นิทานรักชาติ ตอนที่ ๑๑

posted on 27 Oct 2008 11:32 by akkarakitt in Experience

.... ปฏิทินที่อดตาหลับขับตานอน ไม่เป็นที่ชอบใจครับ ....

มาอู๊พซ์กันต่อไป อู๊พซ์เสร็จ หลวงตาจะไปอ่านหนังสือสอบจริง ๆ ละทีนี้...ฮึ่ม ตอนที่แล้ว เพิ่งจะจบฉากหนึ่งไปนะ หลาน ๆ ทั้งหลาย เรื่องราวของพรหมท่านนี้ ยังมีให้หลวงตาอู๊พซ์ได้อีกหลายตอน เพราะท่านขยันเกิดเหลือเกิน

เวลาผ่านไป ๘๐๐ ปี จากการตายของพระเจ้าพรหมมหาราช ในเวลานั้น ขอมมีอำนาจอีกแล้ว มีพระราชาของไทยองค์หนึ่ง ชื่อพระยาอภัย หนีขอมจากลำพูน มาถือศีลภาวนา อยู่ในป่า ที่เขาหลวง อันเป็นเขตกึ่งกลางระหว่างเชียงใหม่ กับศรีสัชนาลัย ท่านมาถือศีลภาวนา ทำตายิบ ๆ ยิบ ๆ ที่เขาหลวง เจอสาวชาวป่าสวย ผิวขาวสะโอดสะอง ชื่อนางนาด หน้าตาดี ทรวดทรงน่ารัก เจอเข้าในป่า ก็เลยชอบพอกัน สมสู่อยู่ด้วยกัน ๗ วัน ที่เขาหลวงนั่น หลังจากนั้น พระยาอภัยก็กลับไป หวังจะครองอำนาจตามเดิม ก่อนจะไป ก็ให้ผ้ากำพล กับพระธำมรงค์ไว้ เป็นที่ระลึก ท่านบอกว่า เวลานี้กำลังลำบาก จะต้องกลับไปแสวงหาอำนาจ ถ้าได้ครองราชย์เมื่อไรจะกลับมารับ

ต่อมา นางนาดเกิดตั้งครรภ์ขึ้นมา คลอดออกมาแล้วเป็นผู้ชาย ไม่รู้จะเก็บลูกไว้ที่ไหน ก็เอาไปเก็บไว้ที่เขาหลวงนั่น เอาผ้ากำพล กับพระธำมรงค์แขวนไว้ด้วย นี่แหละ คนดีของเชียงแสนมาเกิด (คือพระเจ้าพรหมมหาราช จุติจากพรหม มาเกิดเป็นลูกชายของนางนาค กับพระยาอภัยในป่า ถูกแม่ทิ้งไว้ที่เขาหลวง แต่ก็มีงูใหญ่ แผ่แม่เบี้ยรองรับเด็กน้อยไว้ ท่านบอก เป็นงูพระโพธิสัตว์ ท่านบอกว่ากรรมที่ตีขอม ฆ่าขอมระเนระนาด ทำให้เขาพลัดพรากจากกัน ตายแล้วหนีบาปไปเป็นพรหม ด้วยกำลังฌานสมาบัติ กฎของกรรมที่ทำให้เขาพลัดพ่อพลัดแม่ พลัดบ้าน พลัดเมือง พอมาเกิดชาตินี้ที่ไหนได้ กลายเป็นถูกแม่ทิ้งไปเสียได้ เอาแล้ว อยู่เป็นพรหมสบาย ๆ ไม่พอ เสด็จลงมาเกิดอีก ก็จะนอนให้มันสบาย ๆ ไม่เอา นอนไม่ได้ซิ เพราะเวลานั้นไทยป่นปี้อีก หลังจากพระเจ้าพรหมมหาราชตายไปแล้ว ลูก ๆ ดีไม่พอ ไทยก็กลับเป็นทาสของขอมต่อไป เจ้าขอมมันก็ย่ำยีต่อไป

