ถุย(พาสเท้นส์ของแถก) เรียนหลายคณะ อย่างคนไม่มีกึ๋น
posted on 01 Oct 2008 21:48 by akkarakitt in Experienceความหมายของ "ถุย" แสดงไว้ในเอ็นทรี่ tag อ่านว่า ถาก ตั่งหัก
ค่อนข้างเป็นคนสับสนในชีวิตพอควรว่า เฮ้ย...ตูอยากเรียนอะไรกันแน่ฟระ เลยเรียนแมร่ง ๔ คณะรวดไปเรยยยย....(แถมเรียน รด. ปี ๕ อีกตั่งหัก)
ถามว่า ได้อะไรบ้าง จากการเรียนหลายคณะ ก็ขอตอบว่า ได้การลงทะเบียนเรียนที่อัศจรรย์ เหลือที่จะกล่าว วิชาความรู้ ไม่ค่อยได้อะไรร๊อก... อ๋อ...อีกอย่าง ได้เพื่อนหง่ะ (เพื่อนนี่ สำคัญเสียยิ่งกว่า วิชาใด ๆ ในโลกนี้เสียอีก)
กระดาษปะผนัง วอลล์เปเปอร์ ที่ชื่อว่า ปริญญาบัตร ข้าพเจ้าไม่เคยศรัทธามันเลย พับเผื่อยสิ สำหรับข้าพเจ้า มันเป็นแค่กระดาษใบหนึ่ง เอาไปเบิกทางที่คนทั่วไปในสังคมเขายอมรับ เพื่อจักได้มีโอกาสโชว์ศักยภาพที่แท้จริง มากกว่า (หากไม่มีกระดาษใบนี้่ แค่โอกาสยังไม่มีเลยครับ) ข้าพเจ้าเชื่อในสัญชาตญาณมากกว่า คนจะเป็นนักธุรกิจ มันก็มีแววมาตั้งแต่ประถม มัธยม แล้ว ไม่ใช่มาสร้างกันได้ด้วยทฤษฎีการทำธุรกิจ จากเท็กซ์บุ๊ค ซึ่งก็มาจากการศึกษาแนวความคิด ของผู้ที่มีสัญชาตญาณในการทำธุรกิจ แล้วประสบความสำเร็จ หลาย ๆ ท่านในอดีต
อย่าง SWOT Analysis (Strength, Weakness, Opportunities, Threats) นี่ พวกอากง อาม่า ที่ประสบความสำเร็จก็ทำอยู่แล้วครับ ไม่ต้องเรียน เพียงแต่การวิเคราะห์พวกนี้ ท่านได้มันมาจาก การทำงานอย่างหนักเป็นเวลานาน หากเราไม่ต้องการทำงานหนักเช่นนั้นแล้วมาได้ทฤษฎีเอาตอนแก่ ๆ ก็ควรเอาประสบการณ์อันยาวนานของท่านทั้งหลาย ที่เขารวบรวมไว้แล้วในหนังสือเรียน มาเรียนไว้เป็นพื้นฐานครับ ส่วนของจริง ก็ต้องได้มาจากการทำงานนั่นแล
สิ่งสำคัญเลยหากจะเลียนแบบการเรียนหลายคณะของข้าพเจ้า ท่านต้องมี "ความบ้า" เต็มพิกัด มิฉะนั้นจะท้อไปเสียก่อน
แต่ความจริง เป็นสิ่งที่ไม่ควรลอกเลียนแบบมั่ก ๆ เลยครับ เพราะจะถูกจับข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ และไม่ค่อยมีประโยชน์อะไร สู้เอาเวลาไปทำกิจกรรม หรือฝึกงานไม่ได้ (แต่สำหรับข้าพเจ้า เรียนเอามันครับ ได้ประโยชน์หรือไม่ ไม่ค่อยได้ใส่ใจ)
อุปกรณ์สำคัญที่ต้องมีในการเรียนหลายคณะ คือ "รถ" ครับ (หรือหาเรียนมหาลัยที่อยู่ใกล้ ๆ กัน) รถยนต์นะครับ ไม่ใช่รถจักรยาน ข้าพเจ้าเคยปั่นจักรยานจากสามย่าน ไป ถ.รามคำแหง ประมาณ ๓๐ กม. ต่อวัน ทำได้อยู่เดือนเดียวครับ ก็ต้องยอมแพ้
ตอนนั้นต้องพกชุดนักศึกษา และอุปกรณ์อาบน้ำ ใส่เป้ไปด้วยครับ พอถึงอีกมหาลัยหนึ่ง ก็ไปอาบน้ำ เปลี่ยนชุด ไม่งั้นคนนั่งเรียนข้าง ๆ อาจเป็นลมได้
