นิทานรักชาติ ตอนที่ ๑๒

posted on 28 Oct 2008 09:25 by akkarakitt in Experience

อู๊พซ์กันต่อไปอย่างเมามัน ตอนที่แล้ว อู๊พซ์เนียนไปหน่อย จนมีคนสงสัยว่า เขียนเอ็นทรี่ยาวเหยียดอย่างนี้ นับเป็นการ "อู๊พซ์" ได้อย่างไร ผิดหลักไวยากรณ์สมาคมศัพท์เฉพาะเอ็กซ์ทีนบัณฑิตสถานแห่งประเทศไทย ในพระเดชพระคุณแชมูปถัมภ์ ซึ่งได้ไปตรวจหานิยามของคำว่า "อู๊พซ์" ซึ่งบัญญัติโดย ประธานสมาคมเลี้ยงเคราแพะแห่งประเทศไทยแล้ว ก็พบว่า หลวงตาเข้าใจถูกต้องแล้ว เพราะนิทานแสนยาวนี้ หลวงตาไม่ได้หลับตาเขียนเอง เอาของคนอื่นมาแปลง ก็อป เพสท์ แล้วแก้ไขสรรพนามเล็กน้อย ตัดทอนนิดหน่อย ขอให้เข้าใจตรงกันด้วยเด้อ ว่านี่ไม่ใช่เรื่องที่หลวงตาแต่งเองแค่ตกแต่งพันธุกรรมใหม่ แล้วเอามาเขียนให้หลาน ๆ อ่าน เท่านั้นเอง อยากรู้ว่าใครเป็นผู้เล่า ต้องติดตามอ่านไปจนตอนสุดท้าย จึงจะเฉลย

ฉะนั้นมาอู๊พซ์กันต่อไป ตอนที่แล้ว ท่านท้าวผกาพรหม องค์ที่เคยเล่นซ่อนแอบกับพระพุทธเจ้า ที่เราสวดกันประจำในบทสุดท้ายของพาหุงนั่นแหละ มาสะกิดพรหมพระร่วง ได้เวลาลงไปเกิด ช่วยประเทศไทยอีกแล้ว ท่านพรหมองค์ที่ไปจากพระร่วงรุ่งโรจน์ท่านก็ถามว่า “จะให้ฉันไปคนเดียว หรือมีใครลงไปช่วยด้วย” ท่านผกาพรหมตอบว่า “จะส่งพรหม เทวดาอื่น ๆ ไปช่วยด้วย คราวนี้ต้องขยายอาณาจักรไทย ให้ถึงสิงค์โปร์ ทางด้านเหนือจะส่งคนไปสะกัดด้านเหนือไว้ด้วย ให้เขาสร้างความสามัคคี แต่ตอนเริ่มต้น ท่านต้องไปเริ่มต้นไว้ก่อน ท่านพรหมพระร่วงก็ถามอีกว่า “ถ้าเริ่มต้นตอนนี้ แล้วมันจะพังอีกไหมล่ะ ถ้ามันจะพังอีกละก็ ไม่ต้องไปเริ่มกันละ เลิก เริ่มทีไรพังทุกที เริ่มเมื่อไรก็พังทุกที จะไปเริ่มมันทำไม มันอยากจะเป็นขี้ข้าเขา มันไม่รักชาติก็ช่างมัน”

