ถุย เปรียบเทียบมหาลัย อย่างคนไม่มีกึ๋น ตอนที่ ๑ - มหาลัย A Episode I - Unexpected easy
posted on 03 Oct 2008 19:56 by akkarakitt in Experienceหากถุย เป็นอดีตของ แถก ข้าพเจ้าก็มีเรื่องเล่ามากมายเลยครับ คงเป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้ง่ายนัก ที่จะมีคนบ้าเรียนหลายมหาลัยอย่างข้าพเจ้า ไหน ๆ กระแสมันก็มาทางนี้แล้ว เขียนเสียให้หมดเปลือกไปเลย
เมื่อวานไปนั่งอัพบล็อก ขณะที่เขาสวดเจริญพุทธมนต์ถวายพระพรให้ในหลวง<---เจริญละ นิมนต์พระ ๑๐,๐๐๐ รูป ครับ งานนี้เงียบมากเลยครับ ไม่เหมือนงานของวัดธรรมกาย ข้าพเจ้าเองยังไม่ทราบเลยว่า เขานิมนต์พระมากขนาดนี้ ไปทราบเอาตอนที่ไปนั่งปั้นจิ้มปั้นเจ๋อในงานแล้วครับ สังเกตุดูไม่ค่อยมีญาติโยม ครับ มีแต่พระ แสดงว่า เขาไม่ได้โปรโมทงานมากมาย
ภาพบรรยากาศในงาน ยิ่งใหญ่อลังการดีแท้
รูปอาจจะดูเห่ย ๆ หน่อยนะครับ ใช้กล้องมือถือครับ
วันนี้ข้าพเจ้าก็คงไปอัพบล็อกอยู่บนรถ ระหว่างทางไปวัดท่าขนุน อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี เพื่อไปร่วมงานเป่ายันต์เกราะเพชร (อัพบล็อกทางมือถือนี่ เขียนอะไรไม่ได้มากหรอก แค่สั่งให้มัน published เท่านั้นแหละ)
ที่ข้าพเจ้ามิกล้าเขียนว่า เรียน... อย่างคนมีกึ๋น เพราะถ้าคนมีกึ๋นจริง คงไป(ทางโลก)ได้ไกลกว่านี้ ข้าพเจ้ามีพร้อมสรรพทุกประการ ออล-อิน-วัน ว่างั้นเหอะ โดยเฉพาะ ออง เทอะ เพรอ เนอ ชิป ที่ใครเขาไม่ค่อยมีกัน ข้าพเจ้าก็มีเต็มเปี่ยม แต่กระนั้นก็ไปไม่ถึงดวงดาว สิ่งที่ข้าพเจ้ามาค้นพบภายหลังจากที่บวชแล้วว่า ข้าพเจ้าขาดไป ไม่มีเหมือนใคร ๆ เขา ในทางโลก คือ บุญทานบารมี ครับ ต่อให้เก่งให้ตายห่ะยังไง ไม่มีตัวนี้ตัวเดียวก็จอดครับ
ศัพท์ที่คนทั่วไปรู้จัก เขาเรียกว่า เฮง ครับ ต้อง เก่ง + เฮง แต่ ความเฮง มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างที่คนทั่วไปเข้าใจครับ มันเกิดจากบุญเก่าเสียเป็นส่วนใหญ่
จากการวิเคราะห์เอาเองว่า คนเราเกิดมา ไม่จำเป็นต้องมีญาณระลึกชาติได้หรอกครับ นิสัย หรือสันดาน ตอนเด็ก ๆ (ที่ไม่ต้องมีคนสอน) จะเป็นตัวบ่งบอกได้ว่า ชาติที่แล้ว ๆ มา เป็นคนอย่างไร เพราะพระพุทธเจ้าตรัสไว้เองว่า "นิสสัย" นั้น ละไม่ได้ มีแต่พระพุทธเจ้าเท่านั้นที่ละได้ ดังนั้นหากท่านติดตามบล็อกของข้าพเจ้ามาโดยตลอด ก็จะทราบว่า ข้าพเจ้างกเพียงไร ในเอ็นทรี่ ความบ้าของฉันฯ ทั้ง ๕ ตอน และความงกนี้ ก็มีมาแต่กำเนิด
