นิทานรักชาติ ตอนที่ ๑๓

posted on 29 Oct 2008 11:27 by akkarakitt  in Experience

วันนี้ขออู๊พซ์อย่างรวดเร็ว เพราะงานเยอะ

ตอนที่แล้ว ท่านผกาพรหมมาสะกิดท่านพรหมมังราย ให้ลงไปเกิดอีกแล้ว ท่านพรหมมังรายสงสัยว่า คราวนี้จะลงไปเกิดอย่างไร ท่านผกาพรหม บอกว่า “ลงไปเกิดเป็นลูก ของแม่ทัพของสมเด็จพระพันวสา” (พระพันวสานี่ มีชื่อเรียก ๒ องค์ สมเด็จพระอนิทราธิราช เขาก็เรียกพระพันวสา และพระเจ้าสามพระยา เขาก็เรียก พระพันวสาเหมือนกัน) ท่านพรหมมังราย จึงกล่าวว่า “ถ้าไปเกิดเป็นลูกแม่ทัพก็ต้องรบกันหนัก” ท่านผกาพรหมก็ถามว่า “จะรักษาพระพุทธศาสนาไว้ หรือจะรักษากำลังใจตนเองให้เป็นสุข ถ้าพระพุทธศาสนาหมดไป ใจท่านจะเป็นสุขไหม”

ท่านมังรายพรหมก็ตอบว่า “ถ้าพระพุทธศาสนาหมดไป ใจฉันจะเป็นสุขได้อย่างไร ฉันมีชีวิตอยู่เพื่อพระพุทธศาสนา เพราะว่า ถ้าพระพุทธศาสนายังทรงอยู่เพียงใด คนทั้งโลกจะมีความสุข ถ้าพระพุทธศาสนาขยายไปได้ทั้งโลก” ท่านผกาพรหมจึงบอกว่า “ถ้าอย่างนั้น ท่านก็ต้องไปเกิดในตระกูล ของแม่ทัพของสมเด็จพระพันวสา  คือ สมเด็จพระอินทราธิราช” ท่านมังรายพรหม ก็ต้องรับคำ แล้วถามว่า มีใครร่วมไปเกิดด้วยไหม ท่านผกาพรหมจึงบอกว่า จะจัดพรหม หรือเทวดา ร่วมไปตามสมควร

หลาน ๆ ที่รักทั้งหลาย นี่เรื่องของบุคคลคนเดียว ในช่วงระยะเวลา ๒  พันปีเศษ ก็เกิดมาเป็นวาระที่ ๘ แล้ว การเกิดแต่ละคราว ก็เต็มไปด้วยความลำบาก ยากแค้น สิ่งที่สร้างไว้ทั้งหมด อำนาจวาสนาบารมีที่มีอยู่ ก็ไม่ได้สร้างให้ตัวดีขึ้นมาเลย นี่เป็นแบบฉบับให้บรรดาลูกหลานพึงระลึกว่า ไม่ควรจะห่วงขันธ์ ๕ จนเกินไป งานที่เรามีอยู่ ถือว่าทำตามหน้าที่ แต่อีกส่วนหนึ่งของกำลังใจ นั่นคือ ความดี เราต้องรักษาไว้ เราต้องรักษาความดีทั้งสองอย่าง คือโลกไม่ช้ำ ธรรมไม่เสีย หน้าที่พ่อบ้านแม่เรือน การปกครองตัวเอง ทำให้ครบถ้วนทุกอย่าง ในด้านของความดี และศีลธรรม หากินด้วยความสุจริต ไม่ผิดศีลไม่ผิดธรรม ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดประเพณีของบ้านเมือง และไม่ขัดคอชาวบ้าน ถ้าเป็นพ่อบ้านแม่เรือน ก็ปกครองโดยธรรม ทำตามหน้าที่ รับราชการ เป็นลูกจ้างบริษัท ก็ทำงานด้วยดี คิดว่าเป็นงานของเรา สร้างเขาให้มีความสุข ให้มีกำไร ผลกำไรมันก็ตกมาถึงเราเอง นี่คนดีเขาคิดแบบนี้

