นิทานรักชาติ ตอนที่ ๘

posted on 24 Oct 2008 14:14 by akkarakitt in Experience

อู๊พซ์มาเสียหลายวันแล้วนะ หลาน ๆ เอ๋ย วันนี้หลวงตาปิ๊งไอเดียกระฉูด ได้ไอเดียการเขียน จากการไปสแล๋นแจ๋น ที่บล็อกชาวบ้านเขานั่นแหละ มาปิ๊งเอาเมื่อเช้า ตอนเดินบิณฑบาตอีกแล้ว เขียนเอ็นทรี่แต่เช้า มาเสร็จเอาก่อนเที่ยงติ๊ดนึง ขึ้นอ๊อดโป๊ดไปเรียบร้อยแล้ว ยังไม่หมดนะ ยังมีอีกเอ็นถี่หนึ่ง กำลังขมักเขม้นอยู่ นี่กลัวหลาน ๆ อารมณ์ค้าง เลยต้องมาเล่านิทานอิงประวัติศาสตร์ประจำวันสักตอนหนึ่ง

สำหรับเรื่องราวของพระเจ้าพรหมมหาราชนี่ ถ้าจะพลาดพลั้งไปบ้าง ขอหลานจงให้อภัยแก่คนเล่าด้วย เพราะคนเล่าเป็นคนแก่ ตอนนี้หลานอย่าลืมนะว่า เรากำลังพูดถึงอดีตของบรรดาบรรพบุรุษไทย ซึ่งท่านที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด และท่านที่เกิดมาเบื้องหลังของท่านทั้งหมด เวลานี้ ชีวิตของท่านไม่มีอยู่แล้ว ในช่วงนี้เราคุยกันถึงแดนของพระธาตุจอมกิตติ ซึ่งเป็นโยนกนครเก่า กำแพงเมืองยังมีอยู่ แต่ทว่ากำแพง ก็ไม่เป็นกำแพง เมืองที่เต็มไปด้วยความสวยสดงดงาม ก็ไม่มีอยู่แล้ว และในที่สุดคนทั้งหมด ก็ตายหมด แต่คนเล่าก็ไม่แน่ใจนักว่า คนทั้งหลายที่ตายในเวลานั้น มานั่งร่วมวงคุยกับพวกเราอยู่ด้วยก็ไม่ทราบ ขอบรรดาหลานรักทั้งหมด จงอย่าเอาจิตไปติดในวัตถุ “วัตถุที่มีความสำคัญที่สุด ก็คือร่างกายของเรา ที่เราเห็นว่า ร่างกายมันเป็นเรา เป็นของเราน่ะ ความจริงมันไม่ใช่”

หลวงตามองดูหน้าหลานรักทุกคนที่นั่งทำตาแป๋ว อ่านเอ็นทรี่อยู่ในที่นี้ หลวงตาคิดว่า หลานทุกคนคงจะเกิดในสมัยนั้น แล้วก็มีการเปลี่ยนแปลง คือ ตายแล้วก็เกิด เกิดแล้วก็ตาย มีความสุขบ้าง มีความทุกข์บ้าง ในที่สุดก็ตาย แล้วก็เกิด แล้วก็ตาย มาเป็นคนสมัยนี้ นี่เป็นความรู้สึกของหลวงตาอย่างเดียว หลวงตาไม่ยืนยัน แต่ถึงอย่างไรก็ดี เราก็คงเกิดหลายวาระ การเกิดแล้วตาย ตายแล้วก็เกิด เกิดแต่ละชาติ มันก็มีแต่ความทุกข์ มีภาระในการปกครอง มีภาระในการบริหาร ในการเกิดทุกครั้ง เราก็หวังในความรุ่งเรืองของชีวิต แต่แล้วในที่สุด สิ่งทั้งหลายเหล่านั้นก็หมดไป

ฉะนั้น ขอบรรดาหลานรักทั้งหลาย ที่ได้อภิญญาสมาบัติ และวิชชาสาม จงใช้อภิญญาสมาบัติ และวิชชาสามที่ได้ มุ่งพระนิพพานอย่างเดียว การที่จะท่องเที่ยวไป ดูภพ ดูชาติ ต่าง ๆ เป็นของดี แต่ก็อย่าเอาจิตไปยุ่งกับโลกีย์วิสัย คือ ความโลภ และความโกรธ คิดว่าชนชาตินั้น เคยเป็นศัตรูของเรา ชนชาตินี้ เคยเป็นมิตรของเรา นี่เป็นทรัพย์สินของเรา อย่างกับคนที่มีอุปาทานกินใจ บอกว่าคนนั้น เมื่อชาตินั้นเคยเป็นภรรยาของฉัน ชาตินั้นเคยเป็นพระราชา เธอเคยเป็นภรรยาของฉันมาก่อน เธอเคยเป็นสามีของฉันมาก่อน เธอจะไปไหนไม่ได้ หลวงตาคิดว่า นั่นเป็นอารมณ์ของความบ้ามากว่า เรื่องของคนละชาติ มันก็เป็นคนละชาติ จะเอามาบวกกับชาตินี้ไม่ได้ ขอหลานจงอย่าติดอาการอย่างนั้น เป็นการแสดงถึงการติด ด้วยอำนาจกิเลส คือ ตัณหาเป็นสำคัญ มีอวิชชาเป็นเบื้องหน้า “ควรจะคิดอย่างเดียวว่า เราจะทำอย่างไรจึงจะไม่เกิด”

วิธีการไม่เกิดนั้น หลวงตาแนะไปหลายแบบแล้ว แต่ละอย่างก็เข้าใจง่าย ๆ แต่ปฏิบัติให้ถึงนั้น ยากแสนเข็ญ ทว่า ก็ใช่ว่าจะยากเกินไป หากง่ายมาก พระอรหันต์คงเต็มเมือง หากยากเกินไป พระอรหันต์ก็คงไม่มีเหมือนกัน ทุกวันนี้ พระอริยเจ้าก็ยังมีอยู่มากนะหลานรัก ไม่ใช่สูญพันธุ์ไปตั้งแต่สมัยพุทธกาล พระนิพพานไม่ใช่อะไรที่ไกลเกินเอื้อมนะ ถ้าปลงใจจะลุยให้ถึงชาตินี้ มันก็ถึงชาตินี้นะหลานนะ ฉะนั้น จึงควรศึกษาความไม่เกิดเข้าไว้ การไม่เกิดเราต้องเสียสละ คือ ประการแรก เราต้องเสียสละเวลาการงานที่มีประโยชน์ของเราไปทำงานสาธารณประโยชน์ เพื่อทอดทิ้งความห่วงใย อาลัยในชีวิต แต่ก็ต้องเป็นบางจุด