พอข้าพเจ้าไขปริศนาตรงนี้ออก เลยทำบุญไม่ยั้งเลยครับ ๖ เดือนแรก ของการบวชทำบุญไปเป็นแสน แล้วก็พบสิ่งมหัศจรรย์ครับ พอทำทานไปมาก ๆ แล้ว ความโลภมันลดลงไปจริง ๆ แฮะ พอมันจะโลภขึ้นมา ก็นึกถึงทานที่เคยทำไป แล้วก็บอกตัวเองว่า เฮ้ย... แค่นี้เองเหรอ ทำบุญมากกว่านี้มาก็ตั้งเยอะ จะมัวงกทำไม ทรัพย์สินในโลกนี้ ตายแล้ว พกไปได้ที่ไหนเล่า ความโลภก็สงบระงับ แล้วก็แปลกครับ ยิ่งทำบุญไป ก็จะมีโอกาสได้ทำบุญที่ยิ่ง ๆ ขึ้นไปเรื่อย ๆ จนที่สุด มาทำงานสาธารณประโยชน์ แล้วปรากฏว่า ความสุขอันเกิดจากการให้ทาน มันสุขยิ่งกว่า การได้ขับรถราคาแพง นอนบ้านราคาหลายล้าน กิน ดื่ม เที่ยว เล่น ทางโลก ทุกประการครับ
ความสุขชนิดนี้ ใช่ว่าจะพบได้จากการทำบุญ นิด ๆ หน่อย ๆ ไม่กี่ครั้งนะครับ แต่เกิดจากการทำบุญด้วยใจที่ปรารถนา จะละความโลภ หรือ ด้วยใจที่ปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุขจริง ๆ ซ้ำแล้ว ซ้ำอีก คนที่ไม่เคยให้ จะไม่รู้จักความสุขชนิดนี้เลยครับ และไปบอกให้ตาย เขาก็ไม่เชื่อครับ ประเมินเอาจากตัวข้าพเจ้าเองในสมัยก่อน ซึ่งมีความสุขกับการที่ตัวเลขไม่กี่ตัว ในสมุดบัญชีเงินฝาก เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ มาบัดนี้ มองดูตัวเองตอนนั้นแล้ว โง่บัดซบเลยครับ (และส่วนใหญ่คนที่ยังโง่อยู่ ก็จะไม่รู้ว่าตัวเองโง่ครับ เพราะเขาไม่รู้ว่า ความสุข คือ อะไร เป็นสัจธรรมของโลก)
อะ... ไถลออกนอกเรื่องไปไกล (แต่บุญมันสำคัญจริง ๆ นะ) มาว่าเรื่องของการเรียนในมหาลัยกันดีกว่า วันนี้มาว่ากันถึงการเรียนในมหาลัย A ย่าน ถ.รามคำแหง กันเป็นปฐมฤกษ์ การเรียนในหลักสูตรอินเตอร์ฯ หรือเรียนกันเป็นภาษาอังกฤษนั้น คนทั่วไปจะรู้สึกว่า ไม่ต้องศึกษาภาษามากหรอก เข้าไปเรียน ฟังบ่อย ๆ ก็จะเก่งเอง หรือถ้าใครจบหลักสูตรอินเตอร์ฯ มาจะเก่งภาษาอังกฤษโดยอัตโนมัติ
ความจริงแล้ว มิได้เป็นเช่นนั้นเลยครับ ความสามารถด้านภาษา ความจริง เราต้องขวนขวาย หาวิชาความรู้เอาเองครับ หรือไม่ก็ต้องมีพื้นฐานดีมาตั้งแต่มัธยม ความจริงเอ็นทรี่นี้ได้แรงบันดาลใจ มาจากคุณหมอเชนนะครับนี่ ท่านเขียนเรื่องพื้นฐานภาษาจีน ในการเรียนวิชาแพทย์จีน ก็ทำนองนั้นเลยครับ ไม่ใช่คิดว่า ไปตายเอาดาบหน้า เดี๋ยวเขาก็มีสอนภาษาอังกฤษ เหมือนสมัยเรียนประถม มัธยม
