นิทานรักชาติ ตอนที่ ๒

posted on 19 Oct 2008 12:54 by akkarakitt  in Experience

เอ้าหลาน ๆ ทั้งหลาย ได้เวลาเล่านิทานอีกแล้ว ล้อมวงกันเข้ามา วันนี้หลวงตาก็จะเล่านิทานรักชาติ ต่อจากเมื่อวานอะนะ ตอนที่แล้ว ว่ามาถึงรัชกาลที่ ๒๑ แห่งเชียงแสน หรือโยนกนคร เราไปต่อกันที่รัชกาลที่ ๒๒ เลยนะ

เวลาหลวงตาเล่านิทานไป หลาน ๆ ก็ทำใจให้สงบ แล้วนึกภาพตามไปด้วยนะ การนึกภาพตามไปด้วย มันก็เป็นการทำสมาธิชนิดหนึ่งนั่นละ หากเราจดจ่ออยู่กับการอ่าน นึกภาพตามโดยจิตไม่ไปวอกแว่กคิดเรื่องอื่น นั่นก็ถือว่าจิตตั้งมั่น สมาธินั่นแปลว่าจิตตั้งมั่นนะหลานเอ้ย... การทำสมาธินั้น เราทำให้ได้ทุกเวลานะ จะเป็นเฉพาะเวลาค่ำ เวลาเช้ามืด เวลาสงัดนั้นไม่ได้ ต้องใช้ให้ได้ทุกขณะจิต ทุกอิริยาบท ทุกอาการ และทุกสิ่งแวดล้อม ที่เข้ามาล้อมเราอยู่

ให้ดูตัวอย่าง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ตรัสกับพราหมณ์ ซึ่งพราหมณ์มาถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า "พระอริยะนี่ต้องการสถานที่สงัด คือ ป่าช้า และป่าชัฏใช่ไหม เพราะที่นั่นเป็นที่สงัด" แต่องค์สมเด็จพระทรงสวัสดิโสภาคย์ ได้ทรงมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า "พราหมณะ ดูก่อน พราหมณ์ สำหรับพระอริยเจ้านี่อยู่ที่ไหนก็สงัด เพราะว่าอารมณ์จิตของท่านสงัดแล้ว อยู่ในป่าท่านก็สงัด อยู่ในป่าช้าก็สงัด อยู่ในบ้านร้างก็สงัด อยู่ในบ้านซึ่งมีคนก็สงัด อยู่ในเมืองก็สงัด เพราะจิตสงัดจากกิเลส"

ฉะนั้น เวลานี้แม้จะมีเสียงดนตรี หรือเสียงบรรยายธรรมะ แทรกขึ้นมา หากหลาน ๆ ทำสมาธิจดจ่ออยู่กับการอ่านและนึกภาพตามได้ เสียงดนตรี หรือเสียงธรรมะ จักไม่สามารถรบกวนหลาน ๆ ได้เลย สมาธิแบบนี้ ต้องฝึกนะ ใช่ว่า อยู่ ๆ จะทำได้เลย สมัยก่อนที่หลวงตายังเด็กอยู่ เวลาจะใช้สมาธิ ก็พยายามอยู่ในที่สงัด เพื่อให้จิตเป็นสมาธิได้ง่าย ครั้นหลวงตามาพบครูบาอาจารย์ ท่านทำถึงขนาดเอาวิทยุเปิดจ่อหู แล้วฝึกเข้าฌาน ๔ หากยังได้ยินเสียงวิทยุอยู่ ก็ยังใช้ไม่ได้ เห็นครูบาอาจารย์ทำกันขนาดนั้น หลวงตาเลยเอาใหม่ เจอเสียงอึกทึก ก็สู้กับมัน อย่าให้มันมาเป็นเจ้าของใจเราได้ ไม่ว่าอยู่ในสถานการณ์ใด ใจเราต้องสงัดให้ได้

ดูกษัตริย์ต่าง ๆ ที่หลวงตาเล่ามาทั้งหลายเหล่านี้ ท่านตายแล้วท่านไปไหนตามท่านไปดูนะหลานนะ

