น้ำลายแตกฟองครับ ถุย(อดีตของแถก) กันไม่ทันเลย น้ำลายท่วมปาก ตอนที่แล้ว พล่ามมาถึงตอนที่ตัดสินใจ (แอบไป) สมัครสอบเอ็นทร๊านซ์ใหม่ ป๊าม๊าไม่รู้หรอกว่า การเรียนในคณะวิศวะ ทั้งที่ตัวเองชอบเรียนภาษา มันขมขื่นเพียงไร พอจะเดาออกไหมครับว่า ข้าพเจ้าเลือกเอ็นทร๊านซ์เข้าคณะอะไร

 

 

ถูกต้องแล้วคร๊าบ.... คณะอักษรศาสตร์ครับ

 

Linguist Linguist Linguist ท่องอยู่ในใจครับ ทว่าตอนตัดรหัสคณะไปแปะในใบสมัคร หางตามันเหลือบไปเห็นคณะหนึ่ง ซึ่งเป็นคณะในฝันของเพื่อน ๆ หลายคน ประกอบกับข้าพเจ้าก็ชอบวาดการ์ตูนเป็นชีวิตจิตใจ และคณะนี้ ก็เป็นคณะที่ดูรักกันดี สนุกสนานเฮฮา สมกับเป็นชีวิตมหาลัยที่ใฝ่ฝัน ก็เลยตัดรหัสคณะนั้น แปะเข้าไปเป็นอันดับหนึ่ง คิดว่า จะเข้าไปสอบสนุก ๆ ที่สำคัญภาควิชานี้ รับแค่ ๒๐ คนเท่านั้น ข้าพเจ้าคงจะสอบไม่ติดหรอก (เลือกเอามัน ครับ)

ตอนนั้นสามารถเลือกคณะได้ ๕ อันดับ ครับ ตั้งแต่อันดับ ๒ เป็นต้นไป เลือกเป็นสายศิลป์ภาษาหมดเลยครับ

แม้จะสอบแบบเอามัน แต่ก็ย่องไปเรียนวิชาความถนัดทางสถาปัตย์ที่รุ่นพี่จัดแถว ๆ ตึกจุลฯ กับเขาเสียด้วย และตอนสอบก็บ้าพลัง เอาสีน้ำเข้าไประบายครับ เลอะเทอะเละเทะไปหมด คนอื่นเขาใช้สีที่เลอะน้อยกว่านี้ครับ ทำเสร็จข้อสอบเปียกไปหมดเลยครับ ดูไม่จืดทีเดียว เห็นกระดาษข้อสอบของตัวเองแล้วยังอนาถใจ ไม่มีทางสอบติดแน่นอน

 

 

ผลสอบออกมา ....เฮือก.... ติดอันดับหนึ่งครับ

 

พลิกโผหยั่งเรงนิ เพราะไม่ได้อ่านหนังสือของสายวิทย์เลยครับ วัน ๆ นั่งอ่านนอนอ่านแต่ข้อสอบเก่าย้อนหลังไป ๑๐ ปี ของ ภาษาอังกฤษ กขค สังคม กข ภาษาไทย กข สามัญ ๒ และวิชาอื่น ๆ ของสายศิลป์ล้วน ๆ มันติดอันดับหนึ่งเข้าไปได้ยังไงฟระ.... งง

แต่พอสอบติดก็ตื่นเต้นละครับ ตัดสินใจไม่ถูก จะเอาอย่างไรดี คณะหนึ่งพ่อแม่อยากให้เรียนใจแทบขาด อีกคณะหนึ่งเพื่อน ๆ ก็กรี๊ดสลบ อยากเข้ากันตัวซี้ตัวสั่น ตัวข้าพเจ้าเองก็ชอบวาดการ์ตูน และอยากสัมผัสชีวิตเด็กมหาลัยในฝันดูสักครา

ตัดสินใจอยู่นานทีเดียว สุดท้ายก็แอบไปดร็อป คณะวิศวะ ไว้ก่อนครับ กันเหนียวไว้ เผื่อเรียนสถาปัตย์ไม่รอด แล้วก็เข้าไปเฮฮาปาจิงโกะ ในคณะสถาปัตย์ที่ใฝ่ฝันครับ

