นิทานรักชาติ ตอนที่ ๑

posted on 18 Oct 2008 09:59 by akkarakitt  in Experience

สมัยหนึ่งข้าพเจ้าออกไปแล่นแต้ ณ สหรัฐ ประเทศ คลุกคลีตีโมงกับคนสหรัฐระดับล่าง หรือที่เราเรียกกันว่า ฝรั่งขี้นก นั่นแล ทั้งนี้ ก็เพราะไปพักอาศัยใน youth hostel คล้าย ๆ หอพักเยาวชน อะไรเทือกนั้นแล ค่่าพักคืนละไม่กี่ร้อย นอนแบบดอร์ม ก็คือนอนรวม ห้องน้ำรวม เตียง ๒ ชั้น มีขนมปังกรอบ ให้กินรองท้องเป็นอาหารเช้า มีห้องดูทีวีรวม ๆ กันที่หนึ่ง มีห้องครัวให้ซื้ออาหารมาทำเอง มีตู้เย็นรวมให้ใช้ ซึ่งบางที ของที่ซื้อมาแช่ ก็มีหายไปบ้าง

ประสานักเดินทาง ก็ต้องมีการเจรจาพาที เปิดโลกทัศน์ให้กว้างไกล ไฉนเขาถึงได้มาพักที่นี้ เขามาจากไหน ทำอะไร ชอบอะไรเป็นพิเศษ ฯลฯ รวมความว่า ก็ทำความรู้จัก แบ่งปันกับเพื่อนต่างชาตินั่นแล

สิ่งหนึ่งที่รู้สึกได้จากบทสนทนา คือ เขาออกจะภูมิใจให้ความเป็นอเมริกันมาก และความภูมิใจในชนชาติของตนนี่เอง ที่นำมาซึ่งความรักชาติ

ย้อนมาดูการ์ตูนญี่ปุ่น การ์ตูนยอดมนุษย์หลาย ๆ เรื่อง จักมีประเทศญี่ปุ่น เป็นฉาก บางทีก็ถูกโจมตี จากมนุษย์ต่างดาว จากภัยอันตรายต่าง ๆ ซึ่งก็จะมาโจมตีประเทศญี่ปุ่นก่อน ราวกับประเทศญี่ปุ่น เป็นศูนย์กลางของโลก

แนวความคิดนี้ถูกถ่ายทอดจากคนญี่ปุ่น รุ่นสู่รุ่นว่า ประเทศญี่ปุ่น คือ สุดยอดประเทศของโลก ผ่านการ์ตูน และเด็กไทย ก็ไปรับค่านิยมนี้มา บางทีจึงสรรเสริญกรี๋ดกร๊าดวัฒนธรรมญี่ปุ่น หรือเกาหลี แต่เฉย ๆ หรือดูถูกวัฒนธรรมไทย

ยิ่งการผจญภัยไปในเยอรมันตะวันออก ไปพบคนเยอรมันที่เป็น ไบค์เกอร์ ขี่จักรยานเสือภูเขา ท่องไปทั่วโลก ถามว่า เขาเคยไปอเมริกาไหม เขาว่า เคย แต่เขาไม่ชอบคนอเมริกัน เพราะมันชอบคิดว่า มันเป็นพี่เบิ้ม เป็นเจ้าโลก ไปไหนทุกคนก็ต้องเกรงใจมัน ทั้งที่ตัวคนพูดอาจเป็นเพียงกรรมกรขายแรงงานสัญชาติสหรัฐ

และคาดว่า คนเยอรมัน หรือ คนเกาหลี ก็คงมีความภูมิใจในชาติตน ไม่ต่างกัน

เอ๊ะ... ทำไมความรู้สึกเหล่านี้ ถึงไม่มีในคนไทยบ้าง?

