีสามเธค เปิดเพลงคนละแนว ไอ้ที่อัศจรรย์มาก คือ มีอยู่เธคนึง เปิดเพลงของพิงค์ฟรอยด์ เธอะวอลล์ ครับ

เด็กรุ่นใหม่คงไม่รู้จัก มันเป็นแนวโปรเกรสซีฟร็อค ที่หาเธคในเมืองไทย ก็ไม่มีที่ไหนเปิดครับ แต่อาจพบได้ในพวกร็อคผับ

ข้าพเจ้าก็อินไปกับโปรเกรสซีฟร็อคนั่นสักพัก สมัยนั้นยังไม่นิยมแด๊นซ์กระจายครับ ประกอบกับต้องประหยัด แล้วเหล้ามันแพง อยู่ไม่นานก็กลับครับ

ตื่นเช้ามา โอ๊ว....เหมือนได้กลับไปอยู่กรุงเทพฯ เลยครับ รถติดแต่เช้า และคนทั้งหลายก็บีบแตรใส่กันทำไมก็ไม่รู้

อยู่สเปนไปจนหมดโค้วต้า แล้วก็กลับสตุ๊ตการ์ตครับ

ขาบินกลับนี่พอดีต้องไปแวะเปลี่ยนเครื่องที่อัมสเตอดัม รอหลายชั่วโมงเหมือนกัน เลยออกไปแร่ดข้างนอกต่อ ไปเจอ Queen's Birthday พอดี แหม...เขารื่นเริงกันดีครับ ร้านรวงทั้งหลาย เขาปิดกันหมด เมืองทั้งเมืองกลายเป็นเมืองปาร์ตี้ครับ คนแห่แหนกันออกมาตามท้องถนน ที่นั่นยาเสพติดอ่อน ๆ เช่นกัญชา หรือยาอี เป็นสิ่งเสพติด ถูกกฎหมายครับ โสเภณีก็ถูกกฎหมายครับ และที่นี่ท่านก็คงทราบดีใช่ไหมว่า เป็นถิ่นกำเนิดของเบียร์ไฮเนเก้น กับอัมสเทล ความจริงอัมสเทลเก่ากว่านะครับ แต่เป็นของรัฐ (วิสาหกิจด้วย อะป่าว ไม่แน่ใจ) มันก็เลยไม่หวือหวา เหมือนไฮเนเก้น ไอ้เราเห็นเขากินกันก็น้ำลายสอครับ แต่แก้วหนึ่งแพงมากเลยครับ แก้วหนึ่ง ๕ กิลเดอร์ได้กระมัง กิลเดอร์นึงสมัยก่อนก็ราว ๆ ๒๐-๒๑ บาท แก้วหนึ่งประมาณ ๒๐๐ ซีซีได้มั๊ง แล้วจะแพงขึ้นไปอีก ถ้าไปผสมกับกระทิงแดงของไทย

กระทิงแดงของไทยที่โน่น หน้าตาไม่เหมือนที่เมืองไทยนะครับ เป็นกระป๋องเหมือนฉลามบุก นั่นแล

ตัดใจควักจ่ายไป ๒ แก้ว แมร่งเป็นเบียร์ที่โคตรของโคตรของโคตรอร่อยเลยครับ เหมือนเพิ่งออกมาจากโรงกลั่น เย็นวาบ พอดี ๆ แล้วก็... ไม่เอาแล้วเว้ย!!! แพงเหลือเกิน ไอ้ข้าพเจ้ามันพวกคอทองคำเปลว ชุบไททาเนี่ยมซะด้วย กว่าจะเมาคงหมดเป็นหมื่น เลยเลิกดีกว่า

กลับบ้านเฮา

ก่อนกลับได้ภาษาสเปนมาคำนึงครับ กรรรร๊าสเซียสส์ (ต้องรัวลิ้นเล็กน้อยด้วยนะครับ)  = gracias = ขอบคุณ

จบการท่องยุโรปแต่เพียงเท่านี้

อ๊ะ...มีคนสงสัยครับว่า ข้าพเจ้าแบกอุปกรณ์ลอดหูลอดตาศุลกากรมาได้อย่างไร ไม่ยากครับ ลักษณะอุปกรณ์นั้นมี ๑๒ ชิ้น เป็นแท่งยาว ๆ ข้าพเจ้าก็ไปเดินเวียนเข้าเวียนออก ร้านขายของที่ระลึก วน ๆ อยู่ตรงที่เขาขายช็อคโกแล็ตนั่นแล หาช็อคโกแล็ตที่แพ็คเกจมันเป็นแท่ง ๆ ยาว ๆ ทอบเบอร์โลนก็ไม่ยาวพอ อ๊ะ...นั่นไง เจอจนได้ แล้วก็จัดการหม่ำช็อคโกแล็ตเสียให้หมดครับ แล้วยัดอุปกรณ์นั่นลงไปแทน อย่างเนียน

