นิทานรักชาติ ตอนที่ ๓
posted on 20 Oct 2008 10:03 by akkarakitt in Experience
มาแล้ว มาแล้ว หลานรักของหลวงตา อย่าเพิ่งเร่งซี หลวงตาแก่แล้ว ทำอะไรก็งก ๆ เงิ่น ๆ เอ้า... แล้วนี่หลวงตามาทำอะไรที่นี่หว่า...
ลืมซะแล้ว ว้า... คนแก่ขี้หลงขี้ลืม อ้อ... มาเล่านิทานนั่นเอง แล้ว ตอนที่แล้ว หลวงตาเล่ามาถึงไหนแล้วล่ะ ใครจำได้บ้าง ไหนยกมือขึ้นซิ
โอ้ ๆ ๆ เก่งมากหลานรักของหลวงตา อะไรนะ... เก็บเอาไปฝันเลยเรอะ ดี ๆ จำเรื่องราวของบรรพชนรุ่นเก่าของเราไว้ให้ดีล่ะ จำไว้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจ อะไรนะ... หลวงตาใจร้าย ไม่ยอมเล่าให้จบเรอะ โถ... เห็นใจหลวงตาบ้างเถ๊อะ เล่ามากแล้วเจ็บเหงือก ยิ่งเป็นโรครำมะนาดอยู่ พิมพ์มากแล้วนิ้วเป็นริดสีดวง อะ... อะไรนะ โรคริซซี่เป็นที่นิ้วไม่ได้เรอะ ไม่จริงม๊าง นี่ไงดูสิ ที่นิ้วหลวงตานี่ไง เจ็บ ๆ เนี่ยะ อ้าว... เขาเรียกตาปลาหรอกเรอะ แหม...เพิ่งรู้ ๆ หลานของตานี่เก่งจริง ๆ ไอ้ที่ตอนหนุ่ม ๆ หลวงตาชอบไปเหยียบของชาวบ้านเขา จนหน้าตาดูไม่ได้มาจนปัจจุบันใช่ไหมล่ะ ไอ้ตาปลาเนี่ยะ หลาน ๆ อย่าไปเหยียบของใครเข้าเชียวนา เดี๋ยวจะหาว่า แก่ไม่เตือน
อะ... เวิ่นเว้อมานานแล้ว หลวงตาเนี่ยะ พูดอะไรเพ้อเจ้อเรื่อยเปื่อย มาเล่านิทานต่อดีกว่า ตอนที่แล้ว ขอมดำมันยกทัพมาแล้วใช่ไหมล่ะ
การรบคราวนั้น รู้สึกสงสาร พระเจ้าพังคราชบรมกษัตริย์ เพราะกองทัพของเราไม่ได้เตรียมฝึกไว้ก่อน เมื่อกองทัพต่อกองทัพ ปะทะกันสู้กันด้วยความสามารถ ขึ้นชื่อว่าไทยพร้อมที่จะสู้จนตัวตาย เพียงแต่ทัพหน้าของเขาก็เท่ากับกองทัพเราทั้งหมดที่ยกไป แต่เมื่อทัพหน้าเขาปะทะกับเราจริง ๆ เขาก็แตกไม่เป็นขบวน นี่น้ำใจคนไทยนะหลานนะ เรื่องการรบกัน ก็ต้องตายด้วยกันทั้งสองฝ่าย แต่พอทัพหลวงของเขายกเข้ามา ปีกซ้าย ปีกขวาของเขาก็โอบเข้ามา นี่เราสู้เขาไม่ได้ตอนนี้ ตายฝ่าย ต่างตาย เขาตายมากกว่าเรา เพราะเขามากกว่าเรามากนัก เพียงเขาใช้มือดันเราก็ต้านไม่ไหวแล้ว เพราะกำลังเราน้อยกว่าเขามากนัก ทัพไทยก็จำเป็นต้องถอย แตกกลุ่มออกเป็นกองโจร คอยโจมตีข้าศึก การทำแบบนี้ไม่ได้หวังชนะ หวังการประวิงเวลาของข้าศึกไว้ แล้วก็ส่งม้าเร็วเข้ามาในเมือง สั่งขนของไปยังที่นัดหมายกันไว้