ฉะนั้น หลานรักทั้งหลาย ที่ทุกคนตั้งใจทำความดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความดีที่คาดไม่ถึงนั้น ก็คือการช่วยงานสาธารณประโยชน์ด้วยความแข็งขัน ไม่หวั่นไหวต่อความลำบากยากแค้น เช่น การไปบริจาคของ หรือ การเลี้ยงก๋วยเตี๋ยวชาวเขาก็ดี การบริจาคทรัพย์เพื่อซื้อชุดเกราะให้ทหารภาคใต้ก็ดี หลานรักของหลวงตา ทำแล้วจงอย่าเกาะนะ ถ้าหลานเกาะ มันจะเกิด ดูตัวอย่างพระเจ้ามังรายมหาราช เป็นสำคัญ เกิดไม่ได้หยุด เกิดแล้วก็ตาย ตายแล้วก็เกิด ไม่ได้มีความดีอะไร “เกิดแต่ละคราว ก็เป็นไปด้วยความทุกข์” โดยหวังความสุขให้แก่บุคคลอื่น ทำให้เขาเป็นปึกแผ่นมั่นคงแล้ว ในที่สุดเมื่อตัวตายไป ความมั่นคงนั่น ก็สลายตัวไป ไม่มีใครเขารักษา ถ้าบังเอิญหลาน ๆ จะพบชีวิตแบบนี้บ้าง ก็ต้องถือเอาพระเจ้ามังรายมหาราช เป็นตัวอย่าง ถือว่า มันเป็นธรรมดาของโลก จะต้องเป็นอย่างนั้น โลกมีความไม่เที่ยง

เป็นอันว่า ท่านพรหมพระเจ้ามังรายมหาราช ก็จุติลงมาเกิด เป็นลูกแม่ทัพที่ชื่อว่า “ขุนไกร” สำหรับประวัติขุนไกร กับขุนแผน ที่สุนทรภู่ หรือใครเขียนหนังสือไว้นั่น ไม่ถูกเกินพอดีไป เป็นนิยาย เป็นหนังสืออ่านเล่น แต่ก็ช่างเขาเถอะ เนื้อแท้จริง ๆ แล้ว คนในสมัยนั้น มีระเบียบวินัยมาก ที่เขาบอกว่า ขุนช้างไม่ดีนั่น ไม่จริง ความจริง ขุนช้างดีมาก เป็นพระยาชื่อ “พระยาภานุมาศ” ส่วนขุนแผน ขั้นสุดท้ายเป็น “เจ้าพระยากาญจน์บุรี” ตอนนี้ ก็มารวบรวมกำลังของเมืองไทยอีก ขุนแผนไปตีเมืองเหนือ เมืองใต้ ตีกันไม่หยุด ทำเอาคนไทยที่แตกแยกออกไป กลับเข้ามา เป็นปึกแผ่นตามเดิม

สำหรับเรื่องนี้ ท่านท้าวผกาพรหม ท่านบอกว่า คนที่เขาเขียนเรื่องขุนช้างขุนแผนน่ะ เขียนไม่ถูกต้อง แต่ก็ไม่ควรจะไปตำหนิเขา เพราะเขาเขียนเพื่อความสนุก ความจริง ขุนช้างเป็นคนดี เป็นคนไม่มีลูก ขุนแผนก็เป็นคนดี เป็นคนมีลูกมาก คำว่า ขุนช้างก็ดี ขุนแผนก็ดี ไม่ได้มีในทำเนียบข้าราชการ ในทำเนียบของข้าราชการทั้ง ๒ คน นี่เป็นพระยาด้วยกันทั้งคู่ และเป็นเพื่อนรักกันมาก ตามที่ท่านผกาพรหมบอกมาว่า ขุนช้าง มีอายุแก่กว่าขุนแผน ๑ ปี เป็นเพื่อนเล่น รักกันมาก มาตั้งแต่เด็ก ขุนช้างเป็นเศรษฐี อยู่ในตระกูลที่หาช้างให้แก่พระราชา ตั้งแต่สมัยปู่ เมื่อได้ช้างมาแล้ว ก็ฝึกช้าง และควบคุมช้าง เรียกว่า เป็นหัวหน้ากองช้าง เขาจึงเรียกว่า ขุนช้าง