ท่านผกาพรหมก็บอกว่า “ไม่เป็นไร ถ้าเริ่มตอนนี้ละก็ ไทยเป็นไทตลอดไป จะมีบ้างก็โขยกเขยก ๆ จะถึงขนาดพังเป็นทาสเขาทั้งชาตินี่ ไม่มี จะมีบ้าง ก็ตามกฎของกรรม ของสัตว์ที่มาเกิด” นี่อย่านึกว่าคนเล่ารู้เองนะ ท่านปู่มาบอกให้ฟัง ท่านพรหมพระร่วงท่านก็ตกลง ลงมาเกิด เข้าท้องแม่ ก็เริ่มอาละวาดทีเดียว ท่านแม่แพ้ท้อง อยากจะกินเลือดขอม เอาแล้ว ท่านพ่อก็ไปเจอะขอมเซ่อ ๆ ซ่าๆ เตะพั้บฟันคอฉับ เอาเลือดมาให้แม่กินสด ๆ แหมมีกำลังแข็งแรงขึ้น ผิวสวย ใจดี มีเมตตา น่ารักขึ้นกว่าเดิม ผิวพรรณผ่องใส แช่มชื่น นี่หลังจากกินเลือดขอมแล้ว ก็มีจริยาชดช้อย อ่อนหวาน หว่านเครือ แข็งแรง คนท้องน่าจะอุ้ยอ้าย แต่ปรากฏว่า มีความแข็งแรง ฝึกอาวุธ นั่น ! แสดง ตั้งแต่ในท้องแล้ว

พอคลอดจากท้องแม่มา ก็เป็นเด็กชายมีรูปร่างหน้าตาสดสวย ผิวพรรณงดงาม มีไฝแดงที่หัวคิ้วขวา อันนี้ท่านพ่อให้โหรมาดู โหรทำนายว่า เด็กคนนี้ มีบุญญาธิการมาก สามารถปูพื้นฐานรวมไทยได้ตลอด ถึงแหลมมลายูโน่น

ท่านพ่อทำพิธีให้ลูก โดยนิมนต์พระมาสวด ในบรรดาพระที่มาสวดนี่ มีพระผู้เฒ่า ๒ องค์ ผิวคล้ำหน่อย เพราะธุดงค์มาด้วย สวดเสร็จนั่งหลับตาปี๋ พอลืมตามาบอกว่า เด็กคนนี้มาจากพรหม หวังจะมากู้ชาติไทย มีสหชาติมาเกิดด้วย คือพ่อขุนน้าวนำถม จะเป็นคนปูพื้นฐานไทย ให้เป็นไทตลอดไป ไทยจะไม่สลายตัว เพราะเด็กคนนี้สร้างไทยให้เป็นไทมานานแล้ว เมื่อคราวไทยย่อยยับ จึงมาเกิดเพื่อรวมไทย

พอหลวงตา ๒ องค์ ทำนายอย่างนี้ ของขวัญมามากมาย ท่านพ่อ ท่านแม่ ก็เริ่มวางแผน เอาสิ่งของ ที่เขานำมาให้ลูกชาย เก็บทำเป็นธนาคาร ไว้ทำทุนในการสร้างอาวุธ ทำทุน ฝึกอาวุธ ฝึกระเบียบวินัย ทำทุนการศึกษา นี่ท่านพ่อเริ่มงานก่อน ขอมมันก็คน ไทยก็คน มันวิเศษจริง มันก็อยู่ มันแย่ มันตาย เราไทย กับขอม มันต้องตายกันข้างหนึ่ง นี่ท่านพ่อก็นักเลงเหมือนกัน ลูกชายคนนี้ท่านตั้งชื่อว่า “ขุนศรีเมืองมาน” ขุนศรีเมืองมานโตขึ้น ก็ทำงานคู่กัน กับพ่อขุนน้าวนำถม ให้พ่อขุนน้าวนำถม เป็นคนอ่อนน้อมต่อขอม

