นิทานรักชาติ ตอนที่ ๔

posted on 20 Oct 2008 17:18 by akkarakitt  in Experience

จะมีใครคิดเหมือนหลวงตาไหมหนอ ว่าไฉนเราถึงไม่เอาประวัติศาสตร์ชาติไทย แม้จะไม่ถูกต้องตรงตามพงศาวดาร มาทำเป็นการ์ตูน แทนตัวหนังสือที่แสนน่าเบื่อนั่นบ้าง สมัยหลวงตาเรียน นั่งจำชื่อกษัตริย์สมัยอู่ทอง โอ้ย... นั่งท่องกันจนเหน็บกินแก้มก้น ตาถลนออกมานอกเบ้า ก็ยังท่องไม่ได้ แต่ดันไปรู้จัก ฮิเดโยชิ โตกุกาว่า ขุนพลเงา บลา ๆ ๆ จำแม่นอย่างกับอะไร นี่ละ... ปัญหามันอยู่ที่วิธีถ่ายทอด นี่ถ้าวิชาประวัติศาสตร์ไทย เรียนกันเป็นการ์ตูน คงสนุกไม่น้อย ความจริงคนในเอ็กซ์ทีนนี่วาดการ์ตูนได้แจ่ม ระดับเทพกันตั้งหลายโกฏิ ไม่ลองหันมาเขียนเรื่องประวัติศาสตร์ชาติไทยดูบ้าง ปลูกฝังให้เด็กรุ่นใหม่รักชาติ รู้จักประวัติศาสตร์ชาติไทย ไม่ใช่วัน ๆ มีแต่ผู้ใหญ่ทะเลาะกันให้เด็กดู แล้วก็ไปโปรวัฒนธรรมต่างชาติ อย่างนี้ต่อไปภายภาคหน้า ประเทศไทยจักเป็นอย่างไรหนอ

อะ... ไม่เอา ๆ หลวงตานี่ หลงเพ้อไปใหญ่แล้ว เป็นพะ(ญาติกับแพะ) เขาไม่ให้ยุ่งเรื่องการมุ้งการเมือง พรุ่งนี้หลวงตาจะตื่นขึ้นมาเล่านิทานให้หลาน ๆ ฟังได้อีกหรือเปล่า ก็ไม่รู้ อาจจะไหลตายเสียคืนนี้ ก็เป็นได้ การเมืองปวดหัว หาปั๋วดีกว่า อ้าวเฮ้ย... เป็นพะ ก็อยู่ส่วนพะ มาเล่านิทานอิงประวัติศาสตร์ต่อกันดีกว่า เมื่อวานเล่าไปถึงไหนแล้วนะ พระเจ้าชัยวรมันต์ที่ ๗ แล้วใช่มะ... อ้าว...ไม่ใช่เหรอ นั่นมันเขมรเหรอ อ๋อ... เพิ่งถึงคนไทยไปเป็นทาสเขานี่เอง เรื่องตอนนี้น่าโศกสลดมาก หลวงตาของดปล่อยมุกนะ เดี๋ยวไม่ได้ฟีล

เมื่อพระเจ้าพังคราช กับบรรดาแม่ทัพนายกอง ถูกโจรปล้นเมือง หลานเอ๋ย การไปอยู่วังสีทอง เลยสันทรายไปทางแม่สาย ก็พอหากินได้ แต่มีความลำบาก เพราะเนื้อที่จำกัด เป็นภูเขาลำเนาไม้เสีย ก็มาก และต้องหาทองคำแท่ง ส่งส่วยขอมดำปีละ ๒๐ ชั่งอีก ประการสำคัญคนไทย ต้องอยู่ใต้บังคับบัญชาของขอมดำทุกอย่าง ขอมต้องการอะไร คนไทยทุกคนต้องหาให้ ใครจะมีลูกเมีย ผัวใครก็ตาม ถ้าขอมต้องการ ไทยต้องให้ ทรัพย์สินของคนไทยทุกคน ที่มีอยู่ เป็นส่วนตัว ถ้าขอมต้องการ ไทยต้องให้ ถ้าขอมไปทำอันตรายของคนไทย มีเรื่องราวเกิดขึ้น  ขอมต้องไม่มีความผิด และคนไทยเท่านั้น ที่จะต้องมีความผิด นี่เป็นกฎหมายของขอม