สำหรับขุนแผน เป็นแม่ทัพอยู่ในระเบียบวินัย อยู่ในแบบแผนข้อบังคับ จึงได้นามว่า ขุนแผน เป็นศัพท์ของชาวบ้าน แต่ศัพท์ทางราชการ ตอนแรกเป็นหลวงอะไรไม่ทราบ ต่อมาได้เป็น “พระบำราบหรินทร์” ต่อมาเป็นพระยากาญจน์บุรี และเจ้าพระยากาญจนบุรี ไม่ช้าก็ตาย

ที่เขาว่าขุนช้าง โกงเมียขุนแผน แล้วขุนแผน ก็ไปขโมยเมียกลับคืน นี่ไม่น่าจะเป็นไปได้ ตามประวัติ ที่ท่านผกาพรหมบอกไว้ว่า ไม่เป็นเช่นนั้น ขุนแผนเป็นคนมีลูกมาก เพราะมีเมียมาก ที่มีเมียมาก เพราะเป็นคน มีคาถาอาคมดี เป็นแม่ทัพ แม่ทัพนี่ ไม่ใช่ว่าหน้าบึ้งขึงจอนะ ท่านมีหน้าตายิ้มแย้ม แจ่มใส ไปไหนมีแต่ความแช่มชื่น เป็นที่รักของบุคคลทั่วไป ฉะนั้นเมื่อชาวบ้านรักได้ สาว ๆ ก็รักได้เหมือนกัน เมื่อสาว ๆ รักได้ พ่อแผนหนุ่มเมียเผลอก็รักได้เหมือนกัน

ดังนั้น พ่อแผนจึงไม่ได้มีเมียแต่เพียง ๒ คน ลาวทอง กับพิมพิลาไลยเท่านั้น ความจริงขุนแผน มีเมียมากกว่านั้น เพราะว่าฐานะขุนแผน ไม่ได้ยากจนเข็ญใจ ตามโบราณคดีที่เขียนไว้ ขุนช้างท่านมาบอกว่า “ถ้าเจ้าแผนไม่จับจ่ายใช้สอยมาก มันรวยกว่าท่าน อย่างจน ก็อยู่ในคหบดีขนาดสูง” ขุนช้างไม่มีลูก ก็เลยเอาลูกขุนแผน เป็นลูกขุนช้างไป เวลาเช้า ขุนเช้าก็จะสั่งคนรับใช้ ให้หุงข้าวมาก ๆ แกงมาก ๆ ทำขนมมาก ๆ ประเดี๋ยวลูกไอ้แผนมันมา  มันจะไม่มีอะไรกิน ส่วนลูกขุนแผน พอไปหาขุนช้าง ก็คุณพ่อแบบนั้น คุณพ่อแบบนี้ คุณพ่อเป็นคนไม่มีลูก คุณพ่อ ก็เห่ออุ้มลูก จูงหลาน เป็นแถว ลูกขุนแผนต้องการอะไร ขุนช้างหาให้ทั้งหมด นี่เขาเป็นคนดีกันจริง ๆ แต่ว่าหนังสือที่เขียนไว้นะซี ไม่ได้ดีตามนั้นเลย คนในสมัยนั้น อยู่ในระเบียบ ในกรอบวินัยดีมาก มีขนมธรรมเนียมประเพณีดี และพระราชา ก็มีสิทธิตัดหัวได้สบาย ๆ ถ้าไปทำชั่ว แบบที่เขียนในหนังสือไว้