ต่อมาท่านบอกว่า มีนายพรานป่าไปพบเด็กชายที่เขาหลวงเข้า เกิดชอบใจ ก็เก็บเอาไปเลี้ยง เป็นลูกบุญธรรมเพราะท่านไม่มีลูก ท่านก็รักเด็กมาก ต่อมา พระอภัยได้อำนาจกลับมาแล้ว ก็เกณฑ์ชาวบ้าน ไปสร้างปราสาท พรานคนนี้ ก็ถูกเกณฑ์ไปด้วย จึงเอาเด็กน้อยไปด้วย ขณะทำงาน ก็เอาเด็ก ไปนอนไว้ในที่ร่ม ที่ปราสาทยังสร้างไม่เสร็จ มีร่มเงา ก็เกิดเหตุอัศจรรย์ ปราสาทโอนไป เอียงมา เหมือนมีลมแรงพัด หวั่นไหวไปทั้งหลัง พระยาอภัยจึงรับสั่ง ให้เอาตัวนายพรานเข้ามา ถามว่า เอาเด็กนี้มาจากไหน พรานตอบว่า ได้มาจากเขาหลวง ท่านถามว่าเด็กชายคนนี้ มีอะไรเป็นสัญลักษณ์ พรานก็ตอบว่า มีผ้ากำพล กับแหวน

พระยาอภัยเห็น ก็จำแหวน กับผ้ากำผลได้ ก็ทราบว่า เป็นพระราชโอรส จึงขอนายพรานว่า ขอเด็กชายคนนี้เถิด ฉันจะเลี้ยงไว้เป็นลูกบุญธรรมของฉัน นายพรานแกรักเกือบตาย พระราชาขอแกก็ต้องให้ พระราชาก็ประทานบ้านส่วยให้นายพรานร่ำรวยขึ้น ต่อมา พระยาอภัยก็ให้นามเด็กชายว่า “อรุณกุมาร” และมเหสีองค์ใหม่ ก็ประสูติราชโอรส มาอีกองค์หนึ่ง ให้นามว่า “ฤทธิกุมาร” พี่น้อง ๒ คนนี่รักกันมาก ต่อมาอรุณกุมารก็มีนามว่า “พระร่วงโรจน์ฤทธิ์” ฤทธิกุมารมีนามว่า “พระลือ” พระร่วง กับพระลือ ๒ พี่น้อง

ต่อมา พระลือได้มาครองเมืองนครสวรรค์ และพระร่วงโรจน์ฤทธิ์ได้อภิเษก กับราชธิดา เจ้าเมืองศรีสัชนาลัย ก็ครองเมืองศรีสัชนาลัย ซึ่งเป็นเมืองเดิม แสดงว่า ตั้งแต่เหนือจรดใต้ มีคนไทยอยู่เต็ม เป็นเมืองย่อย ๆ เขาก็เรียก ละว้าบ้าง ละโว้บ้าง ละเว้บ้าง ตามเรื่องตามราว

เป็นอันว่า มาปกครองเมืองศรีสัชนาลัยได้นามว่า พระร่วง ไม่ช้าคงเป็นพระหล่น พระองค์ทรงสร้างมหาวิหาร ๕ ทิศ สร้างพระพุทธรูป หน้าพระมหาธาตุ (พระมหาธาตุคือเจดีย์ใหญ่) คือสร้างพระพุทธรูปไว้หน้าเจดีย์องค์ใหญ่ สร้างพระระเบียง ๒ ชั้น ไปดูที่ศรีสัชนาลัยเวลานี้ แถวใกล้ ๆ วัดเจดีย์ ๗ แถวน่ะ เอาศิลาแลง มาทำเป็นกำแพง มีเสาโคมรอบมหาวิหาร เอาทองแดงมาทำพระขรรค์ ยาว ๘ ศอกครึ่ง เอาแก้วประดับที่ยอด ๑๕ ใบ มีบังลังก์แท่นรองด้วยยอดใหญ่ ๙ กำ ทองคำอย่างดี ๑๐ ชั้น หุ้มทองแดงขลิบขนุน ลงมาถึงตีนคูหาสร้างพระอุโบสถ สร้างวิหาร เจดีย์ ที่ต้นรังให้ชื่อว่า “วัดเขารังแร้ง”

