ความหมายของ "ถุย" แสดงไว้ในเอ็นทรี่ tag อ่านว่า ถาก ตั่งหัก

ค่อนข้างเป็นคนสับสนในชีวิตพอควรว่า เฮ้ย...ตูอยากเรียนอะไรกันแน่ฟระ เลยเรียนแมร่ง ๔ คณะรวดไปเรยยยย....(แถมเรียน รด. ปี ๕ อีกตั่งหัก)

ถามว่า ได้อะไรบ้าง จากการเรียนหลายคณะ ก็ขอตอบว่า ได้การลงทะเบียนเรียนที่อัศจรรย์ เหลือที่จะกล่าว วิชาความรู้ ไม่ค่อยได้อะไรร๊อก... อ๋อ...อีกอย่าง ได้เพื่อนหง่ะ (เพื่อนนี่ สำคัญเสียยิ่งกว่า วิชาใด ๆ ในโลกนี้เสียอีก)

กระดาษปะผนัง วอลล์เปเปอร์ ที่ชื่อว่า ปริญญาบัตร ข้าพเจ้าไม่เคยศรัทธามันเลย พับเผื่อยสิ สำหรับข้าพเจ้า มันเป็นแค่กระดาษใบหนึ่ง เอาไปเบิกทางที่คนทั่วไปในสังคมเขายอมรับ เพื่อจักได้มีโอกาสโชว์ศักยภาพที่แท้จริง มากกว่า (หากไม่มีกระดาษใบนี้่ แค่โอกาสยังไม่มีเลยครับ) ข้าพเจ้าเชื่อในสัญชาตญาณมากกว่า คนจะเป็นนักธุรกิจ มันก็มีแววมาตั้งแต่ประถม มัธยม แล้ว ไม่ใช่มาสร้างกันได้ด้วยทฤษฎีการทำธุรกิจ จากเท็กซ์บุ๊ค ซึ่งก็มาจากการศึกษาแนวความคิด ของผู้ที่มีสัญชาตญาณในการทำธุรกิจ แล้วประสบความสำเร็จ หลาย ๆ ท่านในอดีต

อย่าง SWOT Analysis (Strength, Weakness, Opportunities, Threats) นี่ พวกอากง อาม่า ที่ประสบความสำเร็จก็ทำอยู่แล้วครับ ไม่ต้องเรียน เพียงแต่การวิเคราะห์พวกนี้ ท่านได้มันมาจาก การทำงานอย่างหนักเป็นเวลานาน หากเราไม่ต้องการทำงานหนักเช่นนั้นแล้วมาได้ทฤษฎีเอาตอนแก่ ๆ ก็ควรเอาประสบการณ์อันยาวนานของท่านทั้งหลาย ที่เขารวบรวมไว้แล้วในหนังสือเรียน มาเรียนไว้เป็นพื้นฐานครับ ส่วนของจริง ก็ต้องได้มาจากการทำงานนั่นแล

สิ่งสำคัญเลยหากจะเลียนแบบการเรียนหลายคณะของข้าพเจ้า ท่านต้องมี "ความบ้า" เต็มพิกัด มิฉะนั้นจะท้อไปเสียก่อน

แต่ความจริง เป็นสิ่งที่ไม่ควรลอกเลียนแบบมั่ก ๆ เลยครับ เพราะจะถูกจับข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ และไม่ค่อยมีประโยชน์อะไร สู้เอาเวลาไปทำกิจกรรม หรือฝึกงานไม่ได้ (แต่สำหรับข้าพเจ้า เรียนเอามันครับ ได้ประโยชน์หรือไม่ ไม่ค่อยได้ใส่ใจ)

อุปกรณ์สำคัญที่ต้องมีในการเรียนหลายคณะ คือ "รถ" ครับ (หรือหาเรียนมหาลัยที่อยู่ใกล้ ๆ กัน) รถยนต์นะครับ ไม่ใช่รถจักรยาน ข้าพเจ้าเคยปั่นจักรยานจากสามย่าน ไป ถ.รามคำแหง ประมาณ ๓๐ กม. ต่อวัน ทำได้อยู่เดือนเดียวครับ ก็ต้องยอมแพ้

ตอนนั้นต้องพกชุดนักศึกษา และอุปกรณ์อาบน้ำ ใส่เป้ไปด้วยครับ พอถึงอีกมหาลัยหนึ่ง ก็ไปอาบน้ำ เปลี่ยนชุด ไม่งั้นคนนั่งเรียนข้าง ๆ อาจเป็นลมได้

