นิทานรักชาติ ตอนที่ ๘
posted on 24 Oct 2008 14:14 by akkarakitt in Experience
อู๊พซ์มาเสียหลายวันแล้วนะ หลาน ๆ เอ๋ย วันนี้หลวงตาปิ๊งไอเดียกระฉูด ได้ไอเดียการเขียน จากการไปสแล๋นแจ๋น ที่บล็อกชาวบ้านเขานั่นแหละ มาปิ๊งเอาเมื่อเช้า ตอนเดินบิณฑบาตอีกแล้ว เขียนเอ็นทรี่แต่เช้า มาเสร็จเอาก่อนเที่ยงติ๊ดนึง ขึ้นอ๊อดโป๊ดไปเรียบร้อยแล้ว ยังไม่หมดนะ ยังมีอีกเอ็นถี่หนึ่ง กำลังขมักเขม้นอยู่ นี่กลัวหลาน ๆ อารมณ์ค้าง เลยต้องมาเล่านิทานอิงประวัติศาสตร์ประจำวันสักตอนหนึ่ง
สำหรับเรื่องราวของพระเจ้าพรหมมหาราชนี่ ถ้าจะพลาดพลั้งไปบ้าง ขอหลานจงให้อภัยแก่คนเล่าด้วย เพราะคนเล่าเป็นคนแก่ ตอนนี้หลานอย่าลืมนะว่า เรากำลังพูดถึงอดีตของบรรดาบรรพบุรุษไทย ซึ่งท่านที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด และท่านที่เกิดมาเบื้องหลังของท่านทั้งหมด เวลานี้ ชีวิตของท่านไม่มีอยู่แล้ว ในช่วงนี้เราคุยกันถึงแดนของพระธาตุจอมกิตติ ซึ่งเป็นโยนกนครเก่า กำแพงเมืองยังมีอยู่ แต่ทว่ากำแพง ก็ไม่เป็นกำแพง เมืองที่เต็มไปด้วยความสวยสดงดงาม ก็ไม่มีอยู่แล้ว และในที่สุดคนทั้งหมด ก็ตายหมด แต่คนเล่าก็ไม่แน่ใจนักว่า คนทั้งหลายที่ตายในเวลานั้น มานั่งร่วมวงคุยกับพวกเราอยู่ด้วยก็ไม่ทราบ ขอบรรดาหลานรักทั้งหมด จงอย่าเอาจิตไปติดในวัตถุ “วัตถุที่มีความสำคัญที่สุด ก็คือร่างกายของเรา ที่เราเห็นว่า ร่างกายมันเป็นเรา เป็นของเราน่ะ ความจริงมันไม่ใช่”
หลวงตามองดูหน้าหลานรักทุกคนที่นั่งทำตาแป๋ว อ่านเอ็นทรี่อยู่ในที่นี้ หลวงตาคิดว่า หลานทุกคนคงจะเกิดในสมัยนั้น แล้วก็มีการเปลี่ยนแปลง คือ ตายแล้วก็เกิด เกิดแล้วก็ตาย มีความสุขบ้าง มีความทุกข์บ้าง ในที่สุดก็ตาย แล้วก็เกิด แล้วก็ตาย มาเป็นคนสมัยนี้ นี่เป็นความรู้สึกของหลวงตาอย่างเดียว หลวงตาไม่ยืนยัน แต่ถึงอย่างไรก็ดี เราก็คงเกิดหลายวาระ การเกิดแล้วตาย ตายแล้วก็เกิด เกิดแต่ละชาติ มันก็มีแต่ความทุกข์ มีภาระในการปกครอง มีภาระในการบริหาร ในการเกิดทุกครั้ง เราก็หวังในความรุ่งเรืองของชีวิต แต่แล้วในที่สุด สิ่งทั้งหลายเหล่านั้นก็หมดไป
