ก่อนเราจะไปโมทนาบุญกัน ไปฟังธรรมนิยายต่อกันอีกนิด ใกล้จะจบแล้วครับ ตอนที่ ๑๐ โคหาย

วันเสาร์ที่ ๒๗ กันยายน ที่ผ่านมา ก็ออกไปตะแล่ดแต๊ดแต๋ ที่วัดหนองหญ้าปล้อง อ.ด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี ครับ ได้ไปกราบพระอาจารย์โนลี ท่านกำลังสร้างพระพุทธรูปขนาด ๔๑ ศอก ๔ นิ้ว อยู่ครับ ยิ่งใหญ่อลังการมาก แต่หลัง ๆ ข้าพเจ้าหันไปนิยมพิมพ์หนังสือธรรมะแจกเสียมากกว่า เรื่องทำทานที่เป็นวัตถุ เลยเพลา ๆ ไป

 

ทางซ้ายมือ คือ พระพุทธรูปขนาด ๔๑ ศอก ๔ นิ้ว ครับ

click to comment

โคลสให้ดูใกล้ ๆ 

ครั้นสบโอกาสก็เลยถามท่านครับว่า พระพุทธรูปใหญ่ ๆ นี้ มีอานิสงส์อย่างไร ทำไมถึงต้องสร้างให้ใหญ่โตมโหฬารขนาดนี้ด้วย เห็นที่วัดท่าซุงก็กำลังจะสร้างพระนอน ที่จังหวัดพิจิตร ใหญ่มากเหมือนกัน ออกพรรษานี้ หลวงพ่อบุญเชิด ที่ จ.กำแพงเพชร ก็จะขึ้นพระมหาเจดีย์ ๙ องค์ ทำไมช่วงนี้ พระสายหลวงพ่อ ถึงก่อสร้างอะไรกันมากมาย หรือว่า เป็นการสะเดาะเคราะห์ดวงเมือง

ท่านว่า สะเดาะเคราะห์ดวงเมืองนั่น มันได้อยู่แล้ว การสร้างถาวรวัตถุขนาดใหญ่ จำเป็นต้องใช้กำลังใจสูงมาก ใช้คนจำนวนมาก ร่วมแรงร่วมใจกัน ทั้งแรงกาย แรงใจ และแรงทรัพย์ ทั้งหลายทั้งปวงนี้ ทำให้เกิดความสามัคคีขึ้นในชาติครับ และยังเกิดผลแก่ เจ้ากรรมนายเวร ทั้งหลายที่เนื่องกับผู้มาร่วมแรงร่วมใจสร้างด้วยครับ

ข้าพเจ้านำคำตอบของท่านมานั่งพิเคราะห์ ก็เห็นจริงครับว่า ทุกวันนี้ ที่เราฟังข่าวคราวทางการเมือง แสดงความคิดเห็นทั้งหลาย โต้เถียง ถกเถียง กันด้วยอารมณ์ ล้วนแล้วแต่เป็นการฝึก "โทสะ" ทั้งสิ้นครับไม่ว่ามันจะถูก หรือผิด แต่ไม่ค่อยเห็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เกิดความสามัคคี หากเราหันหน้ามาทำบุญกันมาก ๆ อย่างแรกเลยคือ จิตเป็นกุศลแล้ว อกุศลจิตก็ไม่มีที่อยู่ ถูกไหมครับ อย่างสอง คือ เมื่อเราร่วมกัน สร้างถาวรวัตถุไว้ในบวรพระพุทธศาสนา ก็เป็นการฝึกจิตให้ละความโลภ และมีความสามัคคีไปในตัว อย่างสาม ทั้งเจ้ากรรมนายเวร บรรพบุรุษ ผู้ล่วงลับไปแล้วทั้งหลาย ก็จักได้มีโอกาสโมทนาบุญใหญ่ ถูกไหมครับ

หากคนสักแสนคน แยกกันบริจาคเงิน คนละ ๒๐ บาท ตามอัธยาศัยของตน ก็เป็นบุญเล็ก ๆ น้อย ๆ กระจัดกระจาย แต่ถ้าทั้งแสนคนนั้น มาร่วมกันสร้างพระพุทธรูป มูลค่า ๒ ล้าน อย่างนี้ เจ้ากรรมนายเวร และบรรพบุรุษผู้ล่วงลับ ก็สามารถโมทนาได้ทั้ง ๒ ล้านเลย แม้ว่าผู้ทำบุญ ทำบุญเพียง ๒๐ บาท

