สถานการณ์ใจ ร้อนระอุ ภาค ๒
posted on 10 Oct 2008 09:26 by akkarakitt in Dharma
สถานการณ์ร้อนระอุ
หลวงพี่ครับ ในสถานการณ์ที่คนไทยแบ่งออกเป็นสองฝั่งสองฝ่ายแบบนี้ เราจะใช้หลักธรรมใดในการเยียวยาครับ ทั้งทางฝั่งที่เลือกข้าง และคนที่อยู่ตรงกลาง
นมัสการครับ
ข้าพเจ้าก็ได้ตอบไปแล้วเอ็นทรี่หนึ่ง ครั้นไปนั่ง ๆ นอน ๆ คิดอยู่ ๑ คืน ก็เห็นว่า คำตอบออกจะกว้างเกินไปสักหน่อย ความจริงแล้ว ธรรมะของพระพุทธองค์ ไม่ว่าหัวข้อใด ก็นำมาใช้เยียวยาได้ทั้งสิ้นละครับ เพราะถ้าออกสตาร์ทปฏิบัติธรรมแล้ว เป็นเอกายนมรรค ทางของคนคนเดียว ไม่ไปยุ่งกับคนอื่น ปัญหาก็ไม่เกิด ถูกไหมครับ เพียงแต่เขาสนใจจะฟังธรรม นำธรรมะของพระพุทธองค์ไปปฏิบัติกันหรือเปล่า
หลักธรรมในวันนี้ ได้เขียนไปแล้วรอบหนึ่ง ใน How to ทำอย่างไรให้ถึงนิพพาน พระธรรมขันธ์ที่ ๒ วันนี้ขอซ้ำอีกสักรอบเป็นไง
ธรรมะที่จะเขียนวันนี้ เป็นพุทธพจน์ครับ มีประโยคนี้เพียงประโยคเดียว ถ้าปฏิบัติได้ สุขกันทั้งโลกเลยครับ สันติสุขทั่วทั้งโลก ไม่ใช่แค่เมืองไทย พระพุทธวจนะอันยอดเยี่ยมนี้ ท่านทั้งหลายก็คงทราบกันดีอยู่แล้วละครับ แต่ใครจะทราบครับว่า ประโยคนี้ประโยคเดียวจะสามารถพาไปสู่มรรคผลนิพพานได้ด้วย และแน่นอนว่า ธรรมะขั้นสุดยอดนี้ คงไม่สามารถปฏิบัติได้โดยง่าย คงต้องเพียรกันพอสมควรทีเดียว เพราะมันออกจะตรงข้ามกับวิถีของปุถุชนคนหนาแน่นไปด้วยกิเลสเลยเชียวละ แต่อย่าคิดว่า มันมหัศจรรย์พันลึก ซับซ้อนเข้าใจยาก การปฏิบัติก็ยากเย็นแสนเข็ญเหมือนงมเข็มในมหาสมุทรนะครับ ไม่ยากขนาดนั้นครับ ถ้ามีความพยายาม
พระพุทธวจนะนั้น คือ...
แต่น
แตน
แต๊น....
.
.
.
.
อัตตนา โจทยัตตานัง ครับ
แปลเป็นใจความว่า จงโจทก์โทษความผิดของตัวเองไว้เสมอ
คงเคยได้ยิน ได้ฟัง ได้อ่าน กันมาบ้างแล้ว เพราะข้าพเจ้าเขียนออกบ่อย วันนี้จะมาลงดีเทล ยกตัวอย่าง การนำไปใช้กันเลยทีเดียว
ได้ไปอ่านหลาย ๆ เอ็นทรี่ครับ มีการเขียนทำนองที่ว่า ลองคิดว่า เป็นลูก เป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นญาติ "ของท่าน" บ้างสิ ท่านจะรู้สึกอย่างไร
ครับอารมณ์แรกที่ข้าพเจ้าได้อ่าน ก็เหมือนคนทั่วไป รู้สึกว่า โกรธแค้น เศร้าหมอง สงสาร หรืออารมณ์ต่าง ๆ แทนญาติเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย แต่พอมานั่งพิจารณาแล้ว อุ๊ย...ข้าพเจ้าเจออุปาทาน เล่นงานเข้าโดยไม่รู้ตัวเลย อีกแล้ว