พระร่วงโรจน์ฤทธิ์ทรงอานุภาพยิ่งใหญ่ เขาว่ายังงั้น ประเทศน้อย ประเทศใหญ่ พากันมาสวามิภักดิ์ เกิดทีไรขยายอาณาเขตทุกทีนะ พออายุได้ ๔๐ ปี ได้ช้างเผือกงาดำ และเขี้ยวงูใหญ่เท่าผลกล้วย เป็นคู่บารมี ช้างเผือกงาดำนี่ ท่านผกาพรหมบอกว่า ส่งมาจากพรหม นี่ใครอย่าเอาไปเป็นประวัติศาสตร์นะ นี่หลวงตากำลังเล่านิทานนะ สมัยพระร่วงโรจน์ฤทธิ์ มีหนังสือไทยใช้ เพราะพระองค์มีหนังสือ ส่งไปยังมอญ พม่า ขอม เชิญเขามาร่วมงาน ลบศักราช คือศักราชเขาตั้งผิดน่ะ การลงศักราชนี่ ก็นิมนต์พระมา ๕๐๐ รูป มีพระพุฒโฆษาจารย์ แห่งวัดเขารังแร้ง เป็นประธาน

ต่อมาพระร่วง กับพระลือ ได้เสด็จไปเมืองจีน เป็นวาระแรก โดยไปเรือยาว ๘ วา กว้าง ๔ ศอก ใช้เวลา ๑ เดือนถึงเมืองจีน ทำสัมพันธไมตรีกันดีมาก พระเจ้ากรุงจีน ได้ถวายราชธิดา มีนามว่า พระสุทธิเทวีราชธิดา ให้เป็นเอกอัครมเหสี ของพระร่วงด้วย (นี่แหละนาเกิดคราวไรไม่ค่อยพ้นลูกสาวเจ๊กเสียที ก็เพราะมีเชื้ออยู่นี่เอง) ก่อนกลับเมืองไทย พระเจ้ากรุงจีนได้ผ่าตรามังกร (ตราประจำพระราชสำนักจีน) เอาส่วนหางให้ราชธิดามาด้วย เวลาส่งสาสน์ ก็ประทับตราส่วนที่ผ่ามานั้นไป จะได้รู้กัน และให้ชาวจีน ๕๐๐ คนมาด้วย มาตั้งเตา ทำถ้วยชาม ที่ศรีสัชนาลัยนั่นเอง เขาเรียกว่า “เตาทุเรียง” (ไม่ใช่เตาทุเรียนนะ) เป็นอันว่า ชาวจีนได้เข้ามาอยู่เมืองไทยคราวนั้น เป็นครั้งแรก

ต่อจากนั้น พระร่วงก็ให้เอาตะปูทองแดง ยาว ๓ วา จำนวน ๓ กำ ไปตอกปักเขต ที่เขาใหญ่ อันเป็นเขตกึ่งกลาง ระหว่างเมืองเชียงใหม่ กับเมืองศรีสัชนาลัย ตะปูทองแดงนั่น ป่านนี้พวกเอาไปทำอะไรแล้ว ก็ไม่รู้