ต่อไปนี้ หลวงตาขอพูดถึงพระราชาองค์ที่ ๒๒ ทรงพระนามว่า “พระองค์สมตน” ซึ่งเป็นพระราชโอรสของ พระองค์ศรีตน อายุ ๕๒ ปี เสวยราชสมบัติได้ ๑๗ ปี อายุ ๖๙ ปี ก็สวรรคต เห็นไหมหลานเอ๋ยเป็นพระราชาก็ตาย

ต่อมารัชกาลที่ ๒๓ พระราชาทรงพระนามว่า “พระองค์สวนตน” ราชโอรสขององค์ก่อน อายุ ๔๘ ปี เสวยราชย์ได้ ๑๘ ปี อายุ ๖๕ ปี ก็สวรรคต

ต่อมารัชกาลที่ ๒๔ พระราชโอรสเสวยราชสมบัติทรงพระนามว่า “พระองค์แพงตน” อายุ ๔๘ ปี เสวยราชย์ได้ ๒๐ ปี อายุ ๖๘ ปี ก็สวรรคต

รัชกาลที่ ๒๕ พระราชโอรสองค์ก่อน สืบสันตติวงศ์ต่อมา ทรงพระนามว่า “พระเจ้ากวนตน” เสวยราชสมบัติได้ ๑๔ ปี อายุ ๖๗ ปี ก็สวรรคต

รัชกาลที่ ๒๖ พระราชโอรสองค์ก่อน เสวยราชย์ต่อมา ทรงพระนามว่า “พระองค์พูตน” อายุ ๓๖ ปี เสวยราชสมบัติได้ ๑๒ ปี อายุ ๔๘ ปี ก็สวรรคต

รัชกาลที่ ๒๗ พระราชาทรงพระนามว่า “พระองค์ฟั่นตน” ซึ่งเป็นราชโอรสขององค์ก่อน อายุ ๓๐ ปี เสวยราชสมบัติได้ ๕๐ ปี ก็สวรรคต เมื่ออายุได้ ๘๐ ปี

รัชกาลที่ ๒๘ ทรงพระนามว่า “พระองค์มังสิงห์ตน” ราชโอรสองค์ก่อน อายุ ๓๕ ปี เสวยราชสมบัติได้ ๕๐ ปี ก็สวรรคต เมื่ออายุได้ ๘๕ ปี

ในเวลานั้นพระอรหันต์มาก พระราชาทุกพระองค์เป็นผู้ทรงธรรม ไหว้พระสวดมนต์กันอยู่ตลอดเวลา

รัชกาลที่ ๒๙ พระราชาทรงพระนามว่า “พระองค์มังสมตน” องค์นี้เป็นน้องของพระเจ้ามังสิงห์ตน ซึ่งไม่มีพระโอรส ดังนั้นน้องชายจึงเสวยราชย์ เมื่ออายุ ๗๒ ปี เสวยราชย์ได้ ๑๘ ปี ก็สวรรคต

รัชกาลที่ ๓๐ พระราชาทรงพระนามว่า “พระองค์ทิพย์ตน” อายุ ๕๑ ปี เสวยราชสมบัติต่อจากพระราชบิดาได้ ๑๗ ปี ก็สวรรคต เมื่ออายุ ๖๘ ปี

รัชกาลที่ ๓๑ พระราชาทรงพระนามว่า “พระองค์กะมะตน” ราชโอรสขององค์ก่อนเสวยราชสมบัติ เมื่ออายุ ๔๓ ปี เสวยราชย์ได้ ๕ ปี ก็สวรรคต เมื่ออายุ ๔๘ ปี

รัชกาลที่ ๓๒ พระราชาทรงพระนามว่า “พระองค์ชายตน” ราชโอรสองค์ก่อนอายุ ๓๐ ปี เสวยราชย์ได้ ๒๐ ปี ก็สวรรคต เมื่ออายุ ๕๐ ปี

รัชกาลที่ ๓๓ พระราชาทรงพระนามว่า “พระองค์ชินตน” ราชโอรสมีอายุได้ ๓๒ ปี ขึ้นเสวยราชย์ได้ ๑๕ ปี ก็สวรรคต คือตายเมื่ออายุได้ ๔๗ ปี ไม่เห็นใครอยู่ ตายหมด