กว่าจะตัดสินใจได้ เขาก็รับน้องปูโต๊ะกันไปรอบสองรอบแล้วครับ คณะนี้รับน้องกันสยึ๋มกึ๋ยมาก มีทั้ง ๒+๑ (ปี ๒ รับ ปี ๑), ๓+๑ (ปี ๓ รับ ปี ๑), ๔+๑, แห่เชือก, รักบี้ และอื่น ๆ อีกมากมายครับ ถ้าน้อง ๆ คนไหนชอบการรับน้องแบบถึงใจ ขอแนะนำคณะนี้ครับ

ระหว่างการรับน้องอันเมามันนั้น ก็มีกิจกรรมกีฬาเฟรชชี่ครับ ข้าพเจ้านั้น นอกจากถีบจักรยาน กับว่ายน้ำแล้ว กีฬาอย่างอื่นก็ไม่เอาอ่าวเลยครับ คณะสถาปัตย์นั้น ชายหนุ่มจะรูปร่างแบบบาง ออกแนวเท่ ๆ เก็ก ๆ หล่อ ๆ ไปตามเรื่องละครับ เลยไม่ค่อยส่งนิสิตไปเป็นนักกีฬา โดยเฉพาะกีฬาโหด ๆ พอ ๆ กับคณะศิลปศาสตร์ หรือ นิเทศน์ เลย ตอนนั้นนิสิตชายปี ๑ ทุกคน ก็ถูกกดดันให้เลือกเล่นกีฬาอะไรสักอย่าง เพื่อเป็นชื่อเสียงของคณะ อย่างน้อย ก็ได้ให้ความร่วมมือกับกีฬาเฟรชชี่ ซึ่งส่วนใหญ่เขาก็เลือกเล่นรักบี้ อันเป็นกีฬาชูโรงของคณะ กันครับ

ข้าพเจ้าเกลียดพวกกีฬาที่เป็นลูก ๆ ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นแบดฯ เทนนิส ฟุตบอล วอลเล่ย์ รักบี้ ตะกร้อ ข้าพเจ้าเลยเลี่ยง ไปเลือก ต่อยมวยสมัครเล่น ครับ เพื่อไม่ให้รุ่นพี่มาเซ้าซี้ไปเล่นรักบี้ (ตอนนั้นได้ยินว่า รุ่นพี่เล็งให้ข้าพเจ้า ลงตำแหน่ง แคชเชอร์ หรืออะไรนี่แหละ)

ตอนลงแข่งนั้น กลายเป็นฮีโร่ทีเดียว นัดแรกชกกับคณะรัฐศาสตร์ ผองเพื่อนพี่น้องคณะ แห่แหนกันไปเชียร์ให้ครื้นเครง อาจเป็นเพราะ คณะเราไม่ค่อยได้ส่งนักกีฬาประเภทนี้ลงแข่ง (ปีนั้นเป็นปีทองของมวยคณะเลยครับ มีเพื่อนข้าพเจ้าอีกคน ลงแข่งรุ่นเฮฟวี่เวท ฟุตเวิร์คเป็นการเต้นแร็ปอีกตั่งหัก)

แม้เขาจะเชียร์กันครื้นเครงเพียงไร ข้าพเจ้าก็รู้ตัวดีครับว่า ตัวเองเป็นหมูที่เขาหามไปลงสนาม เนื่องด้วย สายตาสั้นครับ สั้นไม่มากครับ ๔๐๐ เท่านั้นเอง สมัยนั้นยังไม่มีคอนแท็คเลนซ์ชนิดซอฟต์ เช่นปัจจุบันเสียด้วย ก็ลงแข่งทั้งภาพเบลอ ๆ อย่างนั้นแหละ เพื่อคณะครับ เพื่อคณะ