สำหรับพระเจ้าพังคราชบรมกษัตริย์ มีกองทัพคุ้มกันอยู่ส่วนหนึ่ง เมื่อขนของแล้วจะสั่งเผาเมือง ก็กลัวขนของไม่ทัน คิดว่าเราแพ้เขาแน่ เขาได้แต่อาคารตัวเมืองไป ของมีค่าขนไปไว้ดอยตุงนี่บ้าง แม่สายนี่บ้าง ข้ามฝั่งไปบ้าง ประชาชนก็หลบ ตามเชิงเขา ตามถ้ำบ้าง กองโจรตีประวิงเวลาขนของนี่ ประมาณเดือนเศษ จนกองทัพใกล้โยนกนคร พระเจ้าพังคราชจึงให้ชักธงขาวขึ้น แสดงว่ายอมแพ้ เจ้าขอมดำเห็นเรายอมแพ้ เขาก็วางอาวุธ เข้ามาจับพระเจ้าพังคราชไปพิจารณาโทษ
แต่ทว่ามีอำมาตย์ของขอมดำคนหนึ่ง ท่านบอกว่าชื่อ “พันจาม” เป็นแม่ทัพสำคัญ มีมันสมอง ได้กราบทูลเจ้านาย เขาว่า พระเจ้าพังคราชนี่ ไม่มีความผิด เพราะไม่ได้ยกไปตีเมืองเรา แต่เรายกมาตีเขา ถ้าจะฆ่าพระเจ้าพังคราชก็จะผิดความมุ่งหมายไปมาก เพราะเราต้องการพื้นที่ แต่การจะให้เป็นกษัตริย์ต่อไปนั้น เป็นไปไม่ได้ ควรจะส่งพระเจ้าพังคราชไปที่ “วังสีทอง” อยู่ทางแม่สายให้มีเนื้อที่ทำมาหากินประมาณแสนไร่ ต้อนคนไทยทั้งหมดไปอยู่ในเขตนั้น นอกจากนั้น แผ่นดินทั้งหมดเป็นของขอมดำ หรือมอญหริภุญไชย
เราต้องแพ้สงครามคราวนั้น หลานรักของหลวงตา ลองนึกภาพตามไปนะว่า หลาน ๆ ไปเกิดในสมัยนั้นกันบ้างหรือเปล่า ถ้าหลานนึกออก หลานจะเห็นภาพการรบ เห็นภาพการต่อสู้ ภาพการตาย ภาพการร้องไห้ เพราะกองทัพเราแพ้สงคราม ถ้าหลานนึกไม่ออก มองไม่เห็น ให้ลองจินตนาการเอานะว่าสภาวะเป็นยังไง หลวงตาจะเล่าไม่ละเอียด
ตอนนั้นพระเจ้าพังคราชทำยังไงรู้ไหมหลานเอ๋ย พระราชาต้องทรงไว้ซึ่ง ขัตติยะมานะ ท่านเป็นชายชาติทหารแท้ ๆ เขาสั่งประหารชีวิตแล้ว ถามท่านว่า กลัวตายไหม พระองค์ก็ตรัสว่า "ขึ้นชื่อว่าความตายเป็นของธรรมดา เราเป็นคนไทย เป็นผู้บังคับบัญชาเขา เราพร้อมที่จะตายเพื่อคนอื่น ขอให้เราผู้เป็นกษัตริย์ตายแทนคนอื่น ก็แล้วกัน คนอื่นไม่ต้องตาย เพราะความเป็นผู้แพ้นี่ ถือว่าเป็นความผิด แต่ความจริงเราไม่ได้คิดจะไปรบกับท่าน ท่านยกทัพมา เราก็ต้องสู้ เมื่อสู้ไม่ได้เราเป็นฝ่ายแพ้ ท่านต้องการอะไร ก็เป็นเรื่องของท่าน เราเป็นคนของท่านซะแล้ว หมายความว่า เรื่องที่คิดจะสู้ท่านน่ะมันไม่มี เมื่อสู้ไม่ได้เรายอมแพ้ก็ต้องแพ้อย่างมีระเบียบวินัย นี่วิสัยไทยแท้"