แต่พ่อขุนศรีเมืองมานนี่ เป็นคนยิ้มแย้มแจ่มใส ทว่าถ้าขอมพูดไม่ชอบใจ ก็เอาเลยบอกว่า “นี่ไทยนะ ไทยก็คน  ขอมก็คน ถ้าจะเอาอะไร ก็เอาแต่เพียงดี ๆ นะ ถ้าใช้อำนาจแบบนี้ มันต้องใช้ดาบกันก่อน ถ้าแกไม่อยากเจ็บตัว  ไม่อยากตายละก็ กลับไปก่อน แล้วมาพูดใหม่ ถ้าอยากได้คนที่เขากลัวแก โน่น ขุนน้าวนำถมโน่น คนนั้นเขาก้มหัวให้แก ได้ทุกอย่าง แต่นี่ฉันขุนศรีเมืองมาน ไม่ได้เกิดแต่ตัวนะ เอามือ เอาเท้า มาด้วย แกจะนึกว่าแกเป็นนายฉันนะ ที่ฉันยอมให้แกทำตามชอบใจได้ ก็เพราะฉันถือว่า มันเป็นประเพณีที่เคยเป็นมาก่อน ถ้าไม่อย่างนั้นขอมมันก็คน ไทยก็คน ถ้าขอมฟันคอคนไทยขาดได้ ไทยก็ฟันคอขอมขาดได้ เหมือนกันนะ”

ตอนนี้ ขอมชักถอยกรูด ต่อมา มีลูกมีหลาน ขอมเห็นท่าไม่ได้การ เลยเอาลูกเอาหลานไทย ไปเป็นลูกเขย ลูกสะใภ้ เพราะท่าทางจะแข็งเมือง เป็นอันว่า สมัยนั้น ก็ฝึกปรือลูกหลาน ในการรบ รู้จักรัก คือรักความสามัคคีในชาติ ขึ้นชื่อว่าไทยด้วยกัน อย่าโกงกัน อย่าข่มเหงกัน อย่าทำลายกัน แม้จะโกรธกัน ก็ควรให้อภัยกัน ทั้งผู้หญิงผู้ชาย ควรจะฝึกอาวุธ หาแหล่งทรัพยากร สอนวิธีทำทอง ขุดทอง ด้วยมีความร่ำรวย ขอมเห็นว่าไทยร่ำรวย ก็มาขอให้ไทย ส่งส่วยมากกว่าเดิม พ่อขุนศรีเมืองมาน จึงไปสัมพันธ์กับขอม (คือติดต่อพูดกับเขา) ว่า “จะเอาส่วยมากกว่าเดิม หรือจะไม่เอาเลย ไอ้ที่ให้อยู่นี่ ก็เบียดเบียนกันมากเกินไปอยู่แล้ว ถ้าต้องการมากกว่านี้ ก็จะไม่ให้เลย”

ขอมทำตาปริบ ๆ เจอะคนบ้าเข้า ขอมเห็นท่าไม่ดี ก็เลยบอก “งั้นขอเท่าเดิม” ท่านพ่อขุนศรีเมืองมาน ก็บอกว่า “เท่าเดิมจะให้ แต่จะให้ไปนานเท่าใดนั้น ไม่แน่ อย่าใช้อำนาจให้มันมากเกินไปนะ เราเป็นคนเหมือนกัน ที่ให้ส่วยไปนี่ ก็เอาเปรียบกันเกินไปอยู่แล้ว ผืนแผ่นดินนี่ ขอมไม่ได้สร้างไว้นะ โลกนี้ขอมไม่ได้เป็นเจ้าโลกนะ ขอมไม่ได้เอาดินมาถม ให้เป็นโลก อย่าใช้อำนาจให้มันมากเกินไป ที่ยอมอ่อนย้อมกันอยู่นี้ ก็ถือว่า เป็นประเพณีนะ ถ้าไม่รักประเพณีเสียอย่างเดียว ขอมจะไม่มีที่อยู่”