ช่วงนั้นร่างกายแข็งแรงเป็นพิเศษ ถึงกระนั้นก็ไปน็อคเอา แถว ๆ ลาดพร้าวครับ(ขากลับบ้าน) เพิ่งรู้ว่า อาการ "ที่สุดของกล้ามเนื้อ" เป็นอย่างไร ไม่น่าเชื่อเลยว่า แม้จะปรับเกียร์จักรยานลงจนสุดแล้ว ยังไม่มีแรงถีบเลย (ปกติเกียร์พวกนี้จะเอาไว้ใช้ตอนขึ้นเขา เบาแรงมาก ๆ แล้ว ถ้าเอามาปั่นทางราบ) ตะคริวกินอีกต่างหาก

และเดี๋ยวนี้มหาลัยมันย้ายไกลออกไปจากเดิม อีกหลายสิบกิโล ไม่มีรถตายแน่ ๆ ครับ คงไม่มีใครสามารถเลียนแบบข้าพเจ้าได้แล้วแล

มาเข้าเรื่องกันดีก่า สิ่งที่น่าภาคภูมิใจของการเรียนหลายคณะ คือ การลงทะเบียนเรียนครับ การลงทะเบียนเรียนนี้มาค้นพบสัจธรรม เอาตอน ปี ๑ เทอม ๒ ครับ เทอมแรกยังโง่ ๆ กับการลงทะเบียนเรียน ลงตามเพื่อนไปว่างั้นเฮอะ เวลาสอบเวลาเรียน ของสองมหาลัย เลยตีกันมั่วไปหมด ต้องขาดเรียนบ้าง ต้องขอใบรับรองแพทย์กันเป็นระวิง เพื่อขอสอบทีหลังบ้าง(หลัง ๆ พวกอ่านหนังสือไม่ทัน เอาไปทำตามกันเยอะ เดี๋ยวนี้เลยทำแทบไม่ได้แล้ว) ส่วนมหาลัยที่ ๓ เวลาเรียนไม่มีเช็คชื่อ เวลาสอบก็ทิ้งห่างออกไปมากครับ ไม่ค่อยมีปัญหา

พอขึ้นเทอม ๒ ก็เริ่มฉลาดครับ ตารางเรียนที่เขาประกาศกัน จะระบุเวลาสอบไว้ด้วย ก็เอาของทั้งสองมหาลัย มาเทียบกัน อย่างหลัก ๆ คงต้องยืนลงทะเบียนมหาลัยแรก ที่เราตั้งใจจะเรียนเป็นหลักไว้ก่อน จากนั้นก็ตรวจสอบวันสอบของมหาลัยที่ ๒ เมื่อได้วิชาที่เพื่อน ๆ เขาเรียนกันบ้าง และเวลาสอบไม่ชนกัน มาแล้ว ก็มาเทียบเวลาเรียนครับ ซึ่งบางวิชาจะมีเรียนภาคค่ำ สามารถไปลงเรียนได้วิชา สองวิชาครับ มีนต่ำอีกต่างหาก อาจได้เอได้ง่าย ๆ หากเขาไม่ให้ลงทะเบียน สามารถไปทำเรื่องขอเรียนภาคค่ำเป็นรายวิชาได้ครับ พยายามอย่าให้วันสอบชิดกันเกินไป จะดูหนังสือไม่ทันครับ

พยายามลงทะเบียนเรียนวิชาที่มีคาบเรียน ต่อ ๆ กัน รวมวิชาที่เรียนในมหาลัยเดียวกัน ไว้ด้วยกัน เช่น ช่วงเช้า เรียนมหาลัยที่ ๑ ช่วงบ่ายขับรถไปเรียนมหาลัยที่ ๒ หรือ วันจันทร์เรียนมหาลัยที่ ๑ วันอังคารเรียนมหาลัยที่ ๒ เป็นต้น

ถ้าเทียบกัน จนแล้วจนรอด วันเรียน ก็ชนกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หรือเวลาเรียนไม่สามารถแพ็คให้มารวม ๆ กันในวันเดียวกัน หรือใกล้กันได้ ลองไปค้นหาวิชาที่เรียนในปีสูง ๆ ขึ้นไป มาดูครับ สังเกตุดูครับว่า วิชาที่เรียนกันตอนปีสูง ๆ ขึ้นไป บางวิชา จะไม่มี pre-requisite หรือ เป็นวิชาที่ไม่ต้องเรียนวิชาใด ๆ มาก่อน วิชาเหล่านี้แหละ ที่สามารถดึงมาเรียนก่อนได้ วิชาพวกนี้ส่วนใหญ่ รหัสวิชาจะไล่ไปตามปีครับ เช่น ปี ๑ ก็เป็น EN101 ปี ๒ ก็เป็น EN201 เป็นต้น หรือ จะเป็นพวกวิชาเลือกก็ได้ครับ พวกวิชาจริยธรรม กีฬา ภาษาอังกฤษ พวกนี้ดึงมาเรียนก่อนได้หมด (แต่สำหรับข้าพเจ้า วิชาพวกนี้ จะเก็บไว้ปีท้าย ๆ ครับ เวลาหาวิชาลงไม่ได้แล้ว เพราะเวลาเรียน หรือเวลาสอบ ชนกัน) การดึงวิชาปีสูง ๆ ที่ไม่ได้อยู่ในการลงทะเบียนเรียนปกติ บางทีต้องพึ่ง bulletin ครับ ไม่รู้ภาษาไทยเขาเรียกอะไร จะเป็นหนังสือที่ได้รับมาตอนปี ๑ ครับ ตอนลงทะเบียนเรียนครั้งแรก จะมีบอกว่า เราต้องเรียนกี่หน่วยกิต ต้องเรียนวิชาอะไรบ้าง หนังสือพวกนี้ ไม่ค่อยมีคนสนใจครับ เพราะการลงทะเบียนเรียนแบบปกติ จะมีแบบฟอร์มมาตรฐานไว้ให้ ไม่ต้องเลือกเรียนเอง