พอพูดเท่านี้เล่นเอาเจ้าขอมดำยิ้ม หน้าตาสดชื่น คิดว่าเป็นผู้ชนะแน่นอน ความใจอ่อน พร้อมกับ "พันจาม" แม่ทัพ เขาห้ามปรามว่า ไม่ควรฆ่าพระเจ้าพังคราช แต่ก็ควรใช้อำนาจ ของความเป็นผู้ชนะ บังคับให้เราไปอยู่จุดใด จุดหนึ่ง ในฐานะผู้แพ้สงคราม ต้องส่งส่วยให้ขอมดำด้วย ปรากฏว่า มีคนของเขาคนหนึ่ง ค้านเรื่องส่งส่วยว่า ในเมื่อเรายึดพื้นที่ ยึดเมืองแล้ว ทำไมต้องให้เขาส่งส่วยด้วย นี่ ความจริงคนของเขา ก็มีดีเหมือนกัน แต่เจ้าขอมดำนายใหญ่ ในใจของมันคิดว่า คนไทยไม่ควรจะมีอยู่ในพื้นที่นี่ มันอยากจะขับไล่ไปเสียแล้ว ไปให้ไกลจากแดนอุดมสมบูรณ์ที่เขาต้องการ จึงบอกว่าการส่งส่วยเป็นของดีควรส่งส่วยเป็นทองคำปีละ ๘๐ ชั่ง (๑ ชั่ง = ๘๐ บาท ๘๐ ชั่ง ก็เป็นทองคำหนัก ๖,๔๐๐ บาท)
พระเจ้าพังคราชยืนฟังแล้ว ก็หนักใจว่า จะหาทองคำที่ไหนให้เขาได้ยังไง ปีละตั้ง ๘๐ ชั่ง แต่มุขอำมาตย์ขอมคนหนึ่งเขาก็เสนอว่า ๘๐ ชั่ง มากเกินไปสำหรับคนไทย ไม่ถึงแสนคน ในเนื้อที่แสนไร่ ไม่พอกัน ควรให้เป็นปีละ ๒๐ ชั่งก็พอ แล้วถามพระเจ้าพังคราชว่า ท่านจะหาทองคำให้เราได้ไหม พระเจ้าพังคราชก็ตอบว่า "เราเป็นผู้แพ้ ก็เหมือนเป็นทาสรับใช้ของท่าน ท่านสั่งทำอะไรเราก็ต้องทำตาม"
นี่หลานรักทั้งหลาย ตอนนี้ขอมดำเห็นใจ แต่ความโหดร้ายมันก็มีมาก จึงส่งพระเจ้าพังคราชไปอยู่ที่ "วังสีทอง" ให้ไล่ต้อนคนไทยไปอยู่ที่นั่น ความโหดร้ายของขอม ลูกเขาเมียใคร ถ้ามันต้องการเอาไปบำรุงบำเรอมันชั่วคราว หรือตลอดกาล ต้องเป็นของเขา การใช้งานต่าง ๆ ถ้าไม่เป็นที่ถูกใจมัน มันอยากจะฟัน อยากจะแทง อยากจะตี จะฆ่า ต่าง ๆ นานา ก็ทำได้ เพราะเป็นนโยบายไม่ต้องการให้คนไทยมีอยู่ ในภูมิภาคนั้น
ตอนนี้ความเศร้าโศกโศกาอาดูรก็เกิดขึ้น นับตั้งแต่กองทัพเรา แพ้เขาหลานรัก เสียงระงมร้องไห้เซ็งแซ่ ตอนที่บรรดาขอมดำ กวาดต้อนคนไทยจากเชียงแสน จากเชียงราย จากพะเยา ไปรวมกลุ่มเดียวกันที่แม่สาย เขากั้นเขตให้อยู่เป็นจุดน้อย ๆ จะไปยุ่งอะไรนอกเขตไม่ได้ เพราะเป็นเขตของขอมที่เขาต้องการ พระเจ้าพังคราชถึงกับน้ำตาตกใน แต่อาศัยที่เป็นกษัตริย์มีขัตติยะมานะ ต้องมีความเข้มแข็ง ต้องต่อสู้ด้วยความอดทน จะเหนื่อยจะยากเพียงใด ก็ต้องพร้อมทุกอย่างที่จะยอมรับ พระองค์ก็สร้างวังพิเศษ คือบ้านไม้ธรรมดาอยู่