รัชกาลที่ ๓๔ พระราชาทรงพระนามว่า “พระองค์ชมตน” เสวยราชย์เมื่ออายุ ๒๙ ปี เสวยราชย์ได้ ๒๐ ปี ก็สวรรคต

รัชกาลที่ ๓๕ “พระองค์พังตน” อายุ ๒๘ ปี ขึ้นเสวยราชสมบัติได้ ๑๖ ปี อายุ ๔๔ ปี ก็สวรรคต นี่จะเห็นว่า การเป็นพระราชาก็ตายไม่เกิดประโยชน์

รัชกาลที่ ๓๖ “พระองค์พิงตน” อายุ ๒๖ ปี เสวยราชย์ได้ ๑๕ ปี อายุ ๔๑ ปี ก็สวรรคต

รัชกาลที่ ๓๗ พระราชาทรงพระนามว่า “พระเจ้าพังตน” ราชโอรสองค์ก่อน ที่เราเรียกว่า “พระเจ้าพังคราช” ที่มีความสัมพันธ์กับเมืองเชียงแสน พระธาตุจอมกิตติ ทรงมีอายุได้ ๑๘ ปี ขึ้นเสวยราชสมบัติ พออายุได้ ๒๐ ปี เจ้าขอมดำก็มาอาละวาด

ตอนนี้สิหลาน ๆ ของหลวงตา เราอ่านมาถึงตอนนี้ เราพอจะสรุปใจความได้ว่า คนเราที่เกิดมาทุกคน จะมีฐานะเป็นยังไงก็ตามที เรื่องจะพ้นกฎของกรรมนั่นก็คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย นั่นไม่ได้ เพราะว่าพระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกมันเป็นอนิจจัง หาความเที่ยงไม่ได้ ถ้ามันไม่เที่ยง เราก็จะเข้าไปยุ่งกับความไม่เที่ยง ให้มันเที่ยงมันก็เป็นทุกข์ อารมณ์ของคนที่เป็นทุกข์มันก็เพราะไม่ยอมรับนับถือกฎของความเป็นจริง

คำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น สอนตามความจริง คือ ให้คนทุกคนไม่ฝืนความจริงเท่านั้น ถ้าคนใดไม่ฝืนความจริง คนนั้นไม่มีทุกข์

ดูตัวอย่างพระราชา ผ่านมาแล้วตั้ง ๓๗ รัชกาล สมัยพระเจ้าพังคราช นี่ท่านยืนยันเลยว่าเป็น พ.ศ.๙๐๐ ปี พอดี เป็นอันว่าราชวงศ์นี้ สืบราชสมบัติต่อมาเกินกว่า ๙๐๐ ปี ไม่มีการขบถ ไม่มีทรยศ ไม่มีการแย่งชิงความเป็นใหญ่ซึ่งกันและกัน

ตอนนี้ หลวงตาขอเล่าเรื่องประเพณีนิยมของคนไทยหรือระเบียบวินัย คนไทยที่เป็นไทยจริง ๆ นั้น เป็นผู้รักธรรม ประกอบไปด้วยพรหมวิหารสี่ แต่ทว่าอาศัยความดีของคนไทย นี่หลาน ๆ เอ๋ย เราจึงต้องขยับขยายพื้นที่กันอยู่ตลอดเวลา ผ่านมา ๓๗ รัชกาล ข่าวการรุกรานประเทศ ข่าวการรบไม่มี เราจึงขยายเขตออกไปให้มันกว้าง ให้พอกับคนจำนวนมาก เพราะยิ่งนานปี คนก็เกิดมาขึ้นทุกที เวลานั้นพื้นที่ขยายไม่ยาก มันเป็นป่า คนอยู่กันเป็นหย่อม ๆ สมัยพระเจ้าพังคราชนี่ เรามีประชาชน ตั้งแต่แบผ้าอ้อมถึงคนแก่เหลาเหย่ทำอะไรไม่ไหวแล้ว ประมาณ ๑ แสนคนเท่านั้น แต่กำลังคนที่จะรวมเป็นกองทัพจับอาวุธสู้ได้คือ ตั้งแต่อายุ ๑๖ ปี ถึง ๖๐ ปี ได้ประมาณ ๓ หมื่นคนเท่านั้น เป็นการระดมพลใหม่