แต่มันสำคัญมากสำหรับพวกคนประเภท บ้า ๆ อย่างข้าพเจ้า

ทำไปเรื่อย ๆ แล้วจะทราบเองครับว่า ต้องลงวิชาใด ก่อน หรือหลัง เพราะใน bulletin จะมีบอกวิชา pre-requisite ไว้ด้วย หากเล็งจะลงวิชานี้ ก็ต้องลงวิชานั้นก่อน เป็นต้น ทำบ่อย ๆ ก็จะชำนิชำนาญ แล้วจะพบว่า ชีวิตมหาลัยของเราออกแบบได้ ไม่จำเป็นต้องติดกับรูปแบบ ที่เขาวางไว้ให้แต่อย่างใด

ในคณะที่ค่อนข้างสนิทกัน รุ่นพี่รุ่นน้องจำหน้ากันได้ ถ้าไม่อยากตกเป็นขี้ปากรุ่นน้องว่า พี่มาเรียนอะไรเอาป่านนี้ ก็จัดการเก็บวิชาปี ๑ ปี ๒ ให้เหี้ยนครับ พอขึ้นปีสาม ก็จะแยกย้ายกันเข้าภาควิชาของตัวเอง วิชาเหล่านั้น แม้ต้องไปเรียนกับรุ่นน้อง ก็เป็นรุ่นน้องในภาควิชาไม่กี่คนครับ สามารถไปแก้ต่างได้ไม่ยาก

ข้าพเจ้าเคยลงทะเบียนเรียนสูงสุด เทอมเดียวกว่า ๖๐ หน่วยกิต ก็สามารถทำได้ครับ ไม่มีปัญหา

เคล็ดไม่ลับพวกนี้ แม้ท่านทั้งหลาย จะไม่ได้บ้าตามข้าพเจ้า แต่ก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้ กับวัตถุประสงค์อย่างอื่น เช่น อยากทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย หรืออยากเลี้ยงลูกไปด้วย เรียนไปด้วย การวางแผนการเรียนล่วงหน้า เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวด

ฝึก ๆ เข้าไว้ครับ พอจบมา ก็ไปสมัครเป็นเลขาฯครับ จะจัดตารางเวลาการประชุมเก่งมากเลย ... ฮ่า ฮ่า ฮ่า เอิ๊ก

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ

ปล. ตั้งแต่ลงทะเบียนเรียนมหาลัยมา ม.รามคำแหง เป็นมหาลัยที่มีระบบการลงทะเบียนเรียนเจ๋งที่สุดครับ รวดเร็ว และไฮเทค(ใช้ระบบฝนดินสอดำมาก่อนใครเพื่อนเลยครับ) ส่วนมหาลัยที่ห่วยที่สุด ก็อยู่ย่านเดียวกัน บางทีรอลงทะเบียนเรียนเป็นวัน ๆ เลยครับ ทั้งที่นักศึกษา ก็น้อยกว่า ม.รามคำแหงมาก ไม่รู้เดี๋ยวนี้ หายลำเค็ญหรือยัง สมัยก่อน ต้องแย่งกันลงทะเบียนเรียนด้วย เพราะห้องเรียนหนึ่ง จุนักศึกษาได้เพียง ๖๐ คน เกินนั้น ลงทะเบียนแล้วก็จะเด้งออก ครับ (บางทีอุตส่าห์วางแผนมาเสียดิบดี แต่ต้องมาน้ำตาซึม เพราะห้องเรียนเต็มครับ)

Tag เรียนธรรมะ อย่างคนมีกึ๋น

- ตอนนี้กำลังเรียนคณะอะไร สาขาอะไรอยู่?