ช่วงนั้นร่างกายแข็งแรงเป็นพิเศษ ถึงกระนั้นก็ไปน็อคเอา แถว ๆ ลาดพร้าวครับ(ขากลับบ้าน) เพิ่งรู้ว่า อาการ "ที่สุดของกล้ามเนื้อ" เป็นอย่างไร ไม่น่าเชื่อเลยว่า แม้จะปรับเกียร์จักรยานลงจนสุดแล้ว ยังไม่มีแรงถีบเลย (ปกติเกียร์พวกนี้จะเอาไว้ใช้ตอนขึ้นเขา เบาแรงมาก ๆ แล้ว ถ้าเอามาปั่นทางราบ) ตะคริวกินอีกต่างหาก
และเดี๋ยวนี้มหาลัยมันย้ายไกลออกไปจากเดิม อีกหลายสิบกิโล ไม่มีรถตายแน่ ๆ ครับ คงไม่มีใครสามารถเลียนแบบข้าพเจ้าได้แล้วแล
มาเข้าเรื่องกันดีก่า สิ่งที่น่าภาคภูมิใจของการเรียนหลายคณะ คือ การลงทะเบียนเรียนครับ การลงทะเบียนเรียนนี้มาค้นพบสัจธรรม เอาตอน ปี ๑ เทอม ๒ ครับ เทอมแรกยังโง่ ๆ กับการลงทะเบียนเรียน ลงตามเพื่อนไปว่างั้นเฮอะ เวลาสอบเวลาเรียน ของสองมหาลัย เลยตีกันมั่วไปหมด ต้องขาดเรียนบ้าง ต้องขอใบรับรองแพทย์กันเป็นระวิง เพื่อขอสอบทีหลังบ้าง(หลัง ๆ พวกอ่านหนังสือไม่ทัน เอาไปทำตามกันเยอะ เดี๋ยวนี้เลยทำแทบไม่ได้แล้ว) ส่วนมหาลัยที่ ๓ เวลาเรียนไม่มีเช็คชื่อ เวลาสอบก็ทิ้งห่างออกไปมากครับ ไม่ค่อยมีปัญหา
พอขึ้นเทอม ๒ ก็เริ่มฉลาดครับ ตารางเรียนที่เขาประกาศกัน จะระบุเวลาสอบไว้ด้วย ก็เอาของทั้งสองมหาลัย มาเทียบกัน อย่างหลัก ๆ คงต้องยืนลงทะเบียนมหาลัยแรก ที่เราตั้งใจจะเรียนเป็นหลักไว้ก่อน จากนั้นก็ตรวจสอบวันสอบของมหาลัยที่ ๒ เมื่อได้วิชาที่เพื่อน ๆ เขาเรียนกันบ้าง และเวลาสอบไม่ชนกัน มาแล้ว ก็มาเทียบเวลาเรียนครับ ซึ่งบางวิชาจะมีเรียนภาคค่ำ สามารถไปลงเรียนได้วิชา สองวิชาครับ มีนต่ำอีกต่างหาก อาจได้เอได้ง่าย ๆ หากเขาไม่ให้ลงทะเบียน สามารถไปทำเรื่องขอเรียนภาคค่ำเป็นรายวิชาได้ครับ พยายามอย่าให้วันสอบชิดกันเกินไป จะดูหนังสือไม่ทันครับ
พยายามลงทะเบียนเรียนวิชาที่มีคาบเรียน ต่อ ๆ กัน รวมวิชาที่เรียนในมหาลัยเดียวกัน ไว้ด้วยกัน เช่น ช่วงเช้า เรียนมหาลัยที่ ๑ ช่วงบ่ายขับรถไปเรียนมหาลัยที่ ๒ หรือ วันจันทร์เรียนมหาลัยที่ ๑ วันอังคารเรียนมหาลัยที่ ๒ เป็นต้น
ถ้าเทียบกัน จนแล้วจนรอด วันเรียน ก็ชนกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หรือเวลาเรียนไม่สามารถแพ็คให้มารวม ๆ กันในวันเดียวกัน หรือใกล้กันได้ ลองไปค้นหาวิชาที่เรียนในปีสูง ๆ ขึ้นไป มาดูครับ สังเกตุดูครับว่า วิชาที่เรียนกันตอนปีสูง ๆ ขึ้นไป บางวิชา จะไม่มี pre-requisite หรือ เป็นวิชาที่ไม่ต้องเรียนวิชาใด ๆ มาก่อน วิชาเหล่านี้แหละ ที่สามารถดึงมาเรียนก่อนได้ วิชาพวกนี้ส่วนใหญ่ รหัสวิชาจะไล่ไปตามปีครับ เช่น ปี ๑ ก็เป็น EN101 ปี ๒ ก็เป็น EN201 เป็นต้น หรือ จะเป็นพวกวิชาเลือกก็ได้ครับ พวกวิชาจริยธรรม กีฬา ภาษาอังกฤษ พวกนี้ดึงมาเรียนก่อนได้หมด (แต่สำหรับข้าพเจ้า วิชาพวกนี้ จะเก็บไว้ปีท้าย ๆ ครับ เวลาหาวิชาลงไม่ได้แล้ว เพราะเวลาเรียน หรือเวลาสอบ ชนกัน) การดึงวิชาปีสูง ๆ ที่ไม่ได้อยู่ในการลงทะเบียนเรียนปกติ บางทีต้องพึ่ง bulletin ครับ ไม่รู้ภาษาไทยเขาเรียกอะไร จะเป็นหนังสือที่ได้รับมาตอนปี ๑ ครับ ตอนลงทะเบียนเรียนครั้งแรก จะมีบอกว่า เราต้องเรียนกี่หน่วยกิต ต้องเรียนวิชาอะไรบ้าง หนังสือพวกนี้ ไม่ค่อยมีคนสนใจครับ เพราะการลงทะเบียนเรียนแบบปกติ จะมีแบบฟอร์มมาตรฐานไว้ให้ ไม่ต้องเลือกเรียนเอง
แต่มันสำคัญมากสำหรับพวกคนประเภท บ้า ๆ อย่างข้าพเจ้า
ทำไปเรื่อย ๆ แล้วจะทราบเองครับว่า ต้องลงวิชาใด ก่อน หรือหลัง เพราะใน bulletin จะมีบอกวิชา pre-requisite ไว้ด้วย หากเล็งจะลงวิชานี้ ก็ต้องลงวิชานั้นก่อน เป็นต้น ทำบ่อย ๆ ก็จะชำนิชำนาญ แล้วจะพบว่า ชีวิตมหาลัยของเราออกแบบได้ ไม่จำเป็นต้องติดกับรูปแบบ ที่เขาวางไว้ให้แต่อย่างใด
ในคณะที่ค่อนข้างสนิทกัน รุ่นพี่รุ่นน้องจำหน้ากันได้ ถ้าไม่อยากตกเป็นขี้ปากรุ่นน้องว่า พี่มาเรียนอะไรเอาป่านนี้ ก็จัดการเก็บวิชาปี ๑ ปี ๒ ให้เหี้ยนครับ พอขึ้นปีสาม ก็จะแยกย้ายกันเข้าภาควิชาของตัวเอง วิชาเหล่านั้น แม้ต้องไปเรียนกับรุ่นน้อง ก็เป็นรุ่นน้องในภาควิชาไม่กี่คนครับ สามารถไปแก้ต่างได้ไม่ยาก
ข้าพเจ้าเคยลงทะเบียนเรียนสูงสุด เทอมเดียวกว่า ๖๐ หน่วยกิต ก็สามารถทำได้ครับ ไม่มีปัญหา
เคล็ดไม่ลับพวกนี้ แม้ท่านทั้งหลาย จะไม่ได้บ้าตามข้าพเจ้า แต่ก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้ กับวัตถุประสงค์อย่างอื่น เช่น อยากทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย หรืออยากเลี้ยงลูกไปด้วย เรียนไปด้วย การวางแผนการเรียนล่วงหน้า เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวด
ฝึก ๆ เข้าไว้ครับ พอจบมา ก็ไปสมัครเป็นเลขาฯครับ จะจัดตารางเวลาการประชุมเก่งมากเลย ... ฮ่า ฮ่า ฮ่า เอิ๊ก
เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ
ปล. ตั้งแต่ลงทะเบียนเรียนมหาลัยมา ม.รามคำแหง เป็นมหาลัยที่มีระบบการลงทะเบียนเรียนเจ๋งที่สุดครับ รวดเร็ว และไฮเทค(ใช้ระบบฝนดินสอดำมาก่อนใครเพื่อนเลยครับ) ส่วนมหาลัยที่ห่วยที่สุด ก็อยู่ย่านเดียวกัน บางทีรอลงทะเบียนเรียนเป็นวัน ๆ เลยครับ ทั้งที่นักศึกษา ก็น้อยกว่า ม.รามคำแหงมาก ไม่รู้เดี๋ยวนี้ หายลำเค็ญหรือยัง สมัยก่อน ต้องแย่งกันลงทะเบียนเรียนด้วย เพราะห้องเรียนหนึ่ง จุนักศึกษาได้เพียง ๖๐ คน เกินนั้น ลงทะเบียนแล้วก็จะเด้งออก ครับ (บางทีอุตส่าห์วางแผนมาเสียดิบดี แต่ต้องมาน้ำตาซึม เพราะห้องเรียนเต็มครับ)
Tag เรียนธรรมะ อย่างคนมีกึ๋น
- ตอนนี้กำลังเรียนคณะอะไร สาขาอะไรอยู่?