โชคดีที่สมัยนั้น ข้าพเจ้าว่ายน้ำวันละ ๒ กม. ทุกวัน ปอดเลยแข็งแรงเป็นพิเศษครับ อยู่แลกหมัดกันจนครบ ๓ ยก และด้วยความใจสู้ แลกหมัดไม่ยั้ง กรรมการเขาก็ปลอบใจ ให้ข้าพเจ้าชนะครับ

เป็นชัยชนะครั้งแรก ๆ ของชีวิตทีเดียว เพราะข้าพเจ้าเล่นกีฬาอะไรก็ไม่เคยได้เรื่องสักอย่างเดียว เคยลงแข่งวิ่งร้อยเมตรสมัยมัธยม แม้เหรียญทองแดง ก็ไม่เคยได้ครับ

เพื่อน ๆ พี่ ๆ ดีใจกันใหญ่ สาว ๆ อาสาเอาการบ้านไปดร๊าฟแทนให้ โอ๊ว...เป็นปลื้มครับ

แต่ปลื้มอยู่ได้แป๊บเดียว กลับบ้านไปก็ต้องพบกับอาการปวดกล้ามเนื้อครับ เพราะเดินหน้า ลุยแลกหมัดกันตลอด ๓ ยกทีเดียว (มาทราบภายหลังว่า เป็นการชนะที่พลิกโผมากครับ นักกีฬาคณะรัฐศาสตร์นั้น ซ้อมชกกระสอบทรายล่วงหน้ามาเป็นเดือน ๆ ส่วนข้าพเจ้าไม่ได้ซ้อมอะไรเลย ว่ายน้ำอย่างเดียว) ปวดไปหมด ทั้งแขน และขา

และกีฬาเฟรชชี่ เขาก็ไม่มีให้พักหรอกครับ วันรุ่งขึ้นก็มีนัดชกกับคณะศิลปศาสตร์ อา.....

โชคดีครับ คณะศิลปศาสตร์ขอถอนตัว เลยได้พัก ๑ วัน

วันถัดมาชกกับคณะหอพักฯ ครับ (มหาลัย C เขานับหอพักฯ เป็นคณะ คณะหนึ่งด้วย) อาการปวดกล้ามเนื้อ ก็ยังไม่หาย ถ้าชนะนัดนี้ได้ มีสิทธิ์ได้เหรียญทองแดงมาครองแล้วครับ แต่พระเจ้าจอร์จ พอขึ้นเวทีไปเจอคู่ต่อสู้ จะเป็นลมครับ สูงกว่าข้าพเจ้าสักสิบเซ็นได้กระมัง รูปร่างผอมโปร่ง ครับ ท่าทางกระฉับกระเฉงว่องไว ส่วนใหญ่คณะหอฯ นี่ จะเป็นนักเรียนมาจากต่างจังหวัดครับ ความอึดย่อมเป็นต่อเด็กกรุงเทพฯแน่นอน ตายละซี ขอพ่อแม่พี่น้องช่วยสวดศพให้แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด อาเมน ฯ

ติดตามการชกรุ่นแบนตั้มเวทของสภามวยโลกเฟรชชี่ อย่างคนหมดทางสู้ได้ในตอนต่อไป

ปล. เฮ้ย... การแนะนำมหาลัยของตู กลายเป็นเชียร์มวยไปได้อย่างไรเนี่ยะ

นิทานชีวิตเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าเลือกเรียนแบบเอามัน ครับ ชีวิตไม่ใช่เรื่องล้อเล่น

edit @ 9 Oct 2008 07:05:01 by Dhammasarokikku

edit @ 9 Oct 2008 13:42:44 by Dhammasarokikku

edit @ 10 Oct 2008 12:36:09 by Dhammasarokikku

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

เอาน้ำมาให้ครับ หน้าผากแตกตรงไหนรึเปล่า big smile

#1 By Repentant on 2008-10-09 07:55

ตอบความเห็นที่ ๑

เป็นคนหัวดื้อ หัวแข็ง ครับ

#2 By Dhammasarokikku on 2008-10-09 08:33

sad smile ใช้ชีวิตได้คุ้มจริงๆ

#3 By ตุ้มเป๊ะ on 2008-10-09 09:12