คณะพุทธศาสตร์ สาขาสมณศึกษา

- สาขาที่เรียน เรียนยังไง เรียนอะไรบ้าง?

เรียนให้รู้จริง ในขันธ์ ๕ จักตัดกิเลสเป็นสมุทเฉทปหานสำเร็จ ผ่านการเรียนธรรมะทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์

- สาขาที่เรียนเอาไปใช้ทำอะไรได้บ้าง?

ทำให้ตน และผู้อื่นมีความสุข

- บอกเคล็ดลับการเรียนในสาขานี้อย่างคนมีกึ๋นมา 1 ข้อ

ทำลายความมานะถือตัวถือตนให้สิ้นไป และ ไม่ท้อ ไม่ถอย ไม่เลิก จนกว่าจะถึงจุดหมาย ข้ามโอฆะ สังสารวัฏ

- อยากบอกน้องๆ ที่จะเลือกคณะนี้ว่า??

คณะนี้สุดยอดเลยครับ ไม่ต้องตรากตรำเรียนวิชาคำนวณใด ๆ ทั้งสิ้น ภาษาบาลี ก็ตามอัธยาศัย เรียนก็ได้ ไม่เรียนก็ได้ สิ่งที่จะได้เรียนอย่างดุเดือดเข้มข้น คือ ขันธ์ ๕ ของเราเองครับ มี รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เรียนจบแล้ว อาสวะกิเลสสิ้นแล้ว ก็จะได้พบความสุขที่แท้จริง ความสุขอย่างยิ่ง ไม่ต้องมาเวียนเกิด เวียนตาย กลับมานั่งเรียนประถม มัธยม อุดมศึกษา หลังขดหลังแข็งอีกครับ และคณะนี้่เรียนแล้ว มีวันจบครับ คณะทางโลกแม้จบปริญญาแล้ว ก็ยังไม่จบครับ กิเลส ตัณหา อุปาทาน มีให้เรียนไม่รู้จักจบจักสิ้นครับ และต้องจ่ายค่าเทอมด้วย ความทุกข์ ครับ จ่ายเพื่อจะได้เรียนรู้ ความทุกข์อันใหม่ ที่ละเอียดกว่า เดิม ยิ่ง ๆ ขึ้นไป

ที่สำคัญเรียนควบไปกับคณะอื่นทางโลกก็ได้ครับ

 

Tag เรียน......อย่างคนมีกึ๋น


กติกา:


1. copy กติกาของแท็กคนมีกึ๋นไปใส่ไว้ในเอ็นทรี่


2. ตั้งชื่อเอ็นทรี่เป็น "Tag เรียน....อย่างคนมีกึ๋น" <-- ใส่ชื่อคณะหรือเอกที่คุณเรียนลงไป


3. ตอบคำถาม 5 ข้อต่อไปนี้
- ตอนนี้กำลังเรียนคณะอะไร สาขาอะไรอยู่?
- สาขาที่เรียน เรียนยังไง เรียนอะไรบ้าง?
- สาขาที่เรียนเอาไปใช้ทำอะไรได้บ้าง?
- บอกเคล็ดลับการเรียนในสาขานี้อย่างคนมีกึ๋นมา 1 ข้อ
- อยากบอกน้องๆ ที่จะเลือกคณะนี้ว่า??


4. พิมพ์ชื่อ Tags ให้ไปอยู่ในหมวดหมู่ของคณะตัวเอง เช่น มนุษยศาสตร์ นิติศาสตร์ ฯลฯ
รวมถึงหมวดหมู่ Admission เพื่อให้น้องๆ ที่กำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย
ได้เข้าไปเลือกอ่านได้ตามความสนใจ จากนั้นอย่าลืม.. ส่ง tag ต่อ

edit @ 7 Oct 2008 16:33:14 by Dhammasarokikku

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ลงทะเบียนเทอมนึง 60 หน่วยกิต
โห... ทำได้ไงอะคะ
สุดยอดดดดดดดด..

#1 By Nancy อารมณ์ดี on 2008-10-02 09:41

ทันสมัยจริงๆ แต่จริงๆนึกว่าเอนทรี่ที่แล้วต่างหากจะตอบแทก็ก big smile

#2 By ตุ้มเป๊ะ on 2008-10-02 09:49

สุดยอดมากเลยครับ ลงทะเบียนเรียนเทอมละ 60 หน่วยกิต wink

Hot!

