นิทานรักชาติ ตอนที่ ๙

posted on 25 Oct 2008 10:51 by akkarakitt  in Experience

นั่งเขียนอีกเอ็นถี่มาแต่เมื่อวาน ไม่สำเร็จแฮะ วันนี้มาอู๊พซ์กันต่อไป จักได้ปันเวลาไปอ่านหนังสือมั่ง ตอนที่แล้วพระเอกของเรา พรหมกุมาร ประกาศกร้าว จะขยายอาณาบริเวณเขตแผ่นดินไทยออกไปอีกอย่างน้อย ๔ เท่า ด้วยวัยเพียง ๑๖ ขวบเท่านั้น มาว่ากันต่อไป

เวลาคุยกันนี่(ว่าจักขยายแผ่นดินไทยออกไป) ก็เป็นเวลาที่อยู่กับประชาชน ชาวบ้าน ไม่ใช่เวลาออกขุนนาง เพราะพระเจ้าพังคราช ท่านเสด็จไปไหน ท่านก็นุ่งกางเกงดำ คลุมเข่าลงนิดหน่อย ใส่เสื้อดำ มีผ้าขาวม้าคาด ดีไม่ดี ท่านก็แบกจอบ แบกเสียม ไปทำทุกอย่างที่เขาทำกัน ไม่เคยนั่งชี้นิ้ว เป็นเจ้า เป็นนาย ไปไหนตัวเสน่ห์ใหญ่ คือ เด็กชายพรหม คนเขาก็หมอบราบคาบแก้ว เด็กชายพรหม ก็วิ่งไปกราบเขา ว่าคุณลุง คุณป้า อย่ากราบผมเลย ผมก็เป็นลูกคนธรรมดา ๆ จะกราบผมทำไม แต่ทุกคนเขาไม่ยอม เพราะเขาเชื่อโหรพยากรณ์ว่าเด็กคนนี้จะกู้ชาติ

เป็นอันว่า เด็กชายพรหมกราบทูลพระราชบิดาว่า “ต่อไปนี้คนไทยทุกคนต้องเป็นนักรบ” พระราชบิดา ก็กล่าวว่า “ตั้งแต่ลูกเข้ามาสู่ครรภ์แม่ คนไทย เขาก็เป็นนักรบกันหมดแล้วลูก เขาฝึกปรืออาวุธกันเป็นอย่างดี” พอดีมีคุณยายคนหนึ่งอายุ ๘๐ ปี แล้วลุกขึ้นคว้าขวาน ชูขึ้นบอก “หลายเอ๋ย ถ้ายายจะต้องตาย เพราะฆ่าขอมให้ตาย ยายพร้อมตาย เพื่อความเป็นไท” แล้วยายก็แกว่งขวานให้ดู เป็นอันว่าคนไทยทุกคน ต้องการอย่างเดียวว่า เด็กชายพรหม จะเอาอะไร เขาพร้อม เมื่อเด็กชายพรหมต้องการให้คนไทยทุกคน มีชีวิตเป็นทหาร บรรดาแม่ทัพนายกองเก่า ๆ ทั้งหลายเขาฝึกอาวุธไว้แล้ว และคนไทยทุกคน ก็พร้อมอยู่แล้ว จึงร่วมกันฝึกอาวุธทันที ฝึกกันเป็นหย่อม ๆ แต่ต้องปิดบังขอม ยุทธวิธีแบ่งเป็น พลม้า พลช้าง พลราบ พลหอก พลดาบ พลธนู แยกย้ายกันออกไปฝึก ไม่ต้องเกณฑ์ เขามาฝึกกันเอง ด้วยกำลังใจ

เด็กชายพรหม ก็ปรึกษาพระราชบิดา ต่อหน้าประชาชนว่า ถ้าเราจะรบกับเขานี่ ถ้าเวลาฤดูแล้ง เขาปิดน้ำเราตาย เราควรจะขุดสระใหญ่ ๆ ไว้ ในบริเวณของเราสัก ๑๗ สระ สมมติว่า ถ้าเราจะถูกกักบริเวณสัก ๑ ปี น้ำของเราจะพอกิน พอใช้ ก่อนฤดูน้ำหลากมา ทำเกษตรก็ได้ และอีกประการหนึ่ง เราต้องสะสมอาหารไว้ให้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีข้าว กับเนื้อสัตว์เค็ม ถ้าเกิดรบกันขึ้นมา อาจจะต้องใช้เวลาเป็นปี เราจะได้ไม่ขาดอาหาร