เป็นอันว่า ชาตินี้ ขุนแผนต้องมารวบรวมไทย อาศัยที่มีวิชาการมาก เป็นนักรบเก่ง ล่องหน หายตัวได้ สะเดาะกลอนได้ ทำหุ่นยนต์ได้ ทำอะไรได้แปลก ๆ การยกทัพไป ก็ไม่ต้องใช้กำลังคนมาก ก็สามารถจะสู้ข้าศึกได้ บั้นปลายชีวิตของขุนแผน ไปเป็นเจ้าพระยากาญจนบุรี ก็ไปจำศีลภาวนาอยู่ที่เขาชนไก่ และก็ตายในถิ่นนั้น ด้วยกำลังของฌาน ไปเกิดเป็นพรหมตามเดิม นอนสบาย อยู่พรหมสักพักหนึ่ง

“อาศัยมีใจห่วงใยพระพุทธศาสนา” มองดูคนไทยคิดว่า ถ้าจะไม่ค่อยดีอีกแล้ว ต้องลงไปช่วยพยุงทั้งชาติ พระพุทธศาสนา และประชาชน ให้มีความเป็นอยู่ให้ดีกว่านี้ สักหน่อย ตอนนี้เรียกว่า มาช่วยมุงหลังคา เพราะหลังคารั่ว ฝนตกมา ก็ลำบาก แต่ยังไม่ถึงกับพัง ตอนนี้ลงมาเกิดเป็นลูกกษัตริย์ มีนามว่า พระบรมไตรโลกนาถ ประวัติของท่านเป็นยังไง บรรดาประชาชนชาวไทย ก็รู้อยู่แล้ว นี่ย่องมาเป็นครั้งที่ ๙

หลังจาก เป็นพระบรมไตรโลกนาถพอสมควร เวลานั้น อย่าลืมนะว่า มีพระอรหันต์มาก คนเวลานั้นนิยมเจริญพระกรรมฐานอยู่มาก แต่การแย่งราชสมบัติกัน สมัยกรุงศรีอยุธยานี่ แย่งกันไป แย่งกันมา ก็รู้สึกน่ารำคาญ กษัตริย์เปลี่ยนกันไป เปลี่ยนกันมา รู้สึกว่าใคร ๆ ก็อยากเป็นกษัตริย์ เห็นว่าเป็นของดี บางคนเป็นได้ไม่กี่ปี ก็ตาย ก็ยังอยากจะเป็นกัน ก็แปลก ตำแหน่งกษัตริย์ เป็นตำแหน่งที่หนักมาก แต่ก็อยากเป็นกัน ช่างเขา มันเป็นกฎของกรรม และอาจจะเป็นบุญวาสนาของเขาก็ได้ เมื่อสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถสวรรคต ก็ไปเป็นพรหมตามเดิม ไม่ช้า ไม่นาน ก็ต้องเสด็จลงมาอีก

วาระที่ ๑๐ ก็ลงมาเกิดเป็นขุนเหล็ก หรือ “พระยาโกษาเหล็ก” เกิดควบคู่กับ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช รุ่นราวคราวเดียวกัน ขุนเหล็ก มีน้องชายชื่อ ขุนปาน หรือพระยาโกษาปาน ประวัติของ เจ้าพระยาโกษาเหล็ก และสมัยหลัง น้องชายก็เป็นเจ้าพระยาโกษาปาน ทำอะไรบ้าง ก็รู้กันตามประวัติศาสตร์แล้ว แต่งานจริง ๆ  มีมากกว่านั้น งานหนักมาก เจ้าพระยาโกษาเหล็กนี่ เป็นเชื้อสายของสุโขทัย ตอนนี้ท่านก็มาถึงไทย และขยายไทยให้เข้าสู่สภาพปกติ