และการสร้างบุญใหญ่ขนาดนี้ หากบารมีเดิมของผู้สร้างไม่ถึง ได้ไปเกิดใหม่แน่นอนครับ ใครเล่าถ้ารู้ว่าตัวเองต้องตายเพราะการสร้างถาวรวัตถุขนาดใหญ่แล้ว จะเต็มใจทำ นอกจากพระที่มีความดีในระดับหนึ่ง ข้าพเจ้าพิจารณาแล้ว ก่อนข้าพเจ้าไปถึง พระอาจารย์โนลีนอนซม ป่วยมา ๓ วัน แล้วครับ วันที่ไปถึง ท่านเพิ่งลุกขึ้นมาได้วันแรกพอดี ลุกขึ้นมาปุ๊บก็ปีนขึ้นไปสั่งงานทันที ทั้งที่ตามปกติแล้ว คนที่พาไปเล่าให้ฟังว่า พระอาจารย์จะนั่งคุยธรรมะ กับโยมที่พาข้าพเจ้าไป ทั้งวันเลยครับ แต่วันนี้ปล่อยให้โยมหงอยเหงา เปล่าเปลี่ยวอุรายิ่งนัก

 

click to comment

ภาพถ่ายด้านหลัง พระพุทธรูปครับ กำลังก่อสร้างกัน มันส์ไปเลย

  click to comment

อีกมุมหนึ่ง ถ่ายจากด้านหลัง ครับ

 

มีโอกาสได้คุยกันเล็กน้อย ก่อนท่านจะปีนขึ้นไปสั่งงาน ท่านเล่าให้ฟังว่า ท่านต้องจ่ายค่าคนงานสัปดาห์ละ ๒ หมื่นครับ ครั้งล่าสุดก็รอดตัวไป เพราะผู้จัดการเทสโก้โลตัส บางใหญ่ มาขอตู้รับบริจาคไป เอาตู้มาคืน เปิดมาได้หมื่นกว่าบาท มิฉะนั้น ท่านว่า คงจะรีดเอาจากข้าพเจ้า รีดให้เป็นปลาหมึกปิ้งทีเดียว (ฮา)

คุยธรรมะแล้ว ท่านก็ตอบข้อสงสัยได้ทุกประการ ค่อนข้างมั่นใจในปฏิปทาแล้ว จึงควักกระเป๋า ทำบุญถวายสังฆทานไป ๑,๐๐๐ บาทครับ ขอท่านทั้งหลายจงโมทนา

 

click to comment
รูปพระอาจารย์โนลี ครับ

 

มาสัปดาห์นี้ อุตส่าห์อดหลับอดนอนครับ นอนตอนเที่ยงคืน ออกเดินทางตอนตี ๒ (ของวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๕๑) เพื่อจะได้ง่วงมาก ๆ แล้วไปงีบบนรถเป็นผลสำเร็จ แต่นอนยังไงก็นอนไม่หลับครับ บนรถเนี่ยะ ก็ได้แต่ภาวนาดูลมหายใจไปเรื่อย ๆ ไปถึงวัดท่าขนุนราว ๖ โมงเช้า เวลาค่อนข้างกำลังดีทีเดียว ฉันเช้าแล้ว ก็รอเข้าพิธีพุทธาภิเษก ๗ โมงครึ่ง ส่วนพิธีเป่ายันต์เกราะเพชรรอบแรกก็เริ่มตอน ๑๐ โมง เข้าร่วมพิธีเป็นครั้งที่ ๒ แล้วครับ ไม่เคยมีอาการอะไรกับเขาหรอก แต่คนที่ข้าพเจ้าพาไป มักจะรับได้ ครั้งที่แล้ว หลวงพี่ตือก็รับได้ มาคราวนี้ ทิดบอมบ์ที่ช่วยขับรถไปให้ก็รับได้ ก็ยินดีโมทนากับเขาด้วย

 

click to comment

ภาพบายศรีครับ อลังการงานสร้าง เช่นทุกปี ครับ ปีนี้ ทำเป็นรูปท้าวจาตุมมหาราชทั้ง ๔

 