อุปาทาน การยึดมั่นถือมั่นนี้ เราเจริญกันมาไม่รู้กี่แสนล้านชาติครับ ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะเข้าไปยึดมั่น ว่ามันเป็นเรา มันเป็นของเรา นี่ร่างกายของเรา นั่นพี่น้องของเรา โน่นพ่อของเรา โน้นแม่ของเรา ทั้งที่ความจริงแล้ว ไม่มีใครเป็นของใครแม้แต่คนเดียว
ทว่าคนเราก็ถูกอวิชชา ตัณหา อุปาทาน บังตา ครับ ไม่เห็นโลกตามความเป็นจริง
ความเป็นจริงคือ สมมุติว่า พ่อป่วย เราไปช่วยท่านป่วยได้หรือไม่ เวลาท่านเจ็บ เราไปแบ่งปันความเจ็บท่านมาได้หรือไม่ ถ้าท่านเป็นของเราจริง เราต้องสั่งการได้สิ เฮ้ย...หายป่วยเดี๋ยวนี้นะ เฮ้ย...พ่อเจ็บมากไปแล้ว มะ แบ่งความเจ็บมาให้เราครึ่งหนึ่ง จะช่วยเจ็บแทน ทำนองเดียวกันกับเวลาตาย เราก็ทำอะไรไม่ได้เลยครับ นั่งมองท่านตาปริบ จากไปต่อหน้าต่อตา ตรงไหนล่ะครับที่นั่น เป็นพ่อ "ของเรา"
คำว่า "ของเรา" นี้ มันเป็นสิ่งสมมุติที่เราสมมุติกันขึ้นมาเอง แล้วก็ไปยึดมั่นถือมั่นว่า เป็น "ของเรา"
และทุกข์ ก็เกิดจาก "ของเรา" นั่นแล ดังที่ท่านตรัสไว้ว่า อุปาทานขันธ์ ๕ นั่นแล คือตัวทุกข์
พิเคราะห์ให้ดีนะครับ เราทุกข์ ส่วนใหญ่เพราะความคิดนะครับ ไอ้ร่ายกายนั่น มันก็เป็นทุกข์ ไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน ของมันอยู่แล้ว ไอ้เรานี่สิ ไปทุกข์เพิ่ม ด้วยความคิด ด้วยอุปาทาน
สังเกตุดูเวลาเราไปหาหมอ เพียงหมอบอกว่า คุณมีเชื้อ HIV หรือ เพียงแค่บอกว่า คุณมี "โอกาส" เป็นมะเร็ง เป็นไงครับ ความทุกข์ถาโถมเข้าท่วมทับหัวใจอย่างยิ่ง อยากให้คำพูดของหมอ เป็นเพียงแค่ลมตด อยากให้มันเป็นแค่ความฝัน ถูกไหมครับ ทั้งที่ความเป็นจริง อาการของโรคเอดส์ หรือ มะเร็ง ยังมิได้แสดงอาการเลยแม้สักติ๊ดเดียว อะไรเล่าครับ ที่ทำให้เราเป็นทุกข์
"ความคิด" นั่นไง
ความคิด ชื่อ เป็นภาษาบาลีว่า "สังขาร"
สัพเพ สังขารา ทุกขา ครับ สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์ ท่านตรัสไว้ จริงไหมครับ
เราป่วยไปก่อนร่างกายเสียอีก
ย้อนกลับมาที่เขาเขียนว่า ลองนึกว่าญาติของท่านดูบ้างซี ท่านจะรู้สึกอย่างไร
เห็นได้ชัดเลยว่า นอกจากเขาจะยึดมั่นว่า นี่โน่นนั่น เป็น "ของเขา" แล้ว เขายังช่วยยุให้คนอื่น เห็นตามเขาอีกครับ และเขาเขึยนด้วยความโกรธ ก็ต้องการให้คนอื่นโกรธ ตามเขา ด้วยการเขียนว่า คิดซีโว้ย...ว่าถ้าเป็นญาติของมึงเอง มึงจะโกรธไหม นี่เข้าข่ายยั่วโทสะเข้าไปอีกกระทงนะเนี่ยะ ถูกไหมครับ (การยึดมั่นถือมั่นนี่ เป็นเรื่องธรรมดาของคนเราครับ แต่เราอย่าไปชวนคนอื่นมาทุกข์เพิ่มไปกับเราเลย แค่ตัวเราเองยึดเอง ก็ทุกข์มากพออยู่แล้ว)