จงจำไว้ให้ดีนะหลาน ๆ ทุกคนเป็นคนไทย เราเป็นคนไทย จงอย่าทำใจเป็นทาส ทำใจของเราให้ทรงไว้ซึ่งความเป็นอิสรภาพ คือ ความเป็นไท อันเป็นสิ่งที่จะสร้างความสุขให้แก่หลาน ๆ จงจำไว้นะ ว่าพ่อของหลานหน่ะ รักหลานเท่ากันทุกคน แต่หลานจงระวังนะ คนอีกพวกที่เขาไม่ใช่ไท เขามีใจเป็นทาส เขาอาจจะมีพ่อเป็นไทย มีแม่เป็นไทย แต่ว่าใจเขาเป็นทาส ที่เขาคอยเข้ามาทำลายความสามัคคีของประเทศชาติ มันมีอยู่ เขาจะใช้วิธีง่าย ๆ คือ บอกหลานคนนั้น บอกหลานคนนี้ ให้ดูทีซิ เห็นไหมว่า พ่อรักเราไม่เสมอกัน เราเป็นคนจน เราเป็นคนมีความรู้ไม่ดี พ่อไม่ได้สนใจเราเลย ตอนนี้เขาจะแหย่นิด แหย่หน่อย แหย่ให้หลานแตกความสามัคคี

หลานจงระวังให้ดีนะ พ่อน่ะเป็นคนคนเดียวนะหลานนะ บางทีลูกของพ่อ พ่อนึกชื่อไม่ออกก็มี ใช้อยู่ทุกวัน เพราะอะไร เพราะพ่อเหน็ดเหนื่อย ความเหนื่อยของพ่อนี่ พ่อเหนื่อยจริง ๆ แต่เพื่อลูกทั้งหกสิบล้านคนแล้ว พ่อก็พร้อม แม้พ่อจะเหนื่อยแทบขาดใจตายเสียเวลานี้ พ่อก็ทำ

นึกภาพตามไปนะ ความรู้สึกของหลานในเวลานั้น คงจะพบกับสภาพความเป็นจริง ที่หลานมีส่วนร่วมในการบูชาพระบรมสารีริกธาตุบนดอยตุง ซึ่งพระเจ้าอชุตราช และพระเจ้ามังรายมหาราช นำมาบรรจุไว้ในเจดีย์ที่หลานเห็นเวลานี้ เป็นเจดีย์ที่เขาสร้างขึ้นภายหลัง สำหรับเจดีย์องค์เดิมอยู่ภายในเป็นทองคำทั้ง ๒ องค์ และในเจดีย์ทองนั่นบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่กษัตราธิราชเจ้าทั้ง ๒ พระองค์ คือ พระเจ้าอชุตราช พระราชบิดากับพระเจ้ามังรายมหาราช ราชโอรส นำมาบรรจุที่นี่ พระบรมสารีริกธาตุดังกล่าว ท่านได้มาโดยพระมหากัสสปเถรเจ้า พร้อมด้วยพระอรหันต์อีก ๕๐๐ องค์ นำมาถวายพระเจ้าอชุตราช และภายหลังมีพระอรหันต์นามว่า วชิระ องค์พระอรหันต์ นำมาถวายพระเจ้ามังรายมหาราช การบูชาคราวนั้นเป็นงานยิ่งใหญ่มาก