#3 By SkyKiD on 2008-10-02 10:53

ตอบทุกความเห็น

เป็นเหตุผลให้วันนี้ แม้การเหยียบเข้าห้องเรียน ยังไม่อยากก้าวเข้าไปเลยครับ เบรื่ออออออ......มาก ถึงมากที่สุด

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#4 By Dhammasarokikku on 2008-10-02 12:14

เอ่อ...เรื่องห้องเรียนเต็ม
ม.สงขลานครินทร์ ก็มีปัญหานี้เช่นกันครับ
มีนักเรียนปี 2 จำนวน 120 คน
พี่ท่านก็เปิดให้ลงทะเบียน 120 คน พอดี
หารู้ไม่ พี่ปี 3 แห่กันมาลงได้ครึ่งนึง...TwT

ต้องไปร้องขอ และ ด่า ทะเบียนกลาง ในเวลาเดียวกัน...
เอ่อ... ลง 60 นก. เนี่ย ไม่เรียนกันหัวระเบิดไปเลยเหรอครับ...

#5 By ซับบาธ... on 2008-10-02 13:15

-0-
ตอนแรกเข้าใจว่าหลวงพี่เรียนแค่วิศวะกะถาปัตย์ 2 อันพร้อมกัน นี่ล่อเข้าไป 4 คณะเลยเหรอ!!! ได้ยินมาว่าเคยเรียนเอแบค กะราม แต่ไม่นึกว่าจะเรียนพร้อมกันนะเนี่ย

มีความสามารถบริหารเวลาเป็นเลิศจริงๆ เจาเรียนคณะเดียวยังแทบแย่เลย เปาะแปะๆๆๆๆๆๆ

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#6 By Rinna ♥ on 2008-10-02 13:29

เคยเรียนเอแบค ราม และธรรมศาสตร์พร้อมกัน
ทำได้ปีเศษๆ...ยอมแพ้....

big smile
โห นับถือในตัวท่าน

ผมลงแค่เทอมละ 41 หน่วยกิต ยังจะสิ้นชีพเอาเลย sad smile

#8 By Sain on 2008-10-02 15:29

เชี่ยวจริงๆนะครับ หลวงพี่

ผมเอง เทอมละ 18-20 หน่วย ก็ขี้เกียจเเล้ว sad smile

#9 By Red on 2008-10-02 15:52

"ถุยed"

โอ๊ะ..ท่านพูดคำหยาบwink...

ขันธ์ 5 อ่านทีไรก็จำไม่เข้าหัวซะที
รูป ไม่ใช่ image
เวทนา ไม่ใช่ simpathy
สัญญา ไม่ใช่ promise
แต่สังขาร กับ วิญญาณ พอไปได้

งง..embarrassed เง็ง.. กะเม็งสมุนไพร มากกก..

#10 By \\(..U 3U..)//จุ๊บุ on 2008-10-02 16:03

หลวงพี่รับนิมนต์ไหมคะ?

#11 By The Flaneur on 2008-10-02 16:09

โอ้โห สุดยอกจริงๆท่าน ลงตั้ง 60 หน่วยในเทอมเดียว ขอคาราวะจริงๆค่ะ wink Hot!

#12 By นางมาร eVeZaa on 2008-10-02 16:21

เหอๆ sad smile

#13 By น้องมะกอก on 2008-10-02 16:22

โอ้ว shi รุ่นไหนคะเนี่ย 555+

#14 By VaNneSSa on 2008-10-02 16:30

เก็บไว้เป็นความรู้ เผื่อปีหน้าจะเอาไปใช้บ้าง

ปล. บริหารเวลาเก่งสุดๆ
ปลล. 60หน่วยกิต เยอะมากๆ

#15 By ลูกคนโตเอง on 2008-10-02 17:05

ตอบความเห็นที่ ๕

และเขาจะให้รุ่นพี่ลงทะเบียนก่อนใช่ม้า... รุ่นน้องน้ำตาตกใน

ตอบความเห็นที่ ๖

นี่ถ้าพายุเลสเบี้ยน ไม่พัดฟองมาม่ารสต้มยำกุ้งเข้ามานะ...ฮึ่มtongue

ตอบความเห็นที่ ๗

แสดงว่ายังบ้าไม่พอ cry

ตอบความเห็นที่ ๘,๙

บริหารเวลาดี ๆ วางแผนล่วงหน้าเนี๊ยบ ๆ ก็ทำได้ครับ

ตอบความเห็นที่ ๑๐

เอ...ไม่ยอมเขียนสังขาร กับวิญญาณมา เลยไม่รู้ว่า เข้าใจถูกหรือเปล่า สังขาร ไม่ใช่ body, วิญญาณ ไม่ใช่ spirit นะครับ

รูป คือ tangible things (living and non-living things)
เวทนา คือ feeling divided into three catagories
- happy, joyful
- suffering
- not happy, not suffering or bliss, serene or indifference (เฉย ๆ)
สัญญา คือ memory
สังขาร คือ thought
วิญญาณ คือ contacting nerve ex. hot cold sweet etc.