จบพิธีก็มาฉันเพลครับ โอ้...บร๊ะเจ้า ส่วนใหญ่เป็นอาหารเจ เหมือนฉันเช้านั่นละครับ แต่เผ็ดแทบทั้งสิ้น ข้าพเจ้าก็พอฉันเผ็ดได้ แต่เผอิญร้อนในจากการอดนอนมาหลายวัน เพื่อพยายามมานอนในรถนั่นละครับ ฉันได้คำสองคำ ก็ต้องสอดส่ายสายตาหาอะไรที่ไม่เผ็ดฉัน ซึ่งเจออยู่อย่างเดียว ก็เคี้ยว ๆ กลืน ๆ เช่นเดียวกับฉันเช้า โอ้หนอ... ข้าพเจ้าลืมความรู้สึกนี้ไปนานทีเดียว เนื่องจากในกรุงเทพฯ อาหารขบฉันมีให้เลือกมากมาย

 

click to comment

ปริมาณคนเข้าร่วมงานเป่ายันต์เกราะเพชร รอบแรก

  click to comment

หลวงพี่เล็กพรมน้ำพระพุทธมนต์ หลังพิธีพุทธาภิเษก

 

สมัยที่ขึ้นดอยครั้งที่ ๒ หรือ ทำไมถึง "บินเดี่ยว" ตอนที่ ๕ - เมื่อข้าพเจ้าไปเป็นครู(มั่ง)... ลืมเล่าไปว่า ช่วงแรกของการบวชเณร-พราหมณ์ ภาคฤดูร้อน ข้าวปลาอาหารการขบฉัน ก็ยังบริบูรณ์ แต่นับวันก็ยิ่งไม่ค่อยมีอะไรให้ฉันครับ ข้าพเจ้าก็ได้พึ่งไข่เจียว กับน้ำพริกตาแดง มาอยู่หลายวัน ฉันไข่จนหน้าจะเป็นไข่เลยครับ ไข่ดาว ไข่เจียว ไข่ต้ม สลับกันไป มื้อหนึ่ง ข้าพเจ้าจึงออกสำแดงเดช ทำไข่หวาน ให้เขากินกันบ้าง เขาก็ทำหน้่าปูเลี่ยน ๆ ครับ ก็เครื่องปรุงมันไม่ค่อยครบสูตร ซีอิ้วดำก็หน้าตาแปลก ๆ ทำออกมาแล้วเลยหน้าตาขยุกขยุยชอบกล

มื้อท้าย ๆ ก็มีไข่พะโล้ พะโล้จริง ๆ นะครับ คือ มีไข่ต้ม ผงพะโล้ และน้ำ ๓ อย่างเท่านั้นครับ มื้อสุดท้ายนี่ ไม่มีอะไรจะฉันกันแล้ว ชาวบ้านเขาไปเอามะพร้าวกะทิ มาหั่นเป็นลูกเต๋า ต้มยำให้ฉัน ก็เช่นเคยครับ มีมะพร้าว กับน้ำต้มยำ ๒ อย่าง ฉันกับข้าว เคี้ยว ๆ กลืน ๆ เหมือนในวันนี้เลยครับ ความรู้สึกของการกินเพื่อประทังชีวิต หรือยังอัตภาพให้เป็นไป เพื่อปฏิบัติธรรม มันเป็นอย่างนี้นี่เอง เชื่อไหมครับ ตอนลงมาจากดอย เกิดอยากฉัน ไข่พะโล้ ขึ้นมาทีเดียว ทั้งที่ปกติบิณฑบาตได้แทบทุกวัน