ทำไมคนไทย ถึงรักชาติแต่ปาก เป็นเพราะพ่อแม่ครูบาอาจารย์สอนสั่งมา ให้ท่องว่า จงรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แค่นั้นละหรือ

ข้าพเจ้าเองก็ไม่เคยรักชาติครับ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ไอ้ที่เราท่องปาว ๆ สมัยเด็ก ๆ ว่า ธงชาติไทย เป้นสัญลักษณ์ของความเป็นไทย เราจงยืนตรงเคารพธงชาติ สีแดงหมายถึงชาติ สีขาวหมายถึงศาสนา สีน้ำเงินหมายถึงพระมหากษัตริย์ นั้น แปลว่ากระไร สัมพันธ์กันอย่างไร

อย่างที่เขาสอนกันปากเปียกปากแฉะว่า พื้นที่ประเทศไทยแต่ละตารางมิลนั้น แลกมาด้วยหยาดเหงื่อเลือดเนื้อของบรรพบุรุษ ก็ได้แค่รู้ไว้ ได้แค่จำไว้ ครับ ไม่เคยซาบซึ้ง ก็เหตุการณ์มันผ่านมาตั้งนานแล้ว สมัยนี้ต้องรบกับใครที่ไหนเล่า วัน ๆ นั่งเล่น นอนเล่นเน็ต แช็ตเอ็ม ดูแคมฟร็อก อยู่ในห้องแอร์ สบายจะตาย ภาษาไทยละหรือ เชย อย่างเราต้องเรียนโรงเรียนอินเตอร์ เรียนภาษาจีน ควบภาษาอังกฤษ จบมาแล้วพูดภาษาไทยไม่ชัด เขียนภาษาไทยผิด ๆ ถูก ๆ มันถึงจะแนว มันถึงจะเท่ พวกเรียนนาฏศิลป์ไทยเดิมนั่น ไม่มีหัวคิด เฉิ่มเบ๊อะ มันต้องอินเตอร์ ฟังแอซิดร็อค ดูหนังหรั่ง แต่งพังค์ เจาะหู เจาะลิ้น สักลายจิ้งจกเท่ ๆ สักสามตัว นั่งผับ ฟังลิงกิ้งพาร์ค

ตรงไหนครับ ที่เป็นสิ่งน่าภูมิใจของคนไทย ที่เด็กเหล่านี้สามารถยืดอก ประกาศก้องว่า ข้าคือคนไทย ไม่ใช่ไปภูมิใจในรอยสักตุ๊กแก กระโดบงับแมลงวัน หรือเจาะหู เจาะปาก ใส่จิว เหมือนจะเข้าร่วมงานเทศกาลกินเจ

ขณะกำลังเดินหาเช้า กินก่อนเที่ยงอยู่ คิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา วันนี้มาเล่านิทานกันดีกว่า วันนี้เรามาลืมโลกแห่งความจริงอันโหดร้าย ประกอบด้วยโทสะ และทะเลาะเบาะแว้ง ลืมเสียให้หมดครับว่า เคยทราบมาอย่างไร วิชาประวัติศาสตร์สอนไว้ว่าอย่างไร วันนี้เรามาอ่านนิทานกันครับ อย่าลืมนะครับ นิทานก็คือนิทาน แม้มันจะเหมือนจริงไปหน่อยก็เหอะ ข้าพเจ้าขี้เกียจเถียงกันค้นหาความจริง ที่ไม่ใคร่ได้ประโยชน์ นี่คือนิทานแฝงธรรมะ ครับล้อมวงเข้ามา