เมื่อชาวบ้านได้ยินลูกชาย พูดกับพ่อ ก็เหมือนได้รับคำสั่ง ต่างคนต่างไปขุดสระ และเชื่อมน้ำติดต่อกันทุกสระด้วยลำรางเล็ก ๆ แล้วขุดลำราง เชื่อมจากแม่น้ำโขง กับสระใหญ่ เมื่อน้ำเต็มสระใหญ่ ก็ไหลต่อไปสระเล็ก ทุกสระเต็มไปด้วยน้ำ เมื่อเตรียมการเสร็จ พรหมกุมาร ก็กราบทูลสมเด็จพระราชบิดาว่า “ต่อแต่นี้ไปไม่ต้องส่งส่วยขอมดำอีกแล้ว” พูดต่อหน้าประชาชน พระราชบิดาก็ตอบว่า ถ้าไม่ส่งส่วย เขาก็มารบซิลูก เพราะเขาหาว่าเราแข็งเมือง เด็กชายพรหมจึงว่า “เราพร้อมรบ ไม่พร้อมรับ แต่เราพร้อมรุก” พระราชบิดากก็เตือนว่า ลูกรัก พลรบคือทหารของเขา มันเท่ากับพลเมืองของเราทั้งหมดนะลูกนะ

เด็กชายพรหม จึงกราบบังคมทูลพระราชบิดว่า “เรื่องการรบนี่ การแพ้หรือชนะ ไม่ได้อยู่กำลังพล ถ้ารบด้วยกำลังคน หรือกำลังอาวุธ ก็ถือว่า เป็นการแพ้ชนะที่ไม่เด็ดขาด การรบจริง ๆ ต้องใช้กำลังคนด้วย กำลังปัญญาด้วย กำลังความสามัคคีด้วย ความเด็ดเดี่ยวด้วย ลูกมั่นใจว่าการรบคราวนี้ ถ้าจะพึงมีขึ้น เราต้องชนะ แต่เราไม่ได้เป็นฝ่ายไปตีเขา ถ้าเขามาตีเรา เราก็ตีเขา ถ้าเขาไม่ตีเรา เราก็ยังไม่ตีเขา เราพร้อมรบเท่านั้น ต้องพร้อมรับ และพร้อมรุก”

เป็นอันว่า พระเจ้าพังคราชก็ตามใจ เพราะเชื่อโหร ท่านไปถามพระยาโหราธิบดีว่า “ว่ายังไง” โหรก็ยิ้มและตอบว่า “เห็นชอบด้วยกับ พรหมกุมารพระเจ้าค่ะ และเวลานี้ ก็ถึงเวลาแล้วที่ไทยจะเป็นอิสรภาพ” แล้วโหรก็ลงเลขฉับ ๆ ตอบว่า “เรื่องการรบ แพ้สงครามไม่มี” เท่านั้นเองประชาชนลุกขึ้น ไปกระจายข่าวว่า “ไทยเตรียมรบ ไทยจะไม่เป็นทาสขอม ไทยจะไม่ให้ทองคำแก่ขอม เราพร้อมรบ” คนไทยทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใส รื่นเริงคอยเวลานี้มา ๑๖ ปี แล้วว่า เมื่อไรจะลั่นกลองรบ ด้วยวาจาของพรหมกุมาร

เจ้าขอมดำ มันรู้ว่าแข็งเมืองเพราะไม่ส่งส่วย ก็จัดแจงยกกองทัพมาปราบเรา หวังเผด็จศึกให้สิ้นซากไป ฝ่ายคนไทยพร้อมอยู่แล้วนี่ ก็จัดกองทัพยกออกไปทันที การยกกองทัพไปคราวนั้น มีช้างพลายประกายแก้ว นำทัพ พรหมกุมารประทับนั่งทรงเครื่องแม่ทัพ สวยงามสง่าผ่าเผยมาก สำหรับพระราชบิดา ประทับบนหลังช้างอีกเชือกหนึ่ง มีเศวตฉัตรกั้นเป็นจอมทัพ มีแม่ทัพนายกองแต่งตัวสวย ๆ เพราะพรหมกุมารได้กราบทูลพระราชบิดา และพระราชมารดาว่า “นักรบทุกคนต้องแต่งตัวสวย เป็นการตัดไม้ข่มนาม” ข่มกำลังใจกันไปในตัวเสร็จ พลทหารใช้เกราะเงินแกมทอง นายทหารใช้เกราะทอง แม่ทัพใช้เกราะทอง ประดับเพชร มันเป็นการสง่าผ่าเผย ทำให้ข้าศึกครั่นคร้าม เป็นจิตวิทยาอันหนึ่ง แม้จะมีการรบ เราก็พร้อมรบ พร้อมรุก แต่งตัวสวยสะโอดสะอง

