โมทนาบาป นรกที่คุณลงไม่รู้ตัว
posted on 08 Oct 2008 16:54 by akkarakitt in Dharmaงานเข้าครับ คุณรินนา เจ้าแม่แมวเหมียวฝากเม้นท์กระชากใจไว้ ๑ เม้นท์ กำลังแบล็งค์เรื่องธรรมะอยู่พอดี ดังนี้ครับ
หลวงพี่คะ
อยู่ๆเจาก็คิดขึ้นมาอันนึงค่ะ
คือเวลาคนทำบุญ แล้วเราโมทนาบุญ เราก็ได้บุุญ ตามกำลังใจของเราใช่มั๊ยคะ ^_^
ทีนี้ในมุมกลับกัน ถ้ามีคนทำบาป แล้วเรายินดี สนับสนุน ด้วย กาย วาจา
ใจ ให้แก่บาปอันนั้น ผู้โมทนาบาปนั้น ก็ย่อมจะได้รับบาปนั้น
ตามกำลังใจของการโมทนาด้วยเช่นกัน ชิมิคะ?
อันนี้ถ้าทฤษฎีมุมกลับมันจริง... คนที่สะใจ เวลาที่มีคนโดนฆ่า
โดนทำร้ายนี่... ก็ได้ผลร้าย พอๆกับคนที่ลงมือทำ
ตามกำลังใจความสะใจของเค้าด้วย ใช่มั๊ยคะ?
ไม่อยากจะอะไรกับการเมืองนะคะ ขอละประเด็นเหตุผลที่เกิดขึ้น ใครผิด
ใครถูก เอาไว้ แต่เมื่อมีการฆ่ากัน ทำร้ายกัน แล้วมีคนยินดีสะใจ เจาคิดว่า
ในฐานะที่เราเตือนได้ เราน่าจะตักเตือน ไม่ให้ผู้ที่โมทนาบาปนั้น
ได้กระทำบาปมากยิ่งขึ้นน่ะค่ะ เลยลองถามดู
ใครไม่รู้จักการโมทนาบุญ ขอแนะนำเอ็นทรี่ ตูข้า... ขอโมทนาแหลก - ความลับที่ซ่อนเร้น เสียก่อน ไม่อยากฉายหนังซ้ำ ว่าโดยย่อ คือ เวลาเราเห็นคนอื่นเขาทำบุญกัน ถ้าเรามีใจยินดีในบุญนั้น ก็ได้บุญเสมือนได้ทำเองทีเดียว แต่ทีนี้กระจกไม่ได้มีด้านเดียวครับ มีด้านสว่าง ก็มีด้านมืด เมื่อบุญนั้น โมทนาได้ ทำไมบาปจึงจะโมทนาไม่ได้
ตามที่คุณรินนาเขียนคำถามมา เธอเข้าใจได้ถูกต้องทีเดียวครับ การไปสะใจ ที่เห็นผู้อื่นถูกทำร้ายนั้น เสมอด้วยการไปทำร้ายเขาเองทีเดียว หากไปยินดีกับการฆ่า ก็ได้บาปเสมอด้วยท่านได้ฆ่าเอง หากไปยินดีกับการทะเลาะเบาะแว้ง ก็เหมือนท่านขัดเกลาปลูกฝังจิตใจด้วยกิเลสโทสะ นั่นละครับ
อาจมีคนแย้งว่า องค์ของปาณาติบาต ประกอบด้วย ๕ อย่าง ได้แก่
๑. สัตว์นั้นมีชีวิต
๒. รู้ว่าสัตว์นั้นมีชีวิต
๓. มีจิตคิดฆ่า
๔. พยายามฆ่า
๕. สัตว์ตายด้วยการพยายามฆ่านั้น
การไปยินดีรื่นเริงกับการตายของคนอื่น มันไปผิดปาณาติบาต ตรงไหน ไม่เห็นครบองค์เลย ฟังดูไม่เข้าท่า
ก็ขอเฉลยว่า ปาณาติบาต นั้น จัดเป็นกรรมกิเลส มี "การกระทำ" เป็นปัจจัย เป็น อกุศลกรรมทางกาย แต่สิ่งที่กำลังพูดถึงนี้ คือ บาป ซึ่งเป็นเรื่องของ อกุศลกรรมทางใจ เป็นคนละเรื่องกัน แต่อานิสงส์ทัดเทียมกัน และมักไปด้วยกัน จนบางทีเกิดความสับสนว่า เป็นเรื่องเดียวกัน และแค่จิตเป็นบาปตัวเดียว ก็ไปนรกได้ครับ
บาป ตามนิยามในคิริมานนทสูตร เขียนไว้ว่า เป็นการพอก หรือ เพิ่มกิเลส ครับ กิเลสนั้น เกิดจากอกุศลมูล ๓ ตัว คือ โลภะ-ความโลภ, โทสะ-ความโกรธ, โมหะ-ความหลง ครับ
ดังนั้น การที่ท่านยินดีที่ผู้อื่นถูกทำร้าย ถูกฆ่า เป็นการฝึกให้ตัวเองมีใจคอโหดร้าย ซึ่งก็คือ ฝึกฝนให้ตนเป็นผู้เยี่ยมยุทธในกิเลสโทสะ นั่นเอง
เมื่อกิเลสโทสะมันพอกขึ้น เพิ่มขึ้น สิ่งนั้นจะเรียกว่า อะไร ถ้าไม่ใช่ "บาป"
เรื่องนี้ไม่อาจหาหลักฐานโจ้ง ๆ ในพระไตรปิฎกได้(อาจเป็นเพราะข้าพเจ้ายังศึกษาไม่มากพอ) แต่สามารถนำพระพุทธพจน์มายืนยันได้ครับว่า
มโนปุพพังคมา ธัมมา มโนเสฏฐา มโนมยา
ธรรมใดล้วนมีใจเป็นใหญ่ มีใจประเสริฐสุด และสำเร็จที่ใจ
บุญนั้นเกิดที่ใจ บาปก็เช่นกัน
ผลของการโมทนาบาปนั้น ยังไม่ค่อยได้พบในพระไตรปิฎกครับ แต่พบในคำสอนของหลวงพ่อ ทั้งนี้เพราะการตกนรกนั้น มีตัวช่วยครับ ส่วนการโมทนาบุญนั้น สามารถหาได้เยอะแยะในพระไตรปิฎก ครับ
สิ่งที่เป็นตัวช่วยกันคนตกนรกนั้น คือ สำนักพระยายมครับ(เป็นเทวดาองค์หนึ่งครับที่ทำหน้าที่นี้) ถ้าสมัยมีชีวิตอยู่พอมีความดีอยู่บ้าง หรือทำกรรมชั่วไม่หนักนัก แต่ตอนตายดันไประลึกถึงความชั่วเข้าให้ ตายไป พอจะตกนรกปุ๊บ จะไปค้างที่นี่ก่อน พระยายมราชจะช่วยถามว่า สมัยเป็นมนุษย์เคยทำความดีอะไรบ้างหรือเปล่า หากระลึกถึงกรรมดีแม้เพียงอย่างเดียวได้ ก็ให้ไปเสวยผลของกรรมดีก่อน ทั้งนี้เพราะการตกนรกครั้งหนึ่ง มันยาวนาน แสนนานเหลือเกินครับ ใช้โทษในนรกจบแล้ว ยังต้องขึ้นมาเกิดเป็นเปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน แล้วถึงจะได้เป็นมนุษย์