ฉะนั้น ขอบรรดาหลานรักทั้งหลาย ที่ได้อภิญญาสมาบัติ และวิชชาสาม จงใช้อภิญญาสมาบัติ และวิชชาสามที่ได้ มุ่งพระนิพพานอย่างเดียว การที่จะท่องเที่ยวไป ดูภพ ดูชาติ ต่าง ๆ เป็นของดี แต่ก็อย่าเอาจิตไปยุ่งกับโลกีย์วิสัย คือ ความโลภ และความโกรธ คิดว่าชนชาตินั้น เคยเป็นศัตรูของเรา ชนชาตินี้ เคยเป็นมิตรของเรา นี่เป็นทรัพย์สินของเรา อย่างกับคนที่มีอุปาทานกินใจ บอกว่าคนนั้น เมื่อชาตินั้นเคยเป็นภรรยาของฉัน ชาตินั้นเคยเป็นพระราชา เธอเคยเป็นภรรยาของฉันมาก่อน เธอเคยเป็นสามีของฉันมาก่อน เธอจะไปไหนไม่ได้ หลวงตาคิดว่า นั่นเป็นอารมณ์ของความบ้ามากว่า เรื่องของคนละชาติ มันก็เป็นคนละชาติ จะเอามาบวกกับชาตินี้ไม่ได้ ขอหลานจงอย่าติดอาการอย่างนั้น เป็นการแสดงถึงการติด ด้วยอำนาจกิเลส คือ ตัณหาเป็นสำคัญ มีอวิชชาเป็นเบื้องหน้า “ควรจะคิดอย่างเดียวว่า เราจะทำอย่างไรจึงจะไม่เกิด”
วิธีการไม่เกิดนั้น หลวงตาแนะไปหลายแบบแล้ว แต่ละอย่างก็เข้าใจง่าย ๆ แต่ปฏิบัติให้ถึงนั้น ยากแสนเข็ญ ทว่า ก็ใช่ว่าจะยากเกินไป หากง่ายมาก พระอรหันต์คงเต็มเมือง หากยากเกินไป พระอรหันต์ก็คงไม่มีเหมือนกัน ทุกวันนี้ พระอริยเจ้าก็ยังมีอยู่มากนะหลานรัก ไม่ใช่สูญพันธุ์ไปตั้งแต่สมัยพุทธกาล พระนิพพานไม่ใช่อะไรที่ไกลเกินเอื้อมนะ ถ้าปลงใจจะลุยให้ถึงชาตินี้ มันก็ถึงชาตินี้นะหลานนะ ฉะนั้น จึงควรศึกษาความไม่เกิดเข้าไว้ การไม่เกิดเราต้องเสียสละ คือ ประการแรก เราต้องเสียสละเวลาการงานที่มีประโยชน์ของเราไปทำงานสาธารณประโยชน์ เพื่อทอดทิ้งความห่วงใย อาลัยในชีวิต แต่ก็ต้องเป็นบางจุด บางเวลา อย่าถึงกับเคร่งเครียดเกินไป ประการที่สอง สละทรัพย์สมบัติที่มีอยู่ เป็นส่วนสาธารณประโยชน์บ้าง ตามสมควร เพื่อเป็นการตัดความโลภ และเพื่อไม่เป็นการยึดเหนี่ยวชีวิตเกินไป เห็นว่าทรัพย์สินทั้งหลาย ที่เราเคยมี ในกาลก่อน มากกว่านี้ เราก็แบกไปไม่ได้ ประการที่สาม เราให้อภัยแก่คนผิด จัดเป็นอภัยทาน เป็นการตัดโทสะ ประการที่สี่ เห็นว่าร่างกายนี่ไม่เป็นสาระ ไม่เป็นแก่นสาร มันเป็นปัจจัยของความทุกข์ ไม่ยึดถือร่างกาย ไม่ต้องการมีร่างกายต่อไป มีความต้องการอย่างเดียว คือ พระนิพพาน เป็นการตัดโมหะ คือ ความหลง เท่านี้พอแล้วหลานรัก ตั้งอารมณ์หยั่งไว้เฉพาะพระนิพพานเป็นอารมณ์ การสอบสวนสืบเรื่องนรกมีจริง การระลึกชาติได้ ถอยหลังเข้าไปหาความเบื่อนี่ เป็นของดี หลวงตาไม่ห้าม แต่ว่าไปอวดวิเศษ หลวงตาไม่เห็นชอบด้วย