ท่านบอกว่า พระร่วงโรจน์ฤทธิ์เวลานั้น คะนองมาก ชอบเล่นกับชาวบ้าน ไม่ถือพระองค์ ไปทางไหน เด็กผู้ใหญ่ล้อมกันเป็นกลุ่ม คุยกัน นี่เขาเรียกว่า เป็นการชนะใจกัน การชนะใจกัน ถือว่าชนะเด็ดขาด แต่ถึงเวลาจะใช้อำนาจ ก็เด็ดขาดเหมือนกัน ถึงเวลาตัดหัว ก็ตัดกัน ใครจะมาทูลขอไม่ได้ เวลาไปไหน พระองค์ชอบไปคนเดียว ไม่มีขุนนางติดตาม ชอบไปคนเดียว ท่านรู้วิชาหายตัว กำบังตน (ภาษาไทยโบราณเรียกว่า บังเหลื่อม คือหายตัวได้) รู้จบไตรเพท เวลานั้น นับถือพราหมณ์ด้วย มีวาจาศักดิ์สิทธิ์ เป็นไปตามวาจา มีเจ้าขอมโผล่จากดิน จะมาจับท่าน ท่านบอก ขอมจงเป็นหิน ก็เป็นหินอยู่อย่างนั้น นี่เรื่องของขอม กลายเป็นหินน่ะ พระร่วงโรจน์ฤทธิ์นะ

เวลานั้น ก่อนสุโขทัยตั้งไปประมาณ ๗๐๐ ปีเศษ คือ ก่อนหน้าพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ไปประมาณ ๗๐๐ ปีเศษ ในที่สุด พระร่วงโรจน์ฤทธิ์ก็สวรรคต ด้วยกำลังของฌานสมาบัติ กลับไปเป็นพรหมตามเดิม มีความสุขด้วยอำนาจธรรมปีติ เพราะมีการเจริญพระกรรมฐาน ได้ฌานสมาบัติ

เป็นอันว่า บุคคลคนเดียวกัน คือ พระเจ้ามังรายมหาราช มาเกิดอีกทีเป็นสามเณรน้อยถูกขอมย่ำยี แม้แต่ข้าวในบาตร ที่คนอื่นเขาใส่ให้แล้วด้วยดี พญาขอมก็ให้คนของมันจับบาตร เทข้าวของเณรน้อยทิ้งไป ไม่ให้กิน เณรไม่ว่าอะไร คิดสงสารคนไทยว่า เป็นทุกข์ถึงเพียงนี้ จึงอธิษฐาน แผ่เมตตาจิต ให้คนไทยมีความสุข เข้าฌาน ๗ วันก็ตาย ไปเกิดเป็นพรหม กลับมาเกิด เป็นพระเจ้าพรหมมหาราช ขับไล่ขอม ไทยเป็นอิสรภาพ มีความสุข แล้วต่อมา พระเจ้าพรหมมหาราช ก็ตายในระหว่างฌานสมาบัติ ไปเกิดเป็นพรหมตามเดิม ตอนนี้คนไทยถูกขอมย่ำยีอีก  จึงลงมาเกิดเป็นวาระที่ ๔ พระร่วงโรจน์ฤทธิ์ สร้างความเจริญมั่นคง ขยายอาณาเขตออกไปครอง มอญ พม่า ขอมไว้ได้หมด อาณาจักรยาวเหยียด ในที่สุดก็สวรรคต คือตายในระหว่างฌาน กลับไปเป็นพรหมตามเดิมอีก
เห็นไหมหลาน ๆ ทั้งหลาย ถ้าตัณหามันยังไม่หมดเพียงใด ก็ต้องเกิดอีก ตัณหา คือความรัก ติดอยู่ในรูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสระหว่างเพศ ความโลภอยากจะรวย อยากจะเป็นใหญ่ ความบ้า อยากจะมีอำนาจเหนือคน ความหลง คิดว่ามันจะไม่แก่ไม่ตาย นี่เป็นปัจจัย ให้เกิดความทุกข์ ฉะนั้น ขอบรรดาหลานรักทั้งหมด จงอย่ามีความปรารถนาตามนั้น ลืมมันเสีย เรื่องขันธ์ ๕ มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเราหลานรัก ถ้ามันเป็นเรา เป็นของเราจริง ก็ดูตัวอย่างพระเจ้ามังราย ระยะเวลาเพียง ๒,๐๐๐ ปี ก็เกิดถึง ๔ วาระแล้ว นี่แค่สมัยความเป็นคนไทย สมัยอื่น ท่านจะไปเกิดที่ไหนอีก ก็ไม่ทราบ