ขอมยกทัพมา มีกำลังมากว่าเรา ๔ เท่า แม่ทัพยิ้ม สหชาติ ๒๕๐ ก็ยิ้ม ชี้ให้กันดูว่า พวกนี้ไม่มีชีวิต เจ้าพวกขอมที่มากันนี่ มันเป็นผีหมด เป็นการปลุกใจกัน ดูซิว่าเครื่องแต่งกายมันก็สู้เราไม่ได้ เหมือนอสุรกายแท้ ๆ และมาอย่างเกณฑ์กันมา ของเราไม่มีการเกณฑ์ เรามาด้วยกำลังใจ การรบแพ้ชนะอยู่ที่กำลังใจ เป็นสำคัญ เรามีความสามัคคีกัน มีความหวังดีกัน นี่แหละลูกหลานที่รัก การที่เราจะอยู่ร่วมกันด้วยดี ก็ต้องอาศัยชนะกำลังใจกันเป็นสำคัญ การชนะแต่กาย มันชนะไม่จริง โดยเฉพาะพวกที่อยู่ด้วยกัน ต้องมีความสามัคคีกัน

พรหมกุมารจึงประกาศ กับบรรดาประชาชนว่า ถ้าคนไทยจะพึงแพ้แล้ว ก็ควรจะตายกันทั้งชาติ เพราะว่าผืนแผ่นดินแห่งโยนกนครทั้งหมด ตั้งแต่เชียงแสน มาถึงพะเยาเป็นของเราเดิม เวลานี้ เราถูกจำกัดเขตให้อยู่ในแดนทุรกันดาร มีเนื้อที่นิดหน่อย ประมาณแสนไร่เศษ แล้วคนของเรามีเท่าไร ขอมดำ ไม่ใช่เจ้าของพื้นที่ แต่กลับมาเป็นเจ้าของพื้นที่ อิสรภาพของเราก็หมดไป และนอกจากนั้น เราต้องส่งส่วยทองคำให้เขา ปีละ ๒๐ ชั่ง คิดเป็นเงินเท่าไร ถ้าเราจะเอาทองนั้นมาขาย เลี้ยงคนของเราเอง ก็จะมีความสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนของเราเกิดขึ้นมาทุกวัน จำนวนคนมากขึ้น เนื้อที่ก็ดูเหมือนว่า จะแคบลง เมื่อเทียบกับจำนวนคนที่มากขึ้น เพราะเนื้อที่มันเท่าเดิม การทำมาหากินก็ลำบาก ต้องไปหากินในแดนไกลออกไป

ดังนั้น การรบคราวนี้ เรารบเพื่อหวังประโยชน์สองอย่าง ๑. รบเพื่อหวังอิสรภาพ ไทยต้องเป็นไท ๒. เพื่อขับไล่ขอม ให้ออกไปจากเขตของประเทศไทย การรบคราวนี้ ถ้าเพลี่งพล้ำ แพ้เขาแล้ว ไทยทั้งชาติ จงอย่ามีชีวิตอยู่เลย และถ้าเราจะตาย ก็ควรจะตายจากอาวุธของข้าศึก ไม่ใช่ตายด้วยการฆ่าตัวตาย เพราะการฆ่าตัวตายหนีภัยจากข้าศึก เป็นความขลาดของบุคคลที่ไม่ใช่คนไทย เราต้องต่อสู้กับข้าศึก และต้องตายเป็นคนสุดท้าย ถ้าเราขืนมีชีวิตอยู่ ขอมจะไม่ปรานีเรา เพราะอะไร เพราะอันดับแรก เขายึดพื้นที่ของเรา อันดับต่อมาเขากักบริเวณให้เราอยู่เป็นการทรมานเรา ให้หนีไปจากแผ่นดินที่เขาต้องการ หรือให้เราตายไปเพราะความลำบาก เขายื่นโยนความตายให้เราทีละน้อย ๆ