ความจริงเวลานั้น เราพร้อมรบ แต่เรายังไม่รบ เพราะพวกเราอายุมากไปแล้ว ให้ลูกหลานรบ สั่งสอนลูกหลาน คือ พ่อขุนผาเมือง กับพ่อขุนบางกลางท่าว ให้รับประเพณีนี้ไว้ เวลานั้น พ่อขุนศรีเมืองมานอายุ ๓๐–๔๐ ปี ช่วงนี้ ภรรยา คือแม่ศรีตาย “แม่ศรีไหนล่ะท่านปู่ ท่านบอกก็พรรณวดีศรีโสภาค เธอตาย ท่านพ่อขุนศรีเมืองมาน จึงบวชหน้าไฟให้เมีย แล้วไม่สึกอีกเลย เวลานั้นมีเมียหลวงคนเดียว คือแม่ศรี และมีเมียราษฎร์อีก ๒๙ คน ไม่ไหว  บวชแล้วไม่สึก มอบหน้าที่ให้พ่อขุนน้าวนำถมทีมฝ่ายฆราวาส ฝ่ายพระก็ตั้งมหาวิทยาลัยการรบ การปกครอง การเศรษฐกิจ เศรษฐศาสตร์ การคลัง สอนให้เด็กรู้จักความสามัคคี รักในธรรม ประพฤติในธรรม

แล้วหลังจากนั้นพระศรีเมืองมาน ก็ออกเดินธุดงค์ ตั้งแต่เหนือ ยันนครศรีธรรมราช เพราะท่านทราบดีว่า คนไทยอยู่เกลื่อนกลาด ตลอดไปหมด เป็นกลุ่มย่อย ๆ เวลาธุดงค์ไป ก็เป็นคนเก่ง ใครอยากได้คาถาอาคม ค้าขายดี เมตตามหานิยม คงกระพัน หนังเหนียว มีทุกอย่าง คนไทยชอบ มาทำบุญใส่บาตรกันเป็นกลุ่ม ๆ ใหญ่ ๆ ในเวลาเดียวกัน ท่านก็ปลุกระดมไปในตัว ให้รู้จักว่า “เราเป็นคนไทยนะ คนไทยด้วยกัน ต้องรักความสามัคคี ต่อไปคนไทย ต้องเป็นเอกราช ไม่เป็นทาสขอม ให้ทุกคนกลมเกลียว สามัคคีกันไว้ ฝึกปรือการรบไว้ ฝึกปรือการสร้างสรรค์ด้านเศรษฐกิจ ให้เจริญรุ่งเรืองเข้าไว้ด้วย ทำมาหากินได้ เก็บเข้าไว้ ถ้าเกิดสงคราม เราจะต้องจับจ่ายใช้สอยมาก จะได้ไม่ลำบาก ในการอุปโภค บริโภค” นี่พระธุดงค์สมัยนั้น นี่ถ้าจะไม่ใช่พระ เขาเรียกเดินดง ไม่ใช่ธุดงค์ เดินไปถึงนครศรีธรรมราช และไปยันสิงค์โปร์ ใช้เวลาเป็นปี

พอย้อนกลับมาอีกที คนไทยดีขึ้นมาก งานขั้นต่อมา ก็ส่งหน้าที่ให้พ่อขุนบางกลางท่าว กับพ่อขุนผาเมือง กลับมาถึงเมือง บอกลูกหลานว่า “งานเสร็จแล้ว ลงมือได้” พระพ่อขุนศรีเมืองมาน มาเกิดเป็นวาระที่ ๕ นี้ก็สร้างสรรค์ความสามัคคีกันในความเป็นไทย แล้วก็ไปอยู่ที่วัดต้นจันทร์ ซึ่งอยู่ในป่าลึก ท่านก็เจริญสมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน แล้วก็ตายในระหว่างฌาน กลับไปเป็นพรหมตามเดิม สบาย เกิด ๆ ตาย ๆ แบบนี้ไม่เป็นเรื่องนะหลานรัก เป็นอันว่าบุคคลคนเดียวกัน คือ พระเจ้ามังรายมหาราช มาเกิดวาระที่ ๕ เป็นพ่อขุนศรีเมืองมาน ลูกหลานก็ทำสงครามขับไล่ขอม ไปจากแผ่นดินไทย จนกระทั่งพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ขึ้นครองราชย์ และแก่แล้ว พระพ่อขุนศรีเมืองมานจึงตาย การตายคราวนี้ ก่อนหน้าจะตาย ท่านละภารกิจทั้งหมด ปล่อยให้เป็นเรื่องของคนหนุ่ม ท่านเจริญพระกรรมฐาน ทรงฌานสมาบัติ ตายไปเป็นพรหม หนีบาปไป