มาเล่านิทานรักชาติของเรา ต่อไปดีกว่า เป็นอันว่า เมื่อพระเจ้าพังคราชบรมกษัตริย์ พระบาทท้าวเธอต้องเถลิงราชสมบัติตั้งแต่อายุ ๑๘ ปี ท่านเป็นกษัตริย์แบบราษฎรธรรมดา ๆ พระราชาสมัยก่อน ยามปกติท่านก็เดินไป ดีไม่ดีก็ไปคนเดียว กลางค่ำกลางคืนไปเยี่ยมราษฎร และเวลาจะทำอะไรก็ต้องปรึกษาหารือกัน เขาเรียกว่าสมบูรณาญาสิทธิราช พระราชามีอำนาจแต่ผู้เดียว ความจริงนั่นเขาสมมติให้ เนื้อแท้จริง ๆ งานทุกอย่างต้องปรึกษาหารือซึ่งกันและกัน ไม่มีพระราชาองค์ไหนจะมีมันสมองทำคนเดียวไหว ต้องมีเสนาบดีมีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ต้องมีข้าราชการชั้นผู้น้อย สมัยนั้นเราปกครองกันในวงแคบ แค่เชียงแสนลงมาไม่ถึงเชียงใหม่ แค่กว๊านพะเยานี่เดินมาก็ไม่ยาก ขี่ช้างขี่ม้ามา ก็ไม่ยาก ดังนั้น พระราชาจึงเข้าถึงประชาชนได้ง่ายเพราะอยู่ในวงแคบ มีแต่ความรักกันมีความสุข ไม่เคยเกิดสงคราม ไม่เคยคิดว่าใครเขาจะมาทำสงคราม

สมัยนั้นเราอยู่กันแบบเงียบ ๆ เราไม่มีกองทหารใหญ่ มีแต่ทหารรักษาพระองค์ ซึ่งก็คือมหาดเล็ก หรือคนรับใช้เท่านั้นเอง ถ้ามีเรื่องราวเกิดโจรผู้ร้ายขึ้น และถ้าเจ้าของหมู่บ้านเขาไม่สามารถปราบได้ ก็รายงานเข้ามาหมาดเล็กนี่แหละ จะออกไปช่วยปราบโจรผู้ร้าย จะเรียกกองทหารก็ไม่เป็นกองทหาร

เวลานั้นเจ้าขอมดำ หรือเจ้ามอญหริภุญไชย แถวนั้นคือเชียงใหม่ ลำพูน หากินไม่ได้ดี ทำนาก็ไม่ได้ดีเท่าเชียงราย ซึ่งเชียงราย หรือโยนกนคร หรือเชียงแสนสมัยนั้น มีความอุดมสมบูรณ์พูนสุขมาก ทำมาหากินทุกอย่างดีมาก จะค้าขาย ทำพืชไร่ก็ดีมาก ทองคำมีมาก เจ้าขอมดำมันมีกำลังมาก เวลานั้นกำลังของเขากระจายไปทั่วประเทศไทย ปกครองสายใต้สุดถึงเลยเขตทวาราวดี นครปฐมลงไปอีก คนไทยเราอยู่เกลื่อนเวลานั้น แต่เขาไม่เรียกว่าไทย มาสมัยหลังเรียก ละว้า อยู่เป็นหย่อม ๆ ไม่มีกำลังจะเข้ามารวมตัวกัน จึงตกอยู่ในอำนาจของขอมโดยคิดว่าเขาจะว่าอย่างไร ก็ช่างเขา เขาให้เสียภาษีอากรเล็กน้อย ก็ให้เขาไม่คิดจะเป็นบ้านเป็นเมือง

พวกขอมดำนี่ไม่ใช่เขมร เป็นพวกที่ขาดเมตตา มีจิตคิดเห็นแก่ตัวอยู่ตลอดเวลา เขาส่งคนมาดูความอุดมสมบูรณ์ของโยนกนคร ส่งคนมาทำการค้าขายทุกจุด พร้อมกับดำเนินนโยบายการเมืองไปด้วย พวกนี้เป็นทหาร

ของเราไม่ทราบ รัชกาลที่ ๖ ท่านตรัสไว้ว่า “ถ้ารักสงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ” ขามาสืบกำลังคนของเราว่ามีกำลังคนจริง ๆ ทั้งหมดแสนเศษนิด ๆ เขากลับไปก็เรียกระดมพลได้แสนหนึ่งยกทัพมาเท่า ๆ กับประชาชนของเราที่มีอยู่จริง ๆ ม้าเร็วของเรา จากกว๊านพะเยารีบเข้ามาแจ้งข่าวว่า ขอมดำยกทัพตรงมาโยนกนครแล้ว