เพราะตอนนั้น ไม่สู้ปกตินัก เจ้าพระยาโกษาเหล็ก และเจ้าพระยาโกษาปาน เคยเดินทาง ถึงต่างประเทศ ทั้ง ๒ คน มีฝีมือดี เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย ของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชมาก อันดันแรก เป็นเพื่อนเล่นกัน ต่อมา เป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน มีฝีมือดี ต่อมาเป็นแม่ทัพ สมัยนั้น มีแม่ทัพนายกองเก่ง ๆ หลายท่านด้วยกัน เช่น พระยาพิชัยดาบหัก และอีกหลายคน ไม่ใช่เก่งคนเดียว เก่งคนเดียวนี่เก่งไม่ได้

บั้นปลายของชีวิต ท่านลาราชกิจราชการ เพราะเป็นคนแก่ ไปจำศีลภาวนา เจริญพระกรรมฐานวิปัสสนาญาณ ให้ทาน ตามปกติของคนแก่ ตายจากเจ้าพระยาโกษาเหล็กด้วยกำลังของฌาน ไปเป็นพรหมตามเดิม นอนสบายได้พักหนึ่ง ก็ต้องเสด็จลงมาอีกแล้ว กรุงศรีอยุธยาแตกยับเยิน

วาระที่ ๑๑ นี้ ท่านพรหมพระเจ้ามังรายมหาราช ก็มาเกิดเป็นขุนดาบ ของพระเจ้าตากสินมหาราช คือ พระยาศรีสิทธิสงคราม อยู่ในกองทัพหลวง ประจำองค์พระเจ้าตากสินมหาราช สมัยกรุงธนบุรี ก่อนศรีอยุธยาแตก ท่านผู้นี้เป็นหัวหน้า พร้อมด้วยคณะนายทหารของชาติ เป็นกำนัน ชื่อว่า กำนันจัน หนวดเขี้ยว มีรูปร่างหน้าตาสวยมีเสน่ห์ กินหมาก สูบบุหรี่ ร่างท้วมนิด ๆ เนื้อเต็ม หน้าตายิ้มแย้ม แจ่มใส เป็นที่รัก ของบรรดาประชาชนทั้งหลายที่ปกครอง ชาวบ้านรักท่านกำนันมาก ถึงกับตั้งให้เป็น “ขุนบาลไท” ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ชาวบ้านตั้งให้ ไม่ใช่ตำแหน่งข้าราชการ

แต่ทุกคนเรียกว่า “พ่อ” มีอำนาจมาก อำนาจของท่านก็คือ ความดี วันทั้งวัน ใคร ๆ ก็จะเห็นกำนันจัน หน้าตายิ้มแย้ม แจ่มใส อยู่เสมอ ถ้าเราจะพูดกันแบบคนเลว ๆ ก็จะหาว่า ท่านกำนันจัน เป็นคนอ่อนแอ แต่เนื้อจริง ๆ ลูกรักท่านกำนันจัน เป็นคนเข้มแข็ง เป็นคนที่ชนะใจคนทั้งตำบล และก็ชนะใจคนหลาย ๆ ตำบล ทุกคนที่พบกำนันจัน ก็จะหมอบราบคาบแก้ว ซึ่งความจริงท่านก็เป็นทหารนั่นเอง ไม่งั้นจะสู้พม่าได้ยังไง ที่ค่ายบางระจัน

ต่อมา เมื่อสงครามเกิด เพราะพม่าจะเข้าตีกรุงศรีอยุธยา ท่านกำนันหนวดเขี้ยวกับบรรดา เพื่อนที่รักรวบรวมกำลังของคนไทยในชาติ เท่าที่จะพอหาได้ ตั้งค่ายสู้รบกับข้าศึก ทั้ง ๆ ที่รัฐบาล ไม่มีโอกาสจะสนับสนุนกำนันจันได้เลย เขาเรียกว่า ค่ายบางระจัน คำว่า บางระจันนี่ คงไม่ได้หมายความว่า เอาชื่อกำนันจันมาตั้งชื่อค่าย หรืออาจจะมีความหมายอย่างนั้นผู้เล่าก็ไม่รู้ แต่ตำบลนั้น เขาอาจจะชื่อ ตำบลบางระจัน มาก่อนก็ได้