จำไว้นะหลานว่า “คนเราเกิดมาในโลก ที่ไม่ทำความชั่วเลยน่ะ ไม่มี ถ้าเราจะชดใช้บาป มันก็ชดใช้กันไม่ไหว มีทางเดียวในกิจของพระพุทธศาสนา คือ หนีบาป การภาวนาให้จิตทรงตัว การคิดถึงคุณพระรัตนตรัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกหลานทั้งหลาย ต่างคนต่างได้อภิญญาสมาบัติ การทรงอภิญญาสมาบัตินี่ถือว่าเป็นคุณธรรมอันเลิศ ยากที่บุคคลอื่นจะพึ่งทำได้ (คำว่าบุคคลอื่นหมายถึงบุคคลภายนอก แต่พราหมณ์เขาก็ทำได้)

เมื่อได้อภิญญาสมาบัติแล้ว จงรักษาอภิญญาสมาบัติไว้ให้ทรงตัว พยายามรวบรวมบารมี ๑๐ ประการไว้ให้ครบถ้วน พยายามตัดสังโยชน์ ๑๐ ประการให้หมด จรณะ ๑๕ ปฏิบัติให้ครบถ้วน มีพรหมวิหาร ๔ ให้ครบถ้วน ทรงศีลให้บริสุทธิ์ มีอิทธิบาท ๔ ทรงตัว เมื่อมีการทรงตัว ดังกล่าวมานี้ หลานรักทั้่งหลาย จะไม่ต้องเกิดอีกต่อไป การเกิดอย่างพระเจ้ามังราย ที่เล่ามานี้ไม่เป็นเรื่อง

ตอนนี้ ไปนอนสบายอยู่ที่พรหม มองดูคนไทยสมัยพ่อขุนรามคำแหงยาวเหยียด ไทยด้านเหนือ พ่อขุนรามคำแหงก็วางแผนดี เป็นมิตรกับพ่อขุนเม็งราย เป็นเพื่อนกันดี ฝ่ายใต้ ตีไปจนถึงสิงค์โปร์ การตีคราวนั้นไม่ยากเพราะเป็นการรวมไทย ที่พระพ่อขุนศรีเมืองมานไปวางรากฐาน แห่งความสามัคคีไว้แล้ว รวมกันก็ง่าย เพราะคนไทยด้วยกัน ที่ขัดคอก็มี ที่กระบี่เท่านั้น ที่เขาสู้หนัก นอกนั้นไม่เสียเลือดเนื้อ ท่านก็นอนดูสบาย

ต่อมาไม่ช้าไม่นาน คนไทยเกิดแบ่งเป็น ๒ พวกซะแล้ว ไทยเชียงแสน ก็ยังอยู่ดี แต่เกิดไทยอู่ทองขึ้นมาอีกแล้ว ท่านพรหมมังราย เห็นไทยแยกเป็น ๒ พวกแบบนี้ มันก็จะกลายเป็นไม้เรียวหนามเป็นอัน ๆ ไม่ช้าไม่นานนักเขาก็จะหัก ทีละซี่ ๒ ซี่ ตอนนี้เห็นท่าจะไม่ดีซะแล้ว ลูกหลานไทยนี่ มันไม่รู้จักประสานกัน ไม่มีความสามัคคี การบ้าลาภ บ้ายศนี่ มันเป็นของไม่ดี บ้าความเป็นใหญ่ มองมามองไป เกิดความรำคาญใจ ถ้าจะอยู่ไม่ได้ พอดีท่านท้าวผกาพรหมก็มาบอกว่า (นี่ท่านบอกนะ เล่าเรื่องของพระเจ้ามังรายมหาราชนะ ไม่ใช่ประวัติของผู้เล่า พระเจ้ามังรายนี่ท่านเป็นคนขยันเกิด แต่คนอื่น ก็อาจจะขยันเกิดอย่างพระเจ้ามังรายเหมือนกัน)

