นิทานรักชาติ ตอนที่ ๖
posted on 22 Oct 2008 11:18 by akkarakitt in Experienceอู๊พส์ไปสองเอ็นถี่เมื่อวาน เล่นเอาปวดนิ้วปวดตาไปหมด วันนี้ก็มาเล่ากันต่อไป ช่วงนี้หลวงตาใกล้สอบเต็มแก่แล้ว อ่านอะไรก็ไม่เข้าหัว เพราะมันแก่ เห็นไหมล่ะหลานเอ๋ย ความแก่นั่น เป็นทุกข์ แก่แล้วไม่มีอะไรดี แต่เกิดแล้ว ก็ต้องแก่ ถ้าไม่อยากแก่ ก็ต้องไม่อยากเกิด นั่นละถึงจะดับทุกข์ที่ต้นเหตุ ธรรมใด ล้วนเกิดแต่เหตุนะหลานนะ
เมื่อวานตอนท้าย ๆ มันออกแนวเหี้ยมหาญ ไปนิดนะ เพราะคนเล่าตัวจริงหน่ะ ท่านเกิดเป็นนักรบเสียหลายชาติ วิสัยจึงออกแนวเด็ดขาด คล้ายทหาร ไม่ค่อยมีอ้อยอิ่งประนีประนอม ท่านถือชาติเป็นใหญ่ สมัยเป็นฆราวาส คนไม่มีคุณธรรม ท่านนิยมให้ไปเกิดใหม่ เผื่อจะเริ่มมีปัญญา คิดอะไรได้ขึ้นมาบ้าง
ความในตอนนี้ จะเริ่มมีบทบู๊บ้างล่ะ พระเอกโผล่มาแล้วนี่ี พระเอกของเราเป็นหลวงจีนเฒ่าวรยุทธแก่กล้า เอ้ย... เณรน้อยเจ้าปัญญา อายุเพียง ๗ ปี ดังนี้
เรื่องของเณรน้อยอายุ ๗ ปี
มีสามเณรน้อยองค์หนึ่ง อายุเพียง ๗ ปี บวชในพระพุทธศาสนา สมัยนั้นในเขตนั้น มีพระอรหันต์มาก เณรองค์นี้ได้ฌานสมาบัติสูง ตอนเช้าทุกเช้า ต้องขึ้นไปนมัสการพระบรมสารีริกธาตุบนดอยตุง แล้วออกบิณฑบาตกับคนที่อยู่ใกล้ ๆ บนยอดเขา สามเณรได้ทราบข่าวว่า บนพระธาตุจอมกิตติ (เวลานั้นยังไม่มีเจดีย์ เขาเรียกว่า ดอยน้อย ๆ เท่านั้น) สำหรับสามเณรองค์นี้ มีนิมิตอะไรน้อย ๆ ได้ตามสมควร ยังไม่เก่งกล้านัก สามเณรทราบข่าวว่า บนดอยน้อยนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เคยมาประทับที่นั่น แล้วฝังพระเกศาไว้ด้วยการอธิษฐานจิต เณรได้ฟังจากครูบาอาจารย์มา
สามเณรนึกจะมานมัสการ พระเกศาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเวลานั้น ขอมดำครองเมืองเต็มไปหมด คนไทยไม่มี จะมีอยู่บ้าง ก็เป็นคนไทย ที่ขอมนำมาเป็นคนรับใช้ เป็นทาสเขา บางพวกหรือผู้หญิง ผู้ชายไทย ที่ผู้ชาย ผู้หญิงขอมเขาอยากได้ไปเป็นเมีย เป็นผัว เขาก็เอาไปไว้ การเป็นเมียทาส ผัวทาสต้องปฏิบัติตามเขา เป็นอันว่าคนไทยอยู่ในที่นั้นมีบ้าง แต่ไม่มีอำนาจ
สามเณรตั้งใจเดินธุดงค์ไปถึงดอยน้อย ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงอธิษฐานจิตวางพระเกศาไว้ ถึงตอนเย็น แล้วก็ค้างคืนบนดอยน้อย พร้อมกับนมัสการเจริญพระกรรมฐาน เวลากลางคืน เห็นรัศมีโชติช่วง พุ่งออกมาจากดอยน้อย เป็นรัศมี ๖ ประการ สวยสดงดงามมาก เณรก็เกิดธรรมปีติ มีความอิ่มใจ ชุ่มชื่นไปด้วยฌาน พอรุ่งเช้า สามเณรก็ออกบิณฑบาตตามปกติของพระในพระพุทธศาสนา บรรดาชาวขอมทั้งหลาย เห็นเณรองค์เล็กน่ารัก รูปร่างหน้าตาดี ผิวพรรณสดใส มีหน้าตาแช่มชื่น ก็มีความรัก พากันใส่บาตร
