นิทานรักชาติ ตอนที่ ๑๓

posted on 29 Oct 2008 11:27 by akkarakitt in Experience

วันนี้ขออู๊พซ์อย่างรวดเร็ว เพราะงานเยอะ

ตอนที่แล้ว ท่านผกาพรหมมาสะกิดท่านพรหมมังราย ให้ลงไปเกิดอีกแล้ว ท่านพรหมมังรายสงสัยว่า คราวนี้จะลงไปเกิดอย่างไร ท่านผกาพรหม บอกว่า “ลงไปเกิดเป็นลูก ของแม่ทัพของสมเด็จพระพันวสา” (พระพันวสานี่ มีชื่อเรียก ๒ องค์ สมเด็จพระอนิทราธิราช เขาก็เรียกพระพันวสา และพระเจ้าสามพระยา เขาก็เรียก พระพันวสาเหมือนกัน) ท่านพรหมมังราย จึงกล่าวว่า “ถ้าไปเกิดเป็นลูกแม่ทัพก็ต้องรบกันหนัก” ท่านผกาพรหมก็ถามว่า “จะรักษาพระพุทธศาสนาไว้ หรือจะรักษากำลังใจตนเองให้เป็นสุข ถ้าพระพุทธศาสนาหมดไป ใจท่านจะเป็นสุขไหม”

ท่านมังรายพรหมก็ตอบว่า “ถ้าพระพุทธศาสนาหมดไป ใจฉันจะเป็นสุขได้อย่างไร ฉันมีชีวิตอยู่เพื่อพระพุทธศาสนา เพราะว่า ถ้าพระพุทธศาสนายังทรงอยู่เพียงใด คนทั้งโลกจะมีความสุข ถ้าพระพุทธศาสนาขยายไปได้ทั้งโลก” ท่านผกาพรหมจึงบอกว่า “ถ้าอย่างนั้น ท่านก็ต้องไปเกิดในตระกูล ของแม่ทัพของสมเด็จพระพันวสา  คือ สมเด็จพระอินทราธิราช” ท่านมังรายพรหม ก็ต้องรับคำ แล้วถามว่า มีใครร่วมไปเกิดด้วยไหม ท่านผกาพรหมจึงบอกว่า จะจัดพรหม หรือเทวดา ร่วมไปตามสมควร

หลาน ๆ ที่รักทั้งหลาย นี่เรื่องของบุคคลคนเดียว ในช่วงระยะเวลา ๒  พันปีเศษ ก็เกิดมาเป็นวาระที่ ๘ แล้ว การเกิดแต่ละคราว ก็เต็มไปด้วยความลำบาก ยากแค้น สิ่งที่สร้างไว้ทั้งหมด อำนาจวาสนาบารมีที่มีอยู่ ก็ไม่ได้สร้างให้ตัวดีขึ้นมาเลย นี่เป็นแบบฉบับให้บรรดาลูกหลานพึงระลึกว่า ไม่ควรจะห่วงขันธ์ ๕ จนเกินไป งานที่เรามีอยู่ ถือว่าทำตามหน้าที่ แต่อีกส่วนหนึ่งของกำลังใจ นั่นคือ ความดี เราต้องรักษาไว้ เราต้องรักษาความดีทั้งสองอย่าง คือโลกไม่ช้ำ ธรรมไม่เสีย หน้าที่พ่อบ้านแม่เรือน การปกครองตัวเอง ทำให้ครบถ้วนทุกอย่าง ในด้านของความดี และศีลธรรม หากินด้วยความสุจริต ไม่ผิดศีลไม่ผิดธรรม ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดประเพณีของบ้านเมือง และไม่ขัดคอชาวบ้าน ถ้าเป็นพ่อบ้านแม่เรือน ก็ปกครองโดยธรรม ทำตามหน้าที่ รับราชการ เป็นลูกจ้างบริษัท ก็ทำงานด้วยดี คิดว่าเป็นงานของเรา สร้างเขาให้มีความสุข ให้มีกำไร ผลกำไรมันก็ตกมาถึงเราเอง นี่คนดีเขาคิดแบบนี้

ฉะนั้น หลานรักทั้งหลาย ที่ทุกคนตั้งใจทำความดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความดีที่คาดไม่ถึงนั้น ก็คือการช่วยงานสาธารณประโยชน์ด้วยความแข็งขัน ไม่หวั่นไหวต่อความลำบากยากแค้น เช่น กา