ท่านผกาพรหม ก็บอกว่า “นี่พ่อพรหมจ๋า ในฐานะที่ปรารถนาพุทธภูมิ พระพุทธศาสนา จะทรงอยู่ในประเทศไทย แต่ถ้าไทยยังแตกกันอยู่อย่างนี้ เพียงใด พระพุทธศาสนาจะทรงอยู่ไม่ได้ เพราะถ้าไม่มีคนนับถือ ไม่มีคนปฏิบัติตาม พระพุทธศาสนาเกิดไม่ได้ ฉะนั้นท่านต้องกลับลงไปรวมไทยเดิมให้เป็นไทยตามเดิม” เอาอีกแล้ว ท่านองค์นี้ขยันเตือนจริง ๆ จะลงมาเกิดเองก็ไม่ลงมา จึงถามท่านว่า จะไปลงที่ไหนล่ะ

เป็นอย่างไรบ้างล่ะหลาน ๆ หน้าประวัติศาสตร์ชาติไทย เวอร์ชั่นอภินิหาร เรื่องราวเหล่านี้ เป็นเรื่องเชื่อยาก แต่หลวงตาว่า คนเล่าท่านไม่โกหกหรอก คนโกหกย่อมไปพระนิพพานไม่ได้ ศีล ๕ ยังไม่ครบ จะไปพระนิพพานได้อย่างไร เป็นมนุษย์ที่แปลว่า "ใจสูง" ยังไม่ได้เลย มนุษย์นี่ ต้องถือศีล ๕ เป็นปกตินะ ถ้ามีไม่ถึง เขาเรียกว่า "คน" ที่แปลว่า "ยุ่ง" นะ ยังไม่ใช่มนุษย์ และเจตนาที่ท่านเล่า่ ก็เพื่อ ๑.ให้เกิดความรักชาติ ๒.ให้เบื่อหน่ายการเกิด ฉะนั้นหากเรื่องราวทั้งหลายนี้ หลาน ๆ เชื่อแล้ว หลาน ๆ จะรักชาติมากขึ้น มันก็เป็นสิ่งที่ดีใช่ไหมล่ะ

เอาละ นี่ก็เห็นแล้วใช่ไหมล่ะว่า คนไทยก็ตีกันเองมาแต่โบราณกาล ไม่ใช่เพิ่งมาเริ่มตีกัน และไหนจะมีพวกขอมดำ กลับชาติมาเกิดอีกเล่า เขาทั้งหลายไม่รู้ตัวหรอกว่า เขาเคยเกิดเป็นใคร แต่จะมีความจงเกลียดจงชัง สถาบันพระมหากษัตริย์ ติดตัวข้ามภพ ข้ามชาติมา 

คนไทยนั้นยามรบเราสู้ไม่ถอย ถ้าข้าศึกหงอย เราก็ตีกันเอง เป็นอย่างนี้มานานแล้ว เราทำอะไรไม่ได้ ก็ควรทำใจเสีย รับรู้ไว้ว่า กว่าเราจะสร้างชาติมาได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะจะมีพวกบ่อนทำลายชาติ เกิดมาคู่กันทุกยุคทุกสมัย

วันนี้ก็อู๊พซ์มาพอสมควรแล้ว หลวงตาขอลาไปอ่านหนังสือสอบก่อนละ...