และแม้เป็นสัตว์เดรัจฉานแล้ว หากจิตเศร้าหมองเพราะกรรมในอดีต ก็มีิสิทธิ์เวียนกลับลงไปในนรกใหม่ครับ ดูตัวอย่างจากเรื่องปลาทองปากเหม็นได้ มีชาวประมงจับปลาทองสีสวยสดใสแปลกตาได้ เลยนำมาถวายพระเจ้าพิมพิสาร พระเจ้าพิมพิสารเลยไปทูลถามพระพุทธเจ้าว่า ปลาทองตัวนี้ทำกรรมอะไรมา ถึงมีสีสันสวยงามบาดตาบาดใจขนาดนี้ พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า "ปลาทองตัวนี้ ในอดีต เคยเกิดเป็นคนชื่อกปิละ บวชเป็นพระพร้อมกับพี่ชาย ระยะแรกปฏิบัติเคร่งครัดดี ระยะหลังความโลภครอบงำ ปากไม่ดีก่นด่าภิกษุสามเณร ญาติทั้งหลายมาเตือนก็ไม่เชื่อ ทำให้พระศาสนาเศร้าหมอง ตายแล้วไปอยู่ในอเวจีมหานรก ครั้นใช้กรรมในนรกสิ้นแล้ว เศษกรรมพาให้มาเกิดเป็นปลาทอง ที่มีสีสวยก็เพราะอำนาจบุญของการเคยได้บวช แล้วปฏิบัติเคร่งครัดนั่นแล" พระพุทธเจ้าตรัสถามปลาทองตัวนั้นว่า "เจ้าชื่อกปิละ หรือ" ปลาทองก็เปิดปากตอบ "ถูกแล้ว พระพุทธเจ้าข้า" พอเปิดปากตอบ กลิ่นเหม็นยิ่งกว่าขี้ เพราะไม่ได้ใช้เดนทิสเต้ก็กระจายพวยพุ่งจากปาก ตามคำตอบออกมาด้วย เหม็นคลุ้งไปทั่ววิหาร พระพุทธเจ้าก็ตรัสแสดงบุพพกรรมว่า "ที่ปลาทองมีกลิ่นปากเหม็นก็เป็นเพราะเป็นโรคเหงือกแล้วไม่ได้ใช้ลิสเตอร์รีน<---ไม่ใช่แระ มาจากผลจากกรรมที่เคยบริภาษภิกษุสามเณรไว้ในอดีตชาตินั่นเอง" ปลาทองน้อยทำตาละห้อยเหมือนหอยป่วย ทูลถามว่า "ภิกษุพี่ชายที่ข้าพระพุทธเจ้าไปบริภาษไว้ และญาติ ๆ ที่เคยห้ามข้าพเจ้า บัดนี้ไปอยู่ ณ ที่ใด" พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า "ท่านทั้งหลายไปนิพพานกันหมดแล้ว" ปลาทองน้อยช้ำใจไม่มีประมาณ เอาหัวโขกขอบภาชนะตาย แล้วลงอเวจีใหม่อีกรอบ นี่ละครับ ผลจากการลงนรก(แล้วติดใจ)
แม้เขากันคนตกนรกกันขนาดนี้แล้ว ก็ยังตกกันอร่อยเหาะ เพราะถ้าไปทำกรรมหนักมา อกุศลกรรมจะปิดหมด นึกถึงกรรมดีแม้อย่างเดียวก็ไม่ออก
เรื่องของสำนักพระยายม ไม่ได้มีกล่าวไว้ในพระไตรปิฎก เป็นเรื่องของครูบาอาจารย์ที่ได้ทิพพจักขุญาณนำมาเล่าให้ฟัง คนที่ไม่ได้ญาณวิเศษเหล่านี้ อาจจะปรามาสเอาได้ว่า ไม่เห็นมีหลักฐานอะไร ข้าพเจ้าไม่สามารถยืนยันอะไรได้ นอกจากสังขารของครูบาอาจารย์ท่านนี้ ไม่เน่า และยังเก็บรักษาไว้ ไปดูได้ ท่านให้รักษาไว้เพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่า คำสอนของท่านทั้งหลายนั้น เป็นเรื่องจริง มิได้ให้เก็บรักษาไว้เพื่อแสดงอำนาจบารมี ยึดติดในสังขารของท่าน หรืออิทธิปาฏิหาริย์แต่อย่างใด เพราะสิ่งที่ท่านเห็นด้วยทิพพจักขุญาณ เป็นเรื่องที่เชื่อได้ยากมาก และเท่าที่ข้าพเจ้าศีกษามา พระที่ตายแล้วสังขารไม่เน่า ไม่พูดโกหกครับ หากคนที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ ก็จะมีความเห็นว่า สังขารไม่เน่า ก็วัดอะไรไม่ได้อีก ไม่สามารถยืนยันคุณธรรมใดใดได้ เพราะพระไตรปิฎกไม่ได้กล่าวไว้ ก็ตามกำลังศรัทธาเถอะครับ ข้าพเจ้าขี้เกียจไปถกเถียง ในเรื่องหาปัญญามิได้ ข้าพเจ้าก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า ขนาดมีหลักฐานชัดเจน เป็นรูปธรรมจับต้องได้ขนาดนี้ ยังไม่เชื่อ จะเอาอะไรไปพิสูจน์ดีครับ
เรื่องที่มีการกล่าวถึง การโมทนาบาป มีแสดงไว้ในเรื่อง นางฟ้าปลาทู ครับ อาจยาวสักนิด ส่วนที่เกี่ยวกับการโมทนาบาป จะเน้นไว้เป็นสีแดง และเดี๋ยวข้าพเจ้าจะไปอธิบายเพิ่มเติมให้ในตอนท้่ายครับ