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว (บ๊ะ...เป็นนิทานก็ต้องเริ่มอย่างนี้สิ) เมื่อสองพันห้าร้อยกว่าปีก่อน พระพุทธเจ้ายังทรงชีวิตอยู่ พระองค์เสด็จมาประทับบนดอยหนึ่งทางเหนือของไทย ทรงเสยพระเกศาอธิษฐานให้หลุดมา ๓ เส้น (พระเกศาพระพุทธเจ้าปกติไม่มีการร่วงหล่น) แล้วทางอธิษฐานวางพระเกศาลง จมลงไปในหินบนยอดดอยน้อย แล้วทรงพยากรณ์ว่า เขตนี้ต่อไปจะสามารถรักษาพระพุทธศาสนาไว้ได้ถึง ๕,๐๐๐ ปี  สมัยนั้นบ้านเมืองยังไม่ได้เจริญเช่นทุกวันนี้ เขาเรียกดินแดนแห่งนี้ว่า โยนกนคร หรือ เชียงแสน

เราเริ่มกันสมัยพระราชา ทรงพระนามว่า พันนะติ หรือ พระเจ้าละวะจักราช ใช่หรือไม่ก็ไม่ทราบ ทรงเสวยพระราชย์อยู่ในเขตเชียงแสนนี่ใช้เวลาเสวยราชย์ ๒๙ ปี ก็สวรรคต ท่านเป็นพระราชบิดาของพระอชุตราช เมื่อพระราชบิดาสวรรคตแล้ว พระเจ้าอชุตราช มีพระชนมายุได้ ๒๐ ปี ก็เสวยราชย์ต่อ

พระเจ้าอชุตราชเสวยราชสมบัติมาจนอายุ ๑๒๐ ปี องค์นี้เป็นพระราชามาถึง ๑๐๐ ปี โอ้โฮต้องคิดนะ ๑๐๐ ปี นี่น่าจะมีขบถไหม จะมีการโจมตีกระแนะกระแหนกันไหม เปล่าเลย ไม่มีนะ หลังจากพระเจ้าอชุตราช เสวยราชสมบัติมา ๑๐๐ ปี พอดี เป็นอันว่าพระเจ้าอชุตราชทรงมีพระชนมายุทันพระพุทธเจ้า ๒๐ ปี เห็นไหม อันนี้ ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ที่แน่นอน พ.ศ. นี่ เพราะว่าเป็น พ.ศ. ผี ต่อมา เมื่อพระเจ้าอชุตราชสวรรคตแล้ว พระเจ้ามังรายพระราชโอรสก็เสวยราชสมบัติแทน

พระเจ้ามังรายมหาราชก็เป็นรัชกาลที่ ๒ เสวยราชสมบัติ ตอนนี้ท่านมาบอกว่ามีพระอรหันต์ นามว่า "วชิระ" นำพระบรมสารีริกธาตุมาถวาย ๑๕๐ องค์ มาพร้อมกับพระอรหันต์ ๕๐๐ รูป พระเจ้ามังรายมหาราชเสวยราชสมบัติได้ ๓๗ ปี อายุของท่านได้ ๘๙ ปี ก็สวรรคต รู้สึกว่า อายุยืนมาก ไม่ยักมีขบถ

ต่อมาเป็นรัชกาลที่ ๓ เป็นรัชกาลที่คุดในประวัติศาสตร์ เวลาที่เล่านี่ ท่านบอกว่า เขาเขียนคุดไว้ เขาเขียนไว้ที่ไหนบ้าง ก็ไม่รู้ ตรงหรือไม่ตรงอย่าถือเป็นหลักฐานสำคัญ เราถือเอาธรรมะ คือเรื่องตาย ๆ เกิด ๆ เป็นสำคัญ แต่พูดไว้ให้ฟัง เพื่อจะให้ท่านทั้งหลายรู้ว่า ชีวิตของคนน่ะมันเป็นของไม่เที่ยง อย่าเมาในชีวิต จงอย่าคิดว่าเราไม่ตาย ถ้าเราคิดว่าเราไม่ตายละก็เสียท่า

เป็นอันว่าเมื่อพระเจ้ามังรายมหาราชสวรรคตแล้ว พระราชโอรสชื่อว่า พระองค์เชียง เสวยราชสมบัติ เป็นรัชกาลที่ ๓ อยู่ ๓๑ ปี และมีอายุ ๘๙ ปี เท่าพ่อก็สวรรคตตายอีกเห็นไหมลูกเกิดแล้วก็ตาย เป็นกษัตริย์ก็ตาย ใหญ่ก็ตาย เล็กก็ตาย