มาคุยกันต่อไป ถึงเรื่องพระเจ้าพรหมมหาราช อาศัยที่เคยเป็นเณรมาก่อน มีเมตตาบารมี และอาศัยอำนาจฌานสมาบัติ ที่เคยได้นี้ ไปเป็นพรหม กลับมาเกิดเป็นลูกชาย ของพระเจ้าพังคราช หลานจะเห็นอำนาจของทานบารมี คือ พระเจ้าพรหมเป็นผู้มีเมตตาจริง เป็นผู้ให้อภัยทาน คิดเผื่อแผ่ให้คนไทยทั้งชาติ มีความสุข ประการหนึ่ง
ประการที่สอง เคยเกิดเป็นเณรมีศีลบริสุทธิ์ อดกลั้นความโกรธ ตอนเป็นเณร มีฌานสมาบัติ หลวงตาคิดว่าจะมีวิปัสสนาญาณด้วย อานิสงส์ของทาน ท่านบอกว่า “ทานัง สัคคะโส ทานัง” ทานเป็นบันได ให้เกิดบนสวรรค์ อานิสงส์ของศีล “สีเลนะ สุขะติง ยันติ” ศีลเป็นปัจจัยให้เกิดความสุข “สีเลนะโภคะสัมปะทา” ศีลเป็นปัจจัยให้มีโภคสมบัติมาก “สีเลนะ นิพพุติง ยันติ” ศีลเป็นปัจจัยให้ดับความทุกข์
เราจะมองเห็นอานิสงส์ ของศีล ของทาน กันในตอนนี้ ตอนเป็นสามเณร มีศีลบริสุทธิ์ มีอภัยทานทำไว้แล้วด้วยดี มีเมตตาปรานี มีฌานสมาบัติ มีวิปัสสนาญาณ ระลึกถึงคุณพระรัตนตรัยเป็นสำคัญ เป็นสมาธิ แล้วก็ตายไปเป็นพรหม มีความสุข ลงมาเกิดพร้อมด้วยสหชาติ พอเข้าท้องแม่ก็ปรากฏว่า ทรัพย์สินทั้งหลาย ปรากฏแก่บรรดาประชาชน ของที่เคยหายาก ก็หาได้ง่าย ของที่เคยหาได้น้อย ก็หาได้มาก จิตใจของคนไทยทั้งชาติ กลายเป็นไทยนักสู้ รวมกำลังใจกัน นี่เป็นเรื่องของบุญบารมีที่สั่งสมไว้ ใครเขาจะว่ายังไงก็ช่างเขาเถอะ เราเห็นผลของเราก็แล้วกัน อาศัยที่ท่านมีจิตเมตตา อารี ต้องการให้คนไทยรักกัน สามัคคีกัน มีความสุข
ฉะนั้น ตั้งแต่เริ่มอยู่ในครรภ์มารดา ก็ปรากฏว่าคนไทยมีความสมัครสมานสามัคคีกัน ความไม่สิ้นอาลัยในชีวิต ที่คิดว่า คนไทยทั้งชาติ จะต้องตาย เพราะถูกขอมทำลาย ก็หมดสิ้นไป กลับเป็นคนไทย ที่มีกำลังใจเพื่อสู้ คนไทยมีนิสัยตามผู้นำ ถ้าผู้นำดี ไทยทั้งชาติก็สามารถจะเป็นเอกราชได้ ถ้าผู้นำชั่วไทยทั้งชาติก็จะมีแต่ความมัวหมอง เราจะดูได้ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา บางครั้งเราได้ผู้นำดีเราก็มีความสุข หน้าชื่นตาบาน บางครั้งที่มีผู้นำระยำก็หน้าเศร้าไปตาม ๆ กัน สิ่งที่ไม่ควรเสียก็เสีย สิ่งที่ควรจะได้ก็ไม่ได้
มาตอนนี้ เมื่อพระเจ้าพรหมเกิดแล้ว พระยาโหราธิบดีพยากรณ์ไว้ว่า เด็กคนนี้มาจากพรหม จะมาทำให้ไทยทั้งชาติเป็นอิสรภาพ ไทยจะเป็นเอกราช จะชนะขอม กำลังใจของคนไทยก็เข้ามารวมกัน มีความสุข พืชพันธุ์ธัญญาหาร อุดมสมบูรณ์ขึ้น คนไทยตั้งหน้าตั้งตารออยู่อย่างเดียวว่า “เมื่อไรหนอ พรหมกุมารจึงจะโตพอที่จะเป็นผู้นำเกี่ยวกับการรบได้”