ท่านสาธุชน พุทธบริษัททั้งหลาย วันนี้ก็มาคุยกันถึงเขตของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ความจริงการบันทึกวันนี้ เป็นการบันทึก วันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๓๑ แต่ว่ารายการที่พูดเป็นของวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๓๑ เพราะภาพนิมิตที่เห็น เห็นเมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม
ขอทบทวนนิดหนึ่งว่า นางฟ้ากลุ่มหนึ่งที่นิมิต
อาตมานิมิตไปว่าไปสำนักของ ท่านปัญจสิกขเทพบุตร
ไปตามคำแนะนำของท่านนายบัญชีใหญ่ เมืองนรก ซึ่งท่านบอกว่า
พระชื่อไสวที่ตายมาแล้วไม่มีในบัญชีนรก ถ้าต้องการอยากจะทราบจริง ๆ
ว่าอยู่ที่ไหนให้ไปถาม ปัญจสิกขเทพบุตร
ซึ่งเป็นเลขานุการหรือนายบัญชีชองสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ตามนิมิตนั้น
พอพูดจบภาพก็ลอยปุ๊บเดียวมันก็ถึง
ในเมื่อถึงแล้วก็ถามท่านปัญจสิกขเทพบุตรว่า
เวลานี้คนที่ชื่อไหวที่เป็นพระตายมาเมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๓๑
มีในบัญชีสวรรค์ไหม ท่านก็ชี้ให้ดูเทพบุตรองค์หนึ่งว่า คนชื่อไสว คือ
เทพบุตรองค์นี้ ตามนิมิตเป็นอย่างนี้นะบรรดาท่านพุทธบริษัท คำว่า “นิมิต”
เป็นภาพที่ปรากฏในขณะที่จิตเป็นสมาธิ เป็นภาพที่ไม่สามารถจะบังคับได้
ในเมื่อบังคับไม่ได้ ก็ต้องปล่อยไปตามสภาพนิมิต
จะเป็นอย่างไรก็ว่ากันตามนิมิต จะผิดหรือจะถูกก็เป็นเรื่องของนิมิต
ต่อมาก็มาพบนางฟ้าชุดหนึ่ง ๘ คนด้วยกัน เธอมีรูปร่างหน้าตาสะสวย
แต่ทว่านางฟ้า ๘ คนนี้มีลักษณะแปลกจุดหนึ่ง นั่นคือเบื้องหลังออกไป
มีภาพนางยักษิณี ตัวใหญ่มาก ลอยอยู่เบื้องหลัง
จึงได้ถามท่านปัญจสิกขเทพบุตรว่า
บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ตามที่เคยมาแล้วไม่ปรากฏอย่างนี้ อยากจะถามว่า
ภาพประเภทนี้มีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เป็นประจำหรือ
ท่านปัญจสิ กขเทพบุตร ก็บอกว่า ไม่มีเป็นประจำ และไม่เคยมีมาก่อน
ภาพอย่างนี้ที่ปรากฏ ก็ปรากฏเฉพาะเมื่อท่านขึ้นมาแล้วหญิงพวกนี้มานั่ง
ภาพเกิดข้างหลังนี้แสดงว่า หญิง ๘ คนนี้ เวลานี้เป็นนางฟ้า
คือเป็นนางฟ้าของชั้นดาวดึงส์บ้าง เป็นนางฟ้าของชั้นยามาบ้าง
แต่ว่าทุกคนมีบาปอยู่เบื้องหลัง นั่นก็หมายความว่าในระยะต้นทำบุญบ้าง
ทำบาปบ้าง บาปก็มีกำลังพอสมควร แต่ทว่าเวลาใกล้จะตาย ทำบุญ
จิตยอมรับนับถือสิ่งที่เป็นกุศลในขณะจะตาย บุญก็พามาสวรรค์ก่อน
ฉะนั้นภาพที่ปรากฏขึ้นจึงแสดงออกว่า เขาบอกว่า หญิงทั้ง ๘
คนนี้ยังมีบาปคอยอยู่เบื้องหลัง ถ้าจุติจากนางฟ้าเมื่อไร ไม่บำเพ็ญกุศลต่อ
บาปก็ดึงลงอบายภูมิทันที
นี่แหละ บรรดาท่านพุทธบริษัท
ฟังแล้วก็คิดไว้ด้วยรวบรวมกำลังใจไว้เพื่อความดี
วันนี้จะขอคุยรายการของวันที่ ๑๘ ธันวาคมต่อไป ยังเหลืออยู่
ขณะที่คุยกับ นางฟ้าปูทะเลเสร็จ ก็มีนางฟ้าคนที่ ๒ เลื่อนเข้ามา
นางฟ้าปูทะเลถอยออกไป เธอมองหน้าแล้วก็ยิ้ม
คนนี้มองหน้าแล้วก็ยิ้มเหมือนกัน ถามเธอว่า เธอเคยรู้จักกับฉันหรือ
เธอก็ตอบง่าย ๆ ว่า ตัวต่อตัวไม่เคยรู้จักกัน
นั่นก็หมายความว่าในสมัยที่มีชีวิตอยู่ไม่เคยรู้จักกัน
แต่ทว่าเคยเห็นภาพถ่ายตามหนังสือพิมพ์บ้าง เคยดูโทรทัศน์พบ
ที่เทศน์โทรทัศน์บ้าง จำได้ แล้วก็ได้ยินชื่อเสียงอยู่เสมอ คนเขาพูดให้ฟัง
และเวลาที่จะไปหาจะไปคุยด้วยไม่มี เพราะมีธุระมาก
ถามเธอว่า เวลานี้เธอเป็นนางฟ้าของสวรรค์ชั้นไหน เธอก็ตอบว่า เป็นนางฟ้าของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ก็ถามเธอว่า วิมานของเธอสวยไหม เธอก็ตอบว่า วิมานสวย สวยกว่าบ้านที่เมืองมนุษย์มาก ถามว่า บ้านที่เมืองมนุษย์ของเธอเป็นบ้านไม้หรือบ้านตึก เธอก็ตอบว่า ตอนแรก ๆ เดิมทีเดียวเป็นบ้านไม้ ภายหลังเป็นบ้านตึก ตึกสร้างเองไม่ได้เช่าเขา แต่ว่าเป็นตึกย่อม ๓ ห้องนอน พออยู่ระหว่างพ่อแม่และลูก ก็ถามว่า เธอมีอาชีพอะไร เธอก็ตอบว่า เดิมทีเดียวเป็นคนทำปลา ขนปลาจากเรือตังเก ลืมบอกบรรดาท่านพุทธบริษัทไปว่า เรื่องนี้ให้ชื่อว่า นางฟ้าปลาทู จำให้ดีนะ ม้วนที่แล้วเป็น นางฟ้าปูทะเล คนนี้ เป็นนางฟ้าปลาทู