รัชกาลที่ ๔ มีพระนามว่า "พระองค์ชิน" ราชโอรสเสวยราชสมบัติได้ ๒๐ ปี มีพระชนมายุ ๘๐ ปี สวรรคต แหม ตอนนี้ไม่ยักมีใครขบถนะ ถ้าเป็นเวลานี้หนังสือพิมพ์คงโจมตี ว่าดีอย่างนั้น เสียแบบนี้ ทำดีแค่โน้น ทำดีแค่นี้ ทีตัวเองทำให้ประเทศชาติฉิบหายละก็ไม่ได้ดูละ ดีแต่กระแหนะกระแหนว่าคนนั้นว่าคนนี้ คนเรานะควรเอากระจกเงาส่องหน้าไว้บ้าง

รัชกาลที่ ๕ ท่านกล่าวว่า พระราชาทรงพระนามว่า "คำตน" มีอายุ ๕๘ ปี เสวยราชสมบัติได้ ๗ ปี ก็สวรรคต

รัชกาลที่ ๖ พระราชาทรงพระนามว่า "องค์กิงตน" เสวยราชสมบัติได้ ๕๖ ปี ก็สวรรคต อายุเท่าไรท่านไม่ได้บอก

รัชกาลที่ ๗ พระราชาทรงพระนามว่า "พระองค์กิงกีราช" เสวยราชสมบัติได้ ๖๕ ปี องค์นี้มีอายุ ๑๐๐ ปี จึงสวรรคต เป็นพระราชโอรส คือเป็นลูกกันต่อ ๆ มา

รัชกาลที่ ๘ พระราชาทรงพระนามว่า "พระชาติตน" เป็นราชโอรสสืบสันติวงศ์ต่อมาเสวยราชย์ได้ ๒๐ ปี และมีอายุ ๗๑ ปี

รัชกาลที่ ๙ พระราชาทรงพระนามว่า "พระเจ้าเว้าตน" เริ่มเสวยราชย์เมื่ออายุ ๖๒ ปี เสวยราชย์ได้ ๑๙ ปี คือมีอายุได้ ๘๑ ปี ก็สวรรคต

รัชกาลที่ ๑๐ พระราชาทรงพระนามว่า "พระเจ้าแว่นตน" ราชโอรสเริ่มเสวยราชย์ เมื่ออายุได้ ๖๓ ปี เสวยราชย์ได้ ๑๗ ปี คืออายุ ๘๐ ปี ก็สวรรคต

รัชกาลที่ ๑๑ พระราชาพระนามว่า "พระเจ้าแก้วตน" ราชโอรสองค์ก่อน เสวยราชย์ เมื่ออายุ ๕๘ ปี เสวยราชย์ได้ ๑๕ ปี มีอายุ ๗๒ ปี ก็สวรรคต

ไม่เห็นมีใครอยู่สักคน ตายกันหมด เล่ามานี่เห็นไหม ดูตามไปนะ ว่าพระราชาแต่ละองค์ รูปร่างท่านเป็นอย่างไร เวลาท่านเสวยราชย์ ท่านทำอย่างไรบ้าง ท่านก็คลุกคลีตีโมงแบบพ่อคนนั่นแหละ ถ้าจะเทียบ ๆ กันไปก็คล้าย ๆ รัชกาลที่ ๙ เราปัจจุบัน แต่ต่างกันอยู่นิดที่สมัยนั้น ใช้เดินไปนั่งคุยกัน เวลานี้เรื่องกฎหมาย เรื่องระเบียบประเพณี เขาเขียนไว้มากเกินไป อย่างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ท่านต้องการอย่างสมัยก่อน เราจะเห็นว่าท่านคลุกคลีตีโมง แต่เครื่องแบบนี้เขาบังคับ สมัยก่อนเครื่องแบบไม่บังคับ กษัตริย์ไปไหนบางทีนุ่งกางเกง ใส่เสื้อ บางทีก็ไม่เสื้อ เอาผ้าขาวม้าผืนหนึ่งห่มเป็นสไบเฉียงบ้าง พาดไหล่บ้าง เดินไปคุยกับคนโน้นคนนี้ เป็นแบบกันเอง ปกครองกันแบบสบาย ๆ