นี่หลานทุกคนนึกเห็นภาพแล้วนะว่า สมัยนั้นพระเจ้าพังคราช ทรงแต่งตัวแบบชาวบ้านธรรมดา ไปไหนก็จูงลูกชายคนโต คือ ทุกภิกขะ หรือทุกขิตะกุมาร และอุ้มลูกชายคนเล็ก คือ พรหมกุมารเป็นเด็กสวย น่ารัก ไว้ผมจุก มีเครื่องล้อมจุก และมีปิ่นปัก เป็นทองคำประดับด้วยทับทิม ท่านเดินไปไหน คนไทยเห็นแล้วก็มีความสุข นี่หลานรัก ไอ้ความสุข ความทุกข์จริง ๆ น่ะมันอยู่ที่ใจ ท่านจะไปไหน ก็มีคนกราบไหว้บูชา เห็นรึยังหลาน ว่าค่าของความดี ของคนมีศีล มีธรรมน่ะ มีประโยชน์อย่างนี้
ขอเล่าลัดตัดความมาถึง เด็กชายพรหมโตเป็นเด็ก ชอบเล่นยุทธวิธี เอาสหชาติ ๒๕๐ คน มาเล่นรวมกัน ชอบการรบ เอาไม้มาทำเป็นอาวุธบ้าง ทำม้าขี่บ้าง ทำหน้าไม้บ้าง สมมุติขึ้นเล่นกองทัพช้าง กองทัพม้า กองทัพราบ เล่นขนเสบียงอาหาร เล่นการเกษตร ทำโรงงานสร้างอาวุธบ้าง สมมุติเอา สมมุติว่านี่เป็นเหล็ก เป็นทองคำ นี่เป็นเงิน เป็นอะไรก็ตาม บรรดาผู้ใหญ่ เห็นเด็กเล่นแบบนี้ ก็ชื่นใจในยุทธวิธีของเด็ก อย่างคาดไม่ถึง ก็เป็นเรื่องแปลก อย่างเล่นสมมุติว่า ถ้าข้าศึกมีฝีมือดีกว่า หนังเหนียว เราจะรบกับข้าศึกอย่างนี้เราจะทำยังไง นั่นคือ การฝึกกระโดดสูง กระโดดข้ามรั้ว และให้สูงขึ้นเรื่อย ๆ จนกระโดดข้ามหัวคนได้แบบสบาย ๆ แล้วฝึกตีข้าศึกด้านท้ายทอย ด้วยสันดาบ เวลารบ ยั่วข้าศึก เปิดจังหวะให้ข้าศึกฟัน พอข้าศึกโถมตัวเข้าฟัน ก็หลบแล้วโดดขึ้นสูง ตีท้ายทอยด้วยสันดาบ วิธีนี้เขาก็เล่นกัน
พออายุเกือบ ๑๐ ปี เริ่มใช้มันสมอง คือเมื่อติดตามพระราชบิดาไปไหน ก็มักจะถามว่า นี่เขาทำอะไรกัน ตอนนั้นการทำพืชพันธุ์ธัญญาหารก็ดี แร่ก็มีมาก ทองคำก็ได้มาก การทำพืชพันธุ์ธัญญาหารเวลานั้น ทำในพื้นที่แคบ ๆ พรหมกุมารจึงได้กราบทูลสมเด็จพระราชบิดาว่า “การปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหาร จะหวังแต่น้ำฝนอย่างเดียว ก็ไม่พอ ถ้าจะให้อุดมสมบูรณ์กว่านี้ ก็น่าจะขุดบ่อ เป็นที่เก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง จะได้ปลูกพืชได้ ควรขุดบ่อใหญ่ ๆ เวลาที่เด็กคนนี้ พูดกับพ่อคือพระเจ้าพังคราช คนเขาก็นั่งล้อมเขาก็ได้ฟังด้วย ทุกคนก็เห็นชอบด้วย นี่เป็นประชาธิปไตยแท้ ไม่ใช่คณาธิปไตย บรรดาประชาชนฟังแล้ว ก็เข้าใจ และเห็นชอบด้วย ก็ส่งข่าวกันออกไปว่า พวกเรา เด็กชายที่จะมาทำให้เรามีความสุข ให้ขุดบ่อใหญ่ ๆ ไว้ เก็บกักน้ำไว้ จะได้ใช้ในฤดูแล้ง ปลูกผักได้ วัวควายจะได้กินน้ำได้ คนก็ใช้น้ำได้ด้วย ทำไร่ทำนาได้ ประชาชนทุกกลุ่ม ทุกหมู่บ้าน พากันขุดบ่อไว้ เวลาฝนตกน้ำหลากมา น้ำก็เต็มบ่อ เวลาฝนหมดไปแล้ว น้ำก็ยังมีอยู่ใช้สะดวก ปลูกผักสวนครัว เลี้ยงสัตว์กัน ตอนนี้อุ่นหนาฝาคั่ง