นี่ละครับ เจตนาที่พระป่า เขาเทกับข้าวทั้งคาวหวาน รวมกันลงในบาตร ฉันในบาตร เพราะต้องการให้เห็นว่า ร่างกายนั้นต้องการอาหารเพียงแค่ยังอัตภาพให้เป็นไปเท่านั้น ไม่ได้ต้องการรสอร่อย กลิ่นหอม หรือ รูปร่างสวยงาม  จานชามจะหรูเลิศ ราคาแพงสักเท่าไหร่ ก็เป็นสิ่งไม่จำเป็นครับ ทีนี้ถ้าไม่ใช้ปัญญาในการขบฉัน กลายเป็นเห็นว่า การฉันมื้อเดียว ฉันในบาตร ฉันอาหารที่เทรวมกันลงในบาตร เป็นการปฏิบัติที่เคร่งครัด คนอื่นไม่สามารถทำได้อย่างฉัน อย่างนี้จบเห่เลยครับ แทนที่จะได้ปลงกับรูปร่าง รสชาติ อาหาร หรือภาชนะ กลายเป็นไปเพิ่ม สักกายทิฏฐิ อัตตา หรือ ตัวตน เข้าให้ นานเข้าก็จะเหนียวแน่น เข้มข้น จนกลายเป็นดูถูกผู้อื่นที่ปฏิบัติไม่เท่าตน หรือคนอื่นห่วยไปเสียหมด เรื่อง สักกายทิฏฐิ อัตตา ตัวตน นี้ ญาติโยมก็มีส่วนครับ พอทราบว่าที่ไหนปฏิบัติเคร่งครัด ก็เฮโลกันไปทำบุญ ไปอุปัฏฐาก เสียจน พระไม่เป็นพระ หรือ กลายเป็นพระเหลิง ในลาภ ยศ สรรเสริญ สุข

ความจริงถ้าพระป่า ปฏิบัติเช่นที่กล่าวมา โดยไม่มีญาติโยมเข้าไปรบกวน นั่งดูจิตดูใจ ไปเรื่อย ๆ ปัญญาจะเกิดง่ายมากเลยครับ

ส่วนพระบ้าน หากหลงไปติดรส กลิ่น รูป ของอาหาร ก็จบเห่เช่นกัน ครับ

ข้าพเจ้าก็ศึกษาแนวปฏิบัติของทั้ง ๒ แนว ส่วนหนึ่งพบว่า แนวปฏิบัติของพระป่า ท่านจะเน้นให้ผู้ปฏิบัติ คิดได้เอง อย่างการขบฉันที่กล่าวมาข้างต้น พอเริ่มปฏิบัติ ท่านก็ไม่ได้บอกหรอกว่า ทำเช่นนี้เพื่ออะไร ครั้นพอปฏิบัติไป จนเกิดปัญญาเห็นวัตถุประสงค์ของการปฏิบัติเช่นนี้ ปัญญาตัวนี้จะลึกซึ้งมาก ละเอียดมาก สุขุมมาก เพราะแนวปฏิบัติแบบสุกขวิปัสสโก หลุดพ้นด้วยปัญญาวิมุตติ หรือพ้นด้วยอำนาจของปัญญา ต้องอาศัยการคิดได้เอง เป็นหลัก ซึ่งหากยึดแนวปฏิบัติไปปฏิบัติเอง โดยไม่มีครูบาอาจารย์แนะนำ ก็สุ่มเสี่ยงจะไปติดสิ่งที่ข้าพเจ้าสาธยายมา

ส่วนแนวพระบ้าน ท่านจะสาธยายให้ทราบทั้งหมดเลยครับว่า การทำเช่นนี้ เพื่ออะไร ทำเช่นนั้น เพื่ออะไร แล้วไปปฏิบัติเอา ทีนี้ถ้าพระบ้านรู้แล้วไม่นำไปปฏิบัติ คิดว่าความรู้ อันเกิดจาก "สัญญา" หรือ ความจำ ในคำสอนของครูบาอาจารย์ นั้น เป็นความรู้ที่ดีเลิศแล้ว ก็เจ๊งอีกเหมือนกันครับ กลายเป็นเถรใบลานเปล่า เหมือนที่ข้าพเจ้าเคยสาธยายไปแล้วใน How to ทำอย่างไรให้ถึงนิพพาน พระธรรมขันธ์ที่ ๒ และถ้าดูเพียงจริยาภายนอก ก็อาจจะดูไม่ค่อยเรียบร้อย เหมือนพระป่า เพราะแนวที่ข้าพเจ้าศีกษามา เป็นแนวที่หลุดพ้นด้วยอำนาจแห่งใจ หรือ เจโตวิมุตติ แนวนี้จะใช้กำลังของสมาธิ ตัดกิเลส เป็นสมุทเฉทปหาน (ตัดแบบถอนรากถอนโคน) ครับ คือ จำให้ได้ว่า อะไรเป็นอะไร แล้วเข้าสมาธิ ไปตัดกิเลสกันในสมาธินั้น ใช้ปัญญาที่เกิดในสมาธินั้น พิจารณาให้เห็นถ่องแท้ว่า สิ่งที่ร่ำเรียนมา รู้มา ถูกอบรมสั่งสอนมา มันจริงตามนั้น หรือเปล่า