คนไทยทุกคน เคยมีบ้านสวยสดงดงามในโยนกนคร เคยมีอิสรภาพ เคยอยู่เป็นสุข จะกินก็มีความสุข จะนอนก็มีความสุข เป็นพื้นเพที่มีความสบาย แต่หลังจากขอมยึดพื้นที่เราไปแล้ว ขับไล่เรามาอยู่ที่ วังสีทอง หรือเวียงสีทอง มีขอบเขตจำกัด เรามีความรู้สึกยังไงบ้าง ขอบรรดาพ่อแม่ พี่น้องทั้งหลายนึกถึงความหลังว่า เดิมทีเราเคยมีที่อยู่ขนาดไหน มีบ้านโต หรือบ้านเล็ก อิสรภาพในการทำมาหากินของเรา เป็นไปโดยสะดวก หรือลำบาก พระราชาของเราเคยกดขี่ข่มเหง บรรดาประชาชนชาวไทย เหมือนขอมดำหรือไม่ ลูกเขาเมียใคร ที่มีเจ้าของอยู่ ขอมต้องการเมื่อไร เราต้องยื่นโยนให้เขา แต่สมัยที่เราปกครองกันเองเป็นยังงั้นหรือเปล่า

เมื่อพรหมกุมารพูดอย่างนี้ คนไทยทุกคนมีความรู้สึกนึกถึงความหลังว่าเดิมเราเคยมีนา ๑๐๐ ไร่ ๒๐๐ ไร่ เราจะไปไหนก็ได้ เราจะนอนเมื่อไร ก็ได้ ไม่มีใครบังคับบัญชา ใครอยากค้าขาย ก็ค้า ใครอยากทำไร่ทำนา ก็ทำได้ทุกอย่าง เรามีอิสรภาพ มีบริเวณกว้างขวาง แต่เวลานี้เรามาอยู่ในแคว้นจำกัด คนยัดเยียดกัน เราเคยมีบ้าน ๑ หลัง คน ๑๐ คน อยู่ก็ไม่คับแคบ แต่เวลานี้เราต้องมาปลูกกระต๊อบ อยู่โคนต้นไม้ ต้องขุดหัวเผือก หัวมันกิน ข้าวที่ทำขึ้นมาแต่ละปี ก็ไม่พอจะกิน ต้องหาพืชพันธุ์ธัญญาหาร จากป่ามากินกัน บางทีข้าวปลาไม่มีจริง ๆ ๔-๕ วัน เราจึงจะได้กินข้าว กินผล หมากรากไม้ไปตามที่หาได้ ร่างกายก็ทรุดโทรม

แต่ความอุดมสมบูรณ์ ก็เกิดขึ้นมาได้ เพราะพรหมกุมารเกิดขึ้นมา นี่คนโบราณเขาถือโชคลาง จะว่าเขาถือผิด ก็ไม่ได้ เพราะเขาถืออยู่ตรงที่ว่า นับแต่พรหมกุมารเกิดขึ้นมาแล้ว ทุกคนมีความสุขกัน ลืมตา อ้าปากได้ มีความสุข มีความอุดมสมบูรณ์ แต่ว่า นี่มันเป็นพื้นที่แคบ ๆ ถ้าเรากลับยึดเอาโยนกนครคืนมาให้ได้หมด มันมากกว่าที่เราอยู่ปัจจุบันหลายร้อยเท่า ชีวิตความสุขจะกลับคืนมา และก็จะมีความสุขไปยิ่งกว่านี้ ทุกคนก็เห็นด้วย

พรหมกุมาร หรือพระเจ้าพรหมมหาราช จึงประกาศต่อไปอีกว่า การรบคราวนี้ จงนึกถึงการรบคราวก่อน เราแพ้เขา ทั้ง ๆ ที่เราไม่ได้ไปรุกรานเขา ขอมดำยกทัพมารุกรานเราเอง เราแพ้เขา เขาใช้อำนาจ ทำกับเรายังไง ถ้าเราแพ้คราวนี้ ก็หมายถึงว่า คนทุกคน ต้องตายอย่างทรมาน เพราะว่าเขาโกรธ ที่เราแข็งเมือง ฉะนั้น ขอทุกคนจงรบเพื่อชัยชนะ แต่อย่ามีความประมาท ข้อสำคัญที่สุด คือระเบียบวินัย ฟังคำสั่งผู้บังคับบัญชา สั่งยังไงทำตามโดยเคร่งครัด เราจะชนะข้าศึกได้ คำว่าแพ้ จะไม่มีสำหรับคนไทย