รัชกาลที่ ๑๓ พระราชาทรงพระนามว่า "พระองค์เงิน" ซึ่งเป็นราชโอรส เริ่มเสวยราชย์เมื่ออายุ ๕๖ ปี เสวยราชย์มาได้ ๑๕ ปี คือมีอายุได้ ๗๑ ปีก็สวรรคต

รัชกาลที่ ๑๔ พระราชาทรงพระนามว่า "พระองค์แว่นตน" ราชโอรส เสวยราชย์เมื่ออายุ ๕๒ ปี เสวยราชย์มาได้ ๑๖ ปี อายุได้ ๖๘ ปีก็สวรรคต องค์นี้อายุน้อยหน่อย

รัชกาลที่ ๑๕ พระราชาทรงพระนามว่า "พระองค์งามตน" เป็นราชโอรสสืบต่อมา เสวยราชย์เมื่ออายุ ๕๐ ปี เสวยราชย์มาได้ ๓๓ ปี อายุได้ ๘๓ ปี ก็สวรรคต

รัชกาลที่ ๑๖ เป็นราชโอรสองค์ก่อนทรงพระนามว่า "พระองค์ลือตน" อายุ ๖๖ ปี เสวยราชย์ได้ ๑๕ ปี พออายุ ๗๑ ปี ก็สวรรคต

รัชกาลที่ ๑๗ "พระองค์ชินตน" เสวยราชย์เมื่ออายุ ๕๒ ปี เสวยราชย์ได้ ๑๖ ปี พออายุ ๗๘ ปี ก็สวรรคต

รัชกาลที่ ๑๘ พระราชาทรงพระนามว่า "พระองค์พันตน" อายุ ๕๖ ปี เสวยราชย์ ๑๖ ปี อายุ ๗๒ ปีก็สวรรคต

ดูเถอะว่าพระราชาแต่ละองค์ มีความเป็นอยู่ไม่นานก็ตาย แต่พระราชจริยาวัตรของพระองค์น่ะเป็นกันเองกับบรรดาประชาชน แหม อยากจะพูดอะไรสักนิด อย่างผู้แทนราษฎรนี่ไม่ได้เป็นพระราชา แต่อีตอนอยากจะเป็นผู้แทนนี่ แหม พินอบพิเทาอยากจะรับใช้ประชาชน แต่พอได้เป็นผู้แทนแล้วเท่านั้นแหละ ลืมตน กลายเป็นจอมชีวิตของปวงชนไป นี่มันเสียตรงนี้นะ

อ่านกันต่อไป รัชกาลที่ ๑๙ ทรงพระนามว่า "พระองค์เกลาตน" พระราชโอรสของพระราชาองค์ก่อน อายุ ๕๖ ปี ก็เสวยราชสมบัติได้ ๑๗ ปี อายุ ๗๓ ปี ก็สวรรคต

รัชกาลที่ ๒๐ พระราชาทรงพระนามว่า "พระองค์พิงตน" พระราชโอรสขององค์ก่อนอายุ ๕๒ ปี เสวยราชย์ได้ ๑๙ ปี อายุ ๗๑ ปี ก็สวรรคต

รัชกาลที่ ๒๑ พระราชาทรงพระนามว่า "ศรีตน" พระราชโอรสขององค์ก่อน อายุ ๕๔ ปี เสวยราชสมบัติได้ ๑๗ ปี อายุ ๗๑ ปี ก็สวรรคต