คณะพุทธศาสตร์ สาขาสมณศึกษา
- สาขาที่เรียน เรียนยังไง เรียนอะไรบ้าง?
เรียนให้รู้จริง ในขันธ์ ๕ จักตัดกิเลสเป็นสมุทเฉทปหานสำเร็จ ผ่านการเรียนธรรมะทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์
- สาขาที่เรียนเอาไปใช้ทำอะไรได้บ้าง?
ทำให้ตน และผู้อื่นมีความสุข
- บอกเคล็ดลับการเรียนในสาขานี้อย่างคนมีกึ๋นมา 1 ข้อ
ทำลายความมานะถือตัวถือตนให้สิ้นไป และ ไม่ท้อ ไม่ถอย ไม่เลิก จนกว่าจะถึงจุดหมาย ข้ามโอฆะ สังสารวัฏ
- อยากบอกน้องๆ ที่จะเลือกคณะนี้ว่า??
คณะนี้สุดยอดเลยครับ ไม่ต้องตรากตรำเรียนวิชาคำนวณใด ๆ ทั้งสิ้น ภาษาบาลี ก็ตามอัธยาศัย เรียนก็ได้ ไม่เรียนก็ได้ สิ่งที่จะได้เรียนอย่างดุเดือดเข้มข้น คือ ขันธ์ ๕ ของเราเองครับ มี รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เรียนจบแล้ว อาสวะกิเลสสิ้นแล้ว ก็จะได้พบความสุขที่แท้จริง ความสุขอย่างยิ่ง ไม่ต้องมาเวียนเกิด เวียนตาย กลับมานั่งเรียนประถม มัธยม อุดมศึกษา หลังขดหลังแข็งอีกครับ และคณะนี้่เรียนแล้ว มีวันจบครับ คณะทางโลกแม้จบปริญญาแล้ว ก็ยังไม่จบครับ กิเลส ตัณหา อุปาทาน มีให้เรียนไม่รู้จักจบจักสิ้นครับ และต้องจ่ายค่าเทอมด้วย ความทุกข์ ครับ จ่ายเพื่อจะได้เรียนรู้ ความทุกข์อันใหม่ ที่ละเอียดกว่า เดิม ยิ่ง ๆ ขึ้นไป
ที่สำคัญเรียนควบไปกับคณะอื่นทางโลกก็ได้ครับ
Tag เรียน......อย่างคนมีกึ๋น
กติกา:
1. copy กติกาของแท็กคนมีกึ๋นไปใส่ไว้ในเอ็นทรี่
2. ตั้งชื่อเอ็นทรี่เป็น "Tag เรียน....อย่างคนมีกึ๋น" <-- ใส่ชื่อคณะหรือเอกที่คุณเรียนลงไป
3. ตอบคำถาม 5 ข้อต่อไปนี้
- ตอนนี้กำลังเรียนคณะอะไร สาขาอะไรอยู่?
- สาขาที่เรียน เรียนยังไง เรียนอะไรบ้าง?
- สาขาที่เรียนเอาไปใช้ทำอะไรได้บ้าง?
- บอกเคล็ดลับการเรียนในสาขานี้อย่างคนมีกึ๋นมา 1 ข้อ
- อยากบอกน้องๆ ที่จะเลือกคณะนี้ว่า??
4. พิมพ์ชื่อ Tags ให้ไปอยู่ในหมวดหมู่ของคณะตัวเอง เช่น มนุษยศาสตร์ นิติศาสตร์ ฯลฯ
รวมถึงหมวดหมู่ Admission เพื่อให้น้องๆ ที่กำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย
ได้เข้าไปเลือกอ่านได้ตามความสนใจ จากนั้นอย่าลืม.. ส่ง tag ต่อ
edit @ 7 Oct 2008 16:33:14 by Dhammasarokikku
เง็ง.. กะเม็งสมุนไพร มากกก..

โห... ทำได้ไงอะคะ
สุดยอดดดดดดดด..
#1 By Nancy อารมณ์ดี on 2008-10-02 09:41