เมื่อแนวปฏิบัติ แตกต่างกันเช่นนี้ เราจึงไม่สามารถตัดสินได้เลยครับว่า พระรูปไหนดี หรือไม่ดี จากจริยาวัตรภายนอก ฉะนั้น เพื่อความไม่ประมาท ก็ควรให้ความเคารพท่านทั้งหลายไปก่อนครับ อย่างที่มีคนแนะมาก็เริ่ดครับ ท่านแนะว่า เราควรแสดงความเคารพ เพราะพระสงฆ์เป็นผู้สืบทอดศาสนา เคารพที่กิจของสงฆ์ มากกว่าเคารพบุคคล คิดอย่างนี้ ไม่ว่าพระจะปฏิบัติดีปฏิบัติชอบหรือไม่ เราก็เคารพได้อย่างสนิทใจ ถูกไหมครับ

บางทีญาติโยมอาจสงสัยว่า การที่เราถวายอาหารที่ดีเกินไป อร่อยเกินไป จะเป็นการยั่วกิเลสพระ ทำให้พระเมามันกับอาหาร แล้วเราจะเป็นบาปหรือเปล่า สบายใจได้เลยครับ ในคิริมานนทสูตร มีเขียนไว้ครับว่า ไม่ใช่ว่าจะห้ามไม่ให้ขบฉันของดี หรือของไม่ดี เสียเลย เพียงแต่แนะว่า เมื่อได้อย่างหยาบ ก็บริโภคอย่างหยาบ เมื่อได้อย่างประณีต ก็บริโภคอย่างประณีต อย่าให้จิตใจ หวั่นไหวไปกับความหยาบ หรือ ประณีต ของอาหาร เพราะมันคืออาหารเสมอกัน กินแล้วอิ่ม กินแล้วประทังชีวิตได้เหมือนกัน และสุดท้ายมันก็ออกมาเป็นก้อน ๆ เหม็น ๆ เหมือนกันหมด ไม่ว่าอาหารเลว ดี ถูก แพง แค่ไหนก็ตาม ฉะนั้น ไม่ว่า จะถวายอาหารดีเลิศ หรือห่วยแตกแค่ไหน สำหรับพระดี ๆ แล้ว เสมอกันหมดครับ สำหรับคนถวาย ก็ไม่มีทางเป็นบาปไปได้ครับ เพราะจิตเป็นกุศล ยกเว้น ทำบุญเพื่ออวด เพื่อหน้าตา หรือ ไปทำบาปมา เพื่อเอามาทำบุญ เช่น ไปขโมยของ หรือปล้น มาทำบุญ หรือ ฆ่าสัตว์เอามาทำบุญ ถ้าสงสัยว่า อะไรเป็นบุญ อะไรเป็นบาป ให้ดูใจของเราเป็นสำคัญครับ บุญมากบุญน้อย อยู่ที่ว่า เราตั้งใจกับอาหารที่ถวายแค่ไหน หากตั้งใจมาก แม้อาหารจะไม่อร่อยเลย ให้ตายเถอะ ก็ได้บุญมากครับ หากไม่ตั้งใจ แม้เป็นอาหารเหลา(เหย่) โต๊ะนึงเป็นหมื่น ก็ได้บุญนิดเดียวครับ

สิ่งที่แนะว่า ไม่ควรทำเลย คือ การถามว่า "พระคุณเจ้า อร่อยไหม เจ้าคะ" มากกว่า ถามแบบนี้ พระก็กระอักกระอ่วน จะตอบว่า ก็งั้น ๆ เพราะเห็นว่า มัน คืออาหารไม่แตกต่างกัน ก็เป็นการทำลายกำลังใจญาติโยม ครั้นจะตอบว่า อร่อยจ๊ะ ทำมาอีกเยอะ ๆ นะ เพื่อรักษากำลังใจ ผู้ไม่เข้าใจได้ยิน ก็กลายเป็นว่า พระติดรส ติดชาติ พระผู้น้อย ไม่เข้าใจ ได้ยินพระผู้ใหญ่ กล่าวเช่นนี้ ก็กลายเป็นว่า การติดรส ติดชาติ เป็นการปฏิบัติที่ถูกต้อง เลยยึดถือปฏิบัติกันเป็นประเพณีไป