พอจบคำประกาศของพรหมกุมาร ก็มีเสียงโห่ร้อง (สมัยนั้นไม่มีคำว่า ไชโย) กึกก้องขึ้นมา ทั้งแผ่นดินสะเทือนไปหมด พร้อมกันนั้น ก็มีฝนตกลงมา เป็นฝอยแสงแดดจ้า เป็นเวลาเที่ยง ฝนละอองตกมาในอากาศ แสดงว่าบรรดาเทวดา พรหมทั้งหลายให้พร เมื่อความมหัศจรรย์ เกิดขึ้นอย่างนั้น กำลังใจของคนไทยทั้งหมด ก็มีความคึก เพราะเห็นว่า เทวดาช่วยเรา กองทัพช้าง ทัพม้า ทัพหน้า ทัพหลวง ปีกซ้าย ปีกขวาพร้อม ไปตั้งทัพคอยข้าศึก เพราะเราได้เปรียบ นี่การรบ มันต้องชิงไหวชิงพริบกันแบบนี้ ไม่ใช่ตั้งหน้าตั้งตา ตีประจัญหน้ากัน ยุทธวิธีมี ๒ แบบ คือ ยุทธวิธี และกลยุทธ

ยุทธวิธี คือ รบตามแบบ สำหรับกลยุทธ เป็นการใช้ปัญญาลวงข้าศึก การรบไม่ใช่ทุ่มเท แบบตายเป็นตาย มีเท่าไรตายให้หมด ถ้าแบบนั้น ไม่ต้องไปรบหรอก นอนเชือดคอตายที่บ้าน เสียก็หมดเรื่อง การรบต้องคิดว่า เราหนึ่งชีวิต ถ้าชีวิตเราจะต้องเสียไป อย่างน้อยต้องแลกกัน หนึ่งต่อหนึ่ง และต้องคิดว่า การท้อถอย เนื่องจากบาดเจ็บ การเสียดายชีวิต จะไม่มีในเรา เราจะสละชีพเพื่อชาติ ไม่ใช่สละชาติเพื่อชีพ นี่ถ้าตัดสินใจแบบนี้แล้ว กำลังใจมันดี กำลังใจจะเยือกเย็น การรบนี่ ใจสั่นไม่ได้หรอก มันเสียท่าข้าศึก เวลาเคลื่อนเข้าโจมตีกับข้าศึก ต้องคิดว่า คราวนี้จะได้กลับหรือไม่ได้กลับ ไม่สำคัญ มันอาจจะต้องตาย หรืออาจจะอยู่ก็ได้ ถ้าเราจะตายหนึ่งคน อย่างน้อย ข้าศึกต้องตายหนึ่ง นี่การรบแบบไทยแท้ ๆ

ความในตอนนี้ ก็ออกแนวบู๊สักหน่อย การรบ ต้องมีการเข่นฆ่ากันเป็นปกติ ถ้าเลี่ยงได้ ก็เลี่ยง เลี่ยงไม่ได้ ก็ต้องชน ไปตามวาระของมัน สิ่งสำคัญคือ เขารบกัน มิได้มีเจตนาจะฆ่ากันเพื่อความสนุกสนาน แต่ประเด็นหลัก คือ เพื่อความเป็นเอกราชของชาติ ของประชาชน แม้ทหารชายแดนของไทย ในปัจจุบัน ก็ต้องรบด้วยความรู้สึกเยี่ยงนี้ ปกป้องภัยคุกคามของชาติ เพื่อให้คนแนวหลัง ได้อยู่กันอย่างสงบสุข ไม่ได้รบเพราะเห็นแก่ตัว เห็นแก่เงินเดือน ไม่กี่สตางค์ หรือประโยชน์ของพรรคพวกตน แต่รบเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ฉะนั้น เราอยู่แนวหลัง ก็อาจส่งใจไปช่วยเหลือ เหล่าทหารหาญได้ ที่เอ็นทรี่นี้ 038: รัก Blythe แบบได้บุญ? (เอ๊ะ... มาลงเอยเป็นโฆษณา ได้อย่างไรนี่)

โปรดติดตามตอนต่อไป

จบตอน ๙

edit @ 30 Oct 2008 18:51:38 by Dhammasarokikku

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

รอวันได้เอกราช big smile

#1 By ตุ้มเป๊ะ on 2008-10-25 13:28

-0- หักมุมสะงั้น

#2 By Rinna ♥ on 2008-10-25 14:14

แวะมาอ่าน :)