เวลาในเมืองมนุษย์ผ่านไป ๖๐๐–๗๐๐ ปี พรหมพระเจ้ามังรายที่มาเกิดเป็นพระร่วงโรจน์ฤทธิ์ก็มีความสุขสบายมาก มองมาดูประเทศไทย ทนไม่ไหวเพราะพวกลูก ๆ หลาน ๆ ไม่สามารถจะรักษาความเป็นไทยไว้ได้ ตกอยู่ในอำนาจขอมอีก (ขอมนี้ไม่ใช่เขมร พวกเขมร เป็นแขกอินเดียพวกหนึ่ง ที่ไม่เคยมีความเป็นตัวของตัวเองเลย จนปัจจุบัน) ท่านมองดูคนไทยเวลานั้นแล้วทนไม่ไหวคิดว่า “เราเหนื่อยเพื่อคนไทยมามาก แต่วางมือไม่ได้ วางมือทีไร ยุ่งทุกที”

ท่านผกาพรหมอีกนั่นแหละมาเตือนว่า “นี่พ่อพรหมร่วง พรหมหล่น จะมานั่งแหงแก๋อยู่ทำไม แกลืมตาดูบ้างซิว่า คนไทยที่แกสร้างไว้น่ะ สร้างความเป็นปึกแผ่นไว้น่ะ เดี๋ยวนี้เอาอีกแล้ว พัง ลงไปตามหน้าที่ ในฐานะปรารถนาพระโพธิญาณ พระโพธิญาณนี่ ต้องต่อสู้กับความทุกข์ เพื่อให้ความสุขแก่คนอื่น จะมานั่งหน้าแช่มชื่น มีความสุขแบบนี้น่ะมันใช้ไม่ได้ ไม่ใช่วิสัยของพระโพธิญาณ เวลานี้ไทยเป็นทาส ขอมมันใช้อำนาจเป็นธรรม มีความร้ายกายหยาบคายมาก”

เห็นไหมล่ะหลานรัก เป็นพรหม ก็ใช่จะสบาย เป็นพระโพธิสัตว์ ก็ใช่จะสบาย ต้องมาเวียนเกิด เวียนตาย ซ้ำ ๆ ซาก ๆ ถ้าเป็นเรา ๆ ท่าน ๆ จะไม่เข้าใจความปรารถนาของท่านเลยว่า ท่านทำทำไม ไม่นอนเอกเขนก เป็นพรหมเสียให้สบายแฮ มันเป็นความปรารถนา ของผู้ที่ปรารถนา จะเป็นพระพุทธเจ้า ในอนาคตกาล ต้องทำความดีอย่างจัดเลย สมัยนี้เขาคงเรียกว่า ทำความดีระดับเทพ แต่เทพนี่มันยังน้อยไปนะ เพราะพรหมนี่ อยู่เหนือเทวดา ขึ้นไปอีก