ขันธ์ ๕ เป็นบาลีครับ อย่าเอาไปปนกับ ภาษาไทย
คำว่า สังขารในภาษาไทย หมายถึง กายสังขาร ของบาลีครับ จริงแล้ว จิตสังขารก็มีครับ
รูป หมายเอา สิ่งที่จับต้องได้ ทั้งที่มีใจครอบครอง และไม่มีใจครอบครอง
เวทนา หมายเอา ความรู้สึกสุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ หรือ เฉย ๆ หรือ อัพยากฤต
สัญญา หมายเอา ความจำได้หมายรู้
สังขาร หมายเอา ความคิดปรุงแต่ง
วิญญาณ หมายเอา ธาตุรู้ หรือ ประสาทสัมผัส เช่น ร้อน หนาว หวาน เปรี้ยว เป็นต้น อันเกิดจากการสัมผัสในทวารทั้ง ๖ ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

ที่มาของ "ถุย" อ่านได้ใน http://akkarakitt.exteen.com/20081001/tag

ตอบความเห็นที่ ๑๑

นิมนต์ไปไหนครับ เท้าเดี้ยงอยู่

ตอบความเห็นที่ ๑๒

จริง ๆ แล้วเกินอะ

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#16 By Dhammasarokikku on 2008-10-02 17:17

สุดตะตรีนเลยครับ
Hot! Hot! Hot!

#17 By ยังคง... on 2008-10-02 17:34

แค่เคล็ดลับก็ยากแล้วค่ะ การทำลายความมานะถือตนเนี่ย
ศึกษามาดียังไง ปฏิบัติจริงไม่ได้ มันท้อหน่อยๆ เหมือนเราไม่เข้าใจบทเรียน

#18 By kororo on 2008-10-02 17:39

60 หน่วยกิต

เอ่อ..



ยอมแพ้หลวงพี่ค่ะ sad smile

#19 By iDoi* on 2008-10-02 18:12

Hot!

ทำได้ไงอะคะท่าน

ยกธงขาว

#20 By ...... on 2008-10-02 19:00

นับถือในความสามารถค่ะ confused smile
แบ่งเวลาได้เก่งจริงๆ cry

#21 By [][] RenzE [][] on 2008-10-02 19:07

ขยันตอบ ขยันขวนขวาย และแ่บ่งปัน
ขอให้เจริญยิ่งในธรรมครับ confused smile
แบ่งเวลาและมีสติมากๆจึงจะทำได้แบบนี้ ปรบมือให้เลยค่ะHot!

#23 By (^_^)/nana on 2008-10-02 20:03

โห สุดยอดรู้สึกเป็นสาขาที่น่าสนใจยิ่งHot!

#24 By [veho on 2008-10-02 20:19

คนเหล็กแน่ๆ เลยค่ะ

#25 By Daughter Of Sparda on 2008-10-02 20:34

ท่านเรียน ๒ เทอม เท่ากับกระผมเรียน เกือบ ๔ ปีเลยนะขอรับ แล้วบาลีถึงไหนแล้วครับเนี่ย สมาสท้อง + แะปลภาค ๔ กระมัง

ผมว่าเรียนบาลีมันยากกว่ามหาลัยเยอะเลย เห็นด้วยไหมขอรับ

เจริญยิ่งในธรรมครับ

#26 By mahaoath on 2008-10-02 20:37

เก่งจริงๆ ค่ะ - -"

สามารถเรียนรามกับเอแบคได้ในเวลาเดียวกัน
เหอะๆๆๆ
แค่เอแบคที่เดียว เราก็ปางตายแล้ว
(แต่นี่มากกว่าสองใช่มั้ย?)
เอาเป็นว่า จบได้ก็สุดยอดแล้วค่ะ นับถือๆๆ

ปล. ห้องเรียนเต็มเป็นเรื่องธรรมดาค่ะ เพราะเอแบคคงไม่สามารถรองรับนักศึกษานับร้อยในห้องที่มีที่นั่งแค่ไม่เกิน 60 คนได้ หรือจะนั่งกับพื้น??
ของแบบนี้ถ้าไม่มีอภิสิทธิ์หรือดวงดีจริง จัดตารางให้เลิศแค่ไหนก็ลงไม่ได้ตามที่อยากหรอกค่ะ - - ดังนั้น เรื่องพวกนี้ปกติมากๆ
เด็กเอือมแค่ไหนก็ต้องลงทะเบียนอยู่ดีแหล่ะ ทำใจเถอะค่ะ