เธอก็บอกว่า ตามปกติเธอเป็นลูกจ้างเขา ขนปลากจากเรือตังเก แล้วก็แยกส่วนของปลา ปลาที่เธอสนใจมากที่สุดก็คือ ปลาทู เพราะเรือตังเกจะได้ปลาทูมามาก ถ้าวันไหนได้ปลาทูมามาก เจ้าของทำการค้าเขาก็แบ่งให้มาก วันไหนน้อยเขาก็แบ่งให้น้อย แต่ค่าจ้างแรงงานนั้นมีอยู่ สำหรับปลานี้เขาแจกให้คนงาน เพื่อให้ไปกินที่บ้านพอสมควร เธอก็บอกว่า ชีวิตของเธอ นอกจากค่าแรงงาน ก็ได้อาศัยปลาทูและปลาทะเลบางส่วนช่วยให้ทรงชีวิตได้ นอกจากจะรับจ้างเขาแล้ว
ต่อมา ก็มาดำริว่า บรรดาลูกจ้างทั้งหลายมีเงินน้อย แต่ละวันนายจ้างก็เลี้ยง แต่ว่าอาหารบางส่วนอาจจะไม่เป็นที่พอใจของลูกจ้าง เพราะกินซ้ำ ๆ ซาก ๆ ก็มีการซื้อพิเศษกินกันในตอนบ่าย นอกเวลาที่เขาเลี้ยง เธอก็พยายามทำข้าวแกง และอาหารบางส่วน สิ่งใดที่คนงานชอบ ก็ทำสิ่งนั้นหาบเอาไปขาย ก็รวมความว่า การขายอาหารหาบนี้เป็นปัจจัยให้เกิดความสุขมาก เป็นปัจจัยให้ก่อฐานะได้ดี วิธีขายของเธอก็ ๑. ตักข้าวให้มาก ๒. แกงหรือกับให้สมควรแก่ข้าว และก็ประการที่ ๓. คือ ๑ จาน ราคาถูกกว่าคนอื่น ๑ บาท
ข้าวของเธอก็ ร้อนเสมอ หุงข้าวใส่หม้อไป แต่ว่าทำซึ้งไว้นึ่ง นึ่งข้าวให้ร้อน แกงก็ทำเตานึ่ง นึ่งให้ร้อน ทำอย่างนี้ เป็นที่ถูกใจของคนกินมาก
ต่อมาเมื่อฝีมือเป็นที่ชอบใจของคนงาน ก็ขยายงานออกไปตอนเช้าตรู่ ก็จ้างคน ๒-๓ คน มาช่วยหาบและช่วยตัก เอาไปขายที่ท่าเรือ เรือเขามาจอด เรือเมล์มาจอด คนขึ้นลงมา ตอนเช้าตรู่คนหิว เธอไปขยายสาขาที่นั่นก็ทำแบบนั้น ขายราคาถูก ๑ บาท แล้วข้าวก็มาก แกงก็มาก คนก็ชอบใจ เป็นอันว่าเป็นเหตุให้เธอได้สตางค์มาก กำไรน้อยก็จริง แต่คนจองมาก ถ้าเธอยังไม่ไป ส่วนใหญ่เขาจะไม่ซื้อคนอื่นกิน จนกว่าว่าถ้าวันไหนสายแล้ว เธอไม่ไปจริง ๆ เขาจึงจะซื้อคนอื่นกิน การค้าแบบนี้เป็นเหตุให้เธอเกิดความร่ำรวย
แล้วก็ถามเธอว่า การขายแบบนั้นมันได้กำไรหรือ ไม่ขาดทุนหรือ เธอก็บอกว่า กำไรจริง ๆ เกือบ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ จะเห็นได้ว่าการขายข้าวแกงกำไรมาก แต่เธอก็บอกว่า เธอไม่ได้เสียค่าเช่าที่ ไม่ได้เสียค่าเช่าห้อง เป็นบ้านของตัวเอง ก็มีกำไรตอนนี้ด้วย คนงานส่วนใหญ่ก็เป็นลูก จ้างคนงานเขามาเพิ่ม ๓ คน ตอนเช้าขายที่ท่าเรือ ตอนบ่าย ๆ หลังจากเที่ยงไปแล้วก็ขายตามโรงงาน แยกกันขาย เป็นเหตุให้ได้สตางค์มาก
ถามเธอว่า เธอมาในกลุ่มของภาพนางยักษิณีติดตาม เธอมีบาปอะไรหรือ เธอก็ตอบว่า ถ้าถามถึงบาปจริง ๆ ก็มีหลายอย่าง อย่างการฆ่าสัตว์ก็เคยฆ่า ปลาก็เคยฆ่า มดก็เคยฆ่า ยุงก็เคยฆ่า ฆ่าหลายอย่าง แต่ฆ่าไม่หนักนัก ถึงอย่างนั้นก็บาป สิ่งที่มีความสำคัญที่สุดที่ติดตามมาก็คือว่า จิตใจพอใจในปลา พอใจในปลาที่เจ้านายเขาได้มาจากเรือตังเก วันไหนถ้าเรือตังเกนำปลามามาก วันนั้นก็ดีใจ วันไหนได้ปลามาน้อยก็ดีใจน้อยไปหน่อย ก็เสียใจไปนิดหนึ่ง ที่ดีใจหรือเสียใจ ก็เพราะว่า ถ้าวันไหนเขาได้ปลามากได้แบ่งมา วันไหนได้ปลาน้อยเขาแจกให้น้อย การที่เขาแจกปลาให้ ไม่ต้องมีการลงทุนในการซื้อปลา
ก็ถามเธอว่า การดีใจกับการไม่ดีใจ ในเมื่อเขาได้ปลามาก ปลาน้อย ก็ไม่น่าจะเป็นบาป เธอก็ตอบว่า มันต้องบาป เพราะยินดีในการหามาได้ของเขา นั่นคือหาล่าชีวิตของปลามา ก็ถามว่า ยินดีเฉย ๆ มันจะบาปได้อย่างไร เธอก็แสนฉลาด พอถามเธอแล้วเธอก็ยิ้ม เธอก็ตอบว่า พระคุณเจ้าคงลืมไปว่า คนใดที่เขาทำบุญ คนที่ไม่มีทรัพย์จะทำบุญ โมทนาย่อมได้อานิสงส์พิเศษ คือพลอยได้บุญกับเขาด้วย ถ้าเจ้าของบุญเป็นเทวดาได้ คนนั้นก็เป็นเทวดาได้ เจ้าของบุญเป็นนางฟ้า คนนั้นก็เป็นนางฟ้าได้ ถ้าเจ้าของบุญหัวหน้าบุญเป็นพระอรหันต์ได้ คนนั้นก็เป็นพระอรหันต์ได้