เจ้าขอมดำเข้าเมืองโยนกนครแล้ว หาทรัพย์สินมีค่าไม่ได้ มันจึงถามว่า เมืองไทยนี่ไม่มีทรัพย์สินเลยรึ ทองแท่ง เพชรนิลจินดา ก็ตอบเขาไปว่า เมืองไทยไม่ได้เตรียมรบ อยู่กันอย่างพ่อแม่ปกครองลูก ทรัพย์สินในท้องพระคลังจึงไม่มี เราทำมาหากินร่วมกัน แบ่งปันกันเฉย ๆ แต่ความจริงขนไปหมดแล้ว
เวลาผ่านไป พระมเหสี ของพระเจ้าพังคราชก็ทรงพระครรภ์ และคลอดพระราชโอรสให้นามว่า "ทุกภิกขะ" แปลว่าเกิดมา ในท่ามกลางความทุกข์ ตลอดเวลาที่อยู่วังสีทอง พระเจ้าพังคราชไม่ได้ทรงเครื่องแบบกษัตริย์เลย ทรงแต่งองค์แบบธรรมดา นุ่งกางเกงดำขา ๓ ส่วน ใส่เสื้อแขนกระบอกสีดำ แบบชาวบ้านธรรมดา ๆ ที่บรรดาหลาน ๆ เห็นแล้ว สรุปแล้วคนไทยต้องเป็นผู้แพ้สงครามเพราะ ๑.ไม่พร้อม ๒.บางครั้งมีคนขายชาติซึ่งเราต้องทำลายคนประเภทนี้ให้หมดไป ถ้าต้องการให้ไทยเป็นไทต่อไป
หลาน ๆ ทั้งหลาย ตอนนี้เป็นตอนคนไทยเศร้า ขณะที่หลานกำลังนั่งฟังหลวงตาเล่านิทานอยู่นี้ ขอจงนึกภาพตามไปด้วย ถ้านึกภาพไม่ออก ให้กำหนดจิต นึกอาราธนาบารมีพระพุทธเจ้า ขอดูภาพในเวลานั้นว่า พวกเราที่นั่งล้อมวงฟังกันอยู่นี้ มีส่วนร่วมในเหตุการณ์นั้น ๆ ด้วยหรือเปล่า อันนี้หลานต้องคิดว่า
"ชีวิตของคนทุกคน ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน ภาวะของโลกทั้งหมดไม่มีความหมาย ตายแล้วก็เกิด เกิดแล้วก็ตาย เกิดแต่ละคราวเต็มไปด้วยความทุกข์ จงวางภาระอันนี้เสีย" "จิตของหลาน อย่าร่าเริงในกามารมณ์ อย่าร่าเริงในโทสะ อย่าร่าเริงในความหลง ตั้งจิตตรงเฉพาะพระนิพพาน" ที่หลวงตานำเรื่องนี้มาพูด ก็เพื่อให้บรรดาหลาน ๆ ทุกคนมีความรู้สึกว่า "การเกิดแต่ละคราวมันมีแต่ความทุกข์"