เมื่อพรหมกุมารอายุได้ ๑๒ ปี คืนวันหนึ่ง มีเทวามาเข้าฝันว่า วันรุ่งขึ้นให้ไปที่แม่น้ำโขง จะมีช้างเผือก ๓ เชือก ถ้าจับช้างเชือกที่ ๑ ได้จะเป็นเจ้าโลก ถ้าจับช้างเชือกที่ ๒ ได้จะปราบชมพูทวีปได้หมด ถ้าจับช้างเชือกที่ ๓ ได้จะปราบขอมได้หมด พอตื่นขึ้นมาก็กราบทูลให้พระราชบิดาทราบ และพระราชบิดาก็มีความเชื่อมั่นว่า ลูกชายคนนี้มาจากพรหม จะต้องมีเทวดาประคับประคอง จึงอนุญาตให้ไปดักช้างเผือกได้
ตอนสาย พรหมกุมารไปดักช้างตามความฝัน แทนที่จะเห็นช้าง ก็กลับเป็นงูหงอนแดง ตัวขาวโพลนใหญ่โตมาก พรหมกุมาร กับเพื่อน ๆ คิดว่า เรามาคอยช้าง แต่นี่เป็นงูหงอน ก็ไม่เอา ตัวที่สองมาเป็นงูหงอน แบบเดียวกันอีก แต่ขนาดย่อมลงไปหน่อย ก็ปล่อยไปอีก ตัวที่สามก็มาแบบเดียวกันอีก ก็เลยตัดสินใจ งูก็งู มีบัญชาบอกเพื่อนสหชาติลงจับละ ก็โผลงไปในน้ำ โดดจับคองูหนอนก็กลายเป็นช้างเผือก ขาวโพลน เดินทวนน้ำมาได้ น้ำกำลังไหลหลากมาก ที่นั่นจึงมีนามว่า “บ้านควานทวน” ตอนนี้ช้างไม่ยอมขึ้นฝั่งละซี ขับไสอย่างไรก็ไม่ยอมขึ้น พรหมกุมารจึงให้สหชาติไปกราบทูลพระราชบิดา ให้ทรงทราบพระองค์ก็เรียกโหรมา โหรบอกว่า ต้องเอากระพังทองไปตีล่อจึงขึ้นมา (สำหรับกระพังทองคำน่ะทำไว้แล้ว ตามประวัติศาสตร์บอกว่าทำวันนั้นน่ะไม่ทันหรอก ท่านบอกพระเจ้าแม่ทำไว้แล้ว)
พระเจ้าพังคราชจึงจัดให้คนแต่งตัวสวย ๆ ถือดอกไม้ธูปเทียน เครื่องสักการะ จัดเป็นขบวนไปถึงกราบไหว้เชิญพระยาคชสาร แล้วตีกระพังทอง ช้างก็เดินตามกระพังทองขึ้นมาแบบสบาย พอมาถึงที่ ก็จัดพิธีทำขวัญช้างพลายประกายแก้ว ซึ่งมีสีขาวโพลน ตามลำตัวมีประกายระยับ คล้ายแก้วสวยสดงดงาม จึงทำเครื่องประดับครบเครื่องทรง และปล่อยเป็นอิสระ ไม่มีการใส่ปลอก รางที่ใส่หญ้าให้กิน ก็ทำด้วยทองคำ ปล่อยเข้าป่าสบาย ๆ สัตว์ในป่าทั้งหมด กลัวช้างพลายประกายแก้ว ยอมหมอบราบคาบแก้ว มีแต่ช้างที่อยู่ในป่า มาร่วมเป็นสหชาติด้วย โดยไม่ต้องไปต่อ หรือไปดึงมา ช้างพลายประกายแก้วเป็นหัวหน้า พาโขลงช้างเข้ามาในเวียง ทุกคนดีใจมากที่มีช้าง มีม้า การฝึกง่ายมาก พูดภาษาคนธรรมดาก็รู้เรื่อง