ความจริงการเรียนในมหาลัย A ออกจะแปลกจากมหาลัยอื่นอยู่มาก คือ ยังคงความเป็นการเรียนแบบมัธยมอยู่ เรียกว่า เคี่ยวเข็ญ ยัดเยียดกัน สุดฤทธิ์ มีการเช็คชื่อเข้าเรียน และห้องเรียนก็แบ่งเป็นห้องเล็ก ๆ เหมือนการเรียนมัธยมเด๊ะ แต่ในมหาลัยอื่น เขาไม่มา ยัดเยียดกันขนาดนี้หรอกครับ การเรียนในมหาลัย มันก็เหมือนมีสแตนดาร์ดอันหนึ่งไว้ ถ้าท่านเรียนรู้ได้ตามเกณฑ์ก็สอบผ่าน เกณฑ์ที่ว่านี้ บางทีก็ต้องไปค้นหาเพิ่มเติมเอง นอกห้องเรียน ไม่มีใครมาบังคับขู่เข็ญให้ท่านขึ้นเรียน หรือขวนขวายหาความรู้ อาจารย์ก็ไม่ได้เอาเนื้อหามาย่อยบดจนละเอียด ชนิดใส่ปากไม่ต้องเคี้ยว กลืนได้เลย มายัดเยียดเหมือนสมัยมัธยม ท่านต้องออกไปค้นคว้าเองครับ เพียงแต่เวลาสอบ ท่านต้องทำให้ได้ตามเกณฑ์เท่านั้น เป็นการฝึกความรับผิดชอบตัวเอง เพราะการเรียนระดับอุดมศึกษา ถือว่า ท่านเป็นผู้ใหญ่แล้วครับ
ขนาดยัดเยียด และมีการเช็คชื่อ เหมือนเด็กมัธยมแล้ว เด็กเรียน ม. A ยังไถลเถลือกออกนอกลู่นอกทางไปเสียก็มาก ส่วนหนึ่งก็มาจากความเป็นลูกคนรวยครับ วินัยในตัวเองไม่ค่อยมี เพราะถูกตามใจมาตั้งแต่เด็ก และสิ่งยั่วกิเลสมันก็เยอะเหลือเกินครับ เรียงรายอยู่บริเวณมหาลัยเต็มไปหมด หากจิตใจไม่เข้มแข็ง ลองเข้าไปนั่งสักทีแล้ว เดี๋ยวก็ต้องเข้าไปนั่งอีกครับ ทั้งเกมส์ ทั้งสนุ๊ก ทั้งเหล้า สารพัดสารเพของยั่วกิเลส แต่อย่างไรนั่นก็ไม่ใช่ข้ออ้างครับ ของยั่วกิเลส ต่อให้มีมหาศาลแค่ไหน ถ้าเราไม่เข้าไปยุ่งกับมัน มันก็ไม่มีวันยั่วกิเลสเราได้
การเรียน ม.A ให้ได้ดีนั้น หากมีการวางแผนมาล่วงหน้า ทำได้ไม่ยากเลยครับ แต่ส่วนใหญ่เขาไม่วางแผนกัน ก็เพราะคิดว่า เป็นมหาลัยสำรอง ไว้เรียนเวลาสอบเอ็นฯ ไม่ติด (อ้า...สมัยนี้เขาเรียก แอดมิสชั่น สินะ ไม่รู้มันแตกต่างกันอย่างไรเหมือนกันนะ ไม่ได้ติดตาม) ขอบอกครับ ขอบอก ว่าถึงแม้ท่านจะรู้สึกว่า มหาลัยนี้เป็นมหาลัยสำรอง แต่เวลาเรียนจริง ความรู้มันไม่ได้สำรอง หรือเป็นรองใครเลยนะครับ แถมเริ่ดกว่าชาวบ้านชาวช่องเขา ตรงที่เรียนเป็นภาษาอังกฤษนี่แหละ พวกที่เล็ดลอดขึ้นไปจนสามารถเรียนวิชาปีท้าย ๆ นี่ เรียกว่า เก๋าโจ๋ ครับ หากมาเอ็นฯ ใหม่อีกครั้ง รับรองว่า ไม่แพ้พวกที่ภูิมิใจนัก ภูมิใจหนาว่า ข้าเอ็นฯติด แน่นอน เพียงแต่พวกเขา ระลึกถึงความรับผิดชอบในตัวเอง ได้ช้าไปนิดหน่อยเท่านั้นเอง (ผ่านการเรียนมหาโหดขึ้นมาได้โดยสุจริตนี่ ข้าพเจ้าเชื่อว่า ระดับมันสมองไม่ด้อยไปกว่า พวกเรียนมหาลัยรัฐ ครับ เพียงแต่ความขยัน ความขี้เกียจ สมัยสอบเอ็นฯไม่เท่ากัน)