เรามาคุยกันต่อไปถึงเรื่องพระเจ้าพังคราช ในฐานะที่ตกเป็นเชลยศึก หลานรัก เราไม่ได้ไปรบเขา อยู่ดี ๆ เขาก็มาตีเมืองเรา แล้วจับแม่ทัพนายกองทั้งหมด เราเป็นผู้แพ้ ต้องยอมจำนน หลานบางคนที่กำลังฟังหลวงตาอยู่ คิดว่า "ทำไมคนไทยจึงไม่ยอมตายทั้งชาติ เสียก็หมดเรื่อง" หลานรัก ถ้าคิดอย่างนั้นก็ถือว่า "โง่เกินไป" ถ้าเราจะตายกันทั้งชาติน่ะ ตายได้ แต่เขาก็ครองเมืองเราสบาย การตัดสินใจคราวนั้น บรรดามุขมนตรี และนักรบทั้งหลายได้ประชุมกัน โดยมีพระเจ้าแผ่นดินเป็นหัวหน้า นี่เขาเป็นประชาธิปไตย เมื่อยามประชาชนลำบาก เช่น ฝนแล้งไม่ตกต้องตามฤดูกาล เขาก็ขอให้พระราชา และพระเมหสี รักษาอุโบสถศีล หรือเมื่อข้าราชการบางคนทำไม่ดี ประชาชนก็มาประชุมกัน ที่พระลานหลวง ถวายฎีกา พระราชาก็รับไปชี้แจงเหตุผล เขาก็เข้าใจ เขาไม่ใช่มาเวิกว้าก ๆ แบบไฮปาร์คสนามหลวง พูดเอาเรื่องเอาราวไม่ได้ คนที่เชื่อก็แสดงว่าไร้ปัญญา
เอ้า... นี่หลวงตาพาดพิงการเมือง เข้าไปตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ยะ มันไม่เกี่ยวกับการเมืองปัจจุบันนะ เดี๋ยวเขาจะเอาหลวงตาไปนอนมุ้งสายบัว นี่หลวงตานำคำบอกกล่าว ของคนอื่น มาตัดแต่งพันธุกรรมใหม่ แต่เรื่องราวในประวัติศาสตร์ มันชอบวน ๆ ซ้ำ ๆ ซาก ๆ จนอาจจะเข้าใจไปได้ว่า กำลังพูดถึงเรื่องปัจจุบัน นี่คนเล่านั่นเขามรณังไปแล้ว ที่หลวงตาไปก๊อป มาเพสต์นี่ ท่านเล่าถึงสมัยท่าน มีพวกคอมมิวนิสต์พยายามเข้ามาปั่นหัว ให้ล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ (เอ๊ะ... หรือปัจจุบันพวกนี้มันยังอยู่ แล้วถือศีลบังหน้าก็ไม่ทราบนะ) ท่านก็เลยว่า ให้พวกเราสามัคคีกันไว้ ตราบใดที่สถาบันทั้ง ๓ คือ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เข้มแข็ง พวกมัน ไม่มีทางทำอะไรเราได้
แต่ดูสิ ทุกวันนี้ ชาติก็อ่อนแอ เพราะพวกหลาน ๆ เอาแต่ตีกันเอง ศาสนาก็ป้อแป้ เพราะพระอย่างหลวงตา ไม่ทำหน้าที่ของพระ พระมหากษัตริย์หรือ พวกขบถคิดทำลายชาติ เพื่อประโยชน์ส่วนตัว ก็ไปดึงท่านลงมาจากฟ้า อ้างว่า เป็นพวกตน หลวงตาละหน่ายจริง ๆ เห็นไหมล่ะ หลาน ๆ เอ๋ย การเกิดนั่น มันเป็นทุกข์จริง ๆ เห็นอย่างนี้แล้ว เราจะอยากเกิดกันอีกไหมล่ะ ทุกข์ที่เราเห็นนี่ก็ยังน้อยนะ อย่างไรเราก็ยังมีข้าวกิน ลองเกิดคราวหน้า ซวยไปเกิดอยู่แอฟริกาดูสิ ความทุกข์มันจะมากกว่านี้สักแสน สักล้านเท่า และเราก็คาดคะเนอะไรไม่ได้ ไม่มีอะไรแน่นอน ทางที่ดี อย่าไปเกิดกันเลยดีกว่า ไปนิพพานกันดีกว่า ที่นั่นสุขตลอดกาล ไม่ต้องมาเวียนตายเวียนเกิด ให้มันทุกข์ใจ เช่นทุกวันนี้