การจะดูว่าใครเคยเกิดเป็นใครมา ต้องพิจารณาให้ถ้วนถี่ ดูส่วนอื่นประกอบอีกนะ เช่น สมัยพระร่วง มีวาจาสิทธิ์ ตรัสอย่างไร เป็นอย่างนั้น ชาติปัจจุบัน ท่านเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า ชาติทั้งหลายในอดีต เกิดทีไร ก็สร้างความเจริญ ให้แก่ชาติบ้านเมือง แผ่อาณาบริเวณของชาติไทย ให้กว้างขวางออกไป มาชาติสุดท้าย ท่านทำอย่างนั้นหรือเปล่า พระร่วงทรงเป็นศาสนูถัมภ์ในการรจนา "ไตรภูมิพระร่วง" มีการกล่าวถึง สวรรค์ นรก พรหม เทวดา จนคนทั่วไปคิดว่า เป็นวรรณคดี แต่งขึ้น เพื่อขู่ให้ประชาชนกลัวบาป เร่งทำความดี เพราะการมีทิพพจักขุญาณ หรือ ทิพยจักษุ หรือ ตาทิพย์ นั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ใช่วิสัยของคนธรรมดา สามัญ เมื่อไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่า สวรรค์ นรก เป็นเรืองจริง นานวันเข้า เรื่องจริง ก็กลายเป็นตำนาน ตำนานก็กลายเป็นนิทาน แล้วมาชาติปัจจุบัน ท่านพูดถึง นรก สวรรค์ หรือเปล่า การสร้างสิ่งปลูกสร้างถาวรวัตถุไว้ ในบวรพุทธศาสนา จำต้องมีบุญบารมีเดิมเกื้อหนุนด้วย เพราะพระประกอบอาชีพ ทำมาค้าขายไม่ได้ ก็ต้องพึ่งกำลังญาติโยม ญาติโยมจะมาศรัทธาท่านผู้เล่าได้ ก็ต้องเคยเนื่องกันมาแต่อดีตชาติ ไม่ใช่เป็นรักแรกพบ เจอปุ๊บปิ๊งเลย อันนั้นก็อาจจะมี แต่น้อย กำลังส่วนใหญ่ ก็ต้องมาจากบริวาร ที่ติดตามกันมา หนุนส่งให้ ใครเล่า จะมีบริวารมากมายขนาดนั้น ถ้าไม่ใช่ เคยเกิดเป็นกษัตริย์ หากไม่มีบารมีเดิม สร้างสมไว้ หรือบารมีไม่พอ การก่อสร้างทั้งหลาย ก็จะเป็นหมันไป สร้างเท่าไหร่ก็ไม่เสร็จเสียที ทุนทรัพย์ก็หายาก มีพวกเหลือบ พวกมารศาสนา เข้ามา ปัดแข้งปัดขา แกล้งรังแก จนไม่เป็นอันทำงาน หรืออุปสรรค ล้านแปด พันเก้า จนท้อเลิกล้มไปในที่สุด

เอาละ วันนี้ก็อู๊พซ์มาพอสมควรแก่กาลแล้ว ตอนหน้า ท่านจะลงมาเกิดเป็นอะไร ขออุบไว้ก่อน ขอความสุขสวัสดิพิพัฒนมงคล สมบูรณ์พูนผล จงมีแก่หลาน ๆ ผู้ติดตามอ่านนิทานของหลวงตามาตลอด ทุกประการเทอญ ฯ

จบตอน ๑๑

edit @ 30 Oct 2008 18:53:30 by Dhammasarokikku

Comment

Comment:

Tweet

big smile

#8 By Rinna ♥ on 2008-10-28 13:50

ขอบคุณพระคุณเจ้าที่ให้ความกระจ่างค่ะ big smile
ตอบความเห็นที่ ๔

ในเทวโลกนั้น ก็มีการตายอยู่เช่นกัน แต่เขาไม่เรียกว่า ตาย เขาเรียกว่า เคลื่อน หรือ จุติ ก็เหตุแห่งการเคลื่อนจากเทวโลกนั้น มี ๔ ประการ ดังนี้

๑. ด้วยความสิ้นอายุ คือ เทพบุตรองค์ใดทำบุญไว้มาก ครั้นเสวยผลบุญอย่างหนึ่งสิ้นแล้ว ก็ไปจุติในเทวโลกชั้นสูง ๆ ขึ้นไป เช่นนี้เรียกว่า เคลื่อนด้วยความสิ้นอายุ

๒. ด้วยความสิ้นบุญ คือ เทพบุตรองค์ใด ทำบุญไว้น้อย ครั้นเสวยผลบุญที่ได้ทำไว้จนสิ้นแล้ว ก็ต้องลงมาเสวยผลกรรมอื่นที่เคยทำไว้ จุติเป็นมนุษย์บ้าง สัตว์ในอบายภูมิบ้าง