หรือแม้เขาจับได้ ก็บอกว่า เป็นอุปกรณ์หลอดไฟฟ้าครับ เพราะหน้าตามันก็ดูไม่น่ามีราคาสักเท่าไหร่ บอกว่าหลอดละพัน เขาก็คงเชื่อ เสียภาษี ๕ เปอร์เซนต์กระมัง ไม่ซีเรียส

จบภาคตะลุยยุโรป

edit @ 19 Oct 2008 23:03:01 by Dhammasarokikku

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

chocco 12 แท่ง ไม่อ้วนตายเหรอครับ...

open-mounthed smile


ของโปรดกั๊บ


confused smile confused smile confused smile cry cry cry

#2 By Dhammasarokikku on 2008-09-28 12:07

ใครน๊าเที่ยวว่าคนอื่นเรื่องกินช๊อคโกแลต และสุดท้ายก็ต้องมากินช๊อคโกแลตเหมือนกัน แถบมีเจตนาหลบเลี่ยงภาษีอากรอีกต่างหาก กระทงหลังนี่ ไว้มีเวลาจะไปยื่นฟ้องศาลปกครอง

ฝากหลวงตาช่วยเตือน ๆ ด้วยว่า ระวังช๊อคโกแลตจะลวกปาก หรือไม่ก็เป็นโรคความดันทุเรียนสูง ...เช่นกันค่ะ

#3 By คนเกลียดกาแฟเข้าไส้ (58.8.121.24) on 2008-09-28 16:29

ตอบความเห็นที่ ๓

โห...

กลิ่นโกโก้หอมเตะจมูกมาถึงนี่

นึกว่า ขับรถหนีไปอีกแล้วซะอีก

อุส่าห์ยิงขีปนาวุธ ความแม่นยำสูงไป นึกว่าไม่โดนซะแล้ว เห็นเงียบไป

แหม... พอไม่เกี่ยวกับธรรมะละโผล่มาเชียว (เล็งหาทางเอาคืนน่าดู)

เรื่องที่เล่ามานี่เป็น อดีต อดู อดูเ้ด้น ไปแล้วครับ แค่เอามาเล่าสู่กันฟังฮา ๆ ก็บอกแล้วว่า ข้าพเจ้าเป็นสัตว์นรกมาก่อน หากมิได้มาพบธรรมะของพระผู้มีพระภาค ซึ่งหลวงพ่อเป็นผู้นำมาปรับให้เข้ากับยุคสมัย ยังไม่รู้จะไปลงเอยที่เสาไฟฟ้าต้นไหนเลย

ฉะนั้น ผู้มีพระคุณของข้าพเจ้า จึงห่มผ้าเหลืองเหมือนกับของท่าน และเป้าหมายของข้าพเจ้า ก็สมควรเป็นของท่านด้วย

ลองไปค้น ๆ คำสารภาพของคนขี้เมา เอ็นทรี่เก่า ๆ หน่ะครับ แล้วจะทราบว่า ทำไมกาแฟมันถึงร้อนแรงนัก (เพราะมันผสมวอดก้า ครับ)

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#4 By Dhammasarokikku on 2008-09-28 16:56

ขอบพระคุณในความเห็น...

^^ ว่างๆแวะไปเยีย่มเยียนบ่อยๆนะครับ..
เรากำลังคอยความคิดเห็นจากท่าน

อิอิ

#5 By +seta_kunjara+ on 2008-09-28 20:08

ยังคงเปรี้ยวจนตอนสุดท้าย อิอิ

#6 By Rinna ♥ on 2008-09-28 23:45

สนุกดีอะค่ะ

#7 By momoocha on 2008-09-29 07:43

วิ่งไปหาคำสารภาพของคนขี้เมาอยู่ในหลายกระทู้ อย่างไรก็หาไม่เจอ สงสัยมีอะไรมาบังตา หรือศรศิลป์จะไม่กินกับคนเมาอย่างแรงซะมั้งคะ ใบหน่อยได้ไหมคะว่าอยู่ที่ไหนจะได้ตามไปศึกษา

กราบนมัสการลา

#8 By มนตรา (58.8.121.142) on 2008-09-29 17:42

ตอบความเห็นที่ ๘

อยู่ใน Achives Jul 2008 คับ เรื่อง อุทาหรณ์จากใจคนขี้เมา

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#9 By Dhammasarokikku on 2008-09-29 17:53

merci เพื่อนเราที่เรียนฝรั่งเศสเค้าออกเสียงว่า แมคซี นะ r ออกเสียงเปน ค.ควายแบบน่ากัวๆ

gracia มันต้องมี s ไม่ใช่เหรอ 55 ไม่รุดิ เราเรียนสเปนได้เทอมเดียวเอง เหอๆ แต่อาจารย์เค้าออกเสียงว่า กร๊าเซียส ตลอดอ่า

#10 By ชุน on 2008-10-18 23:27