นี่อ่านไปก็ลองนึกภาพตามไปด้วยนะว่า พระราชาแต่ละองค์ ๆ น่ะ เวลานั้น ท่านทำกันยังไง เวลาที่จะออกขุนนาง เวลาที่จะนั่งบังลังก์ท่านก็แต่งตัวโก้ พระราชฐานก็ทำด้วยไม้ เวลายามปกติท่านก็เดินไปเดินมา แต่งตัวสีสดบ้าง สีมัวบ้าง ดีไม่ดีก็เดินเอาผ้าขาวม้าพาดไหล่ไม่มีเสื้อไปเยี่ยมชาวไร่ ชาวนา คุยกับคนโน้น คนนี้ แนะนำคนนั้น แนะนำคนนี้ เป็นกันเองทุกอย่าง มีความหวังดี ไม่เอาเปรียบใคร

อย่าลืมนะว่า โลกนี้มันเป็นอนิจจังนะ เราเกิดกันมาแล้วกี่วาระ ถอยหลังชาติไปแล้ว เราไปเกิดกันสมัยนั้นบ้างหรือเปล่า ทำลายความรู้สึกมันเสียนะ อย่าสนใจกับความเกิดต่อไป อะไรบ้างเล่าเป็นของดี

"ราคัคคิ ไฟ คือ ราคะ โทคัคคิ ไฟ คือ โทสะ โมหัคคิ ไฟ คือ โมหะ อย่าให้มันมาสุมใจเรานะ จะมีความลำบาก"

นี่เป็นส่วนหนึ่งของนิทานประเทศไทย อันทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจถึง ความสัมพันธ์ของ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ รู้สึกรัก หวงแหน ความเป็นชาติไทย และคิดทำความดี ตอบแทนบุญคุณของแผ่นดิน ไปจนตราบสิ้นลมหายใจ ไม่ต้องให้คนเกาหลี ญี่ปุ่น หรืออเมริกัน ซึ่งมีประวัติศาสตร์แค่ไม่กี่ปี มาล้างสมอง ปั่นหัว สร้างค่านิยมต่างชาติ จูงจมูกกันให้ครื้นเครง สนุกสนาน ข้าพเจ้าภูมิใจในความเป็น "คนไทย" มากกว่าครับ นิทานยาวยืดนี้ยังไม่จบครับ มีต่อไปถึง ๓๗ รัชกาล ก่อนจะเข้าถึงส่วนสำคัญ

ที่มาของนิทานนี้ หรือเครดิต ข้าพเจ้าจักได้เฉลยไว้ในตอนสุดท้าย ตอนนี้นึกภาพตามกันไปก่อนนะ

โปรดติดตามตอนต่อไป

จบตอน ๑

edit @ 30 Oct 2008 18:43:46 by Dhammasarokikku

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

มาปูเสื่อรอฟัง *-*

ขอบคุณหลวงพี่ที่ไปเตือนสติถึงบล๊อกค่ะ ชีวิตมันเป็นของไม่เที่ยงจริงๆละเน้อ~ ตอนนี้กำลังพยายามคิดถึงร่างกาย ในฐานะถุงใส่วิญญาณอยู่ค่ะ = = เหมือนถุงเก่า ขาด ใช้ไม่ได้ วิญญาณก็เลยหลุดออกไป เป็นปกติ

สำหรับเจานะ เจาเชื่อว่า คนดีตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ เจามั่นใจในคุณความดีของพ่อหลวงไทย เกี่ยวกันมั๊ยคะเนี่ย ^^; รอฟังตอนต่อไป

#1 By Rinna ♥ on 2008-10-18 13:03

มาตามรอฟังอีกคนครับ เดี๋ยวนี้แต่ละฝ่ายชี้หน้าด่าฝ่ายตรงข้ามว่าทรราชย์ ฝ่ายฉันรักชาติที่สุด ฯลฯ ตลอดเวลา ฟังความจริงที่ไหนแทบไม่ได้เลย - -"