๓. ด้วยความสิ้นอาหาร คือ เทพบุตรองค์ใด มักมากในกามคุณ จนลืมกินอาหาร ไม่มีสติ มีกายอ่อนล้า ที่สุดก็เคลื่อน เพราะความสิ้นอาหาร

๔. ด้วยความโกรธ คือ เทพบุตรองค์ใด ไม่ตั้งอยู่ในคุณธรรม หิริ โอตตัปปะ ขึ้งโกรธ อิจฉา ริษยา เทพบุตรอื่น ที่มีเทวสมบัติยิ่งกว่าตน เทพบุตรนั้นก็เคลื่อนแล้วด้วยความโกรธ

กรณีการจุติของพระโพธิสัตว์ เพื่อบำเพ็ญบารมีให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป น่าจะอยู่นอกเหนือ ๔ ประการนี้ คือ ความจริงพรหมนั้น มีอายุยาวนานมาก หากรอจนสิ้นอายุจริง ๆ อาจจะอยู่ราว ๆ หมื่นล้านปีขึ้นไป ตามความละเอียดของจิต

การจุติโดยจงใจ ของ เหล่าพรหม หรือ เหล่าพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย อาจจะมีให้ศึกษาในส่วนอภิธรรม ข้าพเจ้ายังไม่ได้ศึกษา แต่เท่าที่ศึกษามาจากปฏิปทาของครูบาอาจารย์ รวมความได้ว่า จุติได้ แต่เลือกไม่ได้ว่า จะไปเกิดเป็นอะไร แล้วแต่วิบากกรรมจะพาไป ฉะนั้น จึงสรุปว่า พรหม หรือ พระโพธิสัตว์ เลือกที่จะเคลื่อน หรือ จุติ หรือ ตายจากความเป็นพรหม เมื่อไหร่ก็ได้ ตามใจปรารถนา แต่เลือกไม่ได้ว่า จะไปเกิดเป็นอะไร

การลงมาเกิดเป็นมนุษย์ ก็เป็นเรื่องของความน่าจะเป็น หากสักแต่ว่า ขอจุติ อาจจะไปโผล่ เป็นสัตว์ในอบายภูมิก็ได้ ซึ่งตรงนี้ ต้องอาศัย อธิษฐานบารมี-ความตั้งใจมั่น ซึ่งเหล่าพรหม หรือ พระโพธิสัตว์ น่าจะบำเพ็ญมามากแล้ว

ดังนี้แล้ว เวลาจะจุติ ก็ตั้งใจมั่นว่า ขอให้ไปเกิดเป็นมนุษย์ หรือ ขอให้สามารถช่วยเหลือคนไทยได้ อำนาจของแรงอธิษฐานนั้นเอง จะเป็นตัวพาไปเกิด ส่วนวิบากกรรมจะกำหนดว่า จะไปเกิดเป็นคนยากดีมีจน แค่ไหน

ส่วนที่ว่า คนเราเลือกไม่ได้ นั่นพูดในลักษณะของ "กรรมบันดาล" คนเราทำทั้งความดี ความชั่ว ปนเปกันไปมากมายหลายแสนหลายล้านอย่าง ชั่วชีวิต จึงไม่สามารถประมาณได้เลยว่า กรรมดีตัวใด หรือกรรมชั่วตัวใด จะส่งผลให้เราไปเกิดเป็นอย่างไร เขาจึงสรุปว่า คนเราเลือกเกิดไม่ได้ ไม่สามารถจะกำหนดได้ว่า จะไปเกิดในท้องคนร่ำรวยเท่านั้น หรือจะต้องเป็นคนสวย หล่อ เท่านั้น