พอดีเจ้าขอมดำนายใหญ่ เป็นพ่อเมืองออกมาเห็นเข้า จึงได้ถามว่า เจ้าเณรองค์นี้มาจากไหน (ความจริงเขาก็นับถือพระพุทธศาสนาเหมือนกัน แต่มันก็เพียงสักแต่ว่านับถือ อย่างคนไทยที่อยู่ในเขตพระพุทธศาสนาในปัจจุบัน อยู่ในเขตของพระพุทธศาสนา แต่ไม่เคยรู้เรื่องของพระศาสนาเลย อันนี้ก็มีมาก ที่เคารพพระพุทธศาสนาเวลานี้ ได้อภิญญาเล็ก คือ มโนมยิทธิ และก็ญาณแปด ที่เราแนะนำกันออกไปก็มีมาก แต่คนนำไปใช้ดีก็มี ใช้เลวก็มี เป็นเรื่องธรรมดา ปล่อยเขา จะไปนั่งห่วงว่า กลัวเขาจะลงนรกน่ะ เห็นเป็นการไม่สมควร คนชั่วก็มี คนดีก็มาก คนชั่วหายาก คนดีถมไป ถ้าหลานได้ฌาน ได้มโนมยิทธิ ได้ญาณ ๘ แล้วเอาไปทำเลว ความเลวของคนที่ติดในลาภสักการะไม่ช้า คุณธรรมนี้ก็สลายตัว ก็พังไป)
เจ้าราชาขอมดำ มันถามว่า “เณรมาจากไหน” พวกที่ใส่บาตรก็ตอบว่า “เณรเป็นลูกคนไทย” มันว่ายังไงรู้ไหม “ไอ้ลูกไทยใจทาส ห้ามไม่ให้มันกิน ใครใส่บาตรไปแล้วเท่าไร จับบาตรมัน เททิ้งไปให้หมด อย่าให้มันกิน ไอ้ไทยทาสนี่ จะไปคบหาสมาคมกับมัน ต่อไปห้ามเข้าเขตของขอม เมื่อมันอยากจะกิน ก็ให้มันกินของคนไทยด้วยกัน อย่ามากินของขอม (ความจริงเขตนั้นเป็นเขตของไทย)”
สามเณรน้อยได้ฟังคำพูดของพญาขอม ดังนั้น ก็รู้สึกสลดใจ สลดใจเพราะเธอได้ฌานสมาบัติ แต่เธอไม่ถึงกับเสียใจร้องไห้ จึงได้มาคิดในใจว่า “โอหนอ คนไทยนี่เป็นเจ้าของประเทศ แต่ถูกขอมเนรเทศไป ขอมกลับคิดว่าคนไทยเป็นทาส คนไทยนี่มีความลำบากมากอย่างนี้ เราในฐานะที่เป็นหนี้ความดีของคนไทยทั้งชาติ จึงได้ขอบารมีขององค์สมเด็จพระบรมโลกนารถ ได้โปรดสงเคราะห์ให้คนไทยได้มีความสุขตามกำลังที่เราจะทำได้” อันนี้เป็นความคิดของสามเณร
สามเณรคิดว่า ในเมื่อเขาไม่ให้ข้าวเราก็ไม่เป็นไร เณรไม่โกรธ เพราะทรงฌาน และอาจจะมีวิปัสสนาญาณด้วย โดยเฉพาะในตอนกลางคืน เห็นฉัพพรรณรังสี รัศมี ๖ ประการ ขององค์สมเด็จพระพิชิตมาร พวยพุ่งมาจากพื้นดินก็ดีใจ เณรจึงได้กลับเข้าไปบูชาพระรัตนตรัย ขออนุมัติองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า จะหาถ้ำที่ใดสักที่หนึ่งเป็นที่อาศัย ก็เดินไปไม่ช้าก็เจอะถ้ำเล็ก ๆ ถ้ำหนึ่ง ก็นึกในใจว่า “เราเป็นหนี้สินของคนไทย คนไทยก็คือปู่ย่า ตายาย ของเราเอง ฉะนั้น ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป เราจะใช้ชีวิตของเรา เป็นเครื่องสนองความดีของคนไทยทั้งชาติ จะไม่ยอมให้คนไทย อยู่ใต้อำนาจของขอมต่อไป เราไม่มีกำลังรบ เราไม่มีสรรพาวุธ อาวุธสำคัญของเรามีอย่างหนึ่ง ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงให้ไว้ นั่นก็คือ เมตตาบารมี” ที่องค์สมเด็จพระชินสีห์ตรัสกับพระว่า “เธอเข้าไปในป่า เธอต้องมีอาวุธไปด้วย ในบทกรณีที่ขึ้นต้นด้วย เมตตัญญะสัพพะโร”