ที่ว่า ต้องวางแผนล่วงหน้ามา ก็หมายถึง มันเริ่มมาตั้งแต่วินาทีแรกที่เข้าเรียนแล้วครับ สมัยที่ข้าพเจ้าเรียน เขาจะมีการเรียน intensive course ก่อนเปิดเทอมเรียนจริง เขาจะเอาคะแนนสอบวิชาอินเทนซีฟนี้ มาเป็นเกณฑ์วัดว่า ท่านจะได้เข้าไปเรียนภาษาอังกฤษ ตัวที่ ๑ หรือ Eng I (อิ้งก์วัน) ได้เลยหรือเปล่า หากไม่ผ่านเกณฑ์ ต้องเจอกับการเรียน Re90 Re45 (ข้อมูลเก่าไปไหมเนี่ยะ ได้ข่าวว่าเด็ก ๆ รุ่นใหม่ ไม่รู้จัก Re แล้ว รู้สึกจะกลายเป็น Basic English I หรือที่เขาเรียกว่า เบวัน เบทู อะไรเทือกนั้นละครับ)<---แก่งั่กแล้ว ตามเด็ก ๆ รุ่นใหม่ไม่ทันแล้ว
หากใครโละ ๆ เละ ๆ โนเนะ เอ๋ออ๋า เข้าไป ไม่ตั้งใจเรียนอินเทนซีฟคอร์ส นึกว่ายังเรียนมัธยมอยู่ ก็จะได้พบว่า นรกมีจริงครับ พวกเบวัน เบทูนี่ เขาร่ำลือกันว่า ยากเสียยิ่งกว่า อิ้งก์วัน เสียอีก ดูจากเพื่อนคนหนึ่ง ที่ Re90 ไปหลายปี ๖ รอบ หรือ ๘ รอบนี่แล จำไม่ได้ รีจนเก็บวิชาที่ไม่รีควายอิ้งก์่จนหมด ไม่มีอะไรจะลงทะเบียนแล้วนั่นละครับ ครั้นพอขึ้นอิ้งก์วันได้ ก็พรวด ๆ ๆ ขึ้นอิ้งก์ทู ทรี โฟว์ รวดเลยครับ แสดงว่า ถ้ามีโอกาสได้รีบ่อย ๆ แล้ว พื้นฐานจะแน่นครับ พวกที่เรียนจบเอแบคมาเก่งภาษาอังกฤษมาก ๆ ก็คงจะเรียนเบวัน เบทู กันคนละหลาย ๆ รอบละครับ (สงสัย อยากเก่ง ต้องรีบ่อย ๆ ดีครับ แต่ไม่แนะนำ)
พอเรียน ๆ ไป จะทราบครับว่า เบวัน เบทู หรือ อิ้งก์ ทั้งหลายที่เขาว่ากันว่า ยากนัก ยากหนา แท้จริงแล้ว วิชาอื่นยากกว่านี้จมหูเลยครับ ภาษาอังกฤษ กลายเป็นวิชาที่ง่ายที่สุดในมหาลัยไปเลยทีเดียว และเรียนไปก็จะซาบซึ้งครับ ที่เขาเข้มงวด ยัดเยียดให้เรียนภาษาอังกฤษกันเลือดแทบออกมาทางรูหู สุดท้ายได้ใช้ทั้งหมดครับ หากภาษาอังกฤษอ่อน วิชาต่าง ๆ ทั้งหลาย ที่ง่าย ก็กลายเป็นยาก ที่ยาก ก็กลายเป็นโคตรยาก ครับ หากเรียนภาษาอังกฤษไม่ได้ดี ก็อย่าฝันไปเลยครับว่า จะเรียนวิชาอื่นได้ดี