โปรดติดตามตอนต่อไป

จบตอน ๑๒

edit @ 30 Oct 2008 18:54:33 by Dhammasarokikku

Comment

Comment:

Tweet

ฉันชอบบทความนี้
big smile

#7 By Midnight Baby on 2008-10-29 04:51

พอเข้าใจมากขึ้นแล้วค่ะ ขอบพระคุณนะคะ big smile
^

ฮ่า ๆ ๆ เอิ๊ก double wink

#5 By Dhammasarokikku on 2008-10-28 17:26

กรี๊ดดด
หลวงพี่ ผมเป็นประธานสมาคมเลี้ยงเคราแพะแห่งประเทศไทยโดยไม่รู้ตัว

#4 By Eddy on 2008-10-28 16:46

กะลังมันเลยค่ะ อิอิ
ขยันๆอ่านหนังสือเข้าค่ะหลวงพี่ สู้ๆ

#3 By Rinna ♥ on 2008-10-28 14:04

ตอบความเห็นที่ ๑

ไม่เป็นเรื่อง เพราะเรื่องของเรื่อง ก็คือ เราต้องการไม่เกิด เป็นหลัก ที่ท่านนำมาเล่า ก็เพื่อให้เห็นความไร้สาระของการเวียนเกิด เวียนตาย มันไม่มีที่สิ้นสุด

ท่านแนะว่า อย่าไปเอาอย่าง พวกพระโพธิสัตว์ ท่านเหล่านั้น ขยันเกิดกันเหลือเกิน ก็เพราะใจท่าน ปรารถนาพระโพธิญาณ ต้องสั่งสมบารมี ทำความดีกันหูดับตับไหม้ ส่วนเราไม่ต้องการพระโพธิญาณ จึงควรมองการเกิด เป็นเรื่องไร้สาระ ไร้แก่นสาร การเกิด เป็นสิ่งไม่ควร เป็นสิ่งน่าเศร้า เป็นสิ่งที่นำมาซึ่งความทุกข์มหาศาล และการจะไม่เกิดได้ ต้องมาจากความเบื่อในการเกิด ความเบื่อก็เกิดจากการเห็นความไม่เป็นสาระ ไม่เป็นเรื่อง ของการเกิด นั่นเอง

มันอาจเข้าใจยาก ทำใจยากสักนิดหนึ่ง หากทำได้ตามที่ท่านบอก เราเห็นเด็กเกิดใหม่แล้ว แทนที่จะดี๊ด๊า เข้าไปอุ้ม เข้าไปกอด แหม... น่ารักเสียเหลือเกิน เราอาจจะรู้สึกไปอีกอย่างหนึ่งว่า โธ่... น่าสงสารเหลือเกินนะ ทุกข์มาเกิดอีกแล้ว

สวนทางกับคนปกติ โดยสิ้นเชิง คนทั่วไปมองการเกิด เป็นเรื่องรื่นเริง น่าหรรษา เลี้ยงรับขวัญลูก การตาย เป็นเรื่องน่าโศกเศร้าอย่างยิ่ง

ท่านกลับมองความเกิดเป็นทุกข์ และการตาย เป็นเรื่องธรรมดา เพราะมีเหตุมาจากความเกิด

นี่คือเป้าหมายสำคัญที่สุด ในการเกิดเป็นมนุษย์ครับ มองให้เห็นความจริง อย่างที่มันเป็น เห็นความธรรมดาของชีวิตว่า มันเป็นทุกข์ มันไม่เที่ยง และมันไม่มีตัวตน ถ้าเห็นจริงตามนั้น จบกิจ เป็นพระอริยบุคคลชั้นสูงสุดในบวรพุทธศาสนาเลยครับ แต่ถ้ายังไม่เห็น ก็พยายามเห็น พยายามเชื่อ ไปเรื่อย ๆ สักวัน เมื่อสติปัญญาถูกบ่มเพาะดีแล้ว ก็จะเห็นเองครับ

เจริญยิ่งในธรรม ฯ

#2 By Dhammasarokikku on 2008-10-28 12:25

"การเกิดอย่างพระเจ้ามังรายที่เล่ามานี้ไม่เป็นเรื่อง" มีความหมายว่าอย่างไรคะ เพราะดูเหมือนท่านจะลงมาเกิดเพื่อสะสมบารมีไม่ใช่เหรอคะ embarrassed (สงสัยอีกแล้วเรา)

Dhammasarokikku View my profile