มาคราวนี้ ได้ฟังคำพยากรณ์ของหลวงพี่เล็ก ก็ชื่นใจครับ ท่านว่า แนวปฏิบัติของหลวงพ่อ ที่เผยแผ่ตั้งแต่ปี ๒๕๑๘ ในปีหน้า หรือ ปี ๒๕๕๒ นี้ จะเป็นปีทองครับ ท่านว่า ไม่ว่าคุณจะอยู่ในรูไหน ลึกลงไปใต้ดินสักสิบเมตร หากเขาทราบ เขาก็จะตามไปขุดคุณขึ้นมา เพราะอะไร ก็ไม่ทราบเหมือนกัน ท่านไม่ได้บอก ที่มาเขียนไว้ล่วงหน้า จักได้มาพิสูจน์กันครับว่า คำพยากรณ์ของท่าน จริงหรือไม่ ไม่ใช่พอคำพยากรณ์เป็นจริงแล้ว ค่อยเอามาเฉลย มันดูไม่น่าเชื่อถือ ต้องเอาแบบบทสรรเสริญพระธรรมคุณครับ เอหิปัสสิโก - เป็นธรรมที่ควรเรียกให้มาดู

 

click to comment

มีรำมโนราห์ถวายเป็นพุทธบูชา ให้ดูด้วยแฮะ

 

ก่อนกลับก็ถวายสังฆทานให้หลวงพี่เล็กเสีย ๒,๐๐๐ บาท ออกจากวัดท่าขนุน ก็แวะไปเที่ยวแดนมหามงคล ของแม่ชีบงกช ครับ พาญาติโยมไปดูสถานที่ แต่เวลาไม่คอยท่า แวะได้พักเดียวก็เดินทางต่อ ไปหาหลวงตาพวง ก่อนไปโยมหลินถามว่า จะซื้อเทียนไปถวายท่านดีไหม ข้าพเจ้าเห็นว่า เทียนท่านมีถมเถ ถวายสิ่งที่ได้ใช้ เช่น น้ำมันดีเซล ไว้ปั่นไฟ เครื่องสูบน้ำ ยังจะดีเสียกว่า ก่อนเข้าไปก็แวะซื้อน้ำมันดีเซลไปถวายท่านครับ เป็นเงิน ๖๒๕ บาท ขอท่านทั้งหลายจงโมทนา

ไปถึงท่านก็ต้อนรับขับสู้อย่างดี แม้ตาของท่านมองไม่เห็นเสียแล้ว ท่านทำท่าจะละสังขารเสียหลายรอบแล้ว ด้วยเกรงว่าตัวท่านเองจะไปเป็นภาระผู้อื่น ท่ามกลางความเป็นห่วงของลูกศิษย์ลูกหา ท่านก็เล่านิมิตของท่านให้ฟัง ให้ทุกคนช่วยกันตีความ ทุกคนต่างลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า นิมิตนั้นแปลว่า หากยังไม่ถึงอายุขัย ก็ต้องอยู่กันต่อไปครับ จะละสังขารก่อนเวลาอันควรไม่ได้ ได้ทราบว่า ท่านปลงใจอยู่ต่อไปจนกว่าจะถึงอายุขัย ญาติโยมก็สบายใจขึ้นกันอีกเป็นกอง ไม่ใช่อะไรครับ สถานที่ที่หลวงตาพวงอยู่ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีคนอุปัฏฐาก อย่างน้อย ๑ คน/รูป เพราะระยะทางการบิณฑบาตไม่ธรรมดา ไป ๓ กม. กลับ ๓ กม. บนทางลูกรัง ไฟฟ้าก็ไม่มี อุปกรณ์อำนวยความสะดวกแบบพระบ้าน ไม่มีเลยครับ ผู้ที่จะไปอยู่ตรงนั้นได้ ต้องกำลังใจเข้มแข็งจริง ๆ เท่านั้น เลยหาคนหรือพระไปอยู่ยากหน่อย ทีนี้ท่านเคยอยู่ด้วยตนเองมาตลอด พอจักต้องพึ่งคนอื่น ก็เลยเกรงใจ กลุ้มใจ จึงคิดจะละสังขารดังว่ามา