นี่ไม่ได้ว่าใครนะครับ ข้าพเจ้าพิเคราะห์เอาจากตัวข้าพเจ้าเองว่า หลังจากดูรูป และอ่านข้อความนั้นแล้ว จิตของข้าพเจ้าเศร้าหมองครับ เลยค้นต่อไปว่า มันเศร้าหมองเพราะอะไร ก็พบว่า มันมาจากความโกรธ อันเนื่องมาจากอุปาทาน ที่เขาพยายามส่งข้อความออกไปให้มันเฟื่องฟูยิ่งขึ้น
นี่ข้าพเจ้าอาจโดนรองเท้าเขวี้ยงหัวเอาก็ได้นะเนี่ยะ โทษฐานคิดไม่เหมือนชาวบ้าน
แต่ถ้าข้าพเจ้าคิดเหมือนชาวบ้าน ท่านจะมาถามข้าพเจ้าทำไม ใช่ไหมล่ะ ที่ท่านถาม ก็เพราะอยากเห็น แนวความคิดที่แตกต่างออกไป ฉะนั้น ล้อมวงกันเข้ามาฟังครับ อย่าเพิ่งคิดว่า รับได้ หรือรับไม่ได้ ฟัง แล้วเอาไปใคร่ครวญดูก่อนครับ เห็นเข้าท่า ก็นำไปใช้ ไม่เข้าท่า ก็โยนมันทิ้งเสีย
พระพุทธพจน์นี้เจ๋งอย่างไร ก็สาธยายอวดสรรพคุณไว้ตอนต้นแล้ว มาเข้าเรื่องกันดีกว่า พระพุทธพจน์นี้เอาไปใช้อย่างไร เหตุใดถึงทำให้เกิดสันติสุขได้ ทั้งภายนอก ภายใน
ธรรมดาคนเรา ไม่มีใครโทษว่า ตัวเองผิดหรอกครับ เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่ดีขึ้น คนเราจะปัดความผิดให้พ้นตัว โทษคนโน้น โทษคนนี้ อยู่เสมอ กระทั่งเวลาโชคร้ายมาก ๆ คนเรายังวิ่งไปหาหมอดูเลยครับ หันไปโทษดวง ไม่เคยโทษความผิดตัวเอง
การโทษคนอื่นนั่นละครับ ทำให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้ง เพราะต่างคนต่างไม่ยอมรับว่า ตัวเองผิด
แต่พระพุทธพจน์นี้สวนทางเลยครับ ท่านแนะให้โทษตัวเองก่อน
หากเราเชื่อพระองค์แค่นิดเดียวเองครับ โลกก็มีความสุขขึ้นมากมาย เพราะทุกคนมัวแต่นั่งดูความผิดตัวเอง แทนที่จะไปเล็งความผิดของคนอื่น เลยไม่มีเวลาออกไปทะเลาะกัน
ข้อความต่อไปนี้ อาจจะไประคายเคืองบางท่านที่อยู่ในเหตุการณ์ และผู้ประสบเคราะห์กรรม ซึ่งถ้าท่านใช้อารมณ์โทสะ ในการพิจารณา ท่านก็จะพาลโกรธข้าพเจ้าไปด้วย และกลายเป็นข้าพเจ้าเข้าข้าง ข้างใดข้างหนึ่ง ท่องไว้ครับ โทสะมา ปัญญาหาย ข้าพเจ้าเพียงจะยกตัวอย่างการนำพระพุทธพจน์ไปใช้เท่านั้นเอง
สมมุติว่า ข้าพเจ้าเป็นคนขาขาด จะด้วยอำนาจแรงระเบิด หรือแก๊สน้ำตาก็ตามที
สิ่งแรกที่ข้าพเจ้าคิด ข้าพเจ้าจะไม่โทษตัวเอง ถูกไหมครับ ข้าพเจ้าต้องโทษฝ่ายตรงข้ามทันทีว่า แมร่งมาทำอย่างนี้ได้อย่างไร
แต่หากข้าพเจ้า "ฟัง" พระพุทธพจน์ และนำไป "ปฏิบัติ" สิ่งแรกที่ข้าพเจ้าจะต้องโทษ คือ โทษตัวเองก่อนว่า ออกมาทำไม? ใครบังคับให้ข้าพเจ้าออกมา? <---กรุณาอย่าเพิ่งใช้โทสะ ตัดสินว่า ข้าพเจ้ากล่าวหาว่า คนที่ออกมาผิดนะครับ ข้าพเจ้าไม่ได้บอกว่า ใครผิด ใครถูก แต่กำลังบอกวิธีนำพุทธพจน์ไปใช้ อย่าลืมนะครับ