เมื่อพรหมกุมารอายุได้ ๑๖ ปี พระเจ้าพังคราชก็ให้แต่งงาน มีภรรยาเป็นหลักฐาน ต่อมาท่านก็ทำงานใหญ่ กราบทูลพระราชบิดาว่า คนไทย ขืนเป็นทาสของขอมต่อไป ความเป็นไทก็ไม่มี เราก็ไม่มีความสุข เพราะเขาบีบคั้นเรา ทองคำ ๒๐ ชั่งต่อปี ให้เขาไป ๑๐ ปี ก็ ๒๐๐ ชั่ง เราหามาด้วยหยาดเหงื่อ แรงงาน ก็ไม่น่าจะให้เขา แต่พระราชบิดาก็กล่าวว่า “เราเป็นผู้แพ้เขานี่ลูก” ลูกชายพรหมกุมารจึงกล่าวว่า “ต่อไปนี้เราจะไม่เป็นผู้แพ้ ดินแดนของเราอยู่เพียงไหน เราจะยึดเอามาให้หมด แล้วจะยึดพื้นที่เพิ่มอีกไม่น้อยกว่า ๔ เท่า”
เป็นอย่างไรบ้างหลานรัก พรหมกุมารประกาศกร้าวด้วยวัยเพียง ๑๖ ปี หลาน ๆ อายุ ๑๖ ปี กำลังทำอะไรกันอยู่ หลวงตายังอยู่ ม.๔ เรียนฟิสิกส์อย่างเมามันอยู่เลย นี่คนสมัยก่อนอายุแค่ ๑๖ ประกาศจะรวมไทยให้เป็นหนึ่งเสียแล้ว โบราณเขาว่า แข่งอะไรแข่งได้ อย่าแข่งวาสนา ก็อย่างนี้แหละหลานเอ๋ย คนเราทำบุญบารมีสั่งสมมาไม่เท่ากัน ใช่จะมาวัดกันที่ชาตินี้ชาติเดียวเสียที่ไหน
เรื่องการเมืองที่ผู้เล่า กระแทกแดกดันไว้ เป็นการเมืองเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๒๑ นะหลานนะ มาถึงปี ๒๕๕๑ นี้ สามสิบปีแล้ว มันก็ยังกระแทกแดกดันได้ใจอยู่ คณาธิปไตย ไม่ได้ลางเลือนไปจากวงการเมืองไทย อันแสนโสมมเลย หากจะขุดโคตรเหง้าศักราชมันขึ้นมา ต้องย้อนไปถึงปี ๒๔๗๕ โน่นแน่ะ บางทีเราก็ต้องเมียง ๆ มอง ๆ และปลง ๆ เสียบ้างนะหลานนะ อย่าไปหาเลย นักการเมืองที่บริสุทธิ์ผุดผ่องหน่ะ คนเก่า ๆ เขาทราบกันดีว่า คนดีเขาไม่เล่นการเมืองกัน หากจำเป็นต้องเลือก ก็เลือกไอ้ที่เลวน้อยที่สุดนะหลานนะ หลวงตาก็ฝากบ้านเมืองไว้ให้หลาน ๆ ดูแลด้วย สำหรับหลวงตาแล้ว ขันธ์ ๕ นี้ จะไปอยู่ในประเทศที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง มีประชาธิปไตยเต็มใบ ครึ่งใบ หรือหาใบไม่ได้ ขันธ์ ๕ ก็คือ ขันธ์ ๕ เกิดมาแล้ว ไม่มีอะไรดี มีแต่ทุกข์ มีแต่โทษ มีแต่ภัย หลวงตาหวังอย่างเดียวว่า ชาตินี้จะเป็นชาติสุดท้ายของหลวงตา และของหลาน ๆ ทุกคน ฯ
โปรดติดตามตอนต่อไป
จบตอน ๘
edit @ 30 Oct 2008 18:50:48 by Dhammasarokikku
กำลังเข้มข้น เรื่องเริ่มงวดเข้ามาแล้ว
หรือว่าสอบเสร็จแล้ว


อ่านกันไม่ทันเลย....
ต้องไปเปลี่ยนแว่นตาแล้วล่ะเนี่ย...
ขอบิณฑบาตปัจจัยค่าแว่นตาด้วยเถิด...
นมัสการ...
#1 By มุมเล็กๆ ของญาดา on 2008-10-24 15:43