#2 By on 2008-10-18 13:11

คิดเหมือนกันส่วนนึงเลยครับ

อย่างผู้แทนราษฎรนี่ไม่ได้เป็นพระราชา แต่อีตอนอยากจะเป็นผู้แทนนี่ แหม พินอบพิเทาอยากจะรับใช้ประชาชน แต่พอได้เป็นผู้แทนแล้วเท่านั้นแหละ ลืมตน กลายเป็นจอมชีวิตของปวงชนไป นี่มันเสียตรงนี้นะ

ผมเซ็งมากๆเลย เวลามาหาเสียง ไหว้แล้วไหว้อีก แต่ เวลาเป็น สส. ต้องยืนให้คนอื่นไหว้ เห็นแล้วหมั่นไส้มากๆ
เวลาผมไปงานสังคมกับพ่อ เลยไม่เคยไหว้ สส.เลย
และตอน สส.มาหาเสียง ผมยืนหันหลังให้ ไม่ต้องมาไหว้ ไม่ชอบคนไม่เสมอต้นเสมอปลาย

จะมาติดตามตอนต่อไปนะครับ...

#3 By ซับบาธ... on 2008-10-18 13:13

^
^
^

เขาก็เป็นพระราชาเหมือนกันนะ พระเ้จ้า "ลืมตน" งัย

อิ อิ

#4 By Dhammasarokikku on 2008-10-18 13:20

ขอบพระคุณสำหรับนิทานฮะ

พ่อตาย ลูก(ผู้สืบสันดาน)ก็ปกครองต่อ
ใช้เงินฟาดหัวคนเข้ามาปกครอง
ต่อไปลูกมันตายก็ให้หลานมันมาอีก

สืบสันดาน..กันต่อๆไป ไม่จบสิ้น

รึบ้านนี้เมืองนี้คือวงจรชีวิตในนรกกันละเนี่ย
มีเสือสิงกระทิงแรดมาทำโทษให้ประชาชี
เกิดตายเกิดตายด้วยความเดือดร้อนต่างๆนานา

ทางหลุดพ้นมันมีอยู่เห็นแสงแค่รำไร
ถ้าก้มหน้ารับกรรมอย่างเดียวไม่ดิ้นรนก็ต้องอยู่ในวงจรนี้ต่อไปเรื่อยๆถึงลูกหลานเหลนโหลน...
เป็นกระโถนกันทั้งชาติ

เวรกรรม...angry smile

#5 By \\(..U 3U..)//จุ๊บุ on 2008-10-18 13:48

บูธหนังสือธรรมะก็เยอะฮะ
ถ้าท่านไม่กลัวจีวรหลุด(นรกกินหัว)
เพราะคนเยอะ น่าจะยิ่งเยอะในวันหยุดฮะ

#6 By \\(..U 3U..)//จุ๊บุ on 2008-10-18 14:13

สมัยนี้คนเยอะ (ใฝ่)ธรรมมะน้อย ก็เรื่องแยะแบบนี้แหล่ะค่ะ sad smile

รอฟังตอนต่อไป surprised smile

#7 By LUMiN on 2008-10-18 14:21

เรื่องราวน่าสนุกมากเลยครับ



นั่งรอฟัง big smile

#8 By Zairen_Bibliophobia on 2008-10-18 16:17

Hot!

#9 By มายเดียร์ on 2008-10-18 16:30

ฮาพระ "ชิกเข็ด" มากมาย..
กราบนมัสการที่ไปชี้แนะ
เชื่อว่าพระดีมีมากกว่าพระเสื่อมแน่นอนฮับtongue

#10 By \\(..U 3U..)//จุ๊บุ on 2008-10-18 16:51

Favourites