แต่ว่าสามเณรองค์นี้ ใช้วิธีแผ่เมตตาจิต คือ พรหมวิหารสี่ ว่า “ขอบารมีขององค์สมเด็จพระชินสีห์ บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พรหม และเทวดาทั้งหมด และท่านผู้มีพระคุณทั้งหลาย ขอได้โปรดช่วยให้คนไทย พ้นจากความเป็นทาส ให้พ้นจากการตกอยู่ใต้อำนาจของขอม” แล้วสามเณรก็เข้าฌานสมาบัติ ตั้งจิตอธิษฐานว่า “ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เราจะไม่ถอนจากฌานสมาบัติ จนกว่าชีวิตินทรีย์จะหาไม่ เราจะอาศัยฌานเป็นธรรมปีติ เมื่อชีวิตทรงได้ก็ทรงไป ทรงไม่ได้ก็แล้วไป แต่ถ้าบังเอิญ เราจะพึงตาย เพราะอาศัยฌานสมาบัติ ก็ขอบารมีขององค์สมเด็จพระพิชิตมาร ได้โปรดให้ข้าพระพุทธเจ้าได้มีโอกาสเกิดเป็นคนไทย และได้ช่วยคนไทยทุกแง่ทุกมุม ไม่ใช่เฉพาะการรบ การเศรษฐกิจ การปกครอง แม้แต่การรบ ทุกอย่างให้ครบถ้วน ให้คนไทยพ้นจากความเป็นทาส”
เวลานั้นเณรไม่ได้คิดพิฆาตเข่นฆ่าใคร ที่ตำนานเขาบอกว่า เณรเอาบาตรเทินหัว ขอเกิดเป็นคนไทย ขอกลับมาฆ่าขอมน่ะไม่จริง ทำอย่างนั้นก็ลงนรก จิตตั้งบาป นี่เณรตั้งใจแบบนี้ อาศัยสามเณรที่มีความเคารพในองค์สมเด็จพระชินสีห์ และเป็นเด็กมีบุญญาธิการมาก มีท่านบอกว่าสามเณรองค์นี้ ก็คือ พระเจ้ามังราย ลูกชายพระเจ้าอชุตราช รวมความว่าเป็นรัชกาลที่ ๒ ของราชวงศ์นี้นั่นเอง พระเจ้าพังคราช เป็นรัชกาลที่ ๓๗ สามเณรองค์นี้เดิมเป็นพระเจ้ามังราย รัชกาลที่ ๒ ดูซิหลานรัก สมัยหนึ่งเคยเป็นลูกกษัตริย์ มีอำนาจมาก ขยายอาณาเขตไปสี่เท่าจากที่พระราชบิดาปกครองเดิม มาชาตินี้กลายเป็นลูกชาวบ้านธรรมดา แล้วก็มาบวชเณร ถูกขอมย่ำยี แม้แต้ข้าวที่อยู่ในบาตรเขาก็เททิ้ง
อ่านไปแล้ว อย่าอ่านเป็นนิทานนะหลานนะ อ่านไปแล้วก็ต้องคิดว่า ชีวิตเป็นของไม่แน่นอน ความเกิด ความตายเป็นของธรรมดา เมื่อเกิดขั้นมาแล้ว ก็เป็นของยุ่งยาก ในที่สุดมันก็ต้องตาย ถ้ากิเลสเรายังไม่หมดเพียงใด ก็ต้องกลับมาเกิดใหม่ มาใช้ชีวิตที่ไม่มีความสุข ฉะนั้น ขอบรรดาท่านทั้งหลายทุกคน ที่กำลังนั่งอ่านบล็อกอยู่นี่ หลวงตาก็ร่ายวิธีไม่ต้องกลับมาเกิด ไปหลายเอ็นทรี่แล้ว ลองศึกษาดูนะ หากไม่ถูกจริต ลองไปค้นวิธีอื่น ๆ ในเน็ตก็ได้ มีวิธีปฏิบัติเป็นแสนล้านวิธี ขอให้หลานเจอสักวิธีหนึ่ง ก็พอ ครูบาอาจารย์ ท่านสอนว่า กรรมฐานนั้นแม้จะมีตั้ง ๔๐ กอง แต่ถ้าเราพอใจกองใดกองหนึ่ง ก็ทำกองนั้นให้ถึงพระนิพพานเลย ใช้ได้ทั้งนั้นแหละหลานเอ๋ย