ตัวอย่างท่าน คหบดี เจ้านายของพระอนุรุทธ คือในที่สุด ลูกจ้างซึ่งถวายทานกับพระปัจเจกพุทธเจ้า และเจ้านายโมทนา ในชาติสุดท้ายพระอนุรุทธได้เป็นพระอรหันต์ เจ้านายซึ่งเกิดมาเป็นลูกของเพื่อน ก็เป็นพระอรหันต์ด้วย อย่างนี้เพราะอาศัย ปัตตานุโมทนามัย
ก็สำหรับฉัน นี่โมทนากับเจ้านายเขาทุกวัน ยินดีทุกวันยินร้ายทุกวัน ยินร้ายก็ไม่ร้ายมาก ยินร้ายแต่เพียงว่าได้น้อยไปหน่อย วันนี้ได้ปลาไม่ถึงถัง วันนี้ได้ปลา ๑ ถัง ที่เขาแบ่งให้ ถ้าได้มาก มากจริง ๆ เขาให้ถึง ๑ ถัง ความจริงเงินเดือนก็ได้ อาหารเขาก็เลี้ยง แถมก็ได้ปลาเป็นพิเศษ ก็ดีใจ ตัวดีใจในการทำบาปของเขา ก็พลอยมีบาปไปด้วย มันดีใจทุกวันรวมความว่า โมทนากับเขาทุกวัน บาปมันก็สั่งสมตัวเอง และบาปอย่างอื่นก็มี ฉะนั้นบาปจึงติดตามมา
ก็ถามเธอว่า นอกจากบาปมีอย่างนี้แล้ว อยากจะทราบว่าในสมัยที่มีชีวิตเป็นคนอยู่ เธอทำบุญอะไรไว้ เธอก็ตอบว่า เรื่องบุญนี้หาเวลาทำยาก ก็มีโอกาสบ้าง บางทีพระมาบิณฑบาตในตลาด บางครั้งก็ได้ใส่บาตร บางครั้งก็ไม่ได้ใส่บาตร การใส่บาตรก็ใส่บาตรเป็นธรรมเนียมมากกว่า เห็นเพื่อนเขาใส่ก็ใส่ ที่จะมีความเลื่อมใสจริง ๆ ก็ยาก เรียกว่า ใส่ตามประเพณี ตามเพื่อนเขา เมื่อเพื่อนเขาใส่ เราไม่ใส่บาตร เพื่อนเขาก็ว่า ก็ใส่มาอย่างนั้น แต่ไม่ได้ใส่ทุกวัน ถามเธอว่า มีเวลาฟังเทศน์ไหม เธอก็ตอบว่า ไม่มีเวลาฟังเทศน์ เวลาไม่ว่าง
ขอดูภาพเดิม ภาพที่เป็นมนุษย์ คุยกันในฐานะที่เป็นนางฟ้า เธอมันสวยมากไป ตัวภาพเดิมของเธอ ก็เป็นหญิงที่มีอายุมาก ตายเวลาอายุประมาณสัก ๖๐ ปีเศษ ๆ นิดหน่อย แต่ผิวขาว ร่างใหญ่ลักษณะแบน ดูลีลาแล้วก็เป็นลูกจีน ลูกจีนชัด ๆ ถามเธอว่า เธอเป็นฮวนนั่งหรือตึงนังเกี๊ยะ (เขาแปลว่า อะไรก็ไม่รู้) ถามว่า เธอเป็นลูกครึ่ง พ่อแม่เป็นไทย พ่อเป็นเจ๊ก แม่เป็นไทย หรือพ่อเป็นเจ๊ก แม่เป็นเจ๊ก เธอก็ตอบว่า ทั้งสองเจ๊ก คือพ่อเป็นเจ๊ก แล้วก็แม่เป็นจีน นั่นก็หมายความว่า พ่อเป็นเจ๊ก คือผู้ชายเขาเรียกว่าเจ๊ก ถ้าผู้หญิงเขาเรียกว่าจีน เธอก็พูดมีตลก ๆ รู้สึกว่านางฟ้าองค์นี้ใจดี พูดแล้วก็ยิ้มตลอดเวลา นี่ดูถึงภาพเดิมของเธอนะ
ก็ถามว่า การที่เธอมาเกิดเป็นนางฟ้า เพราะอาศัยบุญอะไรสำคัญมาก การจะเป็นนางฟ้าหรือเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ได้มันยาก เธอก็ตอบว่า บุญสำคัญมีอยู่ ๒ อย่าง นั่นคือถวายสังฆทานเป็นปกติ แต่คำว่าปกติไม่ได้ทำทุกวัน และประการที่ ๒ มีพระองค์หนึ่งท่านแนะนำให้นึกถึงท่าน ก็เลยสงสัยว่า ท่านแนะนำให้นึกถึงท่านในลักษณะไหน ถามต่อไปว่า ขณะที่ไปหาพระนี่ ในระยะที่พระให้นึกถึงท่าน เป็นระยะความเป็นสาวหรือวัยกลางคน หรือค่อนข้างแก่
เธอก็ตอบว่า ในขณะที่ไปหาพระนี่อายุค่อนข้างแก่ ตอนนี้ขายไม่ออกแล้ว ไม่มีใครต้องการ ถ้าจะขาย แถมเงินให้เขาด้วย ก็ไม่มีใครเขาเอา เพราะแก่ เลยถามว่า พระให้นึกถึงท่านทำไมล่ะ ในเมื่อเธอไม่ใช่คนสาว และพระท่านคงไม่อยากจะแต่งงานด้วย เธอก็ยิ้ม เธอถามว่า พระแต่งงานได้หรือ ก็ตอบว่า ตามปกติของพระ ไปในงานแต่งงานได้ คนเขาแต่งงานกัน เขาก็เชิญพระไปในงานแต่งงาน แต่ว่าพระไม่ได้เป็นเจ้าบ่าว เธอก็ตอบว่า การที่ท่านให้นึกถึง มันเป็นอย่างนี้ จะเล่าประวัติให้ฟัง