พระเจ้าพังคราชบรมกษัตริย์ พระองค์เสวยราชสมบัติตั้งแต่อายุ ๑๘ ปี มาจนกระทั่งขอมดำยกทัพมาก็ ๒ ปี ผ่านไปเท่านั้น เวลานั้นพระองค์อายุ ๒๐ ปี ท่านก็ปรึกษามุขอำมาตย์และประชาชน ยกเว้นเด็กและคนชรา ไม่ว่าผู้หญิงผู้ชายออกรบหมด ถึงคราวจำเป็นแล้ว ก็รบเพื่อชาติ รบเพื่อความเป็นอยู่ ประมวลกำลังแล้วเวลานั้นท่านบอกว่าได้กำลัง ๓ หมื่นคน เศษอาวุธยุทโธปกรณ์ของเราก็ไม่พร้อม เรามีกองทัพช้าง กองทัพม้า กองทัพพลเดินเท้า กองเสบียง แต่ก็ไม่ได้เตรียมพร้อมเอาไว้ ก็ยกไปตั้งทัพ รับเจ้าขอมดำที่ท้ายกว๊านพะเยา และเพื่อความไม่ประมาท พวกที่อยู่ในเมืองพระองค์สั่งให้ขนของมีค่าไปเก็บไว้ ในถ้ำที่ต่าง ๆ ที่ดอยตุงนี่ และสั่งพวกเด็ก ผู้หญิงทั้งหลายว่าถ้าไม่ไหวจริง ๆ ให้ถอยหลังไปอยู่ที่ ที่เวลานี้กองพล ๙๓ อยู่นั่น บางส่วนขยายไปทางแม่สายข้ามเขตแดนไปบ้าง กระจายกันอยู่ตามหุบเขา ตามถ้ำที่มีทางเข้าได้ทางเดียว ถ้ากองทัพที่เรายกออกไปรับเขาสู้ไม่ได้ ก็จะถอยมาสู้กันเป็นจุดสุดท้าย ตายด้วยกันที่นี่

เฮอ ๆ กำลังสนุกใช่ไหมล่ะ หลาน ๆ เอ๋ย แต่วันนี้หลวงตาเจ็บคอ เมื่อยนิ้ว พิมพ์ต่อไม่ไหวแล้ว หลาน ๆ ก็คงจะเริ่มตาอักเสบกันไปบ้างแล้ว ไว้พรุ่งนี้ หลวงตาจะมาเล่าต่อนะว่า ศึกขอมดำนั่น พวกเรารบกันยากเย็นแค่ไหน ให้หลาน ๆ รู้กันไว้ว่า ผืนดินทุกตารางมิลที่เราเหยียบกันอยู่ทุกวันนี้ ไม่ใช่ได้มาโดยง่าย พิจารณาดูความลำเค็ญของบรรพบุรุษของเรา แล้วหันมาทำอะไรเพื่อประเทศชาติกันบ้าง อย่ามัวแต่ทะเลาะกัน ให้พวกขอมดำกลับชาติมาเกิด มันปั่นหัวเอาได้

โปรดติดตามตอนต่อไป

จบตอน ๒

เอาเสียงธรรมไปฝึกสมาธิฟังไปด้วย อ่านไปด้วย อีกสักตอนนะ เฮอ ๆ

edit @ 30 Oct 2008 18:44:52 by Dhammasarokikku

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

วันนี้กลายเป็นหลวงตาไปซะแล้ว ^^;

ขอมดำมันฉลาดค่ะ มันทำกันเป็นกระบวนการมานานแล้ว แต่เจาก็ยังเชื่ออยู่ดี ว่าคนดีตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้

ปูเสื่อรอฟังอยู่ต่อไป *-*

#1 By Rinna ♥ on 2008-10-19 14:46

แอบเมาชื่อพระราชาค่ะ sad smile มีสารพัดตนเลย

*รอฟังตอนต่อไป*open-mounthed smile

#2 By lumin on 2008-10-19 16:45

หนุกมากครับหลวงตา!



ตาอักเสบจริงด้วยครับ! (หัวเราะ) open-mounthed smile

#3 By Zairen_Parodyme. on 2008-10-19 19:42

แวะมาทักทาย

Favourites

Favourites

Dhammasarokikku View my profile