#27 By p e p a e *~ on 2008-10-02 21:40

สุดยอดค่ะ แค่ 24 หน่วยก็อ้วกเป็นเลือดแล้ว

#28 By หมูน้อย on 2008-10-02 22:23

อูลลล แบบนี้เค้าเรียกเรียนแบบบ้าระห่ำ
อะไรจะแรมโบ้ขนาดนั้น

เค้าชอบเรียนนะ แต่ไม่ชอบเรียนหลายๆอย่างพร้อมกัน
ชอบเรียนทีละอย่าง จะได้สนุก open-mounthed smile

จบมาทำงานแล้วก็ยังอยากเรียนอยู่
แต่ไม่เป็นไร ตอนนี้ก็เรียนงานอยู่ เรียนการใช้ชีวิต
เรียนการทำใจ
เรียนอะไรอีกหลายอย่างที่ไม่มีสอนในมหาลัย big smile

#29 By MANA Cross on 2008-10-02 22:52

นี่หรือมนุษย์
เทอมนี้ลง19หน่วยกิต ยังต้องดรอปกันโดนไทร์ไปตั้ง7หน่วยกิต
สุดยอด!!!!!!!!
ทำได้ ไม่มีปัญหา 60หน่วยกิต...
อิชั้น19หน่วยกิต ยังจะตายเลย

#30 By GroundFloor on 2008-10-03 00:16

ตอบความเห็นที่ ๑๘

ทฤษฎี กับปฏิบัติ มันไม่เหมือนกัน มันถึงมีวิธีปฏิบัติ แตกต่างกันร้อยแปดพันเก้า แต่จุดสุดท้าย คือ จุดเดียวกัน พระป่าเดินธุดงค์แทบตาย สุดท้ายก็เพื่อทำลายตัวตน พระบ้าน ชนกับกิเลสทุกวัน สุดท้ายก็เพื่อทำลายตัวตน แม้เราไม่ได้บวช เราก็สามารถปฏิบัติได้เช่นเดียวกัน

สิ่งหนึ่งที่รู้สึกว่า แตกต่างกันมาก ระหว่างฆราวาส กับนักบวช และมีประโยชน์มาก คือ การระงับความกำหนัดจากกาม

สมัยเป็นฆราวาส ก็ไม่เคยระงับได้เลยครับ มันเหมือนยาเสพติด แม้จะอยากละอยู่เสมอ แต่พอความต้องการของร่างกายมันมีขึ้นมา สุดท้ายก็แพ้ภัยตัวเอง

แต่พอระงับได้แล้ว มันสุขจริง ๆ ครับ ชีวิตสดใส สมองปรอดโปร่ง เบาสบาย รู้สึกเข้าใจธรรมะได้ดีขึ้น โดยอัตโนมัติ

นาน ๆ จะโผล่มาที ด้วยธรรมชาติของร่างกาย แต่ก็ไม่รุนแรงเหมือนสมัยเป็นฆราวาส

ลองทำดูครับ อาจจะเข้าใจบทเรียนได้ดียิ่งขึ้น

ตอบความเห็นที่ ๑๙-๒๕

ไม่ต้องแข่งกับใครครับ แข่งกับตัวเองอย่างเดียวพอ เมื่อชนะตัวเองได้ คนอื่นก็ไม่มีความหมายครับ

ตอบความเห็นที่ ๒๖

บาลี จบไปแล้วครับ เลยสมาสไปแล้ว
.
.
.
.
.
.
.
.
.
จบเห่นะครับ
.
.
.
.
.
.
.


สมัยนั้น ต่างกับสมัยนี้มากมายเลยครับ ไม่เพียงเนื้อหาที่เรียน แต่มันต่างสุดขั้ว ตรง "วัย" ครับ แก่แล้ว ไฟก็มอด ความเพียรก็ถอย สมองก็ไม่สู้ ปลุกอารมณ์อย่างไรก็ไม่ขึ้น สงสัยต้องไปซื้อไวอากร้ามาลองซะแล้ว <---เฮ้ย...อารมณ์อะไรฟระ

ตอบความเห็นที่ ๒๗

ความจริงยังไม่จบหง่ะ ขาดวิชา Ethics ที่มันไม่มีหน่วยกิตนั่นละ เขาเลยไม่ยอมให้จบ แก่ปูนนี้ หัวก็ล้านหมดแล้ว คิ้วก็ไม่มี เลยไม่อยากไปนั่งเรียนกับเด็ก ๆ คราวหลาน เด็กเอแบคก็รู้ ๆ กันอยู่ เดี๋ยวพรหมจรรย์กระเจิงหมด

สมัยแรก ๆ ก็อกหักกับการลงทะเบียนประจำ แต่พอเริ่มแก่ลง รหัสประจำตัวเริ่มน้อยกว่าชาวบ้านมาก ๆ ก็สามารถเลือกเรียนได้ตามใจชอบ เพราะเขาให้รหัสแก่ ๆ ลงทะเบียนก่อน