ท่านบอกว่า ต่อมาระยะที่เป็นคนแก่ ก็ลาออกจากงานจัดปลา จัดให้ลูกไปทำแทน ตัวเธอก็ไปจัดการควบคุมขายข้าวแกงหาบ ไม่ยอมตั้งร้าน เพราะตั้งร้านมันต้องเสียภาษี มันต้องยุ่งยากมาก ต้องรอคนมาซื้อ ทีนี้เธอก็จัดการเป็นพิเศษ ที่ไหนบ้าง ที่เราจะขายเป็นประจำ เวลาตอนเช้า ตอนสาย ตอนบ่าย ตอนเย็น ที่นั่นก็หาที่ตั้งเตา ตั้งเตาสำหรับอุ่น เป็นซึ้ง ๒ ซึ้งอุ่นข้าว เวลาอุ่นก็อุ่น ๒ ทาง ให้มันร้อน ตักซึ้งนี้เกือบจะหมด ก็เอาข้าวใส่ แล้วก็ตักอีกซึ้งขาย ข้าวก็ร้อนเสมอ แกงก็ร้อนเสมอ แล้วก็ตั้งหม้อน้ำลูกใหญ่ ๆ ไว้ ๒ เตา ให้น้ำเดือดเสียก่อน จานข้าวอยู่ในน้ำเดือด หยิบออกมาจากน้ำเดือด แล้วก็ใส่อาหารให้เขา เขาก็ไว้วางใจ
ถามว่า ตอนหลังนี่ ลดราคา ๑ บาทหรือเปล่า เธอบอกว่า การลดราคา ๑ บาท ทำได้ระยะแรก และตอนกลาง ๆ ตอนหลังนี่เกิดอารมณ์ริษยาจากคนอื่น เขาหาว่าหักหน้าเขา เกือบจะมีเรื่องหลายครั้ง เลยไม่ลด ๑ บาท ขายราคาเท่าเก่า แต่ว่าข้าวมากกว่าเขาอีกประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แกงก็ท่วมข้าว เรียกว่าโชก ต้องทดลองก่อน ข้าวขนาดนี้ใช้แกงขนาดนี้พอไหม ใส่จานลงไป เห็นพอดี ลองกินดูก่อน ถ้าเท่านี้พอ ก็จัดเอาสูตรนั้น ระดับนั้น การทำแบบนี้เป็นเหตุให้เธอฐานะดีขึ้น มีคนกินประจำมาก
แล้วระยะนั้น ในระยะที่มีเรื่องวุ่นวายมาก ๆ มีคนเขากลั่นแกล้ง เขาหาว่าหักหน้าเขา ก็พยายามหาหมอดู หมอดูมีที่ไหนไปที่นั่น ถ้าหมอดูเป็นพระ โดยมากนิยมหมอดูที่เป็นพระ เพราะราคาไม่แพง จะให้เท่าไรท่านก็ไม่ว่า จะไม่ถวายเลยท่านก็ไม่ว่า ก็เลยนิยมไปหาหมอดูทุกอาทิตย์ อาทิตย์หนึ่งไปหาหมอดูครั้งหนึ่ง การไปหาหมอดูครั้งหนึ่งก็มีปิ่นโตไปเถาหนึ่ง ก็มีข้าวไปหม้อย่อม ๆ เฉพาะ ๑ หม้อ เอาแกงกับขนมใส่ปิ่นโต แล้วก็มีหม้อเขียวใส่ข้าวไป ไปถวายพระเวลาเพล พระท่านฉันหลายองค์ เวลานั้นก็ไม่ทราบว่าเป็นสังฆทาน แต่จริง ๆ แล้ว เวลาตายได้อานิสงส์ เขาบอกว่า นี่เป็นอานิสงส์สังฆทาน<---คนส่วนใหญ่เวลาชีวิตมีปัญหา ก็จะวิ่งเข้าหาหมอดู แต่เธอโชคดีครับ วิ่งไปหาพระ ดูหมอให้ เลยได้ดี และถวายภัตตาหารให้ภิกษุฉันรวมกัน ๔ รูปขึ้นไป ได้อานิสงส์สังฆทาน ครับ
ก็ถามเธอว่า อานิสงส์ใหญ่จริง ๆ ที่เธอได้ คืออานิสงส์สังฆทานอย่างเดียวหรือ ภาพที่เป็นนางฟ้าเธอผ่องใสมาก เธอก็บอกว่าไม่ใช่ มีภาพกรรมฐานด้วย คือ ทำสมาธินึกถึงพระก็เลยภามว่า เธอปฏิบัติตามคณาจารย์ไหน เธอก็บอกว่า ไม่มีคณาจารย์เป็นเพียงแต่ว่า มีพระองค์หนึ่ง ท่านดูแม่นมาก ท่านดูทางใน คำว่าดูทางใน ใช้สมาธิดู เวลาถามท่าน ท่านก็หลับตานิดหนึ่ง แล้วท่านก็ตอบ ท่านตอบมาทีไร ถูกทุกที
ต่อมาท่านก็ สั่งว่า โยมเอาอย่างนี้ก็แล้วกันเพื่อความสะดวก โยมมาหาอาตมาทุกอาทิตย์ แล้วก็เอาของมาถวายพระทุกอาทิตย์ อาตมาก็ขอโมทนาด้วย ดีมาก แต่ว่าถ้ามีอะไรขัดข้องเอาอย่างนี้ก็แล้วก็กัน เพื่อเป็นการช่วยเหลือได้ง่าย อาตมาใช้วิธีการดูทางใจ โยมก็รับทางใจ ต่อนี้ไปเพื่อเวลาโยมบูชาพระให้นึกถึงภาพอาตมาสักคราวละ ๒ นาทีพอ แค่เพียงเท่านี้การดู การพยากรณ์ การช่วยเหลือ จะเป็นได้โดยง่าย เพราะใจตรงกัน
เธอก็หวังแต่การแค่ให้พยากรณ์ให้แม่น นึกถึงพระองค์นั้นเป็นปกติ ท่านสั่งว่าหลังจากบูชาพระแล้ว นึกถึงท่าน ๒ นาที มันก็ไม่เป็นอย่างนั้น มันนึกทั้งวัน ถ้าว่างอยู่มันนึกถึงหน้าพระองค์นี้ ลักษณะพระองค์นี้ แต่ว่าไม่ใช่นึกในด้านกามารมณ์ นึกนิยมในความแม่นยำในการดูของท่าน และใจก็ดี หัวเราะต่อกระซิกเสมอ ไปก็ยิ้มแย้มแจ่มใส เธอบอกว่าอาศัยกำลังใจที่นึกถึงพระ นึกถึงแบบเบา ๆ ไม่ได้นั่งขัดสมาธิกับเขา แต่ว่านึกถึงได้ทั้งวันทุกวัน พอมีเรื่องอะไรปั๊บก็บันทึก เราจะไปถามพระ อย่างนี้จิตก็นึกถึงพระ พอมีเรื่องอะไรขึ้นมานิด ก็เราจะไปถามพระ ท่านเป็นที่ปรึกษาได้ดี เรื่องการค้าการขาย เรื่องการติดต่อการงาน ติดต่อกับคน ท่านบอกได้ถูกต้องหมด<---เรื่องพระตั้งตนเป็นเกจิ รับดูดวง ก็ต้องพิจารณาให้ดี มีมาในพระไตรปิฎกเหมือนกันว่า เป็นอเนสนา การหาเลี้ยงตนโดยไม่เหมาะสม หรือ การฝึกฝนวิชาดูดวง ไม่ใช่กิจของสงฆ์ เป็นเดรัจฉานวิชา