แต่ถ้าพูดในลักษณะของอธิษฐานบารมีแล้ว คนเราก็สามารถเลือกเกิดได้ครับ มีข้อมูลเกี่ยวกับผลของกรรมดี กรรมชั่ว มากมายครับ ที่ผู้ที่ได้ทิพพจักขุญาณ นำมาบอกเล่า เราก็ทำตามที่ท่านบอก แล้วตั้งใจมั่นว่า จะเกิดเป็นอย่างที่ท่านบอก

เช่น อยากเกิดเป็นคนสวย ท่านว่า ให้บูชาพระรัตนตรัย ด้วยดอกไม้สด แล้วก็ตั้งจิตอธิษฐานว่า ด้วยอำนาจแห่งผลบุญนี้ ขอให้ข้าพเจ้าเกิดเป็นคนสวย ทุก ๆ ชาติไป อย่างนี้เราก็จะเกิดเป็นคนสวยไปทุกชาติ

ทั้งนี้ขึ้นกับระดับของอธิษฐานบารมีด้วย ถ้าอธิษฐานบารมีขั้นหน่อมแน้ม เป็นบารมีต้น อาจจะเกิด ๆ ตาย ๆ อีกสักร้อยพันแสนล้านชาติ แล้วค่อยสวย แต่ถ้าเป็นบารมีขั้นเทพ หรือ ปรมัตถบารมี ตายจากชาตินี้แล้ว อาจไปเกิดเป็นคนสวยในชาติต่อไปเลย

ทีนี้ถ้าเราตั้งความปรารถนาจะไปนิพพานไว้ ตั้งแต่วันนี้ และตั้งมั่นไว้เรื่อย ๆ ทำทุกอย่างเพื่อพระนิพพาน ทำไปเรื่อย ๆ วันหนึ่งก็จะถึงครับ ไม่ชาตินี้ก็ชาติต่อ ๆ ไป ในลักษณะนี้ ก็อาจกล่าวได้ว่า เราเลือกที่จะไปนิพพานได้ หรือพูดให้ชัดอีกนิด ก็คือ เราเลือกที่จะตั้งใจมั่น ไปพระนิพพานได้

สรุปว่า คนเราเลือกจะทำความดี เพื่อไปเกิดป็นอย่างนั้นอย่างนี้ได้ แต่กำหนดไม่ได้ครับว่า ผลของความดี จะส่งผลเมื่อไหร่

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#6 By Dhammasarokikku on 2008-10-28 09:20

เรื่องนี้เราไม่มีความรู้มากแฮะ รอดูๆ :D!!
ถ้าอย่างนั้นคือ พรหมเลือกที่จะมาเกิดเอง ส่วนคนธรรมดาก็เลือกได้ว่าอยากไปนิพพานหรือไม่

งั้นที่่ว่า คนเราเลือกเกิดไม่ได้ก็ไม่จริงใช่มั้ยคะ คือเราได้เลือกไว้แล้วด้วยกรรมจากอดีตชาติ
ตอบความเห็นที่ ๑

ไม่จริ๊งไม่จริง ที่ท่านพรหมลงมาเกิดซ้ำซาก เป็นเพราะความปรารถนาพระโพธิญาณของท่านเอง

ส่วนพวกเรา ถ้าไม่ได้ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล อยากจะจบชาตินี้ ก็อาจจะได้จบชาตินี้ครับ แม้ไม่จบชาตินี้ ก็จะกลายเป็น "นิสสัย" ติดตัวข้ามภพชาติไปว่า ต้องการไปพระนิพพาน ครับ

ออกสตาร์ทกันวันนี้เลยดีกว่า ครับ

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#3 By Dhammasarokikku on 2008-10-27 15:48

big smile

#2 By ตุ้มเป๊ะ on 2008-10-27 15:47

สาธุค่ะ big smile

เป็นพรหมก็ยังไม่มีความสุขสมบูรณ์เต็มที่เลยนะนี่ ยังต้องมาเกิดอยู่ร่ำไป

แล้วมนุษย์ธรรมดาอย่างเรานี่คงต้องเกิดอีกหลายกัลป์ sad smile

Dhammasarokikku View my profile