รวมความว่า สภาวะของคนไทยเวลานั้น ตกอยู่ในความเป็นทาส ถ้าเราจะดูสมัยนี้ก็ดูลาว เขมร ตกเป็นทาสญวน  ทรัพย์สินของคนทุกคน เป็นของรัฐ แม้ว่าไก่ตาย ๑ ตัว ต้องแจ้งหัวหน้าหน่วย เขาอนุญาตให้กิน จึงกินได้ ถ้าหัวหน้าเขา ไม่อนุญาต ก็ต้องนำไก่ไปให้เขา อาหารการกิน เขาแจกให้ พอหรือไม่พอ อิ่มหรือไม่อิ่ม ไม่มีสิทธิ์อุทธรณ์ฎีกา ก็ต้องพอ เพราะเขาให้เท่านั้น ห้ามพูด ห้ามคัดค้าน จะแต่งตัวตามความต้องการ ไม่ได้ เสื้อผ้าเขาแจกให้เขมรที่หนีเข้ามา บอกว่า ๓ ปีแล้ว เขาแจกให้ชุดเดียว ลาวที่หนีเข้ามา บอกว่า เขาให้ข้าวเหนียววันละ ๑ ปั้น กับเกลือป่น แต่ต้องทำงาน ๘ ชั่วโมง

เช้าก่อนทำงาน ต้องเข้าแถวรับการอบรม เย็นเลิกงานแล้ว ยังพักผ่อนไม่ได้ ต้องเข้ารับการอบรมอีก การอบรมนี่ทุกคนต้องฟังเขาอย่างเดียว ถ้าใครลุกขึ้นคัดค้าน เขาจะไม่ว่า แต่หลังจากอบรม จะมีคนมาถามว่า ทำไมจึงไม่เห็นด้วย คนนั้นเขาอธิบายว่า ตามปกติ ควรจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เขาก็ตอบว่า คุณยังไม่เข้าใจ แล้วก็เชิญไปรับการอบรมใหม่ แล้วก็หายสาบสูญไปเลย เป็นปุ๋ยไป คือตาย

เห็นไหมหลานเอ๋ย สมัยโน้น กับสมัยนี้ไม่ต่างกัน สมัยที่เราแพ้ขอม ตกเป็นทาสขอม กับสมัยนี้ ที่ลาวแพ้ญวน  เขมรแพ้ญวน มีสภาพไม่ต่างกัน นี่เรายังจะยังเป็นผู้แพ้อยู่ต่อไป หรือยังไง ตอนนี้เราไม่มีที่ไป สมัยพระเจ้าพังคราชป่าเยอะ ขยายออกไปได้มาก

เป็นอันว่าพระเจ้าพังคราชก็ดี แม่ทัพนายกองก็ดี ต้องยอมให้ขอมดำปลดอาวุธ มีสภาพเหมือนตุ๊กตา หลังจากนั้นต้องพยายามกวาดต้อนคนไทย ทิ้งบ้าน ทิ้งเมืองไปอยู่แดนกันดาร ในวงแคบ ตอนนี้แหละ หลานที่รัก ลองนึกภาพดูกัน แต่ถ้านึกไม่ออก ก็นึกเห็นภาพขององค์สมเด็จพระทรงสวัสดิโสภาคย์ คือพระพุทธเจ้า นึกกราบทูลถาม ขอดูภาพในสมัยนั้น ว่าเราทุกคนที่มานั่งอ่านบล็อกอยู่ที่นี่ อยู่ร่วมในที่นั้นด้วยหรือเปล่า ถ้าไม่ได้อยู่ร่วมก็ขอเห็นภาพเวลานั้น