แสดงไว้ใน สามัญญผลสูตร ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ต้องดูเจตนา เป็นสำคัญ ตามความเข้าใจของข้าพเจ้า หากกิจการทั้งหลายนั้น เป็นไปเพื่อลาภสักการะ ก็เป็นสิ่งที่ไม่สมควรสำหรับภิกษุสงฆ์ทั้งสิ้น แต่หากเป็นไปเพื่อการสงเคราะห์ เพื่อเจริญศรัทธา หรือเพื่อจรรโลงพระศาสนา ย่อมควรกระทำ ผู้มีปัญญา ย่อมสามารถแยกแยะออกได้ไม่ยาก ระหว่างภิกษุ ๒ ประเภทนี้ แต่จะเหมารวมว่า ภิกษุที่ดูดวงได้ เป็นภิกษุไม่ดี มีความประพฤติไม่เหมาะสม นั่นอาจจะหยาบเกินไป ดูอย่างกรณีนี้ ก็ทำให้แม่ค้าข้าวแกง ไปเกิดเป็นนางฟ้าบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลกได้ และลักษณะการดูทางในนั้น บางที เป็นผลพลอยได้จากการฝึกสมถวิปัสสนากรรมฐาน มิใช่จงใจฝึกเดรัจฉานวิชามา เพื่อมาดูดวงโดยเฉพาะ แต่ครั้นจะว่า ไม่มีผู้ฝึกเพื่อการณ์นี้เลย ก็ไม่ใช่ บางรูป ก็เอาลักษณะนี้ของครูบาอาจารย์ มาใช้อ้าง เพื่อร่ำเรียนวิชาหมอดู หมอเดา เหมือนกัน สมควรใช้ปัญญาพิจารณาให้มาก ข้อสังเกตุง่าย ๆ คือการเรียกทรัพย์นั่นละครับ ถ้ามีกำหนดกฏเกณฑ์ครั้งละเท่านั้น เท่านี้บาท เป็นจำนวนเงินสูง ๆ ก็ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อน แต่ตั้งต่ำ ๆ ก็ใช่ว่าจะรอดนะครับ ข้าพเจ้าดูหมอมาเยอะ เลยทราบว่า ทริ๊คของหมอดูบางเจ้า จะเรียกค่าดูถูกมาก ดู ๆ ไปสักพัก ป้อนคำหวานให้สักหน่อย(คนบ้ายอ ก็จะรู้สึกว่าแม่นเหลือเกิน) แล้วทักว่า ท่านกำลังประสบเคราะห์ ต้องทำบุญสะเดาะเคราะห์โดยด่วน ค่าสะเดาะเคราะห์ ๕๐๐ บาท ฮั่นแน่...หางโผล่ออกมาแล้ว!!!
ตอนนี้จิตเป็นสมาธิใน สังฆานุสสติกรรมฐาน แบบไม่รู้ตัว เธอก็บอกว่า จะถือว่าเป็นฌานนักก็ไม่ได้ กำลังใจเป็นแค่ อุปจารสมาธิ ตายจากความเป็นคน ก็เป็นนางฟ้าบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก มีวิมานแก้ว ๓ ประการ เป็นที่อาศัย มีนางฟ้า ๕,๐๐๐ คน เป็นบริวาร วิมานสวยสว่างมาก<---โฮ่...ศึกษาไปเยอะ ๆ แล้วจะทราบครับว่า วิมานแก้ว ๓ ประการ มิใช่ได้โดยง่าย
ก็ถามเธอว่า อยากจะดูวิมานของเธอดูได้ไหม เธอก็ตอบว่าได้ เธอก็ให้วิมานลอยเข้ามาใกล้ ๆ พอวิมานลอยเข้ามาใกล้ ๆ ก็เห็นว่าได้หม้อเขียวที่ใส่ข้าว กับปิ่นโตของเธอ มันแขวนรอบวิมานหมด และหม้อเขียวไม่ใช่เขียว เป็นหม้อทองคำประดับเพชร แพรวพราวเป็นระยับ ปิ่นโตก็เป็นปิ่นโตทองคำประดับเพชร เพราะถวายสังฆทานอาทิตย์ละครั้ง ไม่ใช่เรื่องเล็ก เธอตอบว่า เธอถวายสังฆทานกี่ครั้ง ทำไมมากขนาดนี้ เธอตอบว่า ปริมาณของที่แขวนนี่ มากกว่าเวลาถวายสังฆทานจึงได้ถามเธอว่า ในเมื่อเธอถวายไม่มากเท่านี้ ทำไมของแขวนมากอย่างนี้ ก็เป็นการหลอกลวงน่ะซิ เธอก็ตอบว่า ไม่ใช่ ให้ดูเรื่องราวของ ลาชเทวธิดา
ลาชเทวธิดานั่นเธอถวายข้าวแก่ พระมหากัสสป เพียงขันเดียว (ข้าวตอก)
และครั้งเดียว และก็ตายทันที
ตายจากความเป็นคนมาเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก มีวิมานทองคำเป็นที่อยู่
มีนางฟ้า ๑,๐๐๐ เป็นบริวาร และรอบ ๆ วิมานของเธอ มีขันทองคำ
เต็มไปด้วยข้าวตอกทองคำรอบวิมาน ก็นั่นลาชเทวธิดา
เธอถวายครั้งเดียวในชีวิต ก็ฉันตอนแก่อายุประมาณ ๕๐ ปี อย่างนี้
ทำสังฆทานทุกอาทิตย์เดือนหนึ่งก็ ๔ อาทิตย์บ้าง ๕ อาทิตย์บ้าง
ก็รวมความว่าถ้าอย่างน้อยฉันก็ถวายสังฆทานเดือนละ ๔ ครั้ง
แต่ความจริง ไม่รู้เรื่องเลยว่าสังฆทาน คิดแต่เพียงว่าพระท่านเป็นหมอดู เราไปให้ท่านดู ค่าจ้างก็ไม่มี ท่านก็ไม่เรียกไม่ร้องอะไรทั้งหมด แม้แต่กาแฟ ๑ ถ้วย ท่านก็ไม่เรียก พระองค์นี้ไม่เคยรบกวนเลย เห็นหน้าไป ก็ยิ้มแย้มแจ่มใส คิดว่าท่านดี ก็เลยตั้งใจถวายอาหารแก่ท่าน และท่านก็ไม่ได้ฉันองค์เดียว ท่านฉันรวมกัน ๕ องค์บ้าง ๗ องค์บ้าง บางทีก็ถึง ๑๐ องค์ พระที่มาให้ดู การถวายอย่างนี้เป็นสังฆทานไปในตัว จึงได้มีอานิสงส์อย่างนี้<---ตัวไม่รู้ว่า การทำบุญอย่างนี้ ได้อย่างนั้น ก็เป็นปัจจัยให้ได้อานิสงส์มากเป็นพิเศษด้วย คือไม่ได้ทำบุญหวังผลนั่นเอง