ความจริงเวลานั้น ถ้ารัฐบาลฉลาด ผู้เล่าคิดว่า ข้าศึกไม่สามารถตีกรุงศรีอยุธยาได้ ทั้งนี้เพราะ กำลังประชาชนส่วนใหญ่ ต่อสู้กับข้าศึก มันเป็นโอกาสดี ที่เราจะสร้างกองโจรได้ดี ทางฝ่ายรัฐบาลเวลานั้น หาคนดียาก กษัตริย์เวลานั้น จะเป็นใครก็ตาม ผู้เล่าขอประณามว่า เป็นกษัตริย์ที่มีอารมณ์โง่ที่สุด เป็นสมัยของข้าราชการ ที่โง่ที่สุด ถ้าหากว่า ประชาชนเขาสู้ เราเป็นรัฐบาล ก็เอาทหารไปในนามของประชาชน มันก็ไม่ยากไปช่วยกัน หรือมิฉะนั้นก็ยาตราทัพเข้าไป โจมตีเบื้องหลังของข้าศึก หรือทำเป็นหน่วยกองโจรก็ได้ สนับสนุนคนในค่ายบางระจัน

แต่นี่ เพียงคนในค่ายบางระจันจะขอปืน ทางราชการก็เกรงว่า ข้าศึกจะแย่งปืนในระหว่างทาง จนกระทั่งพระยาอะไรท่านหนึ่ง ท่านอุตส่าห์ไปช่วยหล่อปืนให้ ท่านยังเดินทางไปได้ แล้วทำไม ทหารจึงไปไม่ได้ นี่ความโง่ของรัฐบาลสมัยนั้น มันก็เท่ากับ ความโง่ของรัฐบาลสมัยหนึ่ง หรืออาจจะเป็น ๔ สมัย ที่ทำให้ชาติล่มจม เกือบทรงตัวอยู่ไม่ได้ จะเป็นสมัยใดบ้าง ผู้เล่าไม่พูด หวังว่าหลาน ๆ คงเข้าใจดี และ คงจะจำหน้า และชื่อ คนในสมัยที่ผู้เล่าพูดนี้ ได้ดีกว่า พวกนี้ถ้าเข้ามาบริหารประเทศเมื่อใด เมื่อนั้นแหละ ประเทศเราก็ยำแย่ แต่ทว่าพวกเราแย่ เขารวย บางรายจะเป็นผู้แทนสักที ลงทุนกันเป็นล้าน เงินเดือนผู้แทนเท่าไร เป็นอันว่า รัฐบาลสมัยนั้น ซวยที่สุด มันเป็นชะตาของประเทศ

ในที่สุด ค่ายบางระจันก็แตก ตามประวัติศาสตร์ เขาเรียกว่า คนในค่ายบางระจัน ตายทั้งหมด แต่ผู้เล่ามีความเห็นว่า คนในสมัยนั้น เขาไม่โง่ เท่าคนเขียนประวัติศาสตร์ คนลงตั้งค่าย ได้เกณฑ์คนมาร่วมรบได้ โดยไม่มีเงินดาวน์ เงินเดือน เบี้ยหวัด ก็ไม่มี สามารถตั้งเป็นกองทัพ ต่อสู้ข้าศึกได้เป็นเดือน ๆ แล้ว จะมีคนที่ไหนเขายอมตายทั้งหมด

ผู้เล่าเคยพบนักเลงคนหนึ่ง เขาคุยเรื่องตีรันฟังแทงเก่ง ถามเขาว่า คุณเคยหนีบ้างไหม แกยิ้ม บอกว่า ผมพูดมาตั้งหลายชั่วโมงไม่มีใครถาม มีท่านองค์เดียวถาม และบอกว่า ถ้านักเลงจริง ๆ ต้องมีหนี ถ้าไม่หนี ก็ไม่ใช่นักเลง เพราะว่า ถ้าเราสู้เขาไม่ได้ เราก็ต้องถอยก่อน ถอยเพื่อไปตั้งหลัก ต่อสู้กับเขาใหม่ นี่จึงจะเป็นนักเลงได้ แต่ว่าถ้าถือตัวว่า เป็นนักเลง แต่ตัวเองไม่สามารถจะถอย ในเมื่อกำลังสู้เขาไม่ได้ ยังงั้น ก็ไม่ใช่นักเลงแท้ เขาถือว่าเป็นคนโง่