ได้พูดคุยธรรมะกันสนุกสนาน แล้วก็ขอถ่ายรูปไปให้ญาติโยมโมทนากันหน่อยครับ งานปิดทองพระพุทธรูป ๔ ศอก ชำระหนี้สงฆ์ซึ่งเป็นพระประธานในวิหาร อยู่ที่วัดหลวงตาพวง ได้ริเริ่มงานมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ก็สำเร็จแล้วครับ

 

click to comment

ภาพพระพุทธรูปชำระหนี้สงฆ์ ๔ ศอกที่ปิดทองแล้ว

click to comment

ภาพพิธี ถวายพระพุทธรูปปิดทอง เป็นของสงฆ์ ครับ

click to comment

ถวายพระพุทธรูปแล้ว ก็ต้องมีถวายสังฆทานจั๊กหน่อย ร่วมถวายด้วยอีก ๕๐๐ บาท

และถวายให้หลวงพี่ตือ ที่อุปัฏฐากหลวงตาพวงอยู่ อีก ๕๐๐ บาท ครับ

ขอท่านทั้งหลายจงโมทนา

ฮั่นแน่... ช่างปิดทองจำเป็น
 
 
งานนี้สรุปยอดเงินบริจาคดังนี้ครับ

บ้านตลิ่งชัน                                                                            ๑๘,๕๐๐ บาท

บ้านอนุสาวรีย์                                                                          ๑๑,๐๐๐ บาท

หลวงพี่กฤษณ์ วัดท่าพระ เป็นเจ้าภาพค่าแรงปิดทอง                       ๑๐,๐๐๐ บาท

ช่างผู้รับจ้างปิดทอง ร่วมปิดทองเพิ่มเติม (แผ่นทองที่ให้ไปไม่พอ) อีก ๗,๐๐๐ บาท

ก็ขอท่านทั้งหลายจงโมทนา

อีกส่วนหนึ่ง เป็นภาพของศาลาที่สำเร็จแล้ว ตั้งแต่ สำเร็จแล้วจ้า... มาโมทนากันเร้ว ภาคแรก ไปคราวนี้เลยได้ไปถ่ายรูปมาให้โมทนากัน เสียดายฝากคนอื่นไปถ่ายภาพให้ เพราะฝนตก เกรงแผลจะเปียก เลยได้ภาพที่ไม่ค่อยถูกใจนัก เพราะต้องการแสดงเสาอีก ๖ ต้น ที่ขยายศาลาออกไปด้านข้าง รวมเป็น ๑๒ ต้น ตามที่ได้บอกบุญไปใน Episode IV และการเทพื้นปูกระเบื้อง ที่เป็นส่วนของโครงการนี้ ผู้ถ่ายเข้าใจว่า ต้องการได้ภาพพระ เลยแทบไม่เห็นการปูกระเบื้องเลย งานนี้ยอดค่าก่อสร้าง ๑๓๑,๒๘๔ บาท รายละเอียดสาธยายไว้แล้วในเอ็นทรี่ก่อน

ทราบว่า มีคนมาประเดิม นั่งสมาธิ หน้าองค์พระพุทธปฏิมา เห็นแสงพุ่งออกมาจากองค์พระ ทั้ง ๓ คน สงสัยกันใหญ่เลยครับว่า ตรงนั้นมีอะไร เหอ ๆ ก็มีพระพุทธรูปไงจ๊ะ (คนตอบก็ไม่รู้เหมือนกัน)

 

 click to comment

กระเบื้องครับ กระเบื้อง

  click to comment

ส่วนนี่ เหล่าผู้ให้กำลังใจ นักก่อสร้างทั้งหลาย ครับ (ไม่ได้กำลังใจนี่ แย่เลยครับ)

 

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ

edit @ 6 Oct 2008 15:38:12 by Dhammasarokikku

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

โมทนาสาธุด้วยค่ะ กำลังใจนอนเบียดกันกลมเลย *-*

#1 By Rinna ♥ on 2008-10-06 00:39

มาร่วมโมทนาสาธุค่ะ

#2 By ตุ้มเป๊ะ on 2008-10-06 09:06

อภิโมทนาcryฮะ

#3 By \\(..U 3U..)// on 2008-10-06 10:41

ขออนุโมทนาครับผม

#4 By นายฉิม on 2008-10-06 10:56