เอาละ บรรดาญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย เวลาที่ตั้งไว้ไม่ถึงนาทีนัก ก็ขอลาก่อน ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผล จงมีแด่บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนผู้รับฟังและผู้อ่านทุกท่าน สวัสดี
มาจากเว็บนี้ครับ http://samathi.com/meditation/archive/index.php/t-804.html
เป็นอย่างไรบ้างครับ อ่านแล้วมึนไปเลยไหมครับ เรื่องนี้เป็นตัวอย่างที่ดีนะครับ ได้ข้อคิดหลายประการ เริ่มมาที่เธอทำข้าวแกงขายนั่น โอ้โห... มาร์เก็ตติ้งตัวเอ้เลย มองเห็นไหมครับ ชาวบ้่านตาสีตาสาธรรมดา ไม่ต้องเรียนมาร์เก็ตติ้งเลย เขาก็รู้ครับว่า การค้าขายให้ได้ดี ต้องทำอย่างไร ไม่ต้องปีนกระไดขึ้นไปเรียนปริญญาตรี
P ตัวที่สอง คืออะไรครับ Price ราคาใช่ไหมครับ เจ๊เธอก็ตั้งราคาต่ำกว่าชาวบ้านเขา ๑ บาท เจ๋งไหมละครับ
P ตัวที่สาม คือ Place สถานที่ขาย เจ๊เธอก็หาบข้าวไปขายถึงที่ที่ลูกค้าอยู่เลย เห็นไม่ครับ คอนวีเนี่ยนสโตร์เจ็ดสิบเอ็ด อายม้วนกันไปเลย
P ตัวสุดท้าย คือ Promotion หรือ การลด แลก แจก แถม เจ๊เธอก็แถมข้าว แถมแกง ให้พูนจาน
ครบไหมครับ ๔ พี นี่ละครับ กลยุทธ์ง่าย ๆ ก็พาเธอร่ำรวยแล้ว ข้าพเจ้าถึงไม่ใคร่ศรัทธา ปริญญาบัตร สักเท่าไหร่ ของอย่างนี้มันอยู่ที่ "กึ๋น" หรือ Guts ครับ
อะ... นอกเรื่องอีกแล้วตู กลับเข้ามาเรื่องการโมทนาบาปครับ ถ้าได้อ่านส่วนสีแดง ๆ แล้ว จะทราบได้เลยครับว่า อกุศลกรรมที่เป็นมโนทุจริต เกิดจากการดีใจในการทำบาปของคนอื่นเขา มีติดตามตัวมาติด ๆ ทีเดียว เพียงแต่ถ้าท่านอ่านต่อไปถึงคุณความดี มันมากมหาศาลกว่าบาปที่ทำมาก แต่ละอย่างที่เธอทำ สังฆทานทุกสัปดาห์งี้ ระลึกคุณของพระสงฆ์เป็นประจำงี้ แต่ละอย่างนี่บุญมหาศาลทั้งนั้น สังฆทานนี่เป็นอามิสทานที่มีกำลังสูงมาก เป็นรองวิหารทานเพียงตัวเดียว ส่วนสังฆานุสสติกรรมฐาน ก็เป็นการเจริญภาวนา อานิสงส์สูงยิ่งกว่า การให้ทาน หรือ การรักษาศีล เสียอีก
ดังนี้เธอย่อมระลึกถึงความดีได้ก่อน เพราะน้ำหนักความดี มากกว่าความชั่วไปมาก จึงไปเสวยผลของความดีก่อน บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เทวโลก
แต่ถ้าเจ๊เธอไม่ได้โชคดี ทำความดีมาก(เธอโชคดีเพราะเธอไม่ทราบเลยว่า บุญที่เธอทำเล็ก ๆ น้อย ๆ นั่น เป็นบุญใหญ่) เช่นนี้เล่า จะเกิดอะไรขึ้น อเวจีแหงม ๆ การระลึกดีใจที่ผู้อื่นทำบาป มันก็เข้าข่ายเทียบเท่า กรรมฐานชนิดหนึ่ง เพียงแต่ ถ้าเป็นความชั่ว เขาไม่เรียกมันว่า กรรมฐาน เขาไม่เรียกมันว่า ภาวนามัย แต่อานิสงส์มันเสมอกันครับ เพียงแต่เป็นด้านตรงข้ามของสเกล
ก็ลองคิดดูสิครับว่า สมัยเป็นกุศล ทานมัย ไม่สู้ สีลมัย, สีลมัย ไม่สู้ ภาวนามัย, โมทนาความดีคนอื่น จัดเป็นภาวนามัย แล้วโมทนาบาป จะจัดเข้าในส่วนไหนละครับ
ดังนี้แล้ว ข้าพเจ้าจึงขอป่าวประกาศเตือน ถึงผู้ที่รู้สึกสะใจกับ การทำร้ายร่างกาย การฆ่ากัน ไม่ว่า จะอยู่ฝ่ายใด อานิสงส์อันจะได้ตีตั๋วไปเที่ยวนรก ระดับที่ท่านคาดไม่ถึง รออยู่ครับ
ก่อนจบ ไปดูการ์ตูนน่ารัก ๆ ของหลวงพี่เอี้ยง สักหน่อยดีไหม เกี่ยวกับเรื่องนี้พอดี
มาจากเว็บนี้ครับ http://board.palungjit.com/showthread.php?t=144678
เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ
edit @ 10 Oct 2008 15:08:56 by Dhammasarokikku
ส่วนตัวชอบเพราะเอามาแต่งบล็อก มีเสียง แต่ไปเห็นจากคุณโก๋

อนุโมทนาฮะ ถ้าเอ็นทรีมีประโยชน์นี้ทำให้คนไทยเลิกสมน้ำหน้ากัน
#1 By \\(..U 3U..)//จุ๊บุ on 2008-10-09 11:36