สงสัยว่า คนที่ตายกลางการสู้รบ ส่วนใหญ่จะไปเกิดภูมิไหน เพราะจิตสุดท้ายก่อนตาย มักจะเป็นจิตสังหาร

#3 By Detonator on 2008-10-25 17:13

ตอบความเห็นที่ ๓

ไม่แน่เสมอไป แล้วแต่จิตสุดท้าย และจิตสุดท้าย ก็ไม่ใช่จิตสังหารเสมอไป สมัยก่อน ครูบาอาจารย์ท่านจะมีของดี ของขลัง ซึ่งส่วนใหญ่ก็ทำเป็นรูปแทนพระพุทธเจ้านั่นแหละ

พอจะออกรบ ครูบาอาจารย์ท่านก็มีกุศโลบาย ให้่ปลุกพระ ซึ่งคำปลุกพระ ก็คือ คำอาราธนาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ธรรมดานี่แหละ แต่คนเราพอมั่นใจในครูบาอาจารย์ ก็รู้สึกว่า นี่เป็นคาถาขลังสุดยอด วัตถุมงคลนี้จะช่วยให้หนังเหนียว ฟันไม่เข้า เหงือกไม่ออก ความมั่นใจนี่แหละ ทำให้จิตเป็นฌาน

อย่างในเรื่องนี้ นักรบไทยที่ออกรบ ออกรบเพื่อชาติ เพื่อขับไล่ข้าศึก ที่มารังแก เพื่อความผาสุขของประชาชนส่วนใหญ่ ที่รักสงบ ฉะนั้นจึงไม่ได้ฆ่าแกงกัน เพราะความรื่นรมย์ในการฆ่า แต่ฆ่าเพราะหน้าที่ จิตที่มีเมตตาต่อคนในชาติโดยส่วนรวม มีอำนาจมากกว่า การฆ่าศัตรู ประกอบกับจิตเป็นฌาน เชื่อมั่นในวัตถุมงคล หรือครูบาอาจารย์ ส่วนใหญ่จึงไม่ได้ไปอบายภูมิ

แต่ใช่ว่า โทษของการปาณาติบาตจะไม่มีนะ จิตสุดท้ายที่เป็นกุศลนั้น จะส่งผลให้ไปรับผลบุญก่อน จุติจากสวรรค์เมื่อไหร่ โน่นเลย อเวจีมหานรก

และหากมัวกลับมาเกิดเพื่อใช้กรรม ตายอีกแสนรอบ ก็ใช้กรรมไม่หมด ฉะนั้น เหล่านักรบจึงต้องทำความดีจัด ๆ หนีเข้านิพพานไปเลย

แม้กลับมาเกิดเป็นคนแล้ว โทษของปาณาติบาต ก็ยังตามมาเล่นงาน สังเกตุได้ ถ้าเป็นภิกษุที่เคยเป็นนักรบมาก่อน จะป่วยชนิดเหลือเชื่อ เข้าโรงหมอ หมอเป็นเง็ง นี่ท่านเป็นคน หรือเป็นศพ ทำไมโรคภัย ถึงมากมายขนาดนี้ แล้วท่านยังมีลมหายใจอยู่ได้

อย่างหลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน นั่นก็ใช่ ป่วยเสียไม่รู้จะป่วยยังไง

ทีนี้ลองนึกถึงจิตสุดท้ายของคนขอมบ้าง คนขอมมารบไม่ได้มาด้วยเต็มใจ แต่ถูกเขาเกณฑ์มารบ ความฮึกเหิม ห้าวหาญ ไม่ได้มี เจอคนไทยรบอย่างกราดเกรี้ยว ก็มีความกริ่งเกรงในหัวใจ จับผลัดจับผลู ตายไปตอนนั้น จิตเต็มไปด้วยความกลัว ซึ่งก็คือ จิตเศร้าหมอง นั่นก็มีอบายภูมิเป็นที่ไป

วัตถุมงคลสมัยก่อน จึงเป็นนโยบาย กันคนตกนรก ของครูบาอาจารย์ จับกรรมฐานซ่อนไว้ในวัตถุมงคล

ปัจจุบันเขาเอาไปทำอะไรกันก็ม่ายรู้ววว์

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#4 By Dhammasarokikku on 2008-10-25 17:41

^
เพิ่งจะรู้นะนี่

#5 By ตุ้มเป๊ะ on 2008-10-25 19:03

Favourites