วิธีไม่เกิดหน่ะมันไม่ยาก ถ้าหลาน ๆ ตั้งใจจริง เห็นแล้วว่า ชีวิตนั้นมันเป็นทุกข์ สุขที่มี มันสุขชั่วคราว แป๊บ ๆ เดี๋ยวก็ทุกข์อีกแล้ว ความสุขมันเป็นเรื่องโกหกนะหลานรัก พิจารณาด้วยปัญญา จะเห็นได้ว่า ทุกคำที่พระพุทธองค์ ตรัสไว้ เป็นความจริงทั้งสิ้น
ทาน ศีล ภาวนา จำไว้นะหลาน ๆ ของหลวงตา จำไว้ให้แม่น ถ้าจำไม่ได้ ลองมาปฏิบัติกันดู ทานนั่น ก็นี่เลย โปรโมทงานของหลวงตาซะเลย เทศกาลคริสตมาส มาแว้ว - แจกรูปโป๊ ทานที่เป็นงานสาธารณะนะหลานเอ๋ย มันช่วยให้บารมีเต็มเร็วอย่างเหลือเชื่อ ไอ้ที่ว่า จักต้องรออีกหลายชาติ อาจย่นระยะเวลา ปร๊าดเดียวจบชาตินี้เลยก็ได้ (จะให้ดี ก็ไปแจกด้วยกันกับหลวงตานะ รับรองบารมีเต็มเร็วแน่ เผลอ ๆ จะได้นิพพานระหว่างนั่งรถเลย เพราะกระดูกกระเดี้ยว มันจะกระเด็นออกมานอกเนื้อ ทิ่มปอด ทิ่มจมูก หายใจไม่ออกตาย เนื่องจากทางมันหฤโหดเหลือเกิน)
ศีลนี้ก็ไม่ต้องเยอะนะหลานนะ เอาแค่ ๕ ข้อ เท่านั้นแหละ รักษาให้ได้นะ แค่นี้ก็มาได้หนึ่งในสี่ของทางไม่เกิดแล้ว
รักษาศีลแล้ว ก็มาเจริญพระกรรมฐานนะ นั่นละ ภาวนา ถ้าหลานคิดเริ่มจะภาวนาเมื่อไหร่ ออกศึกษา ค้นคว้า เริ่มทดลองปฏิบัติ นั่นหลานก็มาได้ครึ่งทางแล้ว ไม่ยากใช่ไหมล่ะหลานเอ๋ย ภาวนาเอาแบบง่าย ๆ ก็นี่เลยนะ ไปอ่านเอ็นทรี่นี้ นิทราสมาบัติ - แล้วคุณจะเลิกอ้างว่า "ไม่มีเวลา"
กำลังใจสูงขึ้นมา ก็เอ็นทรี่นี้นะหลานรัก มาเป็นพระโสดาบันกันดีกว่า
หรือเอาแบบไม่เกิดอีกเลย ก็สองเอ็นทรี่นี้นะหลานเอ๋ย
How to ทำอย่างไรให้ถึงนิพพาน พระธรรมขันธ์ที่ ๑
How to ทำอย่างไรให้ถึงนิพพาน พระธรรมขันธ์ที่ ๒
ชอบแบบไหน ก็เลือกกันเอาตามสะดวกนะหลานรัก วันนี้หลวงตาคอแห้ง ไอ กระแอม อมวิคส์ แล้ว ขอลาไปก่อน ขอความสุขสวัสดิพิพัฒนมงคล สมบูรณ์พูลผล จงมีแก่หลาน ๆ ผู้นั่งอ่านมาจนจบ ทุกประการ เทอญ ฯ
โปรดติดตามตอนต่อไป
จบตอน ๓
edit @ 30 Oct 2008 18:46:10 by Dhammasarokikku
... 
#1 By ตุ้มเป๊ะ on 2008-10-20 14:07