ความจริง ห้องเรียนมันอัดได้แค่ ๖๐ คน ก็จริง แต่เราก็จับคู่นั่งตักเรียนกันได้<---ไม่ใช่ละ sad smile เพียงแต่พอหลังมิดเทอม ห้องก็โหลงไปเยอะ โดยเฉพาะวิชายาก ๆ ซึ่งความจริง คนที่ไม่สามารถลงทะเบียนเรียนได้ เพราะห้องมันเต็ม อาจจะเป็นคนที่เรียนไปจนตลอดรอดฝั่งก็ได้นะ เสียโอกาสไปอย่างน่าเสียดายจริง ๆ ทางมหาลัยน่าจะหาวิธีแก้อะไรสักอย่างตรงนี้นะ

ตอบความเห็นที่ ๒๘-๓๐

ม่ายยยยย..... ข้าพเจ้าแค่วางแผนลงทะเบียนเรียนเก่งเท่านั้นเอง ว่าแล้ว ไปสมัครเป็น แอดมินดีก่า ... เอิ๊ก
cry cry cry cry cry cry

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#31 By Dhammasarokikku on 2008-10-03 08:56

นับถือจริงๆ ครับ เรียน 60 หน่วย ของผมเรียน 16 หน่วยก็จะแย่แล้ว กว่าจะจบได้ตาแทบแหกsad smile

เรื่องในคณะพุทธศาสตร์นี่เป็นความรู้ใหม่ของผมจริงๆ ครับ เพิ่งจะรู้ว่ามีการเรียนธรรมมะแบบจริงๆ จังๆ ในมหาวิทยาลัยด้วย

#32 By CHAN on 2008-10-03 09:45

ตอบความเห็นที่ ๓๒

เฮ้ย...นั่นมุกครับมุก
คณะพุทธศาสตร์นั่นเขียนตามคำถาม เพราะคำถามถามว่า "ตอนนี้" เรียนอะไรอยู่ ไม่ได้ถามว่า "เคย" เรียนอะไรมา

ถุย เป็นอดีตรูป ของ แถก เพราะเป็นเหตุการณ์ล่วงเลยมานานแล้วครับ เป็น แถก ล้าสมัย อดีตอันหอมหวาน สมัยเป็นวัยรุ่นครับ

ปัจจุบันไม่ได้หอมหวลกอปรไปด้วยกามคุณ ๕ เหมือนในอดีต มีแต่กลิ่นอาย อมตรส แห่งสัจจธรรม ครับ

รสที่ไม่อาจสัมผัสได้ด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย แต่สัมผัสได้ด้วยใจ ครับ

รสอันสุขสงบอย่างยิ่ง จนไม่อยากวิ่งหารสอื่นให้วุ่นวาย

มาลองเริ่มชิม "รส" นี้กันดีกว่าครับ

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#33 By Dhammasarokikku on 2008-10-03 10:50

ตอนนี้แค่ 24 ยังบ่นป้อยๆเลยค่ะ

60 นี่...สุดยอดอ่ะค่ะ

แต่ที่มหาลัยก็เป็นค่ะ วิชาตัวช่วยยอดฮิตต้องรีบไปลง

ขนาดรับ 999 ยังไม่พอเลย ตัวช่วยนี่นาbig smile

#34 By ~BAkA -*- MAf!A~ on 2008-10-03 13:15

คณะพุทธศาสตร์มีครับ ที่มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ฆารวาสก็เรียนได้

#35 By mahaoath on 2008-10-03 18:27

ตอบความเห็นที่ ๓๒ เพิ่มเติม และ ๓๕

อุ๊ย... มีคณะนี้จริง ๆ ด้วยแฮะ หน้าแตกเลยเรา รู้สึกจะเทียบวุฒิให้เป็นปริญญาตรีด้วยนะ ได้ยินแว่ว ๆ มา สนใจคงต้องไปหารายละเอียดอีกที

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#36 By Dhammasarokikku on 2008-10-03 19:18

บริหารเวลาได้ดีจริงๆคะ
ตัวดิฉันเองเรียนแค่ที่เดียว
แต่ต้องทำงานไปด้วย
แค่นี้ก็แย่แล้วล่ะคะsad smile

#37 By ~memay~ on 2008-10-04 00:10

-_-' ขยันจริงๆครับ
เจ๋งสุดๆ เข้าใกล้นิพพานทีเดียว Hot!
โมทนาครับ big smile

#39 By nora on 2008-10-04 04:46

"ถุย" ย้อเย่นฮับ

เข้าใจขันธ์ 5 มากขึ้นแล้ว เย้
ขอบคุณที่ตอบฮะopen-mounthed smile

#40 By \\(..U 3U..)//จุ๊บุ on 2008-10-05 00:13

Favourites