เท่าที่เจอเพื่อน ๆ มา บางวิชา อย่างวิชาบัญชี แอคเค้าท์วัน หากมันเป็นภาษาไทย มันจะเป็นวิชาหมูตู้มากเลยครับ พวกที่อำลาจาก ม.A ไปเรียนมหาลัยที่เขาเรียนกันเป็นภาษาไทย เรียนจบกับอย่างรวดเร็ว ขณะที่พวกฝืนสังขาร ก็ยังย่ำต๊อก รีแล้ว รีอีก อยู่นั่นแหละ
พวกฝืนสังขารนี่ มีไม่น้อยนะครับ ถ้าเกิดน้อง ๆ เกิดพบว่า ไปไม่ไหวจริง ๆ ขอแนะนำให้ย้ายมหาลัยครับ ฝืนสู้ไป บางทีก็เสียเวลาเปล่า เพื่อนข้าพเจ้าฝืนเรียนไปสี่ปี สุดท้ายไปจบรามฯ ครับ อย่างนั้น สู้ไปเรียนรามฯแต่ต้นเลย ไม่ดีกว่าหรือ มามัวเสียเวลา เสียเงินเสียทอง แล้วไม่ได้ประโยชน์อะไร
อ้อ... ที่เขียนนี่ ไม่ได้บอกว่า รามฯ เรียนง่ายนะครับ เดี๋ยวหนีเสือ จะไปปะจระเข้เข้า โดยไม่ได้ตั้งใจ (เดี๋ยวจะมีการสาธยาย การเรียนในมหาลัยราม ในโอกาสต่อ ๆ ไป) เพื่อนคนนี้ นอกจากย้ายมหาลัยแล้ว เขาก็ย้ายคณะด้วยครับ คือ เรียนไป ต้องรู้ตัวเองนะครับว่า มีหัวทางนี้ ทางนั้น หรือเปล่า ถ้าไม่มีหัวจริง ๆ รีบเปลี่ยนแปลงเสีย ไม่ต้องตามเพื่อนครับ ชีวิตเรา เราเป็นคนลิขิตเองครับ ไม่ต้องติดเพื่อนมากครับ ไม่จากกันตอนนี้ อีก ๓-๔ ปีข้างหน้า ก็ต้องจาก ไปทำงานคนละที่ครับ คงไม่มีบริษัทฯที่ไหน รับเราโดยมีเงื่อนไขว่า ต้องรับเพื่อนเราด้วยครับ และหากเพื่อนเราไปรอด แต่เราย่ำต๊อก สุดท้่าย เพื่อนมันก็จากเราไปอยู่ดี เพราะมันจบก่อนเรา ครับ ฉะนั้น การเรียนระดับอุดมศึกษา ต้องเป็นตัวของตัวเองครับ อย่าไปอิงเพื่อนมากนัก
เอาละ... วันนี้ อารัมภบทมาพอสมควรแก่เวลา ก็ขอเอวังไว้แต่เพียงเท่านี้ก่อน เรื่องราวชีวิตมหาลัยของข้าพเจ้า มีให้สาธยายได้อีกหลายสัปดาห์ครับ มีทั้งตื่นเต้น เคล้าน้ำตา ล้มมาก็มาก ลุกขึ้นยืนเองมาก็ไม่น้อย แม้แต่การหลวมตัวเข้าไปในมุมสีเทา หรือมุมมืดของชีวิตมหาลัย ก็เคย แต่มันก็เป็นส่วนหนึ่งของมหาลัยชีวิต ที่ข้าพเจ้าไม่เคยเสียดายเลยสักวินาทีเดียวครับ ข้าพเจ้าได้ทำมันอย่างดีที่สุด และเต็มความสามารถของคนที่มีนิ้วมือสิบนิ้ว และนิ้วเท้าสิบนิ้ว แล้วครับ
หากท่านมีสิบนิ้วมือ สิบนิ้วเท้า เช่นเดียวกับข้าพเจ้า ท่านก็ทำได้เช่นเดียวกัน ถ้าคิดจะทำครับ
เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ
edit @ 7 Oct 2008 20:19:44 by Dhammasarokikku


เสียเวลา สู้ไปเรียนอะไรที่ชอบๆ ที่กว่าเนอะ
รู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่ไม่มีใครบังคับให้เรียนอะไรที่ไม่อยากเรียน
#1 By SLeePiNg FoReSt on 2008-10-04 11:58