ภาพความโศก ความเศร้า มันหาอะไรดีไม่ได้เลย มันมีแต่ความระทม เสียงระงมไปด้วยความร่ำไห้ ส่วนหนึ่งของคนไทยที่ขนของไปเก็บไว้ที่ดอยตุง เก็บตามถ้ำซอกซอย สุมทุมพุ่มไม้ และแถวกองพล ๙๓ อยู่เวลานี้ จุดนี้เรายึดสู้เป็นจุดสุดท้าย คิดว่าขอมบุกเข้ามาเมื่อไร เราสู้ตาย ในเมื่อเรายอมแพ้เขาแล้ว เขายังตามมา ก็แสดงว่าเขาจะสังหารเราทั้งชาติ เขาต้องการครอบครองที่ดินเรา เขาไม่ต้องการคน มีเสียงระงมร่ำไห้เสียดายทรัพย์สิน ที่ยังขนไปไม่ได้ ก่อนขอมจะเข้าเมือง เขาส่งคนไปบังคับขับไสคนไทย ไล่ให้ไปอยู่ในเขตที่เขากำหนดไว้ มีสันทรายเป็นแดนกั้น เลยขึ้นไปเป็นของไทย ตั้งแต่แม่น้ำโขง เลยมาถึงแม่น้ำกก นี่เป็นที่ที่ไทยอยู่ นอกนั้นเป็นของขอม ข้าว ปลา นาเกลือ บ้านช่อง ทรัพย์สินทั้งหมด ขอมบอกว่า ไม่ต้องเอาไป ให้ไปแต่ตัว กับผ้าเก่า ๆ ห่อหนึ่ง


หลานที่รัก ฟังแล้วเศร้าไหม ความเป็นผู้แพ้ของคนไทยคราวนี้ หลานจะคิดว่าพระเจ้าพังคราช ประมาทหรือไม่ ที่ไม่เตรียมการรบ ก็อย่าลืมว่า ทุกคนนับถือพระพุทธศาสนา มีศีล มีเมตตา มีสังคหวัตถุซึ่งกันและกัน แต่เราก็ต้องย่อยยับ ถึงเพียงนี้นั้น เราจะโทษใคร โทษพระพุทธศาสนาก็ไม่ได้ เพราะพุทธศาสนาสอนให้คนอยู่ด้วยกัน ด้วยความสุข แต่ความทุกข์ มันมาจากที่อื่น เราอยู่เป็นสุขมาตั้ง ๓๗ รัชกาล พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า "ท่านทั้งหลาย จงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม" หมายความว่า ในขณะที่เราประพฤติธรรม เราก็ไม่ประมาท เวลาปกครองชาติเราก็ไม่ประมาท

ความจริงสมัยนั้น เราประมาทไปนิดหนึ่งว่า ความจริงพวกขอมดำ ก็มีพระพุทธศาสนาสอนในเขตเขาอยู่แล้ว เขาก็พยายามก่อสร้างเจดีย์ หรืออะไรก็ตามขึ้นมาเสริมบารมี ในเขตลำพูนหรือหริภุญไชย และที่จอมทอง เชียงใหม่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เคยเสด็จ ที่จอมทองมาก่อนแล้ว ทรงสั่งพระมหากัจจายนะ มาประกาศพุทธศาสนา เราถือธรรม คิดว่าเขาจะถือธรรม รวมความว่า ใจเขาถือสาก ปากเขาถือศีล

เอาละหลานเอ๋ย ตอนนี้ ก็มีแต่เสียงระเบ็งเซ็งแซ่ เสียดายทรัพย์สิน บ้านเรือนแต่ละหลัง กว่าจะปลูกขึ้นมาได้ ก็ต้องใช้กำลังงาน กำลังเงินมาก ทรัพย์สิน วัว ควาย ขอมบอก ไม่ต้องเอาไป แต่ก็มีอยู่บ้างบางส่วน ที่เราไล่วัวควายของเรา ไปไว้บ้างแล้ว รวมความว่า คนไทยทุกคนต้องเดินน้ำตาร่วง ก่อนคนไทยจะไป ขอมใช้ทำอะไร ก็ต้องทำทุกอย่าง ถ้าไม่เป็นไปตามใจขอม เขาก็เฆี่ยน เขาก็เตะ เขาก็กระทืบ เขาจะฟาดฟันทำให้เป็นแผล หรือฆ่าให้ตาย ยังไงก็ทำได้ เพราะเขาต้องการให้ไทยไปพ้นจากเขตนี้ นี่เป็นน้ำใจของขอม ในเมื่อเราเป็นทาสเขา ก็ไม่มีอะไรดี ความเมตตาปรานีของคนที่เป็นนายไม่มีในเรา ลูกเขาเมียใคร ถ้าขอมต้องการต้องได้

ดูตัวอย่างลาวแพ้ญวน หญิงสาวของลาวตั้งแต่อายุ ๑๓ ปี ขึ้นไป ทุกคนต้องไปนอนสามัคคี กับทหารญวน ถ้าหากผู้ใหญ่ญวนต้องการ เขาเรียกว่าไปนอนส่องแสง หรือนอนแสงสว่าง ก็รวมความว่า เขาเอาไปทำปู้ย่ำปู้ยีเอาตามใจ แต่ไอ้ศัพท์ที่ใช้ มันคนละเรื่อง เขาเลือกใช้ศัพท์เรียกดี แต่แท้จริงก็คือ ผู้หญิงลาวเป็นช้อคการีนั่นเอง มันช้ำใจไหมเล่า ผู้หญิงน่ะมีหัวใจหรือเปล่า มีความต้องการในความรัก ตามที่ตนปรารถนาหรือเปล่า หรือว่าใครก็ได้ ความจริงผู้หญิงทุกคน มีหัวใจ มีความปรารถนา ตามน้ำใจของตนเอง

เป็นอันว่า สภาพของคนไทยตอนนี้ ต้องอุ้มลูกจูงหลาน หอบหิ้วกันไป เดินไปนะ ยานพาหนะ ขอมก็ไม่ให้ใช้ มันยึดเอาไว้หมด ชักช้าประวิงเวลา เพราะเสียดายทรัพย์สิน ก็ไม่ได้ เพราะหวายในมือขอม มีด อาวุธในมือขอม จะถูกต้องร่างกายคนไทยขวับทันที เมื่อไปถึงที่แล้ว ก็ช่วยกันปลูกบ้านธรรมดา ๆ ให้พระเจ้าพังคราชอยู่ เพราะเขายังมีความเคารพพระองค์ อยู่แบบชาวบ้านธรรมดา ๆ

การอพยพไปเวลานั้น เป็นกลุ่ม ก็สร้างบ้านไม่ทันซีหลานเอ๋ย ก็ต้องกวาดบริเวณพื้นที่ดิน ตามโคนต้นไม้ แล้วก็ใช้เป็นที่นอนกัน อาหารการกินมีจำกัด คือจำกัดไม่พอ ต้องหุงข้าวด้วยกระทะใบใหญ่ ขุดหัวเผือก หัวมัน มาต้มกินกัน เพราะไม่มีข้าวกิน ความยากลำบากมันสาหัสถึงเพียงนี้ แล้วเจ้าขอมดำอัปรีย์ มันยังมารบกวนต่าง ๆ นานาอีก ทุกสิ่งทุกอย่าง เต็มไปด้วยความเป็นทาส บางคราว ๔-๕ วัน ข้าวตกถึงท้อง สักเมล็ดก็ไม่มี เพราะว่ามันไม่มีจะกิน ข้าวที่ขนไปก่อน ก็น้อย เอามากินไม่พอ ก็พยายามทำทุกอย่าง ที่ไหนมีหนองน้ำ พยายามทำข้าวใกล้ ๆ วัวควายไม่พอ ก็ใช้ไม้กระทุ้งลงไป เอาเมล็ดข้าวหยอดลงไป เรียกว่า ข้าวหยอด โพงน้ำขึ้นมาจากสระ จากบ่อ ให้ต้นข้าวได้อาศัยเรียกว่า ข้าวพันธุ์เบา ๓ เดือน ออกรวงได้กิน แต่ก็ยังไม่พอกันกิน

นอกจากนั้น ยังมีงานหนักคือหาที่ร่อนทองคำ แม้แต่พระเจ้าพังคราชเอง ก็ต้องเสด็จร่อนทองเหมือนกัน พยายามหาทองให้เขา ให้ได้ปีละ ๒๐ ชั่ง ลูกหลานที่รัก มันไม่น้อยเลย ๒๐ ชั่ง นะ ไม่ใช่ ๒๐ บาท แต่ว่าคนไทยในสมัยนั้นฉลาดในการหาทอง ดูพื้นดินที่มีสีอรุณ จะเป็นดินแข็ง ดินร่วนก็ตาม (ดินสีอรุณมี ๒ อย่าง แบบขุยปู กับแบบดินร่วน ดินแบบขุยปูนี่ไม่มีทองคำ แบบดินร่วนจึงมี) ดินสีอรุณดำ มีเกล็ดอะไรระยิบระยับหน่อย ๆ เป็นเครื่องสังเกต และอีกประการหนึ่ง ถ้าทองคำมีที่ไหน ดินตรงนั้นมีความอุ่นกว่าดินธรรมดา นี่ท่านบอกมายั้งงี้ หลวงตาก็ว่าตามท่าน

การร่อนทองนี้ พระเจ้าพังคราชเสด็จร่อนเอง บรรดาข้าราชบริพาร ก็ร่อนทองกันหมด บางคนที่มีความเคารพในพระเจ้าพังคราช ก็เข้าไปกราบ แล้วทูลว่า "พระพ่อเจ้าอย่าทำเลย ทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นภาระของลูก" ท่านก็บอกว่า เวลานี้เราทุกคนอยู่ในความลำบาก อยู่ในความทุกข์ยาก จะให้ท่านปลีกตัวไปแต่ผู้เดียว นั่งคอยรับรายงาน อันนี้เป็นไปไม่ได้ เวลานี้เรารับทุกข์ร่วมกัน การกินการอยู่ก็เหมือนกัน พระองค์มีอะไรกิน คนอื่นก็มีด้วย กินหัวเผือก หัวมัน ก็กินด้วยกัน มีแกง มีกับ ก็ต้องมีเหมือนกัน บางทีพระองค์มีกับข้าวดี ๆ ก็เอาไปให้ราษฎรกิน พระองค์ก็ไปกินหัวเผือกหัวมัน กินพริกเผาที่ไม่มีกะปิ กับผักหญ้าธรรมดา พระองค์ตรัสว่า กินเท่านี้ก็อิ่ม ขอให้ทุกคนอิ่มก็แล้วกัน ท่านอิ่ม ถ้าทุกคนมีความสุข ท่านก็มีความสุข ถ้าทุกคนมีความทุกข์ ท่านจะสุขไม่ได้


หลาน ๆ ฟังเรื่องที่เล่ามารู้สึกยังไงกันบ้าง ขึ้นชื่อว่าความเกิด พระพุทธเจ้าตรัสว่า
"ชาติปิทุกขา ความเกิดเป็นทุกข์ ชราปิทุกขา ความแก่เป็นทุกข์ มรณัมปิทุกขัง ความตายเป็นทุกข์ โสกะปริเทวทุกขโทมนัส สุปายาส ความเศร้าโศกเสียใจ ความพลัดพรากจากของรักของชอบใจเป็นทุกข์" นี่มันทุกข์สำหรับเรา

แต่ทุกข์ในสมัยนั้น หลานเอ๋ย ทุกข์จากพ่อตาย พี่ตาย ลูกตาย ผัวตายในการทำสงคราม ความตายเกิดขึ้น แต่ละคนก็เต็มไปด้วยความทุกข์ เห็นไหมล่ะ พ่อตายคนเดียว ร้องไห้ไปตั้งหลายวัน แม่ตายคนหนึ่ง ร้องไห้กันไปตั้งหลายวัน เวลานั้นเรายกกองทัพไป ๓ หมื่นคนเศษ เราเสียกำลังคนไป ๒ พันคนเศษ ประเพณีคนไทย คนตายแล้ว ต้องทำศพ นิมนต์พระมาสวด แต่เวลานั้นเราไม่มีสิทธิ์จะทำแบบนี้ได้ ความเศร้าโศกเสียใจ ที่คนไทยต้องตาย หรือบาดเจ็บ มันมีอยู่แล้ว แถมยังเจ็บใจหนักไปกว่านั้น ขอมมันไล่ที่ ลูกหลานที่รัก มันบังคับให้เราไปอยู่ที่ไหนก็ต้องไปที่นั่น ความเป็นผู้แพ้มันเป็นอย่างนี้นะ ขอหลานรักจงจำไว้ว่าไทยเราต้องไม่เป็นผู้แพ้ ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย แล้วหลวงตาจะพูดให้ฟังว่า การเป็นผู้ไม่แพ้ มันจะมีสำหรับเรา

นี่เราแพ้เพราะอะไร เราแพ้เพราะเราไม่พร้อมในการเตรียมรบ แต่เราจะโทษใครเล่า เรามีความสุข เราเชื่อพระพุทธศาสนา เรามีความสามัคคี ๓๗ รัชกาลไม่เคยมีปฏิวัติรัฐประหาร ไม่มีใครบ้า ๆ บอ ๆ แสดงความวิเศษ อวดตัวว่า ถ้าฉันทำ จะดีอย่างนั้น ถ้าฉันทำ จะดีอย่างนี้ และสมัยก่อน ไม่มีการเปลี่ยนผลัดรัฐบาล บ่อย ๆ

การเปลี่ยนผลัดรัฐบาลบ่อย ๆ การเลือกผู้แทนบ่อย ๆ ลูกหลานที่รัก ภาษีอากรที่เราต้องเสียไปเพราะการเลือกผู้แทนราษฎร ครั้งละหลายร้อยล้านบาท และเงินหลายร้อยล้านบาท นี่ถ้าเราจะนำมาใช้ ในแง่เศรษฐกิจ และความมั่นคงของชาติ มันก็ดี แต่การเลือกผู้แทนเข้ามา ถ้าได้คนดี มันก็ดี แต่ส่วนมาก หลวงตาอยากจะคิดว่าผู้แทนราษฎร ควรจะมีประวัติผ่านการงานมาแล้ว ดูประวัติส่วนตัวเขาว่า เคยโกงเคยกินมาบ้างหรือเปล่า เคยอู้งานมาบ้างรึเปล่า บางทีเคยขึ้นไปบนสำนักงาน ที่ว่าการอำเภอ ที่ว่าการจังหวัด เวลาข้าราชการมาทำงาน ๘ โมงครึ่ง นี่ ๑๐ โมงครึ่ง คนยังมาไม่ครบ ที่มาแล้วก็ไม่สนใจงาน สนใจสรวลเสเฮฮา คนประเภทนี้เขามีไว้ทำไม นี่เขาช่วยกันทำลายชาติ นี่ต้องดูประวัติงานประเภทนี้ ถ้าไม่ดีเราก็ไม่เลือก

การเลือกเข้าไป บางทีเอาใครต่อใครเข้าไปก็ไม่ทราบ เราก็ยังต้องเสียเงินจ้างเขาอีก ไปนั่งถ่วงเวลางาน แทนที่จะก้าวหน้าไปได้ ก็ไม่ไปไม่ได้ ถ่วงกันไป ถ่วงกันมา ให้เวลา ๑๕ นาที พูดไม่เป็นเรื่อง แต่อยากพูด จ้างให้เขาไปถ่วงความเจริญของชาติ คนที่เป็นรัฐบาลก็เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าดีทุกคน และก็ไม่ใช่ว่าเลวทุกคน การเลือกบ่อย ๆ มันก็เหมือนฝูงเหลือบหิว เหลือบฝูงก่อน กินจนอิ่มแล้ว มันก็เกาะเฉย ๆ เหมือนเรื่องในสุภาษิต คนที่บริหารประเทศก็เหมือนกัน หลวงตาเห็นว่า เป็นพวกที่มีสภาพเหลือบนี่มาก

แต่ทว่าคนชั่วก็มี คนดีก็มากนะหลานนะ เราสังเกตดูก็แล้วกันว่า ก่อนที่เขาจะเป็นผู้แทน ก่อนเป็นรัฐมนตรีน่ะเขามีฐานะแบบไหน พอเป็นผู้แทนเป็นรัฐมนตรีแล้ว เขามีฐานะแบบไหน มันดีขึ้นไหม ถ้าใครดีขึ้นกว่าเก่า คนนั้นเลิกคบ มันต้องแค่เก่านั่นแหละ ถ้าฐานะมันดีขึ้นกว่าเก่า นั่นเขาโกงกินกัน เป็นอันว่า ๑. เงินเดือนเราก็ต้องให้เขา ๒. ค่าพาหนะต่าง ๆ นี่เขาไม่ต้องเสีย เราก็ต้องให้เขา ๓. มีอภิสิทธิ์ ๔. ยกมือมีค่านิ้วมือ ๕. ก่อกวนความเจริญของชาติ ๖. ถ่วงความเจริญของชาติ ๗. ทำลายชาติ และยังมีอีกหลาย ๆ อย่างสังเกตเอาก็แล้วกัน ใจหลวงตาน่ะ ไม่อยากให้มีผู้แทนนะ แต่ถ้ามีผู้แทนเป็นคนดี อยากให้มี

แต่ถ้าเป็นผู้แทนเลวประเภทนั้นละก็ เอาเงินจำนวนที่จ้างเขา มาบำรุงประเทศชาติดีกว่า ถนนหนทางที่ไหนไม่ดี ชลประทานที่ไหนไม่ดี เอาเงินนั้นมาทำ เงินที่เราจ่ายไปนี่เป็นหมื่น ๆ ล้านนะ ทั้งเงินเดือน เบี้ยเลี้ยง เงินกิน ทั้งโกงทั้งกินน่ะ เราต้องเสียไปเป็นหมื่น ๆ ล้านบาท เอามาบำรุงเศรษฐกิจของชาติดีกว่า

นี่ที่หลาน ๆ ได้อ่านกันนี่ หลวงตาไม่ได้เขียนเองนะ หลวงตาเป็นหลวงตาไฮเทค และไฮเปอร์ เล่านิทานแบบเก่า มันเชย เลยจัดการ ก๊อปปี้ แล้วก็มาเพสต์ ต้นฉบับนั่นมีอยู่ แต่คนเล่าไม่อยู่แล้ว ไปพระนิพพานแล้ว ข้าพเจ้าเลยสวมวิญญาณหลวงตา เล่นบทเป็นคนเล่าเสียเองเลย เดี๋ยวข้าพเจ้าจะเฉลยในตอนสุดท้ายว่า นิทานนี้มีที่มาจากไหน ที่เอามาเล่านี่ ก็ไม่ได้มีเจตนาอะไร อยากให้ลูกหลานคนไทย รักเมืองไทยกันให้มาก ๆ เท่านั้นเอง

แล้วเรื่องที่พาดพิงการเมืองเหล่านี้ ก็ไม่ใช่เรื่องการเมืองปัจจุบันนะ ผ่านมาหลายสิบปีแล้ว ตั้งแต่สมัยระบอบคอมมิวนิสต์กำลังเป็นที่นิยมของเพื่อนบ้านเรา แ่ต่หลวงตาว่า จะกี่สิบปี ปัญหามันก็ยังเหมือนเดิม วน ๆ อยู่อย่างนั้น หลักการดูนักการเมือง พฤติกรรมนักการเมือง ตามคำกล่าวของพระโบราณ เมื่อเกือบ ๕๐ ปีก่อน จึงดูทันสมัยจนถึงทุกวันนี้

อ่านแล้วเครียดกันไหมล่ะ หลานเอ๋ย วันนี้เครียดมาพอแล้ว พักไว้แค่นี้ก่อนดีกว่า ไว้พรุ่งนี้มาก๊อป เพสต์ เอ้ย... เล่าต่อ

จบตอน ๔

edit @ 30 Oct 2008 18:46:57 by Dhammasarokikku

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เศร้าจริงค่ะ ช่วงนั้นทุกข์กันจริงเลย ไม่อยากให้ไทยเป็นแบบนั้น

#1 By ตุ้มเป๊ะ on 2008-10-21 11:42

แผ่นดินไทย...
บัดนี้ โดนลูกหลานย่ำยีจนเสียศักดิ์ศรีเสียแล้ว...
ไม่รู้ว่า ไอ้คนที่มันทำลายชาติบ้านเมืองตอนนี้
ตายไป มันจะไปมองหน้าบรรพบุรุษยังไงนะ...

เศร้าครับ...

#2 By ซับบาธ... on 2008-10-21 12:24

มารอฟังค่ะ

#3 By Rinna ♥ on 2008-10-21 14:01

ปากบอกว่า..รัก...
ใจ กับ มือ...ทำอีกอย่าง...


ยังงี้เขาเรียก...รักด้วยปาก...
double wink
ต่อซะวันนี้เลยก็ได้นะขอรับ รอลุ้นอยู่

#5 By mahaoath on 2008-10-21 14:40

ตอบความเห็นที่ ๕

ตามคำขอครับ

#6 By Dhammasarokikku on 2008-10-21 19:59

Favourites