ค่ายบางระจัน มีกำนันจันพร้อมด้วยเพื่อน ๆ เมื่อพม่าตีค่ายแตก ก็เป็นของธรรมดา ที่จะต้องเสียกำลังไปประมาณ ๑ ใน ๔ ของกำลังทั้งหมด แต่ว่า เมื่อสถานที่ตั้งมั่นแตกยับเยิน อยู่ไม่ได้ ก็ต้องสลายตัว การสลายตัวคราวนั้น ก็ไม่ปรากฏชื่อเสียงเรียงนามมาอีก เก็บเงียบ ปิดเป็นความลับ ฉะนั้น นักบันทึกประวัติศาสตร์ จึงเขียนว่า ค่ายบางระจันแตก พร้อมด้วยทุกคนตาย ถ้าปล่อยให้ตายแบบนั้น ก็ไม่ใช่กำนันจัน ขุนดาบฝีมือดี

แล้วตกลงขุนดาบจัน จะตายอย่างไร ไปต่อกันตอนหน้าดีกว่านะ สังเกตุดูจริยาของท่านพรหมมังราย ให้ดีเถิด เกิดคราวใด ๑.ประเทศไทยมั่นคงขึ้น เจริญขึ้น เป็นปึกแผ่นมากขึ้น ๒.ตัวท่านเอง มีคาถาอาคม ๓.รบเก่ง ๔.มีเมียเยอะ ๕.ชนะใจคน มีบริวารมาก ๖.ทำทุกอย่าง เพื่อประโยชน์สุข ของคนในชาติ และ ๗.มีคนรักมาก ก็มีศัตรูมาก ตามไปด้วย ๘๋.มักจะลงมาเกิดตอนที่ประเทศไทยเป็นอันตราย หากจะลองคิดเล่น ๆ ถึงพระพุทธพจน์ที่ว่า "นิสสัย" ละไม่ได้ มีตถาคตผู้เดียว เท่านั้นที่ละได้ จักเห็นความสัมพันธ์หรือไม่

อย่างที่จั่วหัวไว้ว่า เรื่องทั้งหลายนี้ เป็นเรื่องของนิทาน อันคนที่ได้ทิพพจักขุญาณ เล่าไว้นานแล้ว ใครที่ไม่ได้ทิพพจักขุญาณ พิสูจน์ไม่ได้ ก็ขอให้เห็นเป็นนิทานไป ไม่ได้ว่าอะไร แต่หากใครสามารถฝึกฝนสมถวิปัสสนากรรมฐาน จนได้ทิพพจักขุญาณ ขอเชิญมาพิสูจน์ว่า เรื่องเหล่านี้ เป็นเรื่องจริง หรือนิทาน

โปรดติดตามตอนต่อไป

จบตอน ๑๓

edit @ 30 Oct 2008 18:55:30 by Dhammasarokikku

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

big smile

#1 By Rinna ♥ on 2008-10-29 15:00

กำลังมันส์เลย.. ใกล้จะถึงปัจจุบันละ ตามกันต่อ

#2 By ตุ้มเป๊ะ on 2008-10-29 19:37

โอ้ จ๊อด อูพซ์เร็วมากกกกกกกกกกก
อ่านไม่ทัน หลุดตั้งแต่ตอนที่ ๗

#3 By mahaoath on 2008-10-29 19:40

เอ็นทรี่นี้ไปไวจังค่ะ กำลังสนุกเชียว big smile
อ๊าาาก ตามอ่านไม่ทันครับ!

#5 By Repentant on 2008-10-30 02:50

Favourites