จากนั้น คำตอบเป็นหมื่นแสนล้านคำตอบ เพื่อสนับสนุนตัวเองว่า ข้าพเจ้าสมควรแล้วที่ออกมา เพื่อความชอบธรรมของประเทศชาติ คนผิดคือคนโยนระเบิดเข้ามาต่างหาก ถูกไหมครับ
แต่พระพุทธพจน์มีใจความว่า ให้ข้าพเจ้าโทษตัวเองก่อน ฉะนั้นการไปโทษคนโยนระเบิดเข้ามาก่อน จึงไม่สมควร ข้าพเจ้าจึงหันไปคิดว่า ทำไมข้าพเจ้าถึงต้องออกมา เพราะถ้าไม่ออกมาก็ไม่โดนระเบิด
ฉะนั้นข้าพเจ้าไม่ผิดที่ออกมา ความผิดไม่ได้อยู่กับคนขว้่างระเบิด คนผิดคือคนที่ทำให้ข้าพเจ้าต้องออกมาต่างหาก
แต่ข้าพเจ้าเชื่อเหลือเกินว่า พระพุทธพจน์ ต้องนำไปหาทางที่ถูกต้อง ข้าพเจ้าไ่ม่โทษคนที่ทำให้ข้าพเจ้าต้องออกมา คิดหาเหตุผลโทษตัวเองต่อไปอีกว่า ทำไมข้าพเจ้าถึงออกมา ข้าพเจ้าออกมาเพราะการทุจริต คอร์รัปชั่น สร้างความเสียหายให้แก่ชาติบ้านเมือง ใช่หรือไม่
เอ๊ะ... แล้วใครเป็นคนเลือกคนคนนั้นเข้าไปทุจริต คอร์รัปชั่นเล่า ไม่ใช่ข้าพเจ้าหรือ ที่เชื่อลมปากของเขาเมื่อหลายปีก่อน ไม่ ไม่ ไม่ อย่างไรข้าพเจ้าก็ไม่ผิด มันผิดที่คนคนนั้นเอาเงินไปซื้อเสียงต่างหาก เอาเงินหว่านคนรากหญ้า คนรากหญ้าจึงเลือกเขาเข้ามาอีก
อ้าว... แล้วคนรากหญ้าไม่ใช่คนไทยหรือ เขาไม่มีสิทธิ์มีเสียงเท่า ๆ กับข้าพเจ้าหรือ ไหนว่า ประชาธิปไตยมีสิทธิ์มีเสียงเท่าเทียมกันไง เอ...นี่ท่า ข้าพเจ้าจะผิด ที่ดันเกิดมาในประเทศไทยที่มากไปด้วยคนรากหญ้าแล้วซีเนี่ยะ ตกลงข้าพเจ้าผิดไหมเนี่ยะ ชักไม่แน่ใจ
ไม่ ไม่ ไม่ อย่างไรข้าพเจ้าก็ไม่ผิด หลายประเทศเขาก็มีคนรากหญ้าเต็มประเทศ ไม่เห็นเป็นอย่างนี้ เพราะเขามีประชาธิปไตยเต็มใบ ก็เพราะนักการเมืองไม่มีคุณภาพของเมืองไทยนี่แหละ ทำให้ประชาธิปไตยในเมืองไทยไม่เต็มใบ ความผิดเป็นของนักการเมือง เป็นของประเทศชาติ เป็นของประชาชนทุกคน ยกเว้นข้าพเจ้าคนเดียว ข้าพเจ้าไม่ผีดดดดดดดดด......
อย่างไรก็ผิดครับ ผิดที่ดันโง่เกิดมาไงครับ หากไม่อยากโง่ ไม่อยากทุกข์ ไม่อยากมาทะเลาะเบาะแว้งเช่นปัจจุบัน ก็ควรขวนขวายหาทางที่ไม่ต้องเกิด
เมื่อไม่เกิด ก็ไม่มีทุกข์ เพราะการเกิดเป็นทุกข์
เบื่อแล้วการเกิด
...ถึงนิพพานแล้วครับ
เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ
edit @ 10 Oct 2008 15:30:03 by Dhammasarokikku
edit @ 10 Oct 2008 18:31:17 by Dhammasarokikku


แต่...ใครกัน จะกล้ายอมรับความผิดของตัวเอง...
และสถานการณ์ตอนนี้ ไม่มีคนกล้าแบบนั้นซักคน
ดีแต่โยนความผิด หาข้ออ้าง
ช่างเป็นการเมืองที่โสมมเหลือเกิน...
>>>>ดีนะ ที่วันนี้เรายังมีข้าวกิน...555+
#1 By ซับบาธ... on 2008-10-10 11:10