มาต่อเรื่องของสามเณร เมื่อเข้าสมาธิ เจริญฌานสมาบัติ จิตใจไม่มีความโกรธในขอม จิตใจไม่มีจิตริษยา ไม่เอียงซ้าย ไม่เอียงขวา จิตเป็นอุเบกขารมณ์ มีอารมณ์เป็นหนึ่ง ทำไปสักครู่หนึ่ง ๒-๓ นาที จิตก็ดิ่ง จับฌาน ๔ ปกติ เวลาล่วงไปสัก ๕-๖ ชั่วโมง จิตถอยออกจากฌาน ๔ มาตั้งอยู่ในอุปจารสมาธิ มองเห็นภาพองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับยืนอยู่ข้างหน้า ทรงแย้มพระโอษฐ์ แล้วตรัสว่า “มหาเถระ เธอปฏิบัติถูกแล้ว เธอมีจิตเมตตา ปราศจากความอาฆาตมาดร้าย เธอทำใจดี การแผ่เมตตานี้ จะทำให้เธอเกิดเป็นพรหม ฉะนั้นเธอจงตั้งจิตอธิษฐานต่อไป เวลานี้มีความสำคัญ” เมื่อจิตออกจากฌาน ๔ มาตั้งอยู่ในอุปจารสมาธิ เธอจงตั้งสัตยาธิฐานใหม่อีกครั้งหนึ่ง อันนี้จะมีผลแล้ว ภาพขององค์สมเด็จพระทศพลบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าก็หายไป
ตอนนั้นสามเณรน้อยดีใจนัก เกิดธรรมปีติที่เห็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสวยสดงดงาม พร้อมไปด้วยฉัพพรรณรังสี รัศมี ๖ ประการ ความมั่นใจในคำสอนขององค์สมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดาก็มากขึ้น จึงตั้งอธิษฐานว่า “ด้วยอำนาจบุญบารมี ความดีที่ข้าพเจ้าทำมาแล้วในอดีตชาติ จนถึงปัจจุบันก็ดี และขออำนาจบารมีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ และพระอริยสงฆ์ก้ดี ขอทุกท่านจงโปรดให้คนไทยทั้งหมดมีความสุข มีความอุดมสมบูรณ์พ้นจากภัยอันตรายที่จะพึงมีจากขอม ถ้าหากว่า ข้าพระพุทธเจ้าจำจะต้องกลับมาเกิดอีกครั้งหนึ่ง ขอเกิดเป็นคนไทย ขอให้ได้ช่วยคนไทยทุกคนมีความสุข ตามกำลังกฎของกรรม”
แต่ว่าจะให้สุขทุกอย่างน่ะเป็นไปไม่ได้ กรรมชั่วมันมีอยู่ ขอ ๑.ให้คนไทยพ้นจากความเป็นทาส ๒. คนไทยมีอำนาจในการปกครองตนเอง ๓. ขอให้ข้าพระพุทธเจ้ามีปัญญา ทั้งการเกษตร การคลัง การปกครอง ทุกอย่างแม้แต่การรบ ขอให้ช่วยให้คนไทยทุกคน มีความสุข มีอิสรภาพ ปราศจากความเป็นทาสของบุคคลผู้ใด ไม่เลือกชาติ ไม่เลือกวรรณะ ไม่เลือกตระกูล ขอให้คนไทยมีความเพิ่มพูนความสุขสดชื่นมีความหรรษา และขอองค์สมเด็จพระชินสีห์ ได้ทรงโปรดช่วยตักเตือนข้าพระพุทธเจ้า ถ้ากิจนั้นจะพึงพลาดไป
เมื่อเณรน้อยอธิษฐานต่อองค์สมเด็จพระชินสีห์แล้ว ก็เริ่มเข้าฌานใหม่ ปรากฏว่า วันเวลาผ่านไป ๗ วัน ร่างกายขาดอาหาร และเณรไม่ได้อธิษฐาน ให้ชีวิตทรงอยู่ด้วยอำนาจของธรรมปีติ ก็คิดว่า “จะนั่งกรรมฐาน เข้าฌานจนตาย” ในที่สุด ๗ วัน เณรก็ตายด้วยกำลังของฌาน ๔ ฉะนั้น สามเณรองค์นี้ จึงขึ้นไปเกิดเป็นพรหมชั้นที่ ๑๑
เป็นอย่างไรบ้างหล่ะ หลาน ๆ เอ๋ย สามเณรน้อย ยังไม่ทันได้แสดงวรยุทธ ก็ดันมาตายเสียก่อน ยังไม่ทันได้บู๊เลย (พระไทยไม่เหมือนพระจีนนะ บู๊ไม่ได้ ศีลขาดกันพอดี) ตอนหน้าถึงจะทำการถนัดถนี่นะ วันนี้ขอลาไปก่อน ขอความสวัสดิพิพัฒนมงคล สมบูรณ์พูนผล จงมีแก่ท่านผู้รับชมทุกท่าน ทุกประการ ฯ
โปรดติดตามตอนต่อไป
จบตอน ๖
edit @ 30 Oct 2008 18:49:05 by Dhammasarokikku
ชื่นใจ

#1 By ตุ้